การเลือกตั้งปี 2569 ในพื้นที่ภาคตะวันออก ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันระหว่างพรรคการเมือง หากแต่เป็นการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของตระกูลทางการเมือง หรือ ‘บ้านใหญ่’ ซึ่งยังคงมีบทบาทกำหนดทิศทางสนามเลือกตั้งในหลายจังหวัดอย่างมีนัยสำคัญ จากการสำรวจข้อมูลผู้สมัครและเส้นทางการย้ายพรรคใน 8 จังหวัดภาคตะวันออก ได้แก่ ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ระยอง ตราด ปราจีนบุรี สระแก้ว และนครนายก พบว่ามีตระกูลการเมืองท้องถิ่นที่ส่งผู้สมัครหรือมีบทบาททางการเมืองอย่างชัดเจนรวมแล้วหลายสิบตระกูล กระจายตัวอยู่ในหลายพรรคการเมือง ตั้งแต่พรรคแกนหลัก ไปจนถึงพรรคใหม่และพรรคทางเลือก
หากพิจารณาเฉพาะจังหวัดหลัก จะพบว่าชลบุรีมีบ้านใหญ่ที่ลงสนามอย่างน้อย 9 ตระกูล ขณะที่ ฉะเชิงเทรามีอย่างน้อย 7 ตระกูล ส่วน ระยอง ตราด ปราจีนบุรี สระแก้ว และนครนายก ต่างมีบ้านใหญ่ประจำถิ่นที่รักษาฐานอำนาจหรือปรับตำแหน่งทางการเมืองแตกต่างกันไปตามบริบทของแต่ละจังหวัด ในขณะที่ จันทบุรี ไม่พบว่ามีตระกูลบ้านใหญ่ ลงสมัครเลือกตั้งในครั้งนี้
ข้อมูลที่รวบรวมโดย Burapunch พบว่าในการเลือกตั้งครั้งนี้มีตระกูลบ้านใหญ่ในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคตะวันออกรวมทั้งสิ้น 24 ตระกูล (สามารถดูข้อมูลได้ที่นี่) โดยหากแบ่งตระกูลบ้านใหญ่ออกตามสังกัดพรรคจะพบว่า
- พรรคภูมิใจไทย มีตระกูลบ้านใหญ่ทั้งสิ้น 11 ตระกูล จากทั้งหมด 24 ตระกูล
- พรรคเพื่อไทย มีตระกูลบ้านใหญ่ทั้งสิ้น 7 ตระกูล จากทั้งหมด 24 ตระกูล
- พรรคกล้าธรรม มีตระกูลบ้านใหญ่ทั้งสิ้น 5 ตระกูล จากทั้งหมด 24 ตระกูล
- พรรคประชาชน มีตระกูลบ้านใหญ่ทั้งสิ้น 2 ตระกูล จากทั้งหมด 24 ตระกูล
- พรรคพลังประชารัฐ มีตระกูลบ้านใหญ่ทั้งสิ้น 1 ตระกูล จากทั้งหมด 24 ตระกูล
- พรรคประชาธิปัตย์ มีตระกูลบ้านใหญ่ทั้งสิ้น 1 ตระกูล จากทั้งหมด 24 ตระกูล

‘ชลบุรี’ บ้านใหญ่รวมทัพในพรรคเฉพาะกิจ ท่ามกลางรอยร้าวที่ยังไม่จาง
จากการสำรวจพบว่าในการเลือกตั้งปี 2569 มีตระกูลบ้านใหญ่ที่ส่งผู้สมัครหรือลงสมัครเอง มีทั้งหมด 9 ตระกูล ประกอบด้วย 1.ตระกูล คุณปลื้ม 2.ตระกูล ชมกลิ่น 3.ตระกูล เนื่องจำนงค์ 4.ตระกูล สิงห์โตทอง 5.ตระกูล ใคร่ครวญ 6.ตระกูล อินทร์พิทักษ์ 7.ตระกูล ภาวสุทธิ์ 8.ตระกูล วงศ์ทรายทอง 9.ตระกูล เฮงตะกูล
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเส้นทางการย้ายพรรคของกลุ่มบ้านใหญ่เหล่านี้อย่างละเอียด จะเห็นว่าการเคลื่อนไหวไม่ได้เกิดขึ้นอย่างกระจัดกระจายเหมือนครั้งก่อน หากแต่เป็นการ ‘จัดระเบียบทัพบ้านใหญ่’ ครั้งใหม่ เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของสมรภูมิการเมืองชลบุรี หลังการเลือกตั้งครั้งก่อนที่ ‘พรรคประชาชน’ (ก้าวไกลเดิม) สามารถกวาดที่นั่ง สส. ไปได้ถึง 7 จาก 10 เขต และทำให้สูตรการเมืองแบบบ้านใหญ่พ่ายแพ้ให้แก่การเมืองแบบรุ่นใหม่อย่างชัดเจน
ภายใต้บริบทดังกล่าว ยุทธศาสตร์ของพรรคภูมิใจไทยซึ่งมุ่งดึงตระกูลผู้มีอิทธิพลและเครือข่ายบ้านใหญ่ในจังหวัดต่างๆ จากพรรคต่างๆ เข้าสู่พรรคตนเอง หลังพรรคเพื่อไทย ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางของเครือข่ายบ้านใหญ่ กำลังเผชิญภาวะวิกฤตศรัทธาภายในพรรค และบทเรียนของบ้านใหญ่ในการเลือกตั้งครั้งก่อนที่พ่ายให้กับกระแสคนรุ่นใหม่ จึงส่งผลให้ ‘พรรคภูมิใจไทย’ กลายเป็นศูนย์กลางของเครือข่ายบ้านใหญ่ชลบุรีในการเลือกตั้งครั้งนี้
โดยหากรวบรวมข้อมูลตระกูลบ้านใหญ่ชลบุรีที่สังกัด ‘พรรคภูมิใจไทย’ ในการเลือกตั้งครั้งนี้จะพบว่า 6 จาก 9 ตระกูลที่เลือกย้ายมาซบพรรคภูมิใจไทย
ตระกูลคุณปลื้ม (สนธยา คุณปลื้ม) ย้ายจากพรรคเพื่อไทยไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย ถือเป็นการขยับตัวของแกนหลักทางการเมืองในจังหวัด และเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดระเบียบกลุ่มบ้านใหญ่ใหม่ในภาพรวม แม้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ชื่อของ สนธยา คุณปลื้ม จะไม่ปรากฎอยู่ใน สส.เขต หรือ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ แต่ยังคงถูกจับตาว่าอาจจะมีบทบาทในฐานะ ‘รัฐมนตรี’ หากพรรคภูมิใจไทยสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้
ขณะเดียวกัน ตระกูลชมกลิ่น (สุชาติ ชมกลิ่น) ก็ย้ายจากพรรครวมไทยสร้างชาติมายังพรรคภูมิใจไทยเช่นกัน แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีกระแสว่าหัวเรือจากสองตระกูลนี้มีความขัดแย้งกันเองจากการแข่งขันกันขยายอาณาเขตทางอำนาจภายในชลบุรี หลังจากผู้นำทางจิตวิญญาณอย่าง ‘กำนันเป๊าะ’ สมชาย คุณปลื้ม เสียชีวิตไปเมื่อปี 2562
ในขณะที่ ตระกูลสิงห์โตทอง (จิรวุฒิ สิงห์โตทอง) แม้ว่าตนเองจะชนะเลือกตั้งครั้งก่อนในนามพรรครวมไทยสร้างชาติ แต่ในปีนี้ก็ขยับขยายตัวเองมาอยู่ภูมิใจไทย เช่นเดียวกันกับ ตระกูลใคร่ครวญ (พนธกร ใคร่ครวญ) และตระกูลอินทร์พิทักษ์ (แมน อินทร์พิทักษ์) ต่างย้ายจมาสังกัดพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งครั้งนี้ หลังพ่ายแพ้ในนามพรรคเพื่อไทยในเลือกตั้งครั้งก่อน
ขณะที่ ตระกูลภาวสุทธิ์ (ร.อ. ธนวัฒน์ ภาวสุทธิ์ และ ร.ต.อ. สิทธิพัฒน์ ภาวสุทธิ์) ตระกูลที่มีเครือข่ายในกองทัพและแวดวงตำรวจ มานิตย์ ภาวสุทธิ์ ผู้พ่อ ก็ส่งลูกชายถึงสองคนเข้าสู่พรรคภูมิใจไทย แม้ว่าในครั้งก่อนมานิตย์ จะลงสมัครสส. เขต 3 ในนามพรรคเพื่อไทยก็ตาม สะท้อนความพยายามส่งต่ออำนาจบ้านใหญ่ให้รุ่นใหม่เข้ามาเสริมโครงสร้างทางอำนาจในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกตระกูลจะไหลไปในทิศทางเดียวกัน เพราะอย่างเช่น ‘พรรคเพื่อไทย’ ก็ยังคงรั้งและดึงตระกูลบ้านใหญ่ไว้ได้เช่นเดียวกัน โดยหากรวบรวมข้อมูลตระกูลบ้านใหญ่ชลบุรีที่สังกัดพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งนี้จะพบว่า 2 จาก 9 ตระกูล ที่ยังคงเลือกสังกัดกับพรรคเพื่อไทย
อย่างเช่น ตระกูลเนื่องจำนงค์ (พายุ เนื่องจำนงค์) ที่ตัดสินใจย้ายข้ามขั้ว จากพรรคประชาธิปัตย์ไปสังกัดพรรคเพื่อไทย แม้พรรคเพื่อไทยจะอยู่ท่ามกลางภาวะวิกฤตศรัทธาภายในพรรคก็ตาม ในขณะที่ ตระกูลเฮงตระกูล (ชาญยุทธ เฮงตระกูล และ รัฐกิจ เฮงตระกูล) อดีตแกนนำคนเสื้อแดง (นปช.) ในพื้นที่ชลบุรี ยังคงเลือกยืนอยู่กับพรรคเพื่อไทยต่อไป ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนว่าบ้านใหญ่บางสายยังเลือกตรึงฐานอำนาจของตนในพื้นที่เฉพาะ มากกว่าการไปรวมศูนย์กับกลุ่มอำนาจหลักของจังหวัดในรอบการเลือกตั้งนี้
ในฝั่งฟาก ‘พรรคประชาธิปัตย์’ สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ก็มีตระกูลบ้านใหญ่จากชลบุรีตัดสินใจเข้าร่วมเช่นกัน โดยเมื่อพิจารณาข้อมูลตระกูลบ้านใหญ่ชลบุรีที่สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งครั้งนี้ จะพบว่ามีเพียง 1 จาก 9 ตระกูลที่ย้ายเข้าสู่พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งคือ ตระกูลวงศ์ทรายทอง (ร.อ.จองชัย วงศ์ทรายทอง) ลูกชายของ ‘กำนันบั๊ก’ กำพล วงศ์ทรายทอง บ้านใหญ่แห่งบางทราย ที่ย้ายมาจากพรรคพลังประชารัฐ
เมื่อพิจารณาภาพรวม เส้นทางการย้ายพรรคของตระกูลบ้านใหญ่ในชลบุรีจึงชี้ให้เห็นว่า การเลือกตั้งปี 2569 เป็นการแบ่งและจัดวางอำนาจใหม่ของเครือข่ายการเมืองท้องถิ่น โดยมีพรรคภูมิใจไทยเป็นศูนย์กลาง ขณะที่พรรคอื่นทำหน้าที่เป็นพื้นที่รองรับฐานอำนาจเฉพาะกลุ่ม มากกว่าจะเป็นการแข่งขันเชิงนโยบายระหว่างพรรคการเมือง
ซึ่งการจัดระเบียบทัพใหม่ของบ้านใหญ่ในเลือกตั้งครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อกวาดที่นั่งในเขตชลบุรีคืนจากพรรคประชาชน แม้ภายในกลุ่มก้อนบ้านใหญ่จะมีรอยร้าวอยู่ภายในก็ตาม

‘ฉะเชิงเทรา’ บ้านใหญ่เบอร์หลักยังคงเข้มแข็งกับเพื่อไทย ในขณะที่บ้านใหญ่เบอร์รองย้ายซบกล้าธรรม
การจัดวางตัวผู้สมัครของตระกูลบ้านใหญ่ในจังหวัดฉะเชิงเทราในการเลือกตั้งปี 2569 สะท้อนภาพการเมืองท้องถิ่นที่แตกต่างจากหลายจังหวัดอย่างชัดเจน กล่าวคือ ไม่ปรากฏ ‘การไหลรวมศูนย์’ ของบ้านใหญ่ไปสู่พรรคเดียว หากแต่เป็นการกระจายตัวของเครือข่ายอำนาจไปยังหลายพรรค เพื่อรักษาพื้นที่ ต่อรองอำนาจ และลดความเสี่ยงทางการเมืองในบริบทที่สมรภูมิเลือกตั้งมีการแข่งขันสูงขึ้น
ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ฉะเชิงเทรามีตระกูลบ้านใหญ่ที่ส่งผู้สมัครหรือมีบทบาททางการเมืองอย่างน้อย 7 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.ตระกูลตันเจริญ 2.ตระกูลฉายแสง 3.ตระกูลอัศวชัยโสภณ 4.ตระกูลศิริลัทธยากร 5.ตระกูลเป้าเปี่ยมทรัพย์ 6.ตระกูลเหลี่ยมเลิศ และ 7.ตระกูลจารุสมบัติ โดยภาพรวมสะท้อนชัดว่าพรรคเพื่อไทยยังคงเป็น ‘แกนหลัก’ ของการเมืองบ้านใหญ่ในจังหวัดนี้ แตกต่างจากบางพื้นที่ที่บ้านใหญ่เคลื่อนย้ายออกจากเพื่อไทยอย่างเห็นได้ชัด
โดยหากรวบรวมข้อมูลตระกูลบ้านใหญ่ฉะเชิงเทราที่สังกัด ‘พรรคเพื่อไทย’ ในการเลือกตั้งครั้งนี้จะพบว่า 4 จาก 7 ตระกูล เลือกไปต่อกับพรรคเพื่อไทย
ตระกูลฉายแสง (จาตุรนต์ ฉายแสง และ ฐิติมา ฉายแสง) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในตระกูลการเมืองหลักของฉะเชิงเทรา ยังคงยืนอยู่กับพรรคเพื่อไทยอย่างเหนียวแน่น การไม่ขยับพรรค ในช่วงที่หลายพื้นที่เกิดการสั่นคลอนของเครือข่ายบ้านใหญ่ สะท้อนว่าฐานอำนาจของตระกูลนี้ยังมั่นคง และประเมินว่าพรรคเพื่อไทยยังเป็นพรรคที่ตอบโจทย์เชิงพื้นที่ได้ดีที่สุด
ในทิศทางเดียวกัน ตระกูลตันเจริญ (สุชาติ ตันเจริญ และ ศักดิ์ชาย ตันเจริญ) ก็เลือกใช้ยุทธศาสตร์ ‘กระจายความเสี่ยง’ โดยยังรักษาผู้สมัครเดิมอย่างศักดิ์ชาย ตันเจริญ ไว้กับพรรคเพื่อไทย ในขณะที่ สุชาติ ตันเจริญ ตัดสินใจลงสมัครปาร์ตี้ลิสต์พรรคเพื่อไทยเช่นเดิม
อย่างไรก็ตาม อีกฟากของตระกูลตันเจริญ (ศุกติชา ตันเจริญ) ก็ตัดสินใจลงสมัครในนามพรรคประชาชนในฐานะผู้สมัครหน้าใหม่ การวางหมากลักษณะนี้สะท้อนว่าบ้านใหญ่บางตระกูลเริ่มปรับตัว เปิดช่องทางเชื่อมต่อกับการเมืองแบบคนรุ่นใหม่ โดยไม่ตัดขาดจากฐานอำนาจเดิมทั้งหมด
ตระกูลอัศวชัยโสภณ (พันธุ์พงศ์ อัศวชัยโสภณ และ พงศ์ศรัณย์ อัศวชัยโสภณ) ไม่ได้ปรากฎภาพการย้ายออกจากพรรคเพื่อไทย หากแต่เป็นการ ‘ย้ายรุ่น’ อย่างชัดเจน เมื่อสมชัย อัศวชัยโสภณ ผู้พ่อ อดีต สส. 3 สมัย ตัดสินใจไม่ลงสมัครในปีนี้ และส่งหน้าใหม่อย่าง พันธุ์พงศ์ อัศวชัยโสภณ ลูกชายของตน ลงสมัคร สส.เขต แทนในนามพรรคเพื่อไทย
การย้ายของ ตระกูลจารุสมบัติ (พล.ต.ท.พิทักษ์ จารุสมบัติ) จากพลังประชารัฐมาสังกัดพรรคเพื่อไทย สะท้อนว่าพรรคเพื่อไทยยังสามารถดึงบ้านใหญ่ที่มีสายสัมพันธ์ระดับชาติกลับเข้ามาได้ โดยเฉพาะในช่วงที่โครงสร้างอำนาจฝ่ายอนุรักษนิยมเดิมเริ่มกระจัดกระจาย
ขณะเดียวกัน ฉะเชิงเทรายังเป็นพื้นที่ที่พรรคการเมืองท้องถิ่นนิยมใหม่อย่าง ‘พรรคกล้าธรรม’ โดยพรรคกล้าธรรมเข้ามาเป็นพื้นที่สำหรับ ‘บ้านใหญ่เบอร์รอง’ ในฉะเชิงเทราอย่างชัดเจน ซึ่งหากรวบรวมข้อมูลตระกูลบ้านใหญ่ฉะเชิงเทราที่สังกัดพรรคกล้าธรรมในการเลือกตั้งครั้งนี้จะพบว่า 3 จาก 7 ตระกูลที่เลือกย้ายมาซบพรรคกล้าธรรม
ตระกูลศิริลัทธยากร (อรรถกร ศิริลัทธยากร) สะท้อนการ ‘ย้ายพรรคเพื่อรักษาบทบาททางการเมือง’ อย่างชัดเจน หลังตัดสินใจย้ายจากพรรคพลังประชารัฐมาสังกัดพรรคกล้าธรรม ในจังหวะที่โครงสร้างอำนาจเดิมเริ่มอ่อนแรง เพื่อเปิดทางต่อรองและคงการมีตัวตนในสนามเลือกตั้งปี 2569
ส่วน ตระกูลเป้าเปี่ยมทรัพย์ (ชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์) และ ตระกูลเหลี่ยมเลิศ (จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ) ต่างก็ย้ายมากจากพรรครวมไทยสร้างชาติ การเคลื่อนไหวนี้สะท้อนความพยายามของบ้านใหญ่บางสายในการเกาะกลุ่มรวมพลังกันสู้ในสนามการเมืองระดับชาติ แม้ว่าในสนามการเมืองระดับท้องถิ่น 2 ตระกูลนี้ เคยปรากฎภาพของความขัดแย้งกันมาก่อนก็ตาม
เมื่อมองภาพรวม การเมืองบ้านใหญ่ในฉะเชิงเทราปี 2569 ไม่ได้อยู่ในสภาพ ‘รวมศูนย์’ แบบเบ็ดเสร็จ แต่เป็นสนามที่บ้านใหญ่หลายสายเลือกวางตำแหน่งของตนแตกต่างกัน ทั้งการยึดพรรคเดิม การเปิดรับพรรคใหม่ และการทดลองเชื่อมต่อกับกระแสการเมืองแบบใหม่ การแข่งขันจึงไม่ใช่เพียงการปะทะกันระหว่างพรรคการเมือง หากแต่เป็นการต่อรองอำนาจระหว่างตระกูลการเมืองด้วยกันเอง ซึ่งจะเป็นปัจจัยชี้ขาดทิศทางการเมืองของฉะเชิงเทราในการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

‘ระยอง’ ปิตุเตชะ แยกกันเดิน สาธิต – ปิยะ คนละขั้ว คนละสาย
การเลือกตั้งปี 2569 ทำให้โครงสร้างอำนาจทางการเมืองในจังหวัดระยองของ ‘ตระกูลปิตุเตชะ’ ปรากฏภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อบ้านใหญ่ตระกูลนี้ตัดสินใจ ‘แยกสาย’ ลงสนามการเมืองระดับชาติในนามสองพรรคการเมืองหลัก คือ พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย
ข้อมูลผู้สมัครสส. ระยอง ปี 2569 สะท้อนความเคลื่อนไหวดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม โดยฝั่งที่ยังคงปักหลักกับพรรคประชาธิปัตย์ นำโดย สาธิต ปิตุเตชะ และ พศิน ปิตุเตชะ ซึ่งยังคงสังกัดพรรคเดิมต่อเนื่องจากการเลือกตั้งปี 2566 ขณะที่อีกฝั่งหนึ่งของตระกูลเริ่มขยับเข้าสู่พรรคภูมิใจไทย ทั้งในลักษณะ ‘ย้ายพรรค’ และ ‘ส่งหน้าใหม่’
ก่อนหน้านี้ ในช่วงปี 2566 – 2568 เครือข่ายและบุคคลในตระกูลปิตุเตชะจำนวนหนึ่งทยอยถอนตัวออกจากพรรคประชาธิปัตย์ ท่ามกลางภาวะถดถอยของพรรคสีฟ้าในหลายพื้นที่ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนเมื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศกลับมามีบทบาทนำในพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง ส่งผลให้สายของสาธิตตัดสินใจ ‘ไปต่อ’ กับพรรคเดิม ด้วยพันธะสัญญาทางใจ ขณะที่พี่ชายของตนเลือกย้ายไปปักหลักกับภูมิใจไทย
ในกลุ่มหลังซึ่งนำโดย ปิยะ ปิตุเตชะ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง ปรากฏความเคลื่อนไหวชัดเจนในการขยับเข้าสู่พรรคภูมิใจไทย จากการตบเท้าเข้าสู่ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 2568 ที่ผ่านมา แม้ปิยะจะไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้ด้วยตนเองจากเงื่อนไขการดำรงตำแหน่งนายกอบจ.ในปัจจุบัน แต่ได้ส่งบุคคลในเครือญาติเข้าสู่สนามเลือกตั้งแทน
ในกลุ่มนี้ ฉัตรชัย ปิตุเตชะ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง จากเดิมสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งปี 2566 ก่อนย้ายมาลงสมัครในนามพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งปี 2569 ขณะที่ ปิติ ปิตุเตชะ ลูกชายของปิยะ ปิตุเตชะ ปรากฏชื่อในฐานะผู้สมัครหน้าใหม่ของพรรคภูมิใจไทย โดยลงในระบบบัญชีรายชื่อ และไม่เคยมีประวัติการลงสมัครรับเลือกตั้งระดับชาติมาก่อน
อย่างไรก็ตาม หากมองลึกลงไปในความสัมพันธ์ระหว่าง ปิยะ และ สาธิต ปิตุเตชะ การแยกตัวไปอยู่คนละพรรค ‘อาจไม่ใช่ยุทธศาสตร์แบบแบ่งกันสู้’ ในความหมายของการวางแผนร่วมกันอย่างเป็นระบบ หากแต่สะท้อนความแตกต่างในแนวคิดและเครือข่ายทางการเมืองของพี่น้องคู่นี้มากกว่า จากทั้ง ปิยะ ปิตุเตชะ และ สาธิต ปิตุเตชะ
ในบริบทการเลือกตั้งปี 2569 การแยกพรรคของตระกูลปิตุเตชะจึง ‘อาจ’ ไม่ได้เกิดจากการตกลงกันล่วงหน้าเพื่อกระจายความเสี่ยงทางการเมือง หากแต่เป็นผลจาก ‘ความเชื่อคนละชุด’ ระหว่างสองพี่น้อง โดยฝั่งของปิยะเลือกขยับไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทย ขณะที่สาธิตยังคงยึดโยงกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีทั้งความต่อเนื่องทางการเมือง และพันธะทางความสัมพันธ์กับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่สั่งสมมาในระยะยาว
ภาพรวมที่ปรากฏจึงเป็นการแยกกันเดินอย่างเงียบๆ มากกว่าการวางหมากร่วมกันอย่างเป็นทางการ และสะท้อนลักษณะเฉพาะของการเมืองบ้านใหญ่ ที่สามารถอยู่ในโครงสร้างเดียวกันได้โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ในพรรคเดียวกันตลอดเวลา

‘ตราด’ ศึกบ้านใหญ่สองขั้ว
การเลือกตั้งปี 2569 ในจังหวัดตราดเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ไม่มีความเคลื่อนไหวมากนัก หากแต่สะท้อน ‘การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง’ ของการเมืองบ้านใหญ่อย่างชัดเจน จากข้อมูลผู้สมัคร พบว่ามีตระกูลการบ้านใหญ่เพียง 2 กลุ่มที่ปรากฏบทบาทในสนามเลือกตั้งครั้งนี้ ได้แก่ 1.ตระกูลนุ่มหนู และ 2.ตระกูลไชยอรรถ โดยทั้งสองสายต่างเลือกวางตำแหน่งทางการเมืองในทิศทางที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
ฝั่งหนึ่งคือ ตระกูลนุ่มหนู ซึ่งในการเลือกตั้งครั้งนี้ ศักดินัย นุ่มหนู ตัดสินใจวางมือทางการเมือง และส่ง พรรณเศรษฐ์ นุ่มหนู ลูกชายของตน ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นครั้งแรกในนามพรรคประชาชน การขยับตัวลักษณะนี้สะท้อนการส่งต่ออำนาจจากรุ่นสู่รุ่น พร้อมกันกับการเลือกเชื่อมต่อกับพรรคการเมืองที่มีฐานเสียงแบบใหม่ มากกว่าการยึดโยงกับโครงสร้างพรรคการเมืองเดิมที่เคยใช้งานมาในอดีต
ขณะที่อีกฝั่งหนึ่งคือ ตระกูลไชยอรรถ โดย กิตติธัช ไชยอรรถ อดีตแกนนำ กปปส. และผู้สมัครในนามพรรคพลังประชารัฐในการเลือกตั้งปี 2566 ตัดสินใจย้ายจากพรรคพลังประชารัฐมาลงสมัครกับพรรคกล้าธรรมในปี 2569 การย้ายพรรคครั้งนี้สะท้อนทั้งการปรับตำแหน่งทางการเมืองส่วนบุคคล และบทบาทของพรรคกล้าธรรมในฐานะพื้นที่รองรับนักการเมืองที่มีประสบการณ์และเครือข่ายเดิม แต่ต้องการหาพื้นที่ใหม่ในสมรภูมิการเมืองระดับชาติ
เมื่อมองภาพรวม การเมืองตราดปี 2569 จึงไม่ได้เป็นสนามของการแข่งขันระหว่างบ้านใหญ่หลายสาย หากแต่เป็นพื้นที่ที่บ้านใหญ่เดิมเริ่ม ‘ส่งไม้ต่อ’ เปิดทางให้การเมืองแบบรุ่นใหม่และพรรคทางเลือกเข้ามาทดลองบทบาท ขณะเดียวกันก็สะท้อนว่าพรรคการเมืองอย่างพรรคประชาชนและพรรคกล้าธรรม กำลังเข้ามาแทนที่พรรคกระแสหลักเดิมในจังหวัดเล็กอย่างตราดอย่างค่อยเป็นค่อยไป มากกว่าจะเป็นการปะทะกันอย่างเปิดหน้าในสนามเลือกตั้ง

‘ปราจีน’ 3 บ้านใหญ่ยังเหนียวแน่นกับค่ายน้ำเงิน ‘ภูมิใจไทย’ หวังปักธงน้ำเงินต่อจากแดนอีสานใต้
การเลือกตั้งปี 2569 ในจังหวัดปราจีนบุรี ปรากฏภาพที่แตกต่างจากหลายจังหวัดในภาคตะวันออกอย่างชัดเจน นั่นคือ การไม่เกิดการย้ายพรรคของตระกูลบ้านใหญ่หลัก แต่กลับสะท้อนการ ‘รวมศูนย์’ อำนาจทางการเมืองไว้กับพรรคเดียวอย่างเป็นระบบ
จากข้อมูลผู้สมัคร พบว่าทั้ง 3 ตระกูลบ้านใหญ่สำคัญของจังหวัด ได้แก่ 1.ตระกูล วิลาวัลย์ 2.ตระกูล ภุมมะกาญจนะ และ 3.ตระกูล บุตรเนียร ยังคงสังกัด พรรคภูมิใจไทย ต่อเนื่องจากการเลือกตั้งปี 2562 โดยไม่มีการเปลี่ยนขั้วหรือแตกสายไปสู่พรรคอื่น
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ นับตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2562 จนถึง 2566 บ้านใหญ่ทั้งสามตระกูลเลือกลงสมัคร ‘แยกเขต’ กันอย่างชัดเจน ไม่มีการทับซ้อนฐานเสียง ซึ่งสะท้อนข้อตกลงทางการเมืองในระดับพื้นที่มากกว่าการแข่งขันกันเอง ผลลัพธ์คือในปี 2562 ทั้งสามตระกูลชนะการเลือกตั้งทั้งหมด ขณะที่ปี 2566 ยังรักษาเก้าอี้ไว้ได้ 2 จาก 3 เขต โดยมีเพียงบ้านใหญ่ภุมมะกาญจนะที่พ่ายแพ้ให้กับผู้สมัครจากพรรคก้าวไกล
เมื่อมองในเชิงเปรียบเทียบกับจังหวัดอื่น การเมืองปราจีนบุรีจึงไม่ได้อยู่ในโหมด ‘ปรับตัวด้วยการย้ายพรรค’ แต่เป็นการ ‘ล็อกขั้ว’ ทางการเมืองไว้กับพรรคภูมิใจไทยอย่างชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ พรรคไม่ได้เป็นเพียงพาหนะการเลือกตั้ง แต่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางรวมอำนาจของบ้านใหญ่หลายตระกูลในจังหวัดเดียวกัน
ในบริบทนี้ การเลือกตั้งปี 2569 ของปราจีนบุรีจึงไม่ใช่สนามทดสอบว่าบ้านใหญ่ต้องปรับกลยุทธอย่างไรถึงจะอยู่รอด หากแต่เป็นการวัดว่า บ้านใหญ่จะสามารถใช้แรงหนุนจากโครงสร้างพรรคภูมิใจไทย ต้านแรงท้าทายจากพรรคการเมืองคนรุ่นใหม่ได้มากน้อยเพียงใด และจะรักษาสมดุลระหว่าง ‘พรรคเดียวหลายบ้านใหญ่’ ไว้ได้นานแค่ไหนในระยะยาว

‘สระแก้ว’ เทียนทอง ป๋าเหนาะ – กำนันกี แยกสายชัด แต่ทัพไม่แตก
การเลือกตั้งปี 2569 ทำให้โครงสร้างอำนาจทางการเมืองของจังหวัดสระแก้วปรากฏภาพที่ชัดเจนขึ้นว่า ‘ตระกูลเทียนทอง’ ยังคงเป็นแกนหลักของสนามเลือกตั้ง แต่ไม่เลือกเดินเกมแบบรวมศูนย์อยู่พรรคเดียว หากกลับใช้รูปแบบ ‘แบ่งกันเดิน’ อย่างเป็นระบบ
รายชื่อผู้สมัคร ส.ส. ของตระกูลเทียนทองในปีนี้ แบ่งออกเป็นสองขั้วทางการเมืองอย่างเช่นเคย ฝั่งหนึ่งที่เป็นสายตรงของ ‘ป๋าเหนาะ’ เสนาะ เทียนทอง ยังคงยืนอยู่กับพรรคเพื่อไทย ขณะที่อีกฝั่งนำโดย ‘กำนันกี’ ขวัญเรือน เทียนทอง น้องสะใภ้ของเสนาะ เลือกเดินต่อกับพรรคพลังประชารัฐ โดย ตรีนุช เทียนทอง ได้ถูกทาบทามให้เป็นหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี หลังจากที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประกาศอำลาตำแหน่งหัวหน้าพรรค
ความน่าสนใจอยู่ที่การจัดวางตัวผู้สมัครในเชิงพื้นที่ สระแก้วมีทั้งหมด 3 เขตเลือกตั้ง และผู้สมัครจากตระกูลเทียนทองที่ลงเขต ได้แก่ บดี เทียนทอง (เขต 1), ตรีนุช เทียนทอง (เขต 2) และสรวงศ์ เทียนทอง (เขต 3) ต่างถูกวางให้ลงคนละเขตอย่างชัดเจน ไม่มีการทับซ้อนหรือแข่งกันเอง ขณะที่ญาณิกา เทียนทอง และสุรเกียรติ เทียนทอง ลงสมัครสส.ในระบบบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย
การจัดวางเช่นนี้สะท้อนว่า แม้ตระกูลจะกระจายตัวอยู่ต่างพรรค แต่ยังคงรักษาฐานอำนาจเชิงพื้นที่ร่วมกันอย่างเป็นระบบมากกว่าการแตกหักทางการเมือง บ้านใหญ่ไม่ได้ใช้พรรคเป็นเครื่องมือแข่งขันกันเอง แต่ใช้พรรคเป็นเวทีรองรับบทบาทของแต่ละสายให้เหมาะสมกับโครงสร้างอำนาจที่มีอยู่
อีกประเด็นที่น่าจับตาคือ การมีผู้สมัครหน้าใหม่จากตระกูลเดียวกันเข้าสู่สนามเลือกตั้งพร้อมกันหลายตำแหน่ง ทั้งในระบบเขตและบัญชีรายชื่อ สะท้อนว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ อาจเป็นการ ‘เตรียมถ่ายโอนอำนาจทางการเมือง’ ภายในบ้านใหญ่ครั้งใหญ่
เมื่อพิจารณาภาพรวม การเมืองสระแก้วในปี 2569 จึงไม่ใช่การเลือกตั้งที่ขับเคลื่อนด้วยกระแสพรรคเป็นหลัก หากแต่เป็นสนามที่บ้านใหญ่บริหารความเสี่ยงผ่านการกระจายตัวทางการเมืองอย่างรอบคอบ อยู่กับหลายพรรคพร้อมกัน แต่ไม่ปล่อยให้ฐานอำนาจแตกกระจาย
สระแก้วจึงเป็นตัวอย่างของจังหวัดที่บ้านใหญ่ไม่ได้เลือก ‘ย้ายพรรค’ เพื่อตามลมการเมือง แต่เลือกจัดวางตัวเองให้อยู่ในทุกจุดยุทธศาสตร์ของเกมเลือกตั้ง ภายใต้เงื่อนไขที่พรรคการเมืองใดพรรคหนึ่งยังไม่สามารถผูกขาดอำนาจในพื้นที่ได้อย่างเด็ดขาด

‘นครนายก’ กิตติธเนศวรแตก อา – หลาน ย้ายค่าย รีแมชต์กันในศึกเลือกตั้ง 69
นครนายกปี 2569 เป็นจังหวัดที่การเมืองบ้านใหญ่อย่าง ‘ตระกูลกิตติธเนศวร’ ยังคงเป็นแกนสำคัญของการแข่งขัน จากข้อมูลรายชื่อผู้สมัครพบว่า ทั้ง เกรียงไกร กิตติธเนศวร, ปิยวัฒน์ กิตติธเนศวร และ วุฒิชัย กิตติธเนศวร ต่างย้ายพรรคกันในปี 2569 เมื่อเทียบกับปี 2566
ในปีนี้พ่อลูกอย่าง วุฒิชัย และ ปิยวัฒน์ เลือกย้ายจากพรรคภูมิใจไทยไปอยู่กับ พรรคกล้าธรรม ทั้งคู่ เนื่องจากหลานชายและคู่แข่งเดิมอย่าง เกรียงไกร กิตติธเนศวร และ พล.ต.ต.สุรพล บุญมา เข้ามาเบียดที่นั่งในพรรคภูมิใจไทยจากพ่อลูกคู่นี้ไป
สิ่งที่ทำให้สนามเลือกตั้งนครนายกแตกต่างจากพื้นที่อื่นคือ ‘การเผชิญหน้ากันโดยตรงของคนในเครือข่ายบ้านใหญ่’ โดยอาและหลานชายอย่าง วุฒิชัย และ เกรียงไกร ลงแข่งขันกันเองใน เขต 2 ซึ่งหมายความว่า วุฒิชัย จะไม่ได้รับศึกจากภายนอกเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังต้องรับศึกกับเครือญาติสายตรงของตนเองอย่างเป็นทางการด้วย
อย่างไรก็ตาม บรรยากาศการแข่งขันลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ของนครนายก เนื่องจากในการเลือกตั้งปี 2566 ก็เคยปรากฏภาพการลงสมัครแข่งขันกันของสมาชิกในตระกูลเดียวกันมาแล้วเช่นกัน ซึ่งสะท้อนว่าโครงสร้างอำนาจและความสัมพันธ์ภายในตระกูลนี้มีแรงตึงเครียดซ่อนอยู่ และไม่ได้เป็นเอกภาพเดียวกันเมื่อเทียบกับบ้านใหญ่ตระกูลอื่น ที่ยังคงแบ่งพื้นที่กันเล่นอย่างเป็นระบบแม้จะไม่ได้มีจุดยืนทางการเมืองที่ตรงกัน
ขณะเดียวกัน การเลือกตั้งรอบนี้ยังสะท้อนว่าพรรคการเมืองใหม่อย่าง พรรคกล้าธรรม ยังไม่มีทุนทางอำนาจระดับชาติหรือโครงข่ายจัดสรรตำแหน่งมากพอจะดึงบ้านใหญ่เบอร์หลักได้ จึงเลือกใช้ยุทธศาสตร์ดึงกลุ่มบ้านใหญ่ที่มีทุนทางอำนาจรองลงมา เข้ามาเป็นแกนหลักของพรรคแทน โดยในกลุ่มนี้ยังพอมีทั้งฐานเสียงในพื้นที่และแรงจูงใจสูงในการหาพื้นที่ใหม่ทางการเมือง
ในทางกลับกัน พรรคภูมิใจไทยอยู่ในสถานะพรรคที่มีอำนาจต่อรองสูงกว่า ซึ่งมีทั้งตำแหน่งในรัฐบาลและภาพความต่อเนื่องของอำนาจ ทำให้สามารถดึงหรือรักษาบ้านใหญ่เบอร์หลักไว้ได้ บ้านใหญ่กลุ่มนี้มักเป็น ‘ผู้คุมเกมพื้นที่’ และต้องการพรรคที่สามารถค้ำประกันชัยชนะและอำนาจต่อรองหลังเลือกตั้งได้มากกว่า
โดยภาพรวม นครนายกในปี 2569 จึงเป็นสนามที่การเมืองระดับตระกูลและการเมืองระดับพรรคทับซ้อนกันอย่างชัดเจน ความสัมพันธ์ภายในตระกูลกิตติธเนศวรไม่ได้ถูกหลอมรวมเป็นเอกภาพ แต่กลับกลายเป็นการแข่งขันกันเองภายใต้เวทีพรรคการเมืองที่ต่างบทบาท พรรคกล้าธรรมทำหน้าที่เป็นพื้นที่เปิดให้กลุ่มบ้านใหญ่ที่มีทุนทางอำนาจรองลงมาแสวงหาทางเลือกใหม่ ขณะที่พรรคภูมิใจไทยยังทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมของบ้านใหญ่แกนหลัก ส่งผลให้การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการชิงชัยระหว่างพรรค แต่เป็นการจัดวางอำนาจใหม่ทั้งภายในตระกูลและระหว่างเครือข่ายการเมืองในจังหวัดไปพร้อมกัน

เลือกตั้ง 2569 สนามแห่งการจัดวางโครงสร้างทางอำนาจใหม่ของ ‘บ้านใหญ่’ ตะวันออก
เมื่อมองภาพรวมของทั้ง 8 จังหวัดภาคตะวันออก การเลือกตั้งปี 2569 สะท้อนการจัดวางบทบาทใหม่ของพรรคการเมืองอย่างชัดเจน โดย พรรคภูมิใจไทย ขยับขึ้นมาเป็นศูนย์กลางของเครือข่ายบ้านใหญ่ ด้วยอำนาจต่อรองระดับชาติ ภาพความต่อเนื่องของการอยู่ในอำนาจ และสถานะที่ถูกมองว่าเป็น ‘ตัวเลือกที่มีโอกาสชนะมากที่สุด’ ในสายตาของบ้านใหญ่ ขณะเดียวกัน พรรคประชาชน เริ่มปรับยุทธศาสตร์จากการพึ่งพากระแสการสร้างความเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้าง ไปสู่การสร้างพันธมิตรกับบ้านใหญ่บางส่วน เพื่อลดความเสี่ยงในสนามเขตเลือกตั้งที่การแข่งขันทวีความเข้มข้นมากขึ้น
ในอีกด้านหนึ่ง พรรคกล้าธรรม ยังไม่มีกำลังทางอำนาจระดับชาติหรือโครงข่ายจัดสรรตำแหน่งมากพอจะดึงบ้านใหญ่แกนหลักเข้ามาได้ จึงวางบทบาทตนเองเป็นพื้นที่ทางการเมืองของบ้านใหญ่ที่มีทุนทางอำนาจรองลงมา เปิดช่องให้กลุ่มเหล่านี้ใช้พรรคเป็นเครื่องมือในการต่อรองและสร้างบทบาทใหม่ ขณะที่ พรรคเพื่อไทย และ พรรคประชาธิปัตย์ ยังคงอยู่ในช่วงฟื้นฟูความเชื่อมั่นและจัดระเบียบภายใน ทำให้บทบาทของตระกูลบ้านใหญ่ถูกจำกัดลง
ขณะเดียวกัน พรรคเฉพาะกิจอย่าง พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเคยกวาดที่นั่งอย่างล้นหลามในการเลือกตั้งปี 2562 และ พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้เข้าสู่ภาวะเสื่อมบทบาทอย่างชัดเจนในการเลือกตั้งปี 2569 หลังการอำลาการเมืองของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ภาพรวมทั้งหมดชี้ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคการเมืองไม่ได้เป็นเพียงป้ายสังกัด หากแต่ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างจัดวางอำนาจของบ้านใหญ่ในแต่ละระดับอย่างเป็นระบบ และจะกำหนดทิศทางการเมืองท้องถิ่นหลังปี 2569 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


