/

Subcontract งาน (ไม่) ประจำ : ปัญหากดขี่แรงงานแบบใหม่ใต้ฉากอุตสาหกรรมก้าวหน้า

ในวันที่การจ้างงานกลายเป็นการแข่งขันกับสังคมที่บีบให้เขาต้องเลือก ในบริบทที่หลักนิติธรรมของประเทศไทยดูจะเป็นสิ่งที่ไม่มีความหมาย แรงงานกลายเป็นแค่หมากบนกระดานอุตสาหกรรม 

 

ท้ายที่สุดเมื่อนายจ้างต้องการต่อรอง การมาถึงของตลาดแรงงานแนวใหม่พร้อมคราบน้ำตาของเหล่าแรงงาน ‘‘Subcontract’’ ก็เริ่มขึ้น

แม้ว่าจะไม่ใช่ทุกคนที่มีปัญหาในการเป็นพนักงาน Subcontract แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในอีกทางหนึ่งก็มีพนักงาน Subcontract ที่ถูกกดขี่จากสัญญาที่ไม่เป็นธรรมของบริษัทนายหน้าที่ต้องการเพียงแค่เงิน โรงงานที่หวังเพียงแค่ผลประโยชน์ และ รัฐที่เมินเฉย พวกเขาต้องเผชิญกับชีวิตที่การจ้างงานและค่าตอบแทนไม่ได้รับความเป็นธรรม ความไม่แน่นอนในชีวิต

ภายใต้การพัฒนาอุตสาหกรรมสวยหรู นี่อาจเป็นปัญหาช้างในห้องที่ยังไม่มีใครมองเห็น

ภาพโดย คุณานนท์ ถี่ถ้วน, เขมชาติ สุวรรณโน

Subcontract คืออะไร?

Subcontract หรือ พนักงานเหมาค่าแรง เป็นเทรนด์การจ้างงานรูปแบบใหม่และเป็นที่นิยมสำหรับโรงงานในยุคปัจจุบัน การจ้าง Subcontract คือการจ้างบุคคลภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญในการทำงานเฉพาะด้าน เช่น งานก่อสร้าง งานสายการผลิต และ งานบริการต่างๆ โดยการทำสัญญากับบริษัทที่จะคอยหาพนักงานเหมาค่าแรงมาป้อนให้โรงงาน โดยสัญญาจะอยู่ในรูปแบบปีต่อปีต่างจากลูกจ้างทั่วไปที่เป็นสัญญาระยะยาวจนกระทั่งลาออกหรือถูกยุติสัญญาจ้าง

สำหรับผู้ที่ทำงานเป็น Subcontract จำเป็นจะต้องหางานใหม่หลังสัญญาฉบับดั้งเดิมที่ทำไว้กับโรงงานสิ้นสุดระยะเวลาตามที่สัญญากำหนดไว้ ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความไม่แน่นอนของอาชีพและความไม่แน่นอนของความมั่นคงของชีวิตในการทำงานเป็น Subcontract ซึ่งอะไรเล่าจะเป็นหนทางแสงสว่าง?

คำถามเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในใจของ บุญยืน สุขใหม่ ชายผู้เป็นกระบอกเสียงให้กับปัญหาของแรงงาน ความไม่เท่าเทียมและ การต่อรองที่ส่งไปไม่ถึง ปัจุบัน บุญยืน สุขใหม่ คือหนึ่งในผู้ขับเคลื่อนสหภาพแรงงานและทนายความ ผู้ที่นำพาคำว่าแรงงานไปสู่วันที่ดีกว่า ซึ่งหนึ่งในประเด็นที่บุญยืนพยายามต่อสู่คือคุณภาพชีวิตของ Subcontract

บุญยืนกล่าวว่า ‘‘Subcontract เรียกกันตามศัพท์จริงๆ เรียกว่าพนักงานเหมาค่าแรง เป็นธุรกิจอุตสาหกรรมการบริการแบบเหมาค่าแรง ก็คือนายจ้างไม่มีโรงงานเป็นของตัวเอง ตั้งบริษัทขึ้นมาและไปหาคนงานมาเพื่อที่จะไปทำงานในบริษัท เช่น บริษัทนี้ต้องการพนักงานเหมาค่าแรงในแผนกนี้ๆ จะมีฝ่ายการตลาดไปหามา’’

ฟังดูเรื่อง Subcontract ก็อาจจะเป็นรูปแบบการจ้างงานแบบหนึ่ง แต่มีอะไรอยู่ภายใต้ภูเขาน้ำแข็งแห่งนี้กันแน่?

ภาพโดย คุณานนท์ ถี่ถ้วน, เขมชาติ สุวรรณโน

ระบบ Subcontract กับชีวิตแรงงานที่แปรเปลี่ยน

จังหวัดชลบุรี ถือเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีอุตสาหกรรมที่เติบโตมากที่สุดและมีโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมาก ทำให้มีอัตราการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจและมีคนที่หลั่งไหลเข้ามาทำงานในพื้นที่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่อมตะนครที่มีทั้งพนักงานประจำและพนักงาน Subcontract

โดยการรับสมัครพนักงาน Subcontract ไม่ได้ถูกจ้างวานโดยตรงจากโรงงานแต่จะมีบริษัทนายหน้าที่คอยจ้างแรงงานในราคาถูกมาอีกทอด ซึ่งตัวพนักงานที่ยอมรับเงื่อนไขจะต้องทำสัญญาซ้ำซ้อนกับทั้งสองแหล่ง และการที่โรงงานส่วนใหญ่เลือกจ้างแรงงานเหล่านี้ เพราะสามารถโยกย้ายได้ตลอดและไม่จำเป็นต้องรับผิดชอเองบ โดยความรับชอบส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับบริษัทนายหน้าที่ทำสัญญากับโรงงาน

จากบทสัมภาษณ์พนักงาน Subcontract ในอมตะนคร หนึ่งในผู้ให้สัมภาษณ์ได้กล่าวถึงเหตุผลที่ในตอนแรกได้เลือกมาเป็นแรงงาน Subcontract คือ ‘‘หลายๆ โรงงาน เขาจะเริ่มจาก Subcontract แล้วค่อยบรรจุเป็นพนักงานประจํา แล้วก็ต้องมาเป็นตรงนี้ก่อน’’

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากบุญยืน ได้บอกไว้ว่า พนักงาน Subcontract นั้นไม่เคยได้เลื่อนชั้น แต่สิ่งที่ทำให้คนที่เลือกมาทำงานแบบ Subcontract  คือสิ่งที่กล่าวในสัญญาของแรงงาน Subcontract เพราะการทำสัญญา พนักงาน Subcontract จำเป็นต้องทำสัญญาสองครั้งระหว่างสัญญาของบริษัทนายหน้า และสัญญาของโรงงาน ดังนั้นแล้วสิ่งนี้จึงอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดของพนักงาน Subcontract หลายๆ คน กลายเป็นความคลุมเครือที่ส่งผลต่อชีวิตแรงงาน

ซึ่งภายใต้สัญญาของบริษัทนายหน้าในกระบวนการทำงานคือการส่งพนักงานไปประจำยังโรงงานต่างๆ โดยที่การส่งตัวพนักงานไปยังโรงงาน สิ่งนี้คือแหล่งรายได้ของบริษัทนายหน้า จากการรับแรงงานราคาถูกเพื่อส่งต่อสู่โรงงานที่ต้องการลดต้นทุน นี่คือวงจรชีวิตแรงงานที่เกิดขึ้นในเมืองที่ถูกผลักดันให้เป็นอุตสาหกรรมและนำเสนอภาพการสร้างรายได้ให้กับผู้คน เหตุการณ์เหล่านี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างหนักหน่วงภายในนิคมต่างๆ ของ EEC

ภายใต้ภาพฝันที่สวยงามของแรงงานกลับกลายเป็นอุตสาหกรรมที่ต้อนให้แรงงานกลายเป็นเพียงแค่ทาส

ภาพโดย คุณานนท์ ถี่ถ้วน, เขมชาติ สุวรรณโน

เมื่อผู้ที่บังคับใช้กฎหมาย ทำให้แรงงานไม่เท่าแรงงาน

ในการทำงานของบุญยืนมักมีผู้ที่มาร้องเรียนปัญหาหลากหลาย แต่โดยส่วนใหญ่จะเป็นแรงงาน Subcontract และทำการยื่นฟ้องร้องต่อโรงงานและบริษัทอยู่เป็นประจำซึ่งบุญยืนเล่าว่า ‘‘เกินครึ่งจะเป็นแรงงานเหมาค่าแรง และเวลาไปฟ้องร้องก็จะฟ้องทั้งบริษัทนายหน้าและโรงงาน เนื่องจากกฎหมายบอกให้ร่วมรับผิด เพราะถ้าตามกฎหมาย พนักงาน Subcontract ต้องทำสัญญากับทั้งสองบริษัท ทั้งบริษัทเหมาค่าแรง กับ จ้างเหมาค่าแรงตามกฎหมาย ซึ่งเรื่องนี้ก็สามารถเอาไปยื่นฟ้องได้’’ 

ภายในสำนักงานของคุณบุญยืนเต็มไปด้วยเอกสารที่กองพะเนินอยู่รอบๆ ห้อง ส่วนมากเป็นเอกสารฟ้องร้องจากแรงงาน ที่เข้ามาจ้างคุณบุญยืนซึ่งเป็นทนาย และเป็นคดีที่แรงงานนั้นไม่ได้ค่าจ้างจากโรงงานและคดีการปลดแรงงานกระทันหันโดยที่โรงงานนั้นปัดความรับผิดชอบ

“บางทีสัญญามันก็ขัดกับกฎหมาย เพราะมันไม่มีการแบ่งว่าคนนี้เป็น Subcontract หรือ พนักงานประจำ ดังนั้นมันควรจะได้ค่าตอบแทนหรือสัญญาที่เท่าเทียมกัน ที่ผ่านมาพนักงาน Subcontract เลยเหมือนถูกเอาเปรียบ” ซึ่งสัญญาของ Subcontract ส่วนใหญ่จะใช้การเลี่ยงคำเป็น ‘การทดลองงาน’ โดยมีสัญญาปีต่อปี พอครบหนึ่งปีก็ต่อสัญญาไปเรื่อย ซึ่งการทำเช่นนี้เป็นเรื่องที่ขัดต่อกฎหมาย เพราะว่าในประเทศไทยนั้นยังไม่มีกฎหมายการทดลองงาน จะมีแต่สัญญาจ้างแบบกำหนดระยะเวลาและไม่กำหนดระยะเวลา โดยส่วนมากนั้น พนักงานจะเจอปัญหาการทดลองงานและถูกเอาเปรียบในเรื่องนี้ ซึ่งบุญยืนก็ไล่เรียงเหตุผลการฟ้องร้องว่าบ้างก็เพราะถูกปลดกะทันหัน บ้างก็เพราะความไม่เท่าเทียม หรือบ้างก็เพราะเรื่องการจ่ายค่าแรง

ภาพโดย คุณานนท์ ถี่ถ้วน, เขมชาติ สุวรรณโน

แต่แม้ว่าการทำงาน Sucontract จะเห็นความไม่เท่าเทียม ความไม่ยุติธรรมได้อย่างชัดเจน และโดยส่วนใหญ่แล้วการฟ้องร้องคดีมักจบลงด้วยชัยชนะของฝ่ายที่ฟ้องร้องซึ่งก็คือฝ่ายแรงงาน แต่ทว่าการจ้างงานพนักงาน Subcontract ก็ยังอยู่ได้ จนชวนน่าตั้งคำถามว่าทำไมโรงงานที่ว่าจ้างแรงงานเหล่านี้จึงยังคงทำผิดระเบียบกฎหมายแรงงานอยู่ตลอด

โดยบุญยืน ได้ตอบคำถามถึงกฎหมายแรงงาน Subcontract ว่ากฎหมายที่คุ้มครองพนักงานประจำ กับพนักงาน Subcontract เป็นกฏหมายเดียวกัน แต่ก็มีเงื่อนไขอีกอย่างคือนายจ้าง ซึ่งบุญยืนยังกล่าวต่อไปว่าตัวของกฎหมายแรงงานในปัจจุบันนั้นเพียงพอแล้ว แต่สิ่งที่ผิดคือผู้ที่บังคับใช้กฎหมาย ‘‘เราก็รู้อยู่บ้านเรามันมีปัญหาการบังคับใช้กฎหมาย’’

โดยประเด็นหลักๆ ที่ทำให้ปัญหาของพนักงาน Subcontract ไม่คลี่คลายลงไปเป็นเพราะบริษัทรับเหมา Subcontract ที่ถึงแม้จะถูกฟ้องร้องจนปิดบริษัทแต่ยังสามารถกลับมาเปิดบริษัทใหม่ได้อยู่หลายครั้งหลายหน เหตุนี้วงจรการจ้างแรงงานเหล่านี้จึงยังไม่จบไม่สิ้นเสียที 

นี่คือความไม่เท่าเทียมที่พนักงาน Subcontract ต้องเผชิญอยู่เสมอ

ภาพโดย คุณานนท์ ถี่ถ้วน, เขมชาติ สุวรรณโน

เสียงคนทำงาน Subcontract

เมื่อเราลองมองดูกันแล้วจะเห็นว่าในตัวบทกฎหมายเองไม่ได้มีการอัพเดตถึงสถานการณ์พนักงาน Subcontract ทำให้พวกเขาต้องแบกรับกับความไม่เท่าเทียม และไม่ได้สวัสดิการอย่างที่ควรจะเป็น ซึ่งสอดคล้องกับประสบการณ์ตรงของพนักงาน Subcontract ที่เราได้พูดคุยมา

“ในเรื่องของรายได้และสวัสดิการนั้นค่อนข้างแย่กว่าครับ คนส่วนมากต้องการเป็นพนักงานประจำ สวัสดิการมันต่างกัน เช่นในเรื่องของค่ารถ หรือ ค่าอาหารกลางวัน ส่วนเรื่องประกันสุขภาพนั้นก็ไม่เท่ากับพนักงานประจำ หากเลือกได้ก็อยากเป็นพนักงานประจำมากกว่า”

นอกจากนี้ พนักงาน Subcontract คนดังกล่าวยังรู้สึกว่าตนนั้นถูกโดนเอาเปรียบเพราะแม้แต่รายได้นั้นก็ไม่เท่ากันกับพนักงานประจำแม้จะทำงานเหมือนกัน

‘‘มันก็ค่อนข้างจะเอาเปรียบบ้าง บางทีมันเกี่ยวกับพวกโบนัสพวกนี้เราไม่ได้เท่าเขา’’

โดยในส่วนคุณภาพชีวิตและสวัสดิการที่ย่ำแย่นี้เองทำให้สุขภาพชีวิตของแรงงานนั้นถดถอยทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ การต่อสู้ของแรงงานเหล่านี้ภายใต้แรงกดดันทางชีวิตจากทั้งครอบครัวและจากทั้งความเสี่ยงจากการทำงาน ที่ตัวแรงงานเองก็ไม่รู้ว่าตนจะโดนปลดหรือโดนค้างเงินเดือนหรือเปล่า สิ่งเหล่านี้ทำให้แรงงานเกิดความวิตกกังวลจากการทำงานทำให้คุณภาพงานที่เคยทำได้นั้นลดลงและเกิดความเสี่ยงในการถูกตำหนิจากหัวหน้าแรงงาน

ในหลายๆ ครั้งเรายังสามารถเห็นหรือได้ฟังข่าวเกี่ยวกับเรื่องของแรงงานที่ต้องป่วยหรือเสียชีวิตจากการทำงาน สาเหตุส่วนมากมักเกิดจากการที่หัวหน้าไม่ให้ลาป่วยและบังคับให้แรงงานทำงานหนัก จะเห็นได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น เกิดขึ้นจากสัญญาจ้างที่ไม่เป็นธรรม เน้นผลลัพธ์มากกว่าสุขภาพชีวิตของแรงงาน ทำให้แรงงานที่เข้ามาทำงานในนิคมฯ ส่วนใหญ่มีสุขภาพชีวิตที่ไม่สู้ดีนักจากทั้งฝุ่นควันในโรงงานและการทำงานหนักผ่านคุณภาพชีวิตที่ย่ำแย่ในโรงงาน

ภาพโดย คุณานนท์ ถี่ถ้วน, เขมชาติ สุวรรณโน

อนาคตที่เราต่างอยากมีชีวิตที่ดี

แล้วภาพที่ควรจะเป็นคืออะไร แน่นอนว่าเรื่องนี้ก็ล้วนมีความเห็นที่หลากหลาย

ในด้านพนักงาน Subcontract ที่พูดคุยนั้นได้กล่าวว่า ‘‘ก็อยากได้สวัสดิการต่างๆ ให้มันเท่ากับพนักงานประจํา โบนัสต่างๆ’’ สิ่งที่พวกเขาต้องการจึงเป็นเรื่องความเท่าเทียมที่พวกเขาควรได้รับเท่ากับแรงงานประจำ เพราะแรงงาน Subcontract ก็ถือเป็นแรงงานเช่นเดียวกัน และทั้งสองอยู่ภายใต้กฎหมายแรงงานเหมือนๆ กัน นอกจากนี้เขาก็ยังเสริมว่าควรให้รัฐเพิ่มมาตราการความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายแรงงานกับโรงงานภายใต้นิคมฯ ให้เกิดความเสมอภาคกับแรงงานทั้งสองประเภทตามกฎหมายแรงงาน ให้โรงงานให้ความเป็นธรรมกับแรงงาน Subcontract เพิ่มมากขึ้นทั้งยังมอบทั้งเงินเดือนและสวัสดิการให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น 

โดยพนักงานรายนี้ก็ยังให้ความเห็นที่น่าสนใจซึ่งคือความฝันในชีวิตหลังเกษียณ ‘‘อยากมีกินอิ่มนอนหลับอะไรอย่างนี้ครับ มีครอบครัว มีธุรกิจเป็นของตัวเอง’’ รวมไปถึง ‘‘คิดว่าจะกลับไปทำที่บ้านเกิด’’  คงปฎิเสธมิได้ไม่มีใครอยากเป็นลูกจ้างของใครไปตลอดทั้งชีวิตของตนเองคำตอบของแรงงานแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน แม้ตัวของเขาจะเป็นแรงงานที่ไม่เท่าแรงงานแต่ตัวตนของเขาเอง คือคนที่เป็นคน

ภาพโดย คุณานนท์ ถี่ถ้วน, เขมชาติ สุวรรณโน

อย่างไรก็ตามในด้านของบุญยืนได้เสนอว่า ‘‘ควรเลิกจ้างในระบบเหมาค่าแรง ต้องยกเลิก ถ้าไม่ยกเลิก ก็จะเป็นปัญหาอยู่แบบนี้ เพราะเราก็รู้อยู่บ้านเรามันมีปัญหาการบังคับใช้กฎหมายพูดง่ายๆ ว่า เมื่อทุนกับรัฐจับมือกันเหนียวแน่น คุณจะถูกกดขี่ ขูดรีด พอเราไปบอกแรงงานว่าบริษัทนี้ Subcontract ไม่ได้โบนัสนะ พนักงานประจำได้ เจ้าหน้าที่รัฐจะทำยังไง แต่บริษัทก็เฉย เจ้าหน้าที่ก็เฉย ก็ต้องบอกว่ามันเป็นประเทศที่เอื้อต่อนายทุนมากกว่า’’

นี่คือสิ่งที่คนที่ทำงานช่วยแรงงานมาอย่างยาวนานมองเห็น เป็นความเอือมระอาของเขาที่มีต่อความผุพังของระบบนิติธรรม สิ่งที่เขาต้องการคือความยุติธรรมของแรงงาน เพราะใประเทศที่เอื้อต่อนายทุนนี้มันคือการเอารัดเอาเปรียบ ความไม่เป็นธรรม ความไม่เท่าเทียมแม้กับพนักงานเฉกเช่นเดียวกัน ทั้งจากรัฐและนายทุน การยกเลิกการเป็น Subcontract คงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในสายตาของทนายความเช่นเขา

แต่ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอใดก็ตาม สิ่งที่ทุกคนเห็นร่วมกันคือในวันนี้ วินาทีนี้ ชีวิตของ พนักงาน Subcontract ต่างถูกกดขี่ ในเมืองอุตสหากรรมที่พัฒนาใหญ่โตเช่นนี้ แต่ก็ยังเหยียบย่ำคนตัวเล็กที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญของโรงงาน

 

และอาจถึงเวลาที่เราต้องมาทบทวนกันว่า แรงงาน ก็คือ มนุษย์คนหนึ่ง ที่ควรได้มีสิทธิต่อคุณภาพชีวิตที่ดีเช่นเดียวกับทุกๆ คนในประเทศนี้


บทความโดย กฤษกร ศรีคล้าย, วัรภัทร สารฤทธิ์
ภาพโดย คุณานนท์ ถี่ถ้วน, เขมชาติ สุวรรณโน
นิสิตคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ชั้นปีที่ 4
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการ Where we belong : ภาคตะวันออกที่เราอยากอยู่ ร่วมกับ คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา, Land Watch และ Local PBS (ThaiPBS)
written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR