สำหรับชิ้นงานแรกของคอลัมน์เมืองไม่บังเอิญ ต้องยอมรับว่าเราลังเลอยู่ไม่น้อย เพราะไม่ว่าจะเมืองไหนในภาคตะวันออก ก็ล้วนน่าสนใจและสามารถอธิบายได้อย่างดีว่า เมืองที่เราอยู่ไม่เคยเติบโตและพัฒนาขึ้นมาด้วยความบังเอิญ หากแต่มีร่องรอยบางอย่างซ่อนอยู่เสมอ
แต่ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้าที่ปราจีนบุรี เราเลยเลือกที่จะเริ่มที่ อำเภอกบินทร์บุรี และ อำเภอศรีมหาโพธิ สองอำเภอที่หลายคนน่าจะเคยได้ยินชื่อกันบ่อยของปราจีนบุรี ซึ่งเป็นสองอำเภอที่มีเรื่องราวไม่เล็ก ไม่ว่าจะจากขนาดพื้นที่ ความเป็นมา การก่อร่างเป็นชุมชน การพัฒนาและเปลี่ยนแปลงของเมือง รวมถึงวิถีชีวิตของผู้คนที่อยู่ในนั้น
ยิ่งไปกว่านั้นสองอำเภอนี้ได้กลายเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมแม้จะอยู่ไกลจากกรุงเทพฯ และเป็นพื้นที่ใกล้กับอุทยานแห่งชาติอย่างเขาใหญ่กับทับลาน
ซึ่งคำถามสำคัญที่หลายคนอาจสงสัยคือ ทำไมจะต้องเป็นสองอำเภอนี้?
บทความนี้เราชวนย้อนรอยไปสำรวจเรื่องราวของกบินทร์บุรีและศรีมหาโพธิก่อนหน้าอุตสาหกรรม แล้วทิศทางของการพัฒนาเมืองเข้ามา และอะไรทำให้สองเมืองนี้กลายเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมของปราจีนบุรีไปได้

เส้นทางประวัติศาสตร์ กับการพัฒนาที่ไม่ได้เริ่มจากศูนย์
เราอาจต้องเริ่มต้นที่รากประวัติศาสตร์ของสองเมืองนี้เสียก่อน
สำหรับ ศรีมหาโพธิ อำเภอแห่งนี้มีที่มาของชื่อจาก ‘ต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิ’ ที่เชื่อว่าเป็นหน่อเนื้อของต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้จากพุทธคยา ประเทศอินเดีย ทำให้ต้นโพธิ์แห่งนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดปราจีนบุรี พร้อมครองตำแหน่งเป็นต้นโพธิ์ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย
แต่ความน่าสนใจไปกว่านั้นคือ มีการสันนิษฐานว่าอาจมีมาตั้งแต่สมัยวัฒนธรรมทวารวดีเมื่อประมาณ 1,000 กว่าปีมาแล้ว เนื่องจากมีการค้นพบซากเมืองโบราณ ‘เมืองศรีมโหสถ’ ใน อำเภอศรีมโหสถ และพบชุมชนโบราณในอำเภอศรีมหาโพธิ ซึ่งในอดีตสองอำเภอนี้ถูกเรียกรวมกันว่า ดงศรีมหาโพธิ
ข้อมูลจาก หนังสือประวัติศาสตร์ ดงศรีมหาโพธิ กับการดำเนินงานโบราณคดี โดย ศ.พิเศษ ศรีศักร วัลลิโภดม ระบุว่า “บรรดาโบราณสถานและเมืองโบราณทางด้านตะวันออกในเขต จ.ฉะเชิงเทรา ชลบุรี นครนายก และปราจีนบุรีนั้น บริเวณสำคัญที่สุดคือโบราณสถานในเขต อ.ศรีมหาโพธิ”
พื้นที่แห่งนี้จึงเต็มไปด้วยหลักฐานทางโบราณคดี ทั้งเมืองโบราณ โบราณสถาน จำนวนมาก เช่น พระพุทธรูป เทวรูป เครื่องปั้นดินเผา เครื่องมือหิน และลูกปัดโบราณ สะท้อนว่าศรีมหาโพธิเคยเป็นเมืองศูนย์กลางทางศาสนา และวัฒนธรรมในยุคอารยธรรมขอมรุ่งเรือง ก่อนจะต่อเนื่องมาสู่สมัยทวาราวดีและลพบุรี

นอกจากนั้นข้อมูลจาก รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์การทบทวนและปรับยุทธศาสตร์การพัฒนาของโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกสู่การเป็นประเทศอาเซียนในจังหวัดปราจีนบุรี: กรณีการวางผังเมืองเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รุ้งนภา ยรรยงเกษมสุข มหาวิทยาลัยบูรพา ยังระบุว่า
“เมืองศรีมหาโพธิถือเป็นเมืองโบราณขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญในฐานะเมืองท่าชายทะเลในอ่าวบางปะกง เนื่องจากมีเรือค้าขายต่างประเทศจากอ่าวไทยเข้ามาถึงบริเวณตัวเมืองได้”
ในเวลาต่อมา ดงศรีมหาโพธิกลายเป็นชุมทางค้าขายขนาดใหญ่ที่เรียกว่าท่าหาด หรือท่าประชุม ซึ่งเป็นจุดรวมของโรงสีข้าวและโรงเลื่อยไม้ สอดคล้องกับคำบอกเล่าของเสนาะ (นามสมมุติ) ชาวปราจีนบุรีโดยกำเนิด วัยกว่า 60 ปี ที่เล่าว่า
“ศรีมหาโพธิก็จะมีตลาดติดแม่น้ําบางปะกงเรียกว่า ตลาดท่าประชุม คำว่า ท่าประชุมเป็นภาษาเขมร หมายความราวๆ ว่า รวมกันหรือมาพบกัน ชาวบ้านก็เลยเรียกว่า ท่าประชุมแต่ว่าคนทั่วไปจะเรียกว่าศรีมหาโพธิ”
เสนาะยังเล่าต่อว่า พื้นที่นี้เคยเป็นชุมทางสำคัญของการขนส่งสินค้า โดยเฉพาะข้าวและไม้จากท่าประชุมขึ้นไปถึงเมืองกบินทร์บุรี ซึ่งในอดีตเป็นเขตชายเทือกเขาที่ผู้คนบุกเบิกทําไม้ซุงและทำนา
“ศรีมหาโพธิมีวิถีเกษตร ก็คือค้าขายข้าวต่างๆ สมัยผมเรียนหนังสืออยู่มัธยมเมื่อปี พ.ศ. 2515 – 2516 ก็ยังมีพวกเรือยนต์วิ่งจากท่าประชุมมาในเมืองปราจีนอยู่ เพราะถนนมันไม่ค่อยดี”
ปัจจุบันอำเภอศรีมหาโพธิมีเขตโบราณสถานกว่า 15 แห่ง ที่ขึ้นทะเบียนโดยกรมศิลปากร และชื่อ ‘ศรีมหาโพธิ์คู่บ้าน เขตเมืองทวารวดี’ ยังปรากฏอยู่ในคำขวัญประจำจังหวัด
อีกอำเภอหนึ่งซึ่งติดกับศรีมหาโพธิอย่าง กบินทร์บุรี เองก็มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญไม่แพ้กัน โดยความคุ้นเคยของผู้คนเอง ที่นี่เป็นเสมือนเมืองหน้าด่านและศูนย์กลางจุดพักรถก่อนเดินทางต่อไปภาคอีสาน
ซึ่งหากเราขับรถจากพนมสารคามมาบนถนน 304 ที่สองข้างทางเรียงรายด้วยซุ้มข้าวโพดแปดแถว ข้ามสะพานคลองพระปรงไปจนถึงสี่แยกกบินทร์บุรีอันเป็นเหมือนศูนย์กลางของเมืองใหม่ แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ตัวตลาดเก่ากบินทร์บุรี เราจะเห็นบ้านไม้สองชั้นที่ชั้นล่างเปิดเป็นร้านค้า และลำคลองสีน้ำตาลขุ่นสองสายไหลมาบรรจบกัน
ตรงนี้เองคือ จุดที่แควหนุมานและคลองพระปรงจากมาบรรจบกัน จนเกิดเป็น แม่น้ำบางปะกง สายน้ำแห่งชีวิตที่หล่อเลี้ยงผู้คนทั้งลุ่มน้ำตั้งแต่ปราจีนบุรี นครนายก ไปจนถึงฉะเชิงเทรา

หากย้อนไปไกลกว่านั้น กบินทร์บุรีเองมีความ ‘เมือง’ มาตั้งแต่สมัยอยุธยา ทำหน้าที่เป็นจุดพักทัพและด่านสำคัญ ก่อนการเดินทางขึ้นสู่ลุ่มน้ำโขงหรือชายแดนกัมพูชา
ในสมัยรัชกาลที่ 3 มีการกวาดต้อนครอบครัวลาวจากเวียงจันทน์และหลวงพระบางมาตั้งถิ่นฐานบริเวณตลาดเก่า ซึ่งเคยเป็นด่านหณุมานมาก่อนจะพัฒนาเป็นเมืองกระบินทร์บุรี ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 ช่วงการปฏิรูประบบการปกครอง พ.ศ. 2435 – 2456 มีการยกเลิกหัวเมืองเอก หัวเมืองโท และรวมเมืองต่าง ๆ เข้าเป็น มณฑลเทศาภิบาล เมืองกระบินทร์บุรีจึงถูกจัดให้อยู่ในมณฑลปราจีนบุรี
จนถึง พ.ศ. 2456 ได้มีการยุบเมืองกระบินทร์บุรีรวมเข้าเป็นอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งยังคงสถานะนั้นมาจนถึงปัจจุบัน
กบินทร์บุรีจึงกลายเป็นศูนย์กลางคมนาคมทั้งทางบกและทางน้ำ ทั้งยังมีตลาดใหญ่ที่สุดในละแวกภาคตะวันออกตอนบน เสนาะเล่าว่า “รอบกบินทร์บุรีทางทิศเหนือติดอําเภอนาดีและวังน้ําเขียว โคราช สมัยก่อนคนก็จะมาทางแม่น้ําแล้วก็มีถนนด้วย เพราะจะต้องลงมาซื้อของที่ตลาดกบินทร์บุรี ส่วนทางทิศตะวันตกติดกับอําเภอประจันตคาม คนก็จะมาตลาดกบินทร์บุรีเหมือนกันเพราะตลาดกบินทร์ใหญ่กว่าตลาดประจันตะคาม แล้วก็อีกทางทิศใต้ก็จะไปติดพนมสารคาม ฉะเชิงเทรากับอำเภอศรีมหาโพธิ คือก็ถือว่า กบินทร์บุรีเป็นจุดศูนย์กลางหนึ่งของการค้าขายเหมือนกัน” เสนาะเสริม
ด้วยพื้นฐานความเป็นพื้นที่เมืองแห่งการรวมตัว เป็นจุดหน้าด่านสำคัญ และเป็นเมืองเก่าที่เคยยิ่งใหญ่ ภูมิประเทศแห่งนี้จึงมีความน่าสนใจและถูกพัฒนาเติบโตอย่างรวดเร็วผ่านยุคสมัยเรื่อยมา
เมืองงอกเงยด้วยความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่
นอกจากประวัติศาสตร์ของศรีมหาโพธิและกบินทร์บุรีที่แสนจะยาวนาน แต่สิ่งที่ทำให้พื้นที่นี้ถูกจับตามองและยังคงความเป็นเมืองที่เติบโตต่อเนื่องคือ ความอุดมสมบูรณ์ของผืนดินที่เหมาะกับการเกษตร
จากรายงานการวิจัยของ ผศ.ดร.รุ้งนภา ยรรยงเกษมสุข มหาวิทยาลัยบูรพา ได้แบ่งพัฒนาการของชุมชนเกษตรในลุ่มน้ำปราจีนบุรีออกเป็นสองช่วง คือ ก่อนและหลังสนธิสัญญาเบาว์ริง (พ.ศ. 2398) ก่อนสนธิสัญญา ผู้คนส่วนใหญ่ทำนา ทำไร่ และประมงน้ำจืดเพื่อยังชีพ วิถีเรียบง่ายที่ ระตะนะ ศรีวรกุล ชาวกบินทร์บุรีบอกว่า สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน
“กบินทร์บุรีเป็นพื้นที่เกษตรมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ทำไร่ข้าวโพด ถั่ว งา เลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะกลุ่มคนลาวเวียงที่อพยพมาสมัยศึกเจ้าอนุวงศ์”
เพราะพื้นที่นี้รับน้ำจากป่าต้นน้ำทั้งเขาใหญ่ ป่าทับลาน และเทือกเขาอื่นๆ มีคลองเล็กคลองน้อยเชื่อมถึงกันก่อนจะไหลลงแม่น้ำปราจีน จึงเกิดผืนดินอุดมด้วยตะกอนและแร่ธาตุธรรมชาติ

หลังสนธิสัญญาเบาว์ริง เศรษฐกิจไทยเปลี่ยนจากเกษตรเพื่อยังชีพสู่เกษตรเพื่อการค้า ข้าวและน้ำตาลกลายเป็นสินค้าหลักที่ส่งออกไปต่างประเทศ เกิดโรงสีข้าวและโรงน้ำตาลในพื้นที่ สะท้อนการขยายตัวของอุตสาหกรรมที่ต่อยอดจากการเกษตรโดยตรง สอดคล้องกับที่เสนาะเล่าย้อนว่า
“เมื่อปี 2515 – 2516 สมัยผมเรียนมัธยม ยังมีเรือยนต์บรรทุกข้าวจากท่าประชุมเข้าเมืองปราจีน เพราะถนนยังไม่ดีนัก”
ด้านระตะนะเสริมว่า “รากเหง้าของกบินทร์บุรีและศรีมหาโพธิคือ เกษตรกรรม วิถีชีวิต ภูมิปัญญา ล้วนผูกกับการทำนา ทำไร่ ทำสวน ปลูกไว้กินเองทั้งนั้น”
แม้ปัจจุบันจะมีนิคมอุตสาหกรรมเข้ามา แต่สองในสามของพื้นที่ทั้งสองอำเภอยังคงเป็นพื้นที่เกษตร เช่น กบินทร์บุรีที่ปลูกทุเรียนหมอนทองขึ้นทะเบียน GI ของจังหวัด และเป็นแหล่งผักกระเฉดชะลูดน้ำที่หากินได้เฉพาะถิ่น
สำหรับระตะนะ เธอยังยืนยันว่า วิถีเกษตรคือ สิ่งที่เลี้ยงชีวิตคนในชุมชนได้จริง “พี่ทำเกษตรอินทรีย์อยู่ที่ตําบลนนทรี สมาชิกในสหกรณ์ราว 30 คน ต่างมีรายได้จากฐานทรัพยากรของตัวเอง มันเป็นวิถีที่สอดคล้องกับรากที่บรรพบุรุษของเราเหลือไว้ให้ลูกหลาน”
การก่อร่างสร้างเมืองของ กบินทร์บุรี และ ศรีมหาโพธิ ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างกระจัดกระจายแบบสุ่มๆ แต่เกิดจาก ‘ตำแหน่งที่ตั้ง’ ที่เหมาะสมที่ตอบโจทย์เรื่องความสะดวกในการแลกเปลี่ยนสินค้า และเป็นจุดเชื่อมต่อของพื้นที่โดยรอบเพื่อให้ผู้คนสามารถเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล และตลาดได้สะดวกที่สุด
ในอดีตกบินทร์บุรีเคยเป็นเมืองที่มีตลาดใหญ่ที่สุดของภาคตะวันออกตอนบน และเป็นจุดพักระหว่างทางจากภาคกลางสู่ภาคอีสาน พื้นที่ตรงนี้จึงค่อยๆ เติบโตขึ้นจากหมู่บ้านริมแม่น้ำ สู่ศูนย์กลางคมนาคมที่ผู้คนจากอำเภอรอบข้างอย่างศรีมหาโพธิ ประจันตคาม และนาดี ต่างหลั่งไหลมาซื้อขาย แลกเปลี่ยน และส่งต่อสินค้าต่อไปยังเมืองปราจีนบุรี
ตามทฤษฎีแหล่งกลาง (Central Place Theory) ของวอลเตอร์ คริสตัลเลอร์ (1933) ที่ว่า เมืองเมืองหนึ่งจะเติบโตได้เมื่อสามารถเป็นศูนย์กลางบริการให้พื้นที่รอบข้าง ซึ่งกบินทร์บุรีมีลักษณะเช่นนั้น ทั้งยังถือเมืองระดับกลาง (Intermediate Central Place) ที่เชื่อมระหว่างชุมชนเกษตรกับเมืองศูนย์กลางของจังหวัดอีกด้วย

“แต่ก่อนคนจากนาดี วังน้ำเขียว ประจันตคาม ต่างต้องมาซื้อของที่ตลาดกบินทร์บุรี เพราะตลาดใหญ่และของครบกว่าที่อื่น” เสนาะเล่าย้อนความ
ในขณะที่ศรีมหาโพธิที่มีตำแหน่งอยู่ติดกับกบินทร์บุรี ทั้งยังอยู่บนแนวโครงข่ายที่ขยายตัวหลังการมาของ EEC ศรีมหาโพธิจึงเปลี่ยนจากเมืองโบราณและชุมชนเกษตรกรรมริมน้ำที่เป็นพื้นที่ ผลิตอาหารและวัตถุดิบมาเป็นเขตขยายของเมืองอุตสาหกรรมและเขตพักอาศัยของแรงงาน และมีสถานะเป็นเมืองที่รองรับ (Sub – central place) การขยายตัวจากเมืองกบินทร์บุรีมาอีกต่อหนึ่ง
ต่อมาจากนโยบายส่งเสริมการลงทุน (BOI) ของรัฐบาล ประมาณปี 2533 – 2534 ที่จูงใจให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน การเติบโตของกบินทร์บุรีและศรีมหาโพธิอันเนื่องมาจากตำแหน่งที่ตั้งในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ก็ยิ่งชัดเจนขึ้น เพราะกบินทร์บุรีและศรีมหาโพธิตั้งอยู่ระหว่างเส้นทางจากภาคกลาง (ฉะเชิงเทรา – ปราจีนฯ) สู่ภาคอีสาน (นครราชสีมา ซึ่งเป็นประตูสู่แหล่งแรงงาน) ทั้งยังอยู่ในทำเลยุทธศาสตร์ ที่ใกล้ท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด สนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินอู่ตะเภา และเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ รวมถึงยังตั้งอยู่บนแนวระเบียงเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงประเทศไทยกับประเทศในภูมิภาคอินโดจีน และอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงที่เชื่อมไปถึงกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา และนครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนามได้ โดยเฉพาะหลังการเกิดขึ้นของรถไฟสายตะวันออก ถนน 304 และถนน 331
และด้วย ‘ตำแหน่งที่ตั้งที่พอดิบพอดี’ นี้เองกบินทร์บุรีและศรีมหาโพธิจึงค่อย ๆ สะสมบทบาทจนกลายเป็นศูนย์กลางใหม่ของการผลิตและการกระจายสินค้าในภาคตะวันออกตอนบน และทำให้ทั้งคู่กลายเป็น เมืองคู่ ที่เติบโตต่อเนื่องจากโครงสร้างภูมิศาสตร์เดิม ไปจนถึงโครงสร้างเศรษฐกิจยุคใหม่ของ EEC
จากเรือ สู่ราง จนถึงถนน 304
อย่างที่เราเล่าไปก่อนหน้าว่าทั้งศรีมหาโพธิและกบินทร์บุรีต่างมีความสำคัญในแบบของตัวเองมาตั้งแต่ยุคสมัยก่อร่างสร้างเมือง และไม่ได้เติบโตมาด้วยความบังเอิญ แต่ต่างมีปัจจัยที่สนับสนุนให้ทั้งสองพื้นที่มีการขยับขยายกลายเป็นพื้นที่ชุมชน ไม่ว่าจะเป็น เพราะ ปัจจัยทางด้านภูมิศาสตร์ ตำแหน่งที่ตั้ง ปัจจัยทางด้านการเป็นศูนย์รวมการค้าขายแลกเปลี่ยนและการคมนาคมทั้งทางบก ทางน้ำ ทั้งยังมีทรัพยากรธรรมชาติและการเกษตรเป็นทุนเดิม
นี่จึงเป็นต้นทุนชั้นดีที่ทำให้พื้นที่ในสองอำเภอนี้ถูกพัฒนาอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะวิธีพัฒนาผ่านการ ‘คมนาคม’
ระหว่างปี พ.ศ. 2460–2525 การพัฒนาเริ่มต้นจากทางรถไฟสายตะวันออก (กรุงเทพฯ – ฉะเชิงเทรา – อรัญประเทศ) ที่เชื่อมต่อเส้นทางรถไฟกัมพูชาในยุคอินโดจีนฝรั่งเศส เส้นทางจากฉะเชิงเทราถึงกบินทร์บุรีสร้างเสร็จในปี 2467 และต่อถึงคลองลึกในปี 2469 รถไฟกลายเป็นเส้นทางเศรษฐกิจและทำให้เอกชนเริ่มมองเห็นศักยภาพของกบินทร์บุรีในฐานะศูนย์กระจายสินค้า (Logistics Node)
แต่หลังปี 2500 เมื่อถนนเริ่มสะดวกกว่า ผู้คนก็หันมาใช้รถยนต์แทน เสนาะเล่าว่า “ทางรถไฟสมัยแรกๆ คนรุ่นก่อนก็ใช้ แต่รุ่นผมไม่ค่อยได้ใช้หรอก เพราะว่าทางรถไฟมันไม่ได้ผ่านชุมชน ส่วนมากก็จะเดินทางโดยรถยนต์กันสะดวกกว่า
ทางรถไฟก็เลยไม่ได้ขับเคลื่อนหรือสร้างเศรษฐกิจอะไรเยอะแยะ เพราะว่ามันไม่มีโรงงานที่จะขนส่งอะไร หลังๆ เนี่ยพวกพัสดุ พวกสินค้าเนี่ย มันก็น้อยลดไป”
จุดเปลี่ยนใหญ่เกิดขึ้นเมื่อมีการสร้างถนนทางหลวงหมายเลข 304 โดยกองทัพสหรัฐฯ ในยุคสงครามเวียดนาม ถนนสายนี้ตัดผ่านผืนป่าระหว่างเขาใหญ่กับทับลาน กลายเป็นเส้นยุทธศาสตร์ที่เชื่อมภาคกลางกับอีสาน และทำให้กบินทร์บุรีกลายเป็น เมืองพักใหญ่ของผู้เดินทางทุกสาย
“พอมีถนน 304 กบินทร์มันเจริญเลย เพราะเป็นจุดเตรียมตัวขึ้นเขา รถต้องเติมน้ำมัน ต้องแวะกินข้าว จุดนี้เลยคึกคักมาก” เสนาะเล่าตามความทรงจำ

หลังถนนสายนี้ตัดผ่าน จุดศูนย์กลางเมืองก็ย้ายจากตลาดเก่าริมน้ำมาสู่ สี่แยกกบินทร์บุรีที่กลายเป็นจุดตัดสำคัญของการเดินทาง มีทั้งปั๊มสามทหาร (ชื่อเดิมของปั๊ม ปตท.) ร้านอาหาร และตลาดใหม่เกิดขึ้นรอบข้าง และสี่แยกกบินทร์บุรีก็ได้กลายเป็นโหนด’ (Node) หรือจุดศูนย์รวมกิจกรรมสำคัญที่ผู้คนสามารถรับรู้และจดจำได้ชัดเจน
ในขณะที่พื้นที่อำเภอเมืองปราจีนบุรีส่วนใหญ่ยังเป็นพื้นที่สีเขียว ล้อมรอบด้วยพื้นที่เกษตรกรรมและทุ่งนา โดยเฉพาะฝั่งแม่น้ำปราจีน ส่วนทางทิศตะวันออกตั้งแต่ค่ายทหารขึ้นไปจนถึงบ้านสร้างก็เป็นพื้นที่สวนผลไม้และนาข้าว
ต่างจากแนวถนน 304 ที่เชื่อมจากพนมสารคาม ผ่านศรีมหาโพธิถึงกบินทร์บุรี ที่นำพาการพัฒนาเชิงเส้น (Linear Development City) หรือการพัฒนาที่เมืองขยายตามแนวถนนเข้ามา ดั่งจะเห็นได้จากการกระจุกตัวของนิคมฯ และโรงงานอุตสาหกรรมที่อยู่เรียงรายตามแนวถนน 304 ที่เป็นถนนหลัก และถนนเส้น 3079 (สายปราจีนบุรี – ศรีมหาโพธิ) รวมถึงถนนเส้น 33 (ถนนสุวรรณศร) เพราะพื้นที่เหล่านี้มีความสะดวกในการเข้าถึงสูงกว่าพื้นที่อื่น ส่งผลให้พื้นที่ริมทางกลายเป็นโลเคชั่นทองของอุตสาหกรรม ราคาที่ดินพุ่งสูง และพื้นที่เกษตรค่อย ๆ ถูกแปรสภาพเป็นโรงงาน และที่พักอาศัย เมืองจึงไม่ขยายแบบวงแหวนรอบศูนย์กลางอีกต่อไป แต่ยืดยาวไปตามเส้นทางคมนาคมหรือขยายตัวแบบหลายแกนตามเส้นทางหลักและเส้นรอง
ในท้ายที่สุด เส้นทางคมนาคมเส้นนี้จึงไม่ได้เป็นเพียง ‘ถนนยุทธศาสตร์ทางทหาร’ ในสมัยสงครามเวียดนาม หากแต่เป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงการเติบโตของกบินทร์บุรีและศรีมหาโพธิให้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากสามจังหวัดในเขต Eastern Seaboard (ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา)
ยิ่งไปกว่านั้นจากแนวโน้มการพัฒนาและความต้องการผนวกเพิ่มปราจีนบุรีเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ EEC ทำให้เกิดโครงการตัดถนนใหม่เพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมที่จะตามมา
“ในอนาคตก็จะมีการตัดถนนใหม่จากเขาแม่แก้ว จังหวัดระยอง ผ่านศรีมหาโพธิขึ้นไปยังภาคอีสานอีกสองเส้นทาง รวมถึงเส้นที่ตัดผ่านบ้านสร้างด้วย”
เสนาะเสริมให้เห็นความสำคัญของเส้นทางคมนาคมที่กำลังมีแผนจะตัดเพิ่มซึ่งเชื่อมต่อสนามบินอู่ตะเภอ สัตหีบผ่านชลบุรี ฉะเชิงเทรา และปราจีนบุรีไปสู่ภาคจังหวัดภาคอีสานตอนล่างลุ่มน้ำโขง
ซึ่งนำพาการเปลี่ยนแปลงอีกยุคสมัย (EEC) มาสู่กบินทร์บุรีและศรีมหาโพธิในอนาคต

เส้นทางคมนาคมเข้าถึง ที่ดินแปลงใหญ่ราคาถูก
น้ำไม่ท่วม และสาธารณูปโภคชั้นดี
แน่นอนว่าเมืองต่างๆ นั้นมักเติบโตตามเส้นทางคมนาคม กบินทร์บุรีและศรีมหาโพธิก็เช่นเดียวกัน แต่ทั้งสองพื้นที่ยังมีปัจจัยในการทำให้ถูกพัฒนาเป็นเมืองอุตสาหกรรมมากกว่านั้น
สำหรับ เสนาะ มองว่า ปัจจัยที่ทำให้กบินทร์บุรีและศรีมหาโพธิ ถูกเลือกเป็นพื้นที่ตั้งโรงงานจำนวนมาก ล้วนสัมพันธ์กับระบบคมนาคมและภูมิศาสตร์ที่เอื้ออำนวยต่อการขนส่งทั้งสิ้น
เพราะหนึ่งในแนวหลักคิดที่ใช้ในการวางแผนสร้างโรงงาน คือ การพิจารณาต้นทุนด้านระยะทางระหว่างแหล่งวัตถุดิบกับจุดส่งออกสินค้า ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบแล้ว เส้นทางจากท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง ศรีราชา มายังกบินทร์บุรีและศรีมหาโพธิผ่านถนนสาย 304 ถือว่ามีระยะทางใกล้และสะดวกกว่าการขนส่งไปยังพื้นที่อื่นในภาคอีสานมาก
ถนน 304 จึงกลายเป็นเส้นทางหลักที่เชื่อมระหว่างพื้นที่อุตสาหกรรมฝั่งตะวันออกกับเส้นทางการค้าภายในประเทศสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงเชื่อมต่อไปยังพื้นที่เพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาและลาวได้สะดวกสบายอีกด้วย
แต่นอกเหนือจากเรื่องคมนาคมที่ค่อยๆ เติบโตและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อำเภอกบินทร์บุรีและศรีมหาโพธิยังมีศักยภาพสำคัญคือ การเป็นพื้นดอนที่น้ำท่วมไม่ถึงและมีขนาดพื้นที่จำนวนมหาศาล
โดยเสนาะเล่าว่า “ทั้ง 2 ที่ที่ทำนิคมเป็นที่ดอนมากกว่าที่ลุ่ม เรื่องของน้ําท่วมหายห่วงไปเลย จุดแรกๆ ที่นิคมฯ มาตั้งเป็นดินทราย เป็นป่ามันสำปะหลังเป็นส่วนใหญ่ ก่อนที่ต่อมาจะมีการนำต้นยูคาลิปตัสเข้ามาปลูก เพราะมันขึ้นได้”

พื้นที่ที่เคยถูกมองว่าไม่เหมาะกับการทำเกษตรกลับกลายเป็นเป้าหมายใหม่ของอุตสาหกรรม เมื่อราคาที่ดินยังไม่สูงและมีที่ดินแปลงใหญ่ต่อเนื่องกัน นายหน้าหลายรายเริ่มกว้านซื้อที่ไว้ล่วงหน้าก่อนขายต่อให้ผู้ประกอบการในราคาสูงขึ้นหลายเท่า
“ถ้าที่ดินที่เอาไปทําโรงงานเนี่ย ก็เรียกว่าชาวบ้านเขาขายทิ้ง เพราะว่าเอาไว้ทําการเกษตรมันไม่ได้ผล ก็ไม่รู้จะเอาไว้ทําอะไร ” ระตะนะอธิบาย
ผลจากการกว้านซื้อและเก็งกำไรทำให้ราคาที่ดินพุ่งจากไร่ละ 20,000 – 30,000 บาท ก่อนปี 2534 ขึ้นไปถึงหลักล้านบาทภายในสามทศวรรษ บางพื้นที่แตะไร่ละ 3 ล้านบาทในปี 2568 ชาวบ้านที่ขายที่ได้เงินก้อนใหญ่ที่เปลี่ยนสถานะในพริบตา
“มีคนพูดกันว่า คนแก่ที่เคี้ยวหมากถือตะกร้าใส่หมาก แต่ในตะกร้ามีมือถือ นั่งรถบีเอ็ม มันเปลี่ยนชีวิตคนทั้งรุ่นเลย” ระตะนะเล่าขมปนหวาน
ซึ่งศักยภาพข้อนี้เองที่ไปเตะตาบรรดานายหน้าที่ดิน ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น นักการเมือง และทุนต่างชาติ ซึ่งต้องการที่ดินราคาถูก ที่สามารถรวมกันเป็นแปลงใหญ่เพื่อสร้างนิคมอุตสาหกรรม เนื่องจากที่ดินในสามจังหวัด EEC มีราคาสูงเกินกว่ากำเกร็งกำไร จึงเกิดการรวบรวมที่ดินการเกษตรให้เป็นที่ดินแปลงใหญ่ ซึ่งชาวบ้านผู้เป็นเจ้าของพื้นที่เดิม บ้างยอมขาย บ้างถูกบีบให้ขาย
สุดท้ายแล้ว ราคาที่ดินในกบินทร์บุรีและศรีมหาโพธิจึงพุ่งสูงขึ้นจากที่เดิม ขึ้นไปเป็นไร่ละ 500,000 – 3,000,000 บาท ในเวลาเพียงไม่นาน
ส่วนศักยภาพอีกข้อที่ทำให้กบินทร์บุรีและศรีมหาโพธิถูกเลือกให้เป็นทำเลที่ตั้งอุตสาหกรรมที่น่าลงทุน คือ ความมั่นคงด้านสาธารณูปโภค โดยเฉพาะน้ำ และ ไฟฟ้าซึ่งเป็นหัวใจของภาคการผลิต

“พื้นที่ทางแหลมฉบังหรือศรีราชาบางช่วงจะมีปัญหาน้ำเค็มหมุน มีน้ำจืดไม่พอ แต่ปราจีนบุรีไม่เคยมีปัญหาเรื่องน้ำเลย ที่นี่มีทั้งเขื่อน มีทั้งแหล่งน้ำธรรมชาติ และในนิคมอุตสาหกรรม 304 เองก็มีโรงไฟฟ้าของดับเบิ้ลเอที่ผลิตไฟฟ้าใช้เอง จนมีสโลแกนในนิคมเลยว่า ‘มา 304 รับประกันเรื่องน้ำเรื่องไฟ’” เสนาะเสริมให้ฟังเพิ่มเติมถึงปัจจัยที่เพิ่มความประจวบเหมาะให้กับทั้งสองอำเภอในฐานะทำเลที่ถูกเลือกให้เป็นแหล่งนิคมอุตสาหกรรม
และจากปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวมาไม่ว่าจะเป็น ทำเลที่ตั้ง ลักษณะภูมิประเทศ เส้นทางคมนาคม จำนวนที่ดินแปลงใหญ่ ราคาที่ดินที่ยังต่ำอยู่ และสาธารณูปโภคที่พร้อมสรรพในที่สุดก็เกิดสวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ ขึ้นในปี พ.ศ. 2529 นับเป็นแหล่งนิคมอุตสาหกรรมแรกที่เกิดขึ้นในอำเภอกบินทร์บุรี
ก่อนจะตามมาด้วย สวนอุตสาหกรรม 304 ที่ตั้งขึ้นในอำเภอศรีมหาโพธิ ในปี พ.ศ. 2532 นำมาซึ่งการเปิดโรงงานกระดาษในสวนอุตสาหกรรม 304 และขยายไปเป็นโซนอุตสาหกรรมกบินทร์บุรีขึ้นในปี พ.ศ. 2538 และนิคมอุตสาหกรรมไฮเทคในปี พ.ศ. 2540
และเกิดโครงการนิคมอุตสาหกรรมโรจนะขึ้นในปี พ.ศ. 2556 นิคมอุตสาหกรรมบ่อทอง 33 ในปี พ.ศ. 2562 และการเตรียมเปิดโซนอุตสาหกรรมบ่อทองใหม่ ในปี พ.ศ. 2568
ซึ่งโรงงานกระดาษของดับเบิ้ลเอกลายเป็นหัวเรือใหญ่ของการพัฒนา จากนั้นพื้นที่อุตสาหกรรมอื่น ๆ ก็ทยอยเกิดขึ้น
ระตะนะเล่าต่อว่า การประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ของโรงงานกระดาษของดับเบิ้ลเอ และนิคม 304 ได้เปลี่ยนโมเมนตั้ม
การพัฒนาทำให้ปัจจุบันศรีมหาโพธิกลายเป็นอำเภอที่มีการขยายตัวของโรงงานและมีจำนวนใบอนุญาตโรงงานสูงกว่าอำเภอกบินทร์บุรีถึงเกือบ 50 แห่ง (กบินทร์บุรี 331 โรง และศรีมหาโพธิ 380 โรง)
“ตอนนี้ที่ดินที่มีชื่อเป็นของดับเบิ้ลเอเองเนี่ยปลูกยูคาเป็นแสนๆ ไร่ ในจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งน่าจะเยอะที่สุดกว่าทุกผู้ประกอบการที่มาทําที่ปราจีนนี่”

เมื่ออุตสาหกรรมเติบโตเมืองก็เปลี่ยนวิถี ชาวบ้านรุ่นใหม่เข้าสู่ระบบโรงงานแทนไร่นา เกษตรกรรมกลายเป็นเรื่องของอดีต
เสนาะยอมรับว่าการเกิดสวนอุตสาหกรรม นิคมอุตสาหกรรม โซนอุตสาหกรรมในสองอำเภอทําให้วิถีชีวิตของประชาชนเปลี่ยนไปจาก เกษตรกรรมไปเป็นกึ่งอุตสาหกรรม “เกษตรกรรมในรุ่นของพ่อแม่ก็หมดไป เด็กวัยรุ่นหรือที่จบการศึกษามาก็ ไปทํางานในระบบโรงงาน ฉะนั้นเนี่ยพวกเกษตรกรรมต่างๆ ก็ทําน้อยลง จะเห็นว่านา สวน ไร่ที่ไม่มีคนทำก็อาจจะเยอะขึ้น หรือบางคนก็ผันจากปลูกพวกไม้ตามฤดูกาล ไปเป็นพวกที่ดูแลน้อยก็คือ เป็นไม้พวกยูคาพวกอะไรไป”
จากการพัฒนาเมืองที่ค่อยๆ แปรเปลี่ยนจากพื้นที่เกษตรกรรม สู่พื้นที่อุตสาหกรรมนี้เอง ทำให้พื้นที่สองอำเภอที่เคยมีประวัติศาสตร์ยิ่งใหญ่ มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ กลายเป็นหมายตาของ EEC ที่มองหาพื้นที่แผ่ขยายออกมาจากสามจังหวัดภาคตะวันออกอย่าง ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง
สุดท้ายแล้ว การเติบโตของกบินทร์บุรีและศรีมหาโพธิ ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางคมนาคมที่เชื่อมเมือง การเป็นพื้นที่ดอนแปลงใหญ่ หรือสาธารณูปโภคที่มีอย่างพร้อมสรรพ สิ่งเหล่านี้ถูกกำหนดโดยรัฐและทุน
ดังนั้นความเจริญของสองพื้นที่นี้อาจมีเรื่องบังเอิญที่เป็นพื้นที่ภูมิศาสตร์ที่เพียบพร้อม แต่ความ ‘ไม่บังเอิญ’ คือแนวคิดการพัฒนาที่เข้ามา โดยสิ่งที่ขาดหายไปตลอดเวลากว่าสี่ทศวรรษ แห่งการเติบโตของกบินทร์บุรีและศรีมหาโพธิ คือ ‘เสียงของคนปราจีนบุรี’
การเติบโตของกบินทร์บุรีและศรีมหาโพธิในยุคสมัยนี้เองก็ยังไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากคือ ภาพจำของยุคที่ทุนเดินทางเร็วกว่าชีวิต และที่ดินดอนซึ่งเคยเป็นไร่นา ป่ามัน กลับกลายเป็นนิคมอุตสาหกรรมที่คนในพื้นที่ต้องชะเง้อมองข้ามรั้วเข้าไป



