/

เปิดสถิติ ‘ประกันสังคม’ ในภาคตะวันออก มีผู้ประกันตนกี่ราย จ่ายเงินประโยชน์ทดแทนยังไงบ้าง

ในทุกสิ้นเดือนที่เราได้เงินเดือนมาและจะต้องมีตัวเลขจำนวนหนึ่งที่ถูกหักออกไปเพื่อนำไปเข้าประกันสังคม นี่อาจเป็นเหตุการณ์เคยชินของมนุษย์เงินเดือนในทุกเดือน แต่เรื่องนี้ได้กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่กระตุกให้หลายๆ คนหันมาสนใจตัวเลขเหล่านี้กันไม่มากก็น้อย

 

เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ลากยาวมาจนถึงเมื่อกระทั่งเร็วๆ นี้ เรื่องที่พูดถึงเป็นวงกว้างนั่นก็คือเมื่อ รักชนก ศรีนอก สส. พรรคประชาชนและโฆษกกมธ. ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณออกมา ตั้งคำถามต่อความโปร่งใสและการใช้เงินของกองทุนประกันสังคม

ซึ่งจะว่าไปแล้วกองทุนประกันสังคมมีส่วนเกี่ยวข้องเป็นอย่างมากกับทั้งคนไทยและคนตะวันออก โดยเฉพาะลูกจ้างที่ทำงานอยู่ในภาคเอกชนทั้งหมด ซึ่งภาคตะวันออกของเราเป็นภูมิภาคที่มีการจ้างงานอยู่ในอันดับสูงของประเทศ หรือก็คือ มีผู้จ่ายประกันสังคมจำนวนมากเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ 

ประเทศไทยของเรามีสวัสดิการประกันสังคมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 โดยกองทุนประกันสังคมเป็นเงินที่แรงงาน และนายจ้างจ่ายเพื่อเป็นหลักประกันให้ชีวิตเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน (เช่น เจ็บป่วย ว่างงาน เกษียณอายุ และอื่นๆ) และรัฐบาลช่วยสมทบทุนอีกจำนวนหนึ่ง ปัจจุบันกองทุนประกันสังคมมีผู้ประกันตนในระบบราว 24 – 25 ล้านคน โดยปี พ.ศ. 2567 สามารถจัดเก็บเงินประกันสังคมได้กว่า 240,000 ล้านบาท 

โดยข้อมูล ณ สิ้นสุดปี พ.ศ. 2567 ประเทศไทยมีผู้ประกันตนทั้งสิ้น 24, 812,815 ราย และภาคตะวันออกของเรามีผู้ประกันตนรวมทั้งสิ้นราว 2,294,014 ราย แบ่งเป็น

จังหวัดชลบุรีมีผู้ประกันตนท้ังสิ้น 1,454,723 คน

จังหวัดระยองมีผู้ประกันตนทั้งสิ้น 721,590 คน 

จังหวัดฉะเชิงเทรามีผู้ประกันตนทั้งสิ้น 479,695 คน

จังหวัดปราจีนบุรี มีผู้ประกันตนทั้งสิ้น 282,004 คน 

จังหวัดนครนายกมีผู้ประกันตนทั้งสิ้น 99,588 คน 

จังหวัดจันทบุรีมีผู้ประกันตนทั้งสิ้น 86,003 คน 

จังหวัดสระแก้วมีผู้ประกันตนทั้งสิ้น 81,515 คน (ข้อมูล ณ ไตรมาสที่ 3 เดือนกรกฏาคม  – กันยายน  2567)

จังหวัดตราดมีผู้ประกันตนทั้งสิ้น 47,984 คน 

ชวนไปสำรวจสถิติตัวเลขของผู้ประกันตนในภาคตะวันออกว่ามีผู้ประกันตนกี่คน จำแนกแบบใดบ้าง แล้วสำนักงานประกันสังคมแต่ละจังหวัดจ่ายคุ้มครองทดแทนสวัสดิภาพของแรงงานอย่างพวกเราอย่างไรบ้าง ในวันที่ประเด็นเรื่องประกันสังคมได้รับการพูดถึงอย่างกว้างมากขึ้น

ชลบุรี

จังหวัดชลบุรี หรือจังหวัดที่มีผู้ประกันตนมากที่สุดในภาคตะวันออก อ้างอิงข้อมูลจากรายงานสถานการณ์แรงงานจังหวัดชลบุรี ไตรมาสรายปี 2567 (มกราคม  – ธันวาคม 2567)   ณ เดือนธันวาคม 2567 พบว่าในจังหวัดชลบุรีมีผู้ประกันตนท้ังสิ้น 1,454,723 คน จําแนกเป็น

มาตรา 33 จํานวน 825,813 คน 

มาตรา 39 จํานวน 85,184 คน 

และมาตรา 40 จํานวน 543,726 คน 

โดยมีสถานประกอบการที่ขึ้นทะเบียนประกันสังคมทั้งสิ้น 26,766 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นสถานประกอบการขนาด 1-10 คน จํานวน 18,107 แห่ง มีผู้ประกันตนในสถานประกอบการขนาดดังกล่าวทั้งสิ้น 825,813 คน ถัดมาเป็นสถานประกอบการขนาด 1,000 คนขึ้นไป ที่มีผู้ประกันตนในสถานประกอบการจํานวน 141,401 คน 

และตลอดปี พ.ศ. 2567 พบว่าจังหวัดชลบุรีมีจํานวนผู้ใช้บริการประกันสังคมท้ังสิ้น 823,501 คน คิดเป็นร้อยละ 14.10 ของผู้ประกันตนทั้งหมด ซึ่งน้อยกว่า จำนวนผู้ใช้บริการในปีที่แล้วที่มีจํานวนถึง 958,700 คน 

สําหรับประเภทประโยชน์ทดแทนที่ผู้ประกันตนในจังหวัดชลบุรีใช้บริการสูงสุดในปีนี้ ได้แก่ กรณีสงเคราะห์บุตร มีผู้ประกันตนใช้บริการถึง 431,214 คน คิดเป็นร้อยละ 52.36 ของผู้ใช้บริการทั้งหมด รองลงมาได้แก่ ชราภาพ ว่างงาน และเจ็บป่วย โดยมีสัดส่วนร้อยละ 23.60,11.99 และ 10.14 ตามลําดับ

ซึ่งหากพิจารณาตามปริมาณการจ่ายเงินประโยชน์ทดแทน จะพบว่าสำนักงานประกันสังคมชลบุรีมีการจ่ายเงินชดเชยไปทั้งสิ้น 4,234.57 ล้านบาท โดยกรณีเจ็บป่วย มีการจ่ายเงินสูงสุดถึง 2,186.30 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 51.63 ของเงินประโยชน์ทดแทนที่จ่าย รองลงมาคือ กรณีชราภาพ จ่ายเงินประโยชน์ทดแทน 982.21 ล้านบาท (ร้อยละ 23.20) และกรณีสงเคราะห์บุตรที่มีการจ่ายเงินทดแทน 370.51 ล้านบาท (ร้อยละ 8.75) ตามมาด้วยกรณีว่างงานที่มีการจ่ายเงินทดแทน 353 ล้านบาท กรณีคลอดบุตรที่มีการจ่ายเงินทดแทน 234 ล้านบาท กรณีตายที่มีการจ่ายเงินทดแทน 82 ล้านบาท และกรณีทุพพลภาพที่มีการจ่ายเงินทดแทน 27 ล้านบาท ตามลำดับ 

 

ระยอง

จังหวัดที่มีผู้ประกันตนสูงสุดเป็นอันดับสองในภาคตะวันออก ซึ่งก็คือ จังหวัดระยอง โดย อ้างอิงข้อมูล ณ เดือนธันวาคม 2567 จากรายงานสถานการณ์แรงงานจังหวัดระยอง ไตรมาสรายปี 2567 (มกราคม  – ธันวาคม 2567) พบว่า ในจังหวัด ระยอง มีผู้ประกันตนทั้งสิ้น 721,590 คน จําแนกเป็น

มาตรา 33 จํานวน 485,983 คน 

มาตรา 39 จํานวน 35,663 คน 

และมาตรา 40 จํานวน 199,944 คน 

โดยมีสถานประกอบการที่ขึ้นทะเบียนประกันสังคมในจังหวัดระยองทั้งสิ้น 11,313 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นสถานประกอบการขนาด 1-9 คน จํานวน 6,820 แห่ง และมีผู้ประกันตนในสถานประกอบการทั้งสิ้น 485,983 คน ถัดมาเป็นผู้ประกันตนในสถานประกอบการ ขนาด 1,000 คนขึ้นไป จํานวน 104,835 คน 

ตลอดปี พ.ศ. 2567 มีจํานวนผู้ใช้บริการประกันสังคมในจังหวัดระยองมีทั้งสิ้น 832,772 คน คิดเป็นร้อยละ 115.41 ของผู้ประกันตนทั้งหมด ซึ่งลดลงจาก ปี 2566 ที่มีจํานวน 840,736 คน สําหรับประเภทประโยชน์ทดแทน ที่ผู้ประกันตนใช้บริการสูงสุดในปีนี้ ได้แก่ กรณีสงเคราะห์บุตร มีผู้ประกันตนใช้บริการ 485,620 คน คิดเป็นร้อยละ 58.31 ของผู้ใช้บริการทั้งหมด รองลงมาได้แก่ กรณีชราภาพ ว่างงาน และเจ็บป่วย โดยมีสัดส่วนร้อยละ 19.02, 15.69 และ 4.29 ตามลําดับ

หากพิจารณาตามปริมาณการจ่ายเงินประโยชน์ทดแทน จะพบว่ามีการจ่ายเงินทั้งสิ้น 2,057.90 ล้านบาท โดยกรณีชราภาพ มีการจ่ายเงินสูงสุดถึง 818.22 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 39.76 ของเงินประโยชน์ทดแทนที่จ่าย รองลงมาคือ กรณีสงเคราะห์บุตร จ่ายเงินประโยชน์ทดแทน 453.18 ล้านบาท (ร้อยละ 22.02) และกรณีว่างงาน 441.70 ล้านบาท (ร้อยละ 21.46) ตามมาด้วยกรณีคลอดบุตรจ่ายเงินทดแทน 216.35 ล้านบาท กรณีตายจ่ายเงินทดแทน 69.28 ล้านบาท กรณีเจ็บป่วยจ่ายเงินทดแทน 40.31 ล้านบาท และกรณีทุพพลภาพจ่ายเงินทดแทน 18.86 ล้านบาทตามลำดับ 

ฉะเชิงเทรา

จังหวัดฉะเชิงเทรา อ้างอิงข้อมูลจากรายงานสถานการณ์แรงงานจังหวัดฉะเชิงเทราไตรมาสรายปี 2567 (มกราคม  – ธันวาคม 2567)  ณ ปี พ.ศ. 2567 พบว่า ในจังหวัดฉะเชิงเทรามีผู้ประกันตนทั้งสิ้น 479,695 คน จำแนกเป็น

มาตรา 33 จำนวน 249,702 คน 

มาตรา 39 จำนวน 22,489 คน 

และมาตรา 40 จำนวน 207,504 คน 

รวมถึงมีสถานประกอบการที่ขึ้นทะเบียนประกันสังคมทั้งสิ้น 5,866 แห่ง โดยส่วนใหญ่เป็นสถานประกอบการขนาดต่ำกว่า 10 คน จำนวน 3,616 แห่ง และมีผู้ประกันตนในสถานประกอบการขนาดดังกล่าวทั้งสิ้น 12,899 คน รองลงมา

เป็นสถานประกอบการขนาด 11 – 20 คน จำนวน 697 แห่งที่มีผู้ประกันตนทั้งสิ้น 10,385 คน และสุดท้ายเป็นสถานประกอบการขนาด 21 – 50 คน

จำนวน 685 แห่งและมีผู้ประกันตนทั้งสิ้น 22,668 คน 

ปัจจุบันจังหวัดฉะเชิงเทรามีการใช้บริการของกองทุนประกันสังคมประเภทประโยชน์ทดแทน ทั้งสิ้น 134,608 ครั้ง โดยประโยชน์ทดแทนที่ผู้ประกันตนใช้บริการสูงสุด 3 ลำดับแรกในฉะเชิงเทรา ได้แก่ กรณีสงเคราะห์บุตรที่มีผู้ประกันตนใช้บริการ 74,849 ครั้ง รองลงมาได้แก่ ชราภาพมีผู้ประกันตนใช้บริการ

24,079 ครั้ง และเจ็บป่วย มีผู้ประกันตนใช้บริการ 19,882 ครั้ง 

หากพิจารณาตามปริมาณการจ่ายเงินประโยชน์ทดแทน จะพบว่ามีการจ่ายเงินทั้งสิ้น 1,835.5 ล้านบาท โดยกรณีเจ็บป่วยมีการจ่ายเงินสูงสุดถึง 538,202,122.40 บาท รองลงมาคือ กรณีบำนาญชราภาพที่มีการจ่ายเงินทดแทน 449,297,604.84 บาท ลำดับที่สามคือ กรณีสงเคราะห์บุตรที่มีการจ่ายเงินทดแทนที่ 255,993,800.00 บาท ตามมาด้วยกรณีบำเหน็จชราภาพที่มีการจ่ายเงินทดแทนที่ 228,114,079.44 บาท กรณีว่างงานที่มีการจ่ายเงินทดแทนที่ 171,827,024.30 บาท กรณีคลอดบุตรที่มีการจ่ายเงินทดแทนที่ 123,045,625.50 บาท กรณีตายที่มีการจ่ายเงินทดแทนที่ 50,875,937.60 บาท และสุดท้ายกรณีทุพพลภาพที่มีการจ่ายเงินทดแทนที่ 18,195,688.51 บาท ตามลำดับ

 

ปราจีนบุรี

จังหวัดปราจีนบุรีเป็นจังหวัดที่มีผู้ประกันตนสูงสุดเป็นลำดับที่สี่ของภาคตะวันออก โดยอ้างอิงจากรายงานสถานการณ์แรงงานจังหวัดปราจีนบุรี ไตรมาสรายปี 2567 (มกราคม  – ธันวาคม 2567) พบว่าจังหวัดปราจีนบุรี มีผู้ประกันตนทั้งสิ้น 282,004 คน จําแนกเป็น

มาตรา 33 จํานวน 148,705 คน 

มาตรา 39 จํานวน 10,686 คน 

และมาตรา 40 จํานวน 122,613 คน 

และมีสถานประกอบการที่ขึ้นทะเบียนประกันสังคมทั้งสิ้น 3,147 แห่ง โดยส่วนใหญ่เป็น สถานประกอบการขนาดต่ํากว่า 10 คน คือมีจํานวน 1,991 แห่ง และมีผู้ประกันตนในสถานประกอบการขนาดดังกล่าวทั้งสิ้น 148,676 คน รองลงมาเป็นผู้ประกันตนในสถานประกอบการขนาด 1,000 คนขึ้นนไป 47,691 คน 

ตลอดปี พ.ศ.  2567 พบว่ามีผู้ใช้บริการของกองทุนประกันสังคม ทั้งสิ้น 356,065 ราย ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่มีจํานวน 181,100 คน สําหรับประเภทประโยชน์ทดแทนที่ผู้ประกันตนใช้บริการสูงสุดในปี 2567 ได้แก่ กรณีสงเคราะห์บุตร มีผู้ประกันตนใช้บริการ 198,106 ราย คิดเป็นร้อยละ 55.63 ของผู้ใช้บริการทั้งหมด รองลงมาได้แก่ กรณีชราภาพ ว่างงานและเจ็บป่วย โดยมีสัดส่วนร้อยละ 26.76 , 9.75 และ 4.88 ตามลําดับ

โดยหากพิจารณาตามปริมาณการจ่ายเงินประโยชน์ทดแทน จะพบว่า สำนักงานประกันสังคมจังหวัดปราจีนบุรีมีการจ่ายเงินท้ังสิ้น 810.51 ล้านบาท โดยกรณีชราภาพ มีการจ่ายเงินสูงสุดถึง 399.26 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 49.26 ของเงินประโยชน์ทดแทนที่จ่าย รองลงมาคือ กรณีสงเคราะห์บุตร มีการจ่ายเงินประโยชน์ทดแทน 166.50 ล้านบาท (ร้อยละ 20.54) และว่างงาน 102.06 ล้านบาท (ร้อยละ 12.59) ถัดลงมาอีกคือกรณีคลอดบุตรที่มีการจ่ายเงินทดแทน 80.15 ล้านบาท กรณีตายที่มีการจ่ายเงินทดแทน 26.25 ล้านบาท กรณีเจ็บป่วยที่มีการจ่ายเงินทดแทน 20.94 ล้านบาท  กรณีทุพพลภาพที่มีการจ่ายเงินทดแทน 12.48 ล้านบาท และกรณีว่างงาน(ถูกเลิกจ้างงาน)ที่มีการจ่ายเงินทดแทน  2.84 ล้านบาท ตามลำดับ

นครนายก 

มาถึงจังหวัดที่ห้าซึ่งอยู่ไม่ใกล้เมืองหลวงอย่างจังหวัดนครนายกและเป็นจังหวัดที่มีผู้ประกันตนมากเป็นอันดับที่ห้าในภาคตะวันออก อ้างอิงข้อมูลจากรายงานสถานการณ์แรงงานจังหวัดนครนายก ไตรมาสรายปี 2567 (มกราคม  – ธันวาคม 2567) พบว่า ในจังหวัดนครนายกมีผู้ประกันตนทั้งสิ้น 99,588 คน จำแนกเป็น

มาตรา 33 จำนวน 25,789 คน 

มาตรา 38 จำนวน 47 คน (บุคคลธรรมดามีถิ่นที่อยู่หลายแห่งซึ่งอยู่สับเปลี่ยนกันไปหรือมีหลักแหล่งที่ทำการงานเป็นปกติหลายแห่ง ให้ถือเอาแห่งใดแห่งหนึ่งเป็นภูมิลำเนาของบุคคลนั้น)

มาตรา 39 จำนวน 4,820 คน 

และมาตรา 40 จำนวน 68,932 คน

โดยมีสถานประกอบการที่ขึ้นทะเบียนประกันสังคมทั้งสิ้งสิ้น 1,401 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นสถานประกอบการขนาด 1-9 คนจำนวน 1,035 แห่ง ซึ่งมีผู้ประกันตนในสถานประกอบการทั้งสิ้น 99,588 คน รองลงมาเป็นผู้ประกันตนในสถานประกอบการขนาด 500 คนขึ้นไป จำนวน 6,783 คน 

ในช่วงปี 2567 (มกราคม – ธันวาคม 2567) มีจำนวนการใช้บริการของกองทุนประกันสังคมทั้งสิ้น 20,952 ราย คิดเป็นร้อยละ 21.04 ของผู้ประกันตนทั้งหมด 

สำหรับประเภทประโยชน์ทดแทนที่ผู้ประกันตนใช้บริการสูงสุดในไตรมาสนี้ ได้แก่ กรณีสงเคราะห์บุตร จำนวน 16,846 ราย คิดเป็นร้อยละ 64.91 รองลงลงมาคือ กรณีว่างงาน จำนวน 13,312 ราย คิดเป็นร้อยละ 517 ตามมาด้วยกรณีเจ็บป่วย จำนวน 1,49 ราย คิดเป็นร้อยละ 4.43 และกรณีชราภาพ จำนวน 659 ราย คิดเป็นร้อยละ 2.54 กรณีทุลพลภาพ จำนวน 448 ราย คิดเป็นร้อยละ 1.73 กรณีคลอดบุตร จำนวน 404 ราย คิดเป็นร้อยละ 1.56 และสุดท้ายกรณีตาย จำนวน 104 ราย คิดเป็นร้อยละ 1.93 ของผู้ใช้บริการทั้งหมด 

ซึ่งหากพิจารณาตามปริมาณการจ่ายเงินประโยชน์ทดแทน พบว่า สำนักงานประกันสังคมจังหวัดนครนายกมีการจ่ายเงินทั้งสิน 56,408,169.26 บาท ลดลงจากปีที่แล้วที่มีการจ่ายเงินทั้งสิ้น 66,026,526.80 บาท 

โดยกรณีชราภาพมีการจ่ายเงินสูงสุดถึง 22,865,847.42 บาท รองลงมา คือ กรณีสงเคราะห์บุตร จ่ายเงินประโยชน์ทดแทนไปทั้งสิ้น 14,442,200.00 บาท ตามมาด้วยกรณีคลอดบุตรจ่ายเงินประโยชน์ทดแทนไป 7,392536.50 บาท และกรณีเจ็บป่วยที่มีการจ่ายเงินทดแทนไป 4,339,688.59 บาท  กรณีตายที่มีการจ่ายเงินทดแทนไป 3,083,578.50 บาท  กรณีว่างงานที่มีการจ่ายเงินทดแทนไป 2,898,157.45 บาทและกรณีทุพพลภาพที่ได้จ่ายเงินนประโยชน์ทดแทนไป 1,386,162.90 บาท ตามลำดับ 

 

จันทบุรี

ส่วนจังหวัดจันทบุรี อ้างอิงข้อมูลจากรายงานสถานการณ์แรงงานจังหวัดจันทบุรี ไตรมาสรายปี 2567 (มกราคม  – ธันวาคม 2567) ณ สิ้นปี 2567 พบว่า ในจังหวัดจันทบุรีมีผู้ประกันตนทั้งสิ้น 86,003 คน จําแนกเป็น

มาตรา 33 จํานวน 35,786 คน 

มาตรา 39 จํานวน 10,424 คน 

และมาตรา 40 จํานวน 39,793 คน 

และมีสถานประกอบการที่ขึ้นทะเบียนประกันสังคมทั้งสื้น 3,473 แห่ง

ในขณะที่ในปัจจุบันจังหวัดจันทุบรี มีสถานพยาบาลในสังกัดประกันสังคมที่เป็นสถานพยาบาลของรัฐบาลเพียงแห่งเดียว

จํานวนการใช้บริการของกองทุนประกันสังคมพิจารณาตามประเภทของประโยชน์ทดแทน พบว่า จํานวน ผู้ใช้บริการมีทั้งสิ้น 118,281 ราย คิดเป็นร้อยละ 137.53 ของผู้ประกันตนทั้งหมด ซึ่งจํานวนผู้ใช้บริการใน ปีนี้ลดลงจากปีที่แล้วที่มีจํานวน 132,868 คน 

สําหรับประเภทประโยชน์ทดแทนที่ผู้ประกันตนใช้บริการ สูงสุดในปี2567นี้ได้แก่ 

กรณีสงเคราะห์บุตร มีผู้ประกันตนใช้บริการ 66,780 ราย คิดเป็นร้อยละ 56.46 ของผู้ใช้บริการท้ังหมด 

รองลงมาได้แก่กรณีชราภาพ 36,428 ราย คิดเป็นร้อยละ 30.80 ตามลําดับ

และหากพิจารณาตามปริมาณการจ่ายเงินประโยชน์ทดแทน จะพบว่ามีการจ่ายเงินท้ังสิ้น 282,240,109.82 บาท โดยกรณีชราภาพมีการจ่ายเงินสูงสุดถึง 150,180,850.41 บาท คิดเป็นร้อยละ 53.21 ของเงินประโยชน์ทดแทนที่จ่าย รองลงมาคือ กรณีสงเคราะห์บุตร จ่ายเงินประโยชน์ทดแทน 56,623,600.00 บาท (ร้อยละ 20.06) และกรณีคลอดบุตร 29,345,969.50 บาท (ร้อยละ 10.40) ตามมาด้วยกรณีคลอดบุตรที่มีการจ่ายเงินทดแทนไป 29,345,969.50 บาท กรณีตายที่มีการจ่ายเงินทดแทนไป 13,313,835.40 บาท กรณีเจ็บป่วยที่มีการจ่ายเงินทดแทนไป 4,112,024.98 บาท และกรณีทุพพลภาพที่มีการจ่ายเงินทดแทนไป 3,514,186.23 บาท ตามลำดับ

 

สระแก้ว

จังหวัดสระแก้วเมื่ออ้างอิงข้อมูลจากรายงานสถานการณ์แรงงานจังหวัดสระแก้ว ไตรมาสรายปี 2567 (มกราคม  – ธันวาคม 2567)  แต่เนื้อหาในรายงานในส่วนของประกันสังคมเป็นข้อมูล ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2567 ซึ่งพบว่า ในจังหวัดสระแก้วมีผู้ประกันตนทั้งสิ้น 81,515 คน จําแนกเป็น 

มาตรา 33 จํานวน 23,583 คน 

มาตรา 39 จํานวน 5,989 คน 

และมาตรา 40 จํานวน 51,943 คน 

และในไตรมาสนี้จังหวัดสระแก้วมีสถานประกอบการที่ขึ้นทะเบียนประกันสังคมทั้งสิ้น จํานวน 1,604 แห่ง โดยส่วนใหญ่เป็นสถานประกอบการขนาดต่ํากว่า 10 คน จํานวน 1,219 แห่ง ที่ผู้ประกันตนทั้งสิ้น 23,583 คน ต่อมาเป็นผู้ประกันตนในสถานประกอบการขนาดมากกว่า 10 คน จํานวน 5,005 คน 

ปัจจุบันจังหวัดสระแก้ว มีสถานพยาบาลในสังกัดประกันสังคมที่เป็นสถานพยาบาลของรัฐบาลเพียง 1 แห่ง ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 100 ของสถานพยาบาลทั้งหมด โดยสถานพยาบาลเอกชนเลยแม้แต่แห่งเดียว

โดยตลอดเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายนที่ผ่านมา (ไตรมาส 3) จังหวัดสระแก้วพบว่ามีจํานวนผู้ใช้บริการทั้งสิ้น 22,088 ราย สําหรับประเภท ประโยชน์ทดแทนที่ผู้ประกันตนใช้บริการสูงสุดในไตรมาสนี้ ได้แก่ กรณีสงเคราะห์บุตร ซึ่งมีผู้ประกันตนใช้บริการจํานวน 11,881 ราย คิดเป็นร้อยละ 53.79 ของผู้ใช้บริการท้ังหมด รองลงมา คือ กรณีว่างงานมีผู้ใช้บริการจํานวน 3,657 ราย คิดเป็นร้อยละ 16.56 ลำดับที่สามคือกรณีชราภาพมีผู้ใช้บริการจํานวน 2,937 รายคิดเป็นร้อยละ 13.30 ลำดับที่สี่คือกรณีเจ็บป่วยมีผู้ใช้บริการจํานวน 2,878 รายคิดเป็นร้อยละ 13.03 ลำดับที่ห้าคือ กรณีทุพพลภาพมีผู้ใช้บริการจํานวน 384 รายคิดเป็นร้อยละ 1.74  ลำดับที่หกคือกรณีคลอดบุตร มีจํานวนผู้ใช้บริการ 277 ราย คิดเป็นร้อยละ 1.25 และกรณีสุดท้ายคือเสียจํานวน 74 รายคิดเป็นร้อยละ 0.33 

ซึ่งหากพิจารณาตามปริมาณการจ่ายเงินประโยชน์ทดแทน จะพบว่ามีการจ่ายเงินทั้งสิ้น 66.17 ล้านบาท โดยกรณีชราภาพมีการจ่ายเงินสูงสุดถึง 24.98 ล้านบาท (ร้อยละ 37.76 ของเงินประโยชน์ทดแทนที่จ่าย) รองลงมา คือ กรณีเจ็บป่วย จํานวน 13.94 บาท (ร้อยละ 21.07) กรณีสงเคราะห์บุตร จํานวน 10.01 ล้านบาท (ร้อยละ 15.13) กรณีคลอดบุตร จํานวน 5.80 ล้านบาท (ร้อยละ 8.76) กรณีตาย จํานวน 3.97 ล้านบาท (ร้อยละ 6.00) กรณีว่างงาน จํานวน 3.85 ล้านบาท (ร้อยละ 5.82) และกรณีทุพพลภาพ จํานวน 2.19 ล้านบาท (ร้อยละ 3.31) ตามลําดับ

อย่างไรก็ตามเนื่องจากเนื้อหาในรายงานสถานการณ์แรงงานจังหวัดสระแก้วฉบับนี้เป็นเนื้อหารายงานประกันสังคมของไตรมาสที่ 3/2567 เท่านั้น จึงจำเป็นจะต้องจับตาดูและรอพิจารณาเนื้อหารายงานตลอดปี 2567 อีกครั้ง

 

ตราด

จังหวัดสุดท้ายเราจะพูดถึง คือ จังหวัดที่สุดอยู่สุดปลายเขตแดนบูรพาอย่างจังหวัดตราด และเป็นจังหวัดที่มีผู้ประกันตนน้อยที่สุดในภาตะวันออก โดยอ้างอิงข้อมูลจากรายงานสถานการณ์แรงงานจังหวัดตราด ไตรมาสรายปี 2567 (มกราคม  – ธันวาคม 2567) พบว่า จังหวัดตราดมีผู้ประกันตนทั้งสิ้นเพียง 47,984 คน จําแนกเป็น

มาตรา 33 จํานวน 15,751 คน 

มาตรา 39 จํานวน 3,263 คน 

และมาตรา 40 จํานวน 28,970 คน 

และมีสถานประกอบการที่ขึ้นทะเบียนประกันสังคมทั้งสิ้น 1,372 แห่ง โดยส่วนใหญ่เป็นสถานประกอบการที่มีผู้ประกันตนน้อยกว่า 10 คน จํานวน 1,178 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 85.86 ซึ่งพบว่ามีผู้ประกันตนทั้งสิ้น 15,751 คน รองลงมาเป็นผู้ประกันตนในสถานประกอบการขนาด 0-20 คน จำนวน 5,281 คน คิดเป็นร้อยละ 33.53

และปัจจุบันจังหวัดตราดมีสถานพยาบาลของรัฐในสังกัดประกันสังคมจํานวน 1 แห่ง โดยตลอดปี 2567 พบว่ามีผู้ประกันตนใช้บริการกรณีเจ็บป่วย ทั้งสิ้น 5,877 ราย คิดเป็นร้อยละ 64.80 ของผู้ใช้บริการทั้งหมด รองลงมาได้แก่กรณีว่างงาน 1,004 ราย คิดเป็นร้อยละ 11.07 และกรณีชราภาพ 869 ราย คิดเป็นร้อยละ 9.58 ตามลําดับ โดยรวมแล้วมีผู้ใช้บริการประโยชน์ทดแทนท้ังสิ้น 9,070 ราย 

โดยหากพิจารณาตามปริมาณการจ่ายเงินประโยชน์ทดแทน จะพบว่ามีการจ่ายเงินท้ังสิ้น 229,262,830.30 บาท โดยกรณีเจ็บป่วย มีการจ่ายเงินสูงสุดถึง 177,475,197.27 บาท คิดเป็นร้อยละ 64.80 รองลงมาคือกรณีชราภาพ จ่ายเงินประโยชน์ทดแทน 26,707,698.88 บาท (ร้อยละ 11.65) และกรณีว่างงาน 11,551,005.10 บาท (ร้อยละ 5.04) 

ซึ่งจากข้อมูลจำนวนผู้ประกันตน จำนวนผู้ใช้บริการในกรณีต่างๆ และปริมาณการจ่ายเงินประโยชน์ทดแทนทั้งหมดของภาคตะวันออก เป็นการเปิดเผยข้อมูลการเบิกจ่ายเงินในกรณีการจ่างเงินประโยชน์ทดแทนเท่านั้น แต่ไม่พบข้อมูลการเปิดเผยการใช้จ่ายเงินในอัตราไม่เกิน 10% ตามกฎหมายกำหนด​ โดยเฉพาะการเบิกจ่ายสำหรับงานบริหารทั่วไป ซึ่งควรเปิดเผยให้ประชาชนรับรู้ได้เช่นกัน

รีแคปปัญหา ‘ประกันสังคม’

สองล้านกว่ารายชื่อ ก็คงพอทำให้เห็นภาพว่าในภาคตะวันออกของเราเองนับว่ามีผู้ประกันตนไม่น้อย ซึ่งตามมาด้วยยอดเงินประกันสังคมที่สูงมาก อย่างไรก็ตามตัวเลขที่สูงนี้ ในอีกทางหนึ่งก็อาจนำมาซึ่งคำถามว่า แล้วเงินถูกใช้ไปอย่างไร ซึ่งได้กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในช่วงเดือนที่ผ่านมาเมื่อ รักชนก ศรีนอก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน และโฆษกกมธ. ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณได้ออกมาพูดถึงเกี่ยวกับประเด็นเรื่องประกันสังคม ซึ่งเริ่มต้นจาก รักชนกได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กสรุปงานกิจกรรม Hack งบประกันสังคม เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา  โดยเกี่ยวกับการใช้จ่ายงบกองทุนประกันสังคมที่ไม่เหมาะสมและไม่โปร่งใส ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทริปดูงานต่างประเทศ ค่าอบรมสัมมนา ค่าประชาสัมพันธ์ ค่าจัดทำปฏิทิน หรือภาพรวมต่างๆ 

เช่น สำนักงานประกันสังคมมีการใช้งบประมาณสำหรับการพัฒนาแอพพลิเคชั่น SSO Plus+ จำนวนกว่า 276 ล้านบาท ที่มีข้อมูลว่ามีการจัดซื้อจัดจ้างที่ผิดปกติ ซึ่งเธอตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีการฮั้วประมูล ในขณะที่ผู้ใช้บริการแอพพลิเคชั่นให้คะแนนการใช้บริการต่ำเพียง 1.5 คะแนน

นอกจากนี้สำนักงานประกันสังคมยังมีการใช้งบประมาณด้านประชาสัมพันธ์เพื่อผลิตสื่อกระจายข่าวสารในการจัดทำปฏิทินปีละประมาณ 50 – 70 ล้านบาท ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 – 2567 ซึ่งเธอมองว่าเป็นการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น   

ยิ่งไปกว่านั้นยังพบว่ามีการใช้วิธีการจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจงแทนการประกวดราคาอิเล็กโทรนิกส์ รวมถึงเรื่องสายด่วนประกันสังคมที่ว่ากันว่าโทรไม่เคยติด  แต่ทางกองทุนประกันสังคมกับใช้งบ 100 ล้านบาทต่อปี ซึ่งพบว่าเป็นค่าเช่าถึง 50 ล้านบาท  และกรณีการเดินทางดูงานต่างประเทศ ซึ่งรักชนกได้วิจารณ์การที่บอร์ดแพทย์และเจ้าหน้าที่ประกันสังคมเดินทางไปดูงานต่างประเทศบ่อยครั้ง โดยบางครั้งใช้งบประมาณสูงถึง 2.2 ล้านบาท และมีการเบิกค่าโดยสารการบินชั้นเฟิร์สคลาส รวมถึงเบิกค่าที่พักระดับ 5 ดาว แต่กลับไม่มีการพัฒนาสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเธอเรียกร้องให้มีความโปร่งใสในการใช้งบประมาณและการเปิดเผยรายชื่อผู้ที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ยังมีเรื่อง การทำ Web App เพื่อบริหารจัดการหลังบ้านซึ่งใช้งบประมาณกว่า 850 ล้านบาท พร้อมชี้พิรุธโครงการนี้ว่า 2 บริษัทที่มาประมูลเสนอราคาต่างกันเพียง 300,000 บาท เป็นที่น่าสังเกตุว่าทราบราคากลางมาก่อนหรือไม่ หรือเข้าข่ายฮั้วหรือไม่ อีกทั้งโครงการนี้ยังส่งงานช้าไป 193 วัน ต้องจ่ายเงินชดเชยจำนวน 163 ล้านบาท แต่กลับไม่ถูกปรับสักบาท ค่าเมนเฟรมจ่ายทุกเดือนอีกอย่างน้อย 84 ล้านบาท ปัจจุบันเซ็นรับงานแต่กลับตรวจรับงานและใช้งานไม่ได้ ยังไม่รวมกับการไม่สามารถขอดูข้อมูลการใช้งบประมาณย้อนหลังห้าปีได้

ตามมาด้วยการย้ำกรณีสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนที่ด้อยกว่าสิทธิบัตรทองโดยเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมารักชนกได้ตั้งคำถามผ่านว่าเฟสบุ๊ก รักชนก ศรีนอก – Rukchanok Srinork ว่าเหตุใดผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบทุกเดือนอย่างน้อยเดือนะ 750 บาท กลับได้รับสิทธิประโยชน์ที่น้อยกว่าผู้ถือบัตรทองที่ไม่ต้องจ่ายเงินสมทบ โดยเฉพาะในเรื่องการทำฟันที่ถูกจำกัดวงเงินเพียง 900 บาท ซึ่งน้อยกว่าสิทธิบัตรทอง ซึ่งเธอชี้ว่าปัญหานี้เกิดจากบอร์ดแพทย์ ที่ทั้งหมดมาจากการแต่งตั้งของรัฐมนตรี 100% ซึ่งมีอำนาจกำหนดสิทธิประโยชน์ แต่ขาดความโปร่งใสโดยเฉพาะเหตุที่ว่าหากเพิ่มวงเงินทำฟันขึ้นอาจหมายถึงกำไรที่ลดลงของโรงพยาบาลที่รับสิทธิ์ประกันสังคมที่เฉลี่ยกันไป 

ทั้งนี้หลังจากที่รักชนก ศรีนอก ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการใช้จ่ายงบประมาณของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ภูมิพัฒน์ เหมือนจันทร์ โฆษกกระทรวงแรงงาน ได้ออกมาชี้แจงว่า การกล่าวหาของนางสาวรักชนก นั้นไม่ครบถ้วนและอาจมีเจตนาไม่ดี พร้อมยืนยันว่าสำนักงานประกันสังคมดำเนินการด้วยความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้   

นอกจากนั้นพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ชี้แจงว่า ประเด็นเรื่องตั๋วโดยสารเครื่องบินชั้นเฟริ์สคลาสไปดูงานต่างประเทศของสำนักงานประกันสังคมมีหลักปฏิบัติของแต่ละกระทรวงเป็นปกติ หากเป็นรัฐมนตรีว่าการฯ ก็จะได้ที่นั่งเป็นที่นั่งระดับชั้น First Class ส่วนปลัดกระทรวงและอธิบดีจะเป็นที่นั่งระดับ Business Class  โดยพิพัฒน์ บอกว่าการจัดสรรงบประมาณส่วนนี้ก็เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ของสำนักงานประกันสังคมที่วางกรอบให้ใช้ได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินสมทบที่เก็บได้ในแต่ละปี ซึ่งปัจจุบันก็ใช้เพียงไม่เกินร้อยละ 3 ซึ่งนับเป็นการประหยัดงบประมาณให้สำหรับผู้ประกันตนแล้ว

ประเด็นที่สอง เรื่องของการจัดทำปฏิทินที่ใช้งบประมาณกว่าสี่ร้อยล้านบาท พิพัฒน์ย้ำว่า “ไม่ควรเหมารวมและก็ขอให้ผู้พูดมีจรรยาบรรณในการพูด เพราะเป็นงบประมาณย้อนหลังแปดปี โดยสื่อว่าผู้พูดอาจมีเจตนาไม่ดี” โดยการทำปฎิทินปีละ 50 ล้านบาทเป็นตัวเลขที่เหมาะสม เพราะสามารถใช้ปฏิทินช่วยสื่อสารประชาสัมพันธ์ข้อมูลเกี่ยวกับประกันสังคม ให้ประชาชนที่อยู่ห่างไกลเข้าถึงและรับทราบข้อมูล

ส่วนประเด็นที่สามที่ว่าด้วยสายด่วนประกันสังคมที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าโทรไม่เคยติด ซึ่งมีงบประมาณ 100 ล้านบาทต่อปี แต่พบว่าเป็นค่าเช่าถึง 50 ล้านบาท พิพัฒน์ถามกลับว่า “โทรไปกี่ครั้ง เพราะปัจจุบันสายด่วนประกันสังคมมีมากกว่า 300 คู่สาย”  ในขณะที่ผู้ประกันตนมีถึง 25 ล้านคนจึงอาจจะเกิดสายซ้อนหรือสายไม่ว่างได้ ทั้งนี้พิพัฒน์ได้ย้ำให้ประชาชนสบายใจว่า สำนักงานประกันสังคมทำทุกสิ่งโปร่งใสและมีคณะกรรมการประกันสังคมมาจากการเลือกตั้ง และเพิ่มเติมว่า ไม่อยากให้มองเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่เพราะเป็นเรื่องหยุมหยิม ร่วมถึงการเมืองไม่ควรยุ่งกับบอร์ดประกันสังคม และมองว่าเป็นการหาเสียงของพรรคฝ่ายค้าน

อย่างไรก็ตามทางรักชนก ศรีนอก ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านทาง ThaiPBSโดยถามกลับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานว่า “ไม่ทราบว่าการเปิดเผยงบประมาณรายจ่ายของสำนักงานประกันสังคมมีเจตนาไม่ดีตรงไหน?”

เพราะตนทำไปเพื่อต้องการทำให้งบประมาณของสำนักงานประกันสังคมตรวจสอบได้ แล้วก็ใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพคุ้มค่าสูงสุด ซึ่งแม้เรื่องที่ถูกเปิดเผยไม่ได้เกิดขึ้นในยุคของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงงานคนปัจจุบันท่านก็ควรตอบกลับมาว่าต่อไปจะพิจารณาการใช้งบประมาณเพื่อเป็นประดยชน์สูงสุด ส่วนกรณีของตั๋วโดยสารเครื่องบินชั้นเฟิร์สคลาสรักชนกอยากให้คำนึงถึงผู้ประกันตนที่หาเช้ากินค่ำที่หาเงินส่งเดือนละ 750 บาท โดยเธอให้สัมภาษณ์ว่า

 “ต้องมีผู้ประกันตนกี่คนส่งเงินถึงจะได้ตั๋วเฟิร์สคลาสหนึ่งใบ อันนี้การที่ท่านบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องหยุมหยิม คือ แน่นอนว่าท่านอาจจะมีทรัพย์สินมากมายมหาศาล ทำให้ท่านเนี่ยไม่เข้าใจหัวอกคนทำงาน 750 บาทที่เขาต้องส่ง เขาต้องทำงานสองวันกว่าๆ ถึงจะสามารถส่งประกันสังคมได้หนึ่งเดือน”

พร้อมตั้งคำถามฝากไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานกลับไปอีก สองข้อ คือ หนึ่งมีความเป็นไปได้หรือไม่ในการเปิดเผยงบประมาณรายจ่ายของสำนักงานประกันสังคม เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบและตรวจสอบได้ในอนาคต และสอง สำหรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานคนปัจจุบันเห็นด้วยกับการแก้ร่างพระราชบัญญัติประกันสังคมที่มีเนื้อหาบางส่วนให้ยกเลิกการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมหรือไม่ และจะดำเนินการต่อเรื่องนี้อย่างไร  

โดยรักชนกย้ำว่าเรื่องกองทุนประกันสังคมคือเรื่องการเมือง และการเมืองคือ เรื่องของการจัดสรรทรัพยากรในประเทศนี้มีอยู่จำกัดอย่างเป็นธรรม ให้สามารถบริหารจัดการให้ประชาชนมีความมั่นคงในชีวิต มีคุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐาน บั้นปลายชีวิตไม่ต้องลำบากซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นที่บอร์ดประกันสังคมจะต้องมาจากการเลือกตั้งของผู้ประกันตน รวมถึงบอร์ดแพทย์ก็จำเป็นต้องมีตัวแทนจากผู้ประกันตน สุดท้ายประกันสังคมจะต้องเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ หรือ Open SSO

นอกจากนั้นเรื่องที่ต้องจับตาต่อไป คือ การอยู่ในภาวะเสี่ยงล้มละลายของกองทุนประกันสังคมซึ่งมีมูลค่ารวม 2.65 ล้านล้านบาท ที่วรภพ วิริยะโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ขณะเป็นพรรคก้าวไกล) ได้เคยอภิปรายในสภาฯ ไปเมื่อปี 2566 ว่าหากยังบริหารแบบเดิม กองทุนประกันสังคมจะล้มละลายในอีกประมาณ 30 ปีข้างหน้า เนื่องจากปัญหาหนี้และผลตอบแทนต่ำไม่สามารถเอาชนะเงินเฟ้อได้ จำเป็นต้องเลือกมืออาชีพเข้าไปบริหารเพื่อความยั่งยืนของกองทุนประกันสังคม ซึ่งเป็นหลักประกันสุดท้ายของคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและมั่นคงของผู้ใช้แรงงานคนตะวันออกและคนไทย

แต่เรื่องไม่จบเพียงเท่านั้นในวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2568 รักชนกได้โพสจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เรียกร้องให้มีการพิจารณาตั้งคณะกรรมาการสอบสวนข้อเท็จจริงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดในโครงการที่ไม่โปร่งใสตั้งแต่ในอดีตจนมาถึงปัจจุบัน พร้อมได้เปิดเผยและตั้งข้อสงสัยเพิ่มเติมในกรณีที่กองทุนประกันสังคมซื้อตึกย่านพระราม 9 ในราคา 7000 ล้านบาททั้งที่ราคาประเมินเพียง 3000 ล้านบาท ซึ่งมีข้อน่าสงสัยว่าอาจถูกอำนาจทางการเมืองแทรกแซงในซื้อตึกในราคาที่สูงกว่าความเป็นจริง 

ซึ่งต่อมา สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานออกมาชี้แจงว่า ราคาประเมินตึกสำนักงานย่านพระราม 9 ที่ 3,000 ล้านบาท เป็นราคาประเมินตั้งแต่ช่วงสมัยต้มยำกุ้ง พร้อมทั้งบอกว่า รัฐมนตรีมีอำนาจในการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการลงทุนเท่านั้น แต่ไม่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือแทรกแซงได้ 

อาคาร SKYY9 ภาพจาก : ไทยรัฐออนไลน์

และล่าสุดเมื่อวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2568 รักชนก และ สหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน ได้เข้าร่วมเฝ้าสังเกตการประชุมบอร์ดกรรมการประกันสังคมซึ่งจะพิจารณาเรื่อง การปรับสูตรบำนาญมาตรา 33 และ 39 รวมถึงการขยายเพดานการลงทุนในสินทรัพย์นอกตลาดจาก 10,000 ล้านเป็น 130,000 ล้านบาท หลังพบว่าทางสำนักงานประกันสังคมยังไม่ได้ชี้แจ้งและเปิดเผยข้อมูลที่เป็นประโยชน์ภายใน 7 วัน นับจากจากการให้คำมั่นสัญญาไว้ โดยยังไม่พบข้อมูล มติจากบอร์ดแต่ละบอร์ด รวมถึงรายงานการประชุมต่างๆ บนเว็บไซต์ของสำนักงานประกันสังคม ซึ่งจะต้องติดตามต่อว่าจะสำนักงานประกันสังคมจะเปิดเผยข้อมูลเมื่อไหร่ เพราะไม่อย่างนั้นจะเป็นการผิดคำพูด ซึ่งจะเข้าข่าย ม.157 ที่ว่าด้วยการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ 

พร้อมทั้งได้แถลงข่าวกรณีกองทุนประกันสังคมซื้อตึกย่านพระราม 9 อีกครั้งหลังสุชาติ ออกมาชี้แจ้งว่า ตนและเพื่อน สส. พรรคประชาชนไม่ได้มีเจตนาขัดขวางเรื่องการลงทุนสินทรัพย์นอกตลาด หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าคุ้มค่าอย่างแท้จริง นอกจากนั้นด้านนายสหัสวัต กล่าวว่าตัวเลข 3,000 ล้านบาทมาจากการประเมินมูลค่าบริษัท หมายความว่าประกันสังคมไม่ได้ซื้อแค่ตัวตึกแต่ซื้อบริษัทที่ถือครองตึกซึ่งหมายรวมถึงหนี้สินของบริษัทที่มีอยู่อีก 2,080 ล้านบาทด้วย 

ซึ่งก่อนหน้านี้ที่สุชาติออกมาบอกว่า รัฐมนตรีไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงคณะอนุกรรมการลงทุนได้นั้น รักชนกและสหัสวัตโต้กลับว่า “บอร์ดในยุคนายสุชาติมาจากการแต่งตั้ง และหลายคนอยู่ในบอร์ดเป็นที่ปรึกษาของท่านเอง” 

สุดท้ายในเวลา 16.00 น. วันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2568 รักชนก และสหัสวัต ได้ไปยื่นเอกสารถึงนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้ตรวจสอบเรื่องตึกย่านพระราม 9 และฝากไปถึงพิพัฒน์ ให้ใช้โอกาสอันดีนี้แสดงความจริงใจเพื่อตรวจสอบ

และทำให้สำนักงานประกันสังคมกลับมาเป็นที่พึ่ง และความหวังให้กับผู้ประกันตน ได้จริงอีกครั้ง

 

อ้างอิง
รายงานสถานการณ์แรงงานจังหวัดปราจีนบุรี ไตรมาสรายปี 2567 (มกราคม  – ธันวาคม 2567) 
รายงานสถานการณ์แรงงานจังหวัดชลบุรี ไตรมาสรายปี 2567 (มกราคม  – ธันวาคม 2567) 
รายงานสถานการณ์แรงงานจังหวัดระยอง ไตรมาสรายปี 2567 (มกราคม  – ธันวาคม 2567) 
รายงานสถานการณ์แรงงานจังหวัดฉะเชิงเทรา ไตรมาสรายปี 2567 (มกราคม  – ธันวาคม 2567) 
รายงานสถานการณ์แรงงานจังหวัดจันทบุรี ไตรมาสรายปี 2567 (มกราคม  – ธันวาคม 2567) 
รายงานสถานการณ์แรงงานจังหวัดตราด ไตรมาสรายปี 2567 (มกราคม  – ธันวาคม 2567) 
รายงานสถานการณ์แรงงานจังหวัดนครนายก ไตรมาสรายปี 2567 (มกราคม  – ธันวาคม 2567) 
เล่มสถานการณ์ด้านแรงงานจังหวัดสระแก้ว-รายปี-2567.pdf
“รักชนก” ชี้ 3 ประเด็นประกันสังคม ขอข้อมูลงบย้อนหลังไม่ได้ แฉอีกทริปดูงานต่างประเทศ
เคลียร์ดราม่าประกันสังคม!! “พิพัฒน์” vs “รักชนก” ฉะเดือด : อินโฟเควสท์
โฆษกกระทรวงแรงงาน ชี้แจง กรณี  “สส.รักชนก” ตั้งข้อสังเกตการใช้จ่ายเงินกองทุนประกันสังคม ยืนยัน สำนักงานประกันสังคมโปร่งใสตรวจสอบได้
รวบตึง รักชนกเซ็ท พิพัฒน์รับ เพื่อสิทธิผู้ประกันตน
ก.แรงงาน โต้ปมงบประกันสังคม ตั๋วเครื่องบินชั้นเฟิร์สคลาส-งบปฏิทิน 
รักชนก เปิดวอร์รูม แฉต่อ สปส. ฉะบอร์ดอีแอบเคาะสิทธิรักษา ล้าหลังด้อยกว่าบัตรทอ
เคลียร์ดราม่าประกันสังคม!! “พิพัฒน์” vs “รักชนก” ฉะเดือด
“สส.ไอซ์-สหัสวัต” แฉอีก ประกันสังคม ซื้อตึกพระราม 9 พร้อมหนี้สินเฉียด 3 พันล้าน
ไอซ์ เปิดผนึกถึงนายกฯ-พิพัฒน์ ใช้โอกาสที่ ประกันสังคม มีวิกฤตศรัทธา ย้อนสอบเรื่องมิชอบให้หมด
written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR