/

Soft Power 101 : ‘ภูมิพลังวัฒนธรรม’ คำที่ยิ่งสะท้อนความไม่เข้าใจในซอฟต์พาวเวอร์

‘ทะเลงาม ข้าวหลามอร่อย อ้อยหวาน จักสานดี ประเพณีวิ่งควาย’

‘ผลไม้รสล้ำ อุตสาหกรรมก้าวหน้า น้ำปลารสเด็ด เกาะเสม็ดสวยหรู สุนทรภู่กวีเอก’

‘น้ำตกลือเลื่อง เมืองผลไม้ พริกไทยพันธุ์ดี อัญมณีมากเหลือ เสื่อจันทบูร สมบูรณ์ธรรมชาติ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช รวมญาติกู้ชาติที่จันทบุรี’

‘เมืองเกาะครึ่งร้อย พลอยแดงค่าล้ำ ระกำแสนหวาน หลังอานหมาดี ยุทธนาวีเกาะช้าง สุดทางบูรพา’

‘แม่น้ำบางปะกงแหล่งชีวิต พระศักดิ์สิทธิ์หลวงพ่อโสธร พระยาศรีสุนทรปราชญ์ภาษาไทย เขาอ่างฤๅไนป่าสมบูรณ์’

‘ศรีมหาโพธิ์คู่บ้าน ไผ่ตงหวานคู่เมือง ผลไม้ลือเลื่อง เขตเมืองทวารวดี’

‘ชายแดนเบื้องบูรพา ป่างามน้ำตกสวย มากด้วยรอยอารยธรรมโบราณ ย่านการค้าไทย-เขมร’

 

ใครหลายๆ คนที่เติบโตมาในภาคตะวันออก อ่านแล้วจะต้องร้อง ‘อ๋ออออ’ ทันที ว่า กลอนเหล่านี้เป็นคำขวัญประจำแต่ละจังหวัดตะวันออก และสามารถตอบหรือเดาได้ว่าคำขวัญดังกล่าวเป็นของจังหวัดไหนบ้าง แต่พวกเรารู้หรือไม่ว่า นี่คือหนึ่งในวิธีการผลักดันวัฒนธรรมโดยรัฐไทย โดยชูของดีประจำจังหวัดนั้นๆ จากมุมมองของรัฐ ขึ้นมาเป็นบทกลอน และยกให้เป็นคำขวัญเพื่อโฆษณา เชื้อเชิญผู้คนต่างที่ต่างถิ่น ให้สนใจทรัพยากรและประเพณีในแต่ละจังหวัด ที่ไม่ใช่ภูมิภาคตนมากขึ้น ในยุคสมัยที่ ‘อินเทอร์เน็ต’ ยังเข้าไม่ถึงผู้คน สิ่งเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่ง่ายต่อการจดจำมากที่สุด หากจะให้เปรียบเทียบกับในยุคนี้ คงต้องอธิบายว่า เป็น ‘ซอฟต์พาวเวอร์ (Soft power)’ เพื่อให้เข้าเทรนด์

 

พวกเราเข้าใจ ‘ซอฟต์พาวเวอร์’ กันมากแค่ไหน?

สว. เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ได้ลุกขึ้นอภิปรายว่า ตนติดใจคำว่า ซอฟต์พาวเวอร์ เป็นภาษาฝรั่ง ถ้าแปลเป็นไทยแบบโบราณก็คือ “ไม้นวม” ถ้าจะให้คนไทยเข้าใจและประสานกับนานาชาติได้ ควรใช้คำว่า ภูมิพลังวัฒนธรรม เพราะวัฒนธรรมเป็นเรื่องทั่วๆไป แต่เรื่องที่สำคัญ เราใช้คำว่า ภูมิ ซึ่งจะเป็นพลัง…

ในช่วงที่ผ่านมาหากใครติดตามข่าวสารบ้านเมือง มักจะมีคำคำหนึ่งที่กลายเป็นคำติดหูคนไทย (ไปซะอย่างนั้น) เพราะมันได้ปรากฏอยู่ใน ‘สื่อ’ หลากหลายรูปแบบ และหลากหลายวาระจนช้ำ คำคำนั้นคือคำว่า ‘ซอฟต์พาวเวอร์’ (Soft power) หรือที่ผู้ดำรงตำแหน่งศิลปินแห่งชาติ และสมาชิกวุฒิสภา หรือ ‘สว.’ ท่านหนึ่งเสนอให้เรียกในภาษาไทยว่า ‘ภูมิพลังวัฒนธรรม’ จากเนื้อหาข่าวในข้างต้น หรือแม้แต่การที่คำนี้ ไปอยู่ในบริบทที่ “อิหยังวะ“ อย่างเช่น ‘หนึ่งครอบครัว หนึ่งซอฟต์พาวเวอร์‘ ที่ นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ในโควตา ‘พรรคเพื่อไทย’ จะใช้เป็นนโยบายหลักในการผลักดันวัฒนธรรมไทย ผลลัพธ์คือโดนโลกโซเชียลถล่มเป็นเสียงเดียวกันว่า รัฐมนตรีท่านนี้ เข้าใจซอฟต์พาวเวอร์แค่ไหน ถึงหยิบคำนี้มาใช้อย่างไม่ถูกต้องตามวัตถุประสงค์และพร่ำเพรื่อได้เช่นนี้?

 

 

แล้วคำว่า ‘ซอฟต์พาวเวอร์’ เริ่มถูกใช้ในประเทศไทยอย่างจริงจังเมื่อไหร่?

ไม่อาจทราบได้อย่างแน่ชัดว่าคนไทยเข้าใจคอนเซปท์ของ ‘ซอฟต์พาวเวอร์’ ตั้งแต่ตอนไหน แต่ถ้าหากพูดถึงปรากฎการณ์ที่ทำให้คำนี้ถูกหยิบยกมาใช้อธิบายอย่างจริงจังมากขึ้น ก็คือช่วงหลังๆ มานี้ที่ ‘วัฒนธรรมไทย’ ไปโผล่อยู่ในดงนานาชาติ หนึ่งในนั้นก็คือเหตุการณ์ในคอนเสิร์ต Coachella 2022 ที่จัดขึ้น ณ เมืองอินดิโอ รัฐแคลิฟอร์เนียร์ สหรัฐอเมริกา ในวันที่ 17 เมษายน พ.ศ.2565 (ตามเวลาประเทศไทย) มินนี่- ดนุภา คณาธีรกุล หรือ มิลลิ (Milli ) ศิลปิน/แรปเปอร์ ชาวไทย ขึ้นแสดงร่วมกับค่าย 88rising เมื่อแสดงโชว์มาจนถึงช่วงท้าย Milli ได้ควักข้าวเหนียวมะม่วงขึ้นมา ‘โซ้ย’ ต่อหน้าสายตาประชาชีนานาอารยประเทศ และถูกสื่อไทยนำมาตีข่าวอย่างล้นหลาม ในทำนองว่า ‘ศิลปินไทยนำพาซอฟต์พาวเวอร์สู่สายตาชาวโลก’ ทั้งๆ ที่เมื่อมีสื่อเจ้าหนึ่งไปสัมภาษณ์มิลลิหลังจากที่เธอกลับมาจากการแสดงคอนเสิร์ต เธออธิบายเหตุการณ์นี้ว่า “ไม่ได้คิด (ว่าจะเป็น Soft Power) ค่ะ แต่อยากทำ แล้วทั้งโชว์นั้นรอซีนนี้อย่างเดียวเลยเพราะว่า ‘หิว’ ” (อ้างอิง เกินฝัน! “มิลลิ” เปิดใจหลังขึ้นเวที Coachella ไม่คิดข้าวเหนียวมะม่วงจะฟีเวอร์เป็น Soft Power : PPTVHD36)

 

ที่มาและความหมายของ ‘ซอฟต์พาวเวอร์’ 

‘ซอฟท์พาวเวอร์’ นับว่าเป็นการใช้อำนาจ แต่มีวิธีการอย่างอ่อนละมุน ตรงกันข้ามกับคำว่า ‘ฮาร์ดพาวเวอร์ (Hard power)’ หรือการใช้พลังอำนาจทางทหารหรือเศรษฐกิจ บีบบังคับให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ คำคำนี้ถูกกล่าวขึ้นครั้งแรกโดย ศาสตราจารย์ โจเซฟ ไนย์ (Joseph S. Nye) อาจารย์จากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด เขาอธิบายว่า ซอฟต์พาวเวอร์คืออำนาจในการจูงใจให้มนุษย์ปรับเปลี่ยนวิธีคิด พฤติกรรม ยอมรับและคล้อยตามสิ่งที่ผู้ใช้อำนาจนั้นๆ อยากให้เป็น โดยมีกลไกสำคัญอย่างการสร้างแรงดึงดูดใจ

ขอยกเคสตัวอย่างของซอฟต์พาวเวอร์ที่ชัดเจนเคสหนึ่ง นั่นคือวัฒนธรรม ‘K-POP’ ที่แม้ประเทศเกาหลีใต้ไม่มีทรัพยากรทางธรรมชาติเท่ากับประเทศอื่นๆ แต่สามารถผลักดันทรัพยากรบุคคลที่มี ให้วัฒนธรรมของตนเป็นที่ยอมรับในหลายๆ ประเทศได้ ไม่ว่าจะเป็น เพลง ซีรีส์ หรือแม้แต่อาหาร (ที่มักปรากฎอยู่ในฉากรับประทานอาหารของซีรีส์หรือ MV อยู่เสมอ) ส่งผลให้ประเทศเกาหลีเป็นที่ยอมรับของนานาชาติว่าเป็นประเทศผู้นำด้านดนตรีและการแสดง และประชาชนอย่างเราๆ ก็ยินดีที่จะเสพวัฒนธรรมของประเทศเขาอย่างเต็มใจและไม่รู้สึกถูกยัดเยียด

 

องค์ประกอบของ ‘ซอฟต์พาวเวอร์’ มีอะไรบ้าง

อ้างอิงความตอนหนึ่งของเอกสารจากรายการ ‘ร้อยเรื่อง…เมืองไทย’ โดย สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง ‘อำนาจละมุน’ ;

ศาสตราจารย์โจเซฟ ไนย์ ได้กล่าวถึงแหล่งที่มาของ Soft Power ว่าประกอบด้วย

  1. วัฒนธรรมที่สามารถโน้มน้าวผู้อื่นได้
  2. ค่านิยมทางการเมืองทั้งในและนอกประเทศ
  3. นโยบายต่างประเทศที่ชอบธรรมและใช้อำนาจอย่างมีศีลธรรม

โดยหากประเทศหนึ่งมีวัฒนธรรมที่สอดคล้องกับผลประโยชน์และค่านิยมของประเทศอื่น หรือมีค่านิยมทางการเมืองสอดคล้องกันจะทำให้ Soft Power ของประเทศนั้นเพิ่มขึ้น…

จะเห็นได้ว่า ประเทศไทยต่างมีต้นทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถโน้มน้าวใจคนชาติอื่น และค่านิยมทางการเมืองที่หลายประเทศยกให้ไทยเป็น ‘Dream Destination’ หรือจุดหมายปลายทางในฝัน ไม่ว่าจะด้วยเรื่องเศรษฐกิจที่ค่าครองชีพถูก และได้รับการบริการที่ค่อนข้างดี แต่ปัจจัยสุดท้ายอย่างเรื่อง นโยบายต่างประเทศที่ชอบธรรมและใช้อำนาจอย่างมีศีลธรรม นั้น เป็นสิ่งที่ไม่แน่ใจนักว่า ประเทศไทย ดำเนินมาในทิศทางที่ ‘ควรจะเป็น’ แล้วหรือยัง อาจต้องตั้งคำถามต่อความชอบธรรมของนโยบายว่า ประชาชนมีส่วนร่วมมากน้อยแค่ไหน และเชื่อมโยงกับชีวิตประชาชนยังไงบ้าง หรือเปล่า?

 

‘ซอฟต์พาวเวอร์’ ไทย ในสายตารัฐ

สิ่งหนึ่งที่รัฐไทย พยายามทำมาตลอดในเรื่องของการผลักดันวัฒนธรรม คือ การทำให้อาหารไทยเป็นที่รู้จักมากขึ้น แต่ในเชิงการรับรู้ของประชาชนนั้น กลับไม่มีช่องทางในการมีส่วนร่วม แสดงความคิดเห็น ออกแบบ หรือกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ไปพร้อมกับรัฐด้วยเลย ยกตัวอย่างเหตุการณ์เมื่อเร็วๆ นี้ที่เพิ่งเป็นกระแสไป อย่าง ‘1 จังหวัด 1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น’  ที่คนท้องถิ่นต่างฟังแล้วร้อง ‘ห๊ะ’ ออกมาอย่างพร้อมเพรียง เพราะบางเมนูในแต่ละจังหวัด กลับไม่มีผู้รู้จัก หรือถึงแม้จะรู้จัก แต่ก็ไม่ใช่เมนูคุ้นเคย ที่ขึ้นโต๊ะอาหารกินกันในครอบครัว เกิดข้อสงสัยและคำถามทำนองว่า ‘ไม่รู้จัก’ ‘มันคืออะไร’ หรือ ‘ได้ถามคนท้องถิ่นหรือยัง’

ทั้งนี้ ทาง ดร.สง่า ดามาพงษ์ หนึ่งในคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิคัดเลือกเมนู กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวว่า ;

ไม่จำเป็นต้องเป็นอาหารที่คนในปัจจุบันเคยเห็น แต่อาจจะเป็นอาหารที่เคยมี ให้มีขายหรือทำกินอยู่นิดหน่อย จนบางเมนูอาจถูกลืมไปแล้วให้ดึงกลับขึ้นมาเพื่อเป็นการรณรงค์ สร้างความตระหนักถึงการอนุรักษ์อาหารไทยให้มีความภาคภูมิใจ จนสามารถต่อยอด ส่งเสริมให้คนมากินมากขึ้น รวมทั้งให้อาหารไทยเป็น Soft Power

ถ้อยคำเหล่านี้คงสรุปได้ดีว่า มิติในการมองสิ่งที่เป็น ‘ซอฟต์พาวเวอร์’ ของรัฐและประชาชนนั้น ต่างกันโดยสิ้นเชิง

 

 

แล้วเรื่อง ‘ซอฟต์พาวเวอร์’ นี้ มันจะไปจบที่ตรงไหน

ประเทศไทย นับว่ามีต้นทุนทางวัฒนธรรมอยู่มากมาย แต่ถูกรัฐ นิยามและหยิบใช้อย่างกลับหัวกลับหาง  บางสิ่งบางอย่างกลับไม่มีความเชื่อมโยงกับผู้คน หรือไม่ก็ต้องถูกวางไว้อยู่บนหิ้งจากข้อจำกัดทาง ‘วัฒนธรรม’ ที่มี หากยังเป็นเช่นนี้อยู่ ก็นับว่าเรายังอยู่อีกไกลโขจากชาติอื่นๆ ที่นำเอาวัฒนธรรมของประเทศ มาปรับปรุง ปรับใช้ หรือแม้แต่หยอกล้อกับมัน เหมือนที่ ประเทศญี่ปุ่น ทำ (อาจไม่จำเป็นต้องอธิบายด้วยซ้ำว่า ญี่ปุ่นพลิกแพลงเรื่องนี้ และทำให้คนในประเทศอื่นๆ ‘รับเอา’ วัฒนธรรมตัวเองไปใช้ได้ยังไง) ซึ่งสามารถนำพารายได้เข้ามาในประเทศอย่างมหาศาล

แม้แต่ในภาคตะวันออก ที่รุ่มรวยไปด้วยทรัพยากรทางธรรมชาติและวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็น ภูเขา ทะเล น้ำตก หรือ ‘อาหาร’ ที่แม้แต่เมนูขึ้นชื่อของคนจันท์ อย่าง ‘หมูชะมวง’ ‘ก๋วยเตี๋ยวเลียง’ หรือ ‘แกงป่าเมืองจันท์’ ที่หลายๆคนรู้จัก กลับไม่มีแม้แต่ชื่อถูกบรรจุอยู่ในเมนูที่รัฐต้องการนำเสนอ ส่วนที่เลือกมานำเสนอกลับมีวิธีสั่งการแบบ ‘บนลงล่าง’ ไปที่ประชาชน รวมไปถึงการที่รัฐดำเนินนโยบายไปในทิศทางที่ให้การสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมจากนานาชาติ โดยไม่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจท้องถิ่นแม้แต่น้อย สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า รัฐ จัดตำแหน่งแห่งที่ของประชาชน ไว้เป็นเพียงแรงงานในระบบ เพื่อสร้าง GDP หรือรายได้มวลรวมของประเทศเท่านั้น จึงทำให้วิถีชีวิตท้องถิ่นที่เชื่อมโยงกับผู้คน และสร้างรายได้ให้ประเทศเช่นเดียวกัน หายไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ

 

ต้องตั้งคำถามและใช้เครื่องหมายคำถาม (?) ตัวโตๆ ไปยังกระทรวงวัฒนธรรม ว่า ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่เราจะสังคายนาเรื่องนี้ ปรับความคิดและทำความเข้าใจต่อวาทกรรม ‘ซอฟต์พาวเวอร์’ เสียใหม่ เพื่อผลักดันวัฒนธรรมอย่างมีส่วนร่วมและเชื่อมโยงกับความรู้สึกนึกคิดของประชาชน โดยใช้ ‘อำนาจโน้มนำ’ นี้ ให้ตอบโจทย์และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อทุกคนในประเทศ

 

เขียนโดย สรวิศ เหลาเกิ้มหุ่ง

 

อ้างอิง

Soft Power กับการตีความที่ ‘ผิดความหมาย’ ของรัฐไทย

Soft Power (อำนาจละมุน)

Soft power ไทย เหตุใดจึงยังไม่เวิร์ค

‘Soft power’ ไทย: ฝันลมๆ แล้งๆ ของคนใช้แต่อำนาจ

written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR