/

โรงเจปากน้ำประแส : พื้นที่เชื่อมร้อยชีวิตคนจีนโพ้นทะเลตั้งแต่ การเป็นศาลเจ้า โรงเจ ไปจนถึงอดีตสถาบันการเงินให้กับชุมชน

เวลาเราเดินทางไปที่ปากน้ำประแส จ.ระยอง หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับภาพชุมชนบ้านไม้เก่าโบราณ เรือรบหลวงที่เป็นแลนด์มาร์กดัง หรือทิวทัศน์ริมน้ำประแสกว้างใหญ่ที่สะท้อนแสงแดดงดงาม

ทว่ามีซึ่งหนึ่งที่หลายๆ คนอาจเดินผ่าน หรือไม่ทันสังเกต คือศาลเจ้าที่ปรากฏตัวเป็นระยะๆ เมื่อเราเดินเล่นในชุมชนริมน้ำประแส ซึ่งแสดงให้เห็นความสัมพัฯธ์อันแน่นแฟ้นของชุมชนคนจีนในอดีตที่เข้ามาตั้งรกราก ณ สถานที่แห่งนี้ และได้กลายเป็นบ้านหลังใหม่หลังเดินเรือมาเนิ่นนานจากจีนแผ่นดินใหญ่

ในช่วงเวลาที่เรียกได้ว่าเทศกาลสำคัญของคนไทยเชื้อสายจีนอย่าง ‘เทศกาลกินเจ’ หลายคนอาจจะไม่ทราบว่า เมืองเล็กๆ อย่างปากน้ำประแส มีโรงเจที่สืบทอดประเพณีถือศีลกินเจมาอย่างยาวนาน นั่นก็คือ ศาลเจ้าเชงจุ้ยโจ้วซือกง โรงเจแห่งนี้ได้กลายเป็นหนึ่งพื้นที่รวมชาวไทยเชื้อสายจีนทั้งในอำเภอ และนอกพื้นที่ให้ได้มาเจอกัน และสืบทอดเจตารมย์แห่งเทศกาลนี้มายาวนานกว่า 100 ปี

เราขอท่องไปยังอดีตของสถานที่สำคัญแห่งนี้ และค้นหาว่าทำไมพื้นที่เล็กๆ แห่งนี้กับสัมพันธ์กับผู้คนอย่างมากมาย

 

ชุมชนริมน้ำประแส ภาพโดย Rare Rayong

เมื่อชาวฮกเกี้ยนเดินทางมาชายฝั่งภาคตะวันออก

ก่อนจะเดินทางไปค้นหาว่าทำไมโรงเจเล็กๆ ที่เราพูดถึงสำคัญกับชุมชนและผู้คนจากหลายหลายพื้นที่ เราอาจจะชวนย้อนกลับไปเล่าที่มาที่ไปของสถานที่สำคัญแห่งี้กันเล็กน้อย

สำหรับโรงเจปากน้ำประแส มีจุดเริ่มต้นมาจากชาวจีนที่ได้อัญเชิญรูปเคารพ ‘องค์พระเชงจุ้ยโจ้วซือกง (清水祖師公)’ มาจากมณฑลฮกเกี้ยน 

โดย โจ้วซือกง มีนามเดิมว่า ‘ตันพ้อจอก (陳普足)’ [1] เป็นภิกษุชาวจีน เกิดในสมัยราชวงศ์ซ่งเหนือ ช่วงรัชกาลจักรพรรดิซ่งเหรินจง ณ ตำบลอันเค๊ เมืองจวนจิว มณฑลฮกเกี้ยน ด้วยความที่ท่านเป็นคนที่มีความสนใจในธรรม ท่านได้บวชเป็นพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา หรืออีกข้อสันนิษฐานหนึ่งกล่าวว่าท่านเป็นนักบวชในลัทธิเต๋า โจ้วซือกงถือเป็นพระนักพัฒนา 

นอกจากการเพยแพร่ธรรมแล้ว ท่านยังมีบทบาทในการพัฒนาด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน ถนน สะพาน ในหมู่บ้าน รวมถึงช่วยเหลือชาวบ้านในด้านการแพทย์ มีตำนานกล่าวว่าที่ร่างกายท่านเป็นสีดำเกิดจากการทดลองยาเพื่อรักษาชาวบ้าน ชาวบ้านจึงเรียกว่า ‘พระหมอ’ นอกจากนี้โจ้วซือกงยังเป็นที่นับถือด้านการขอฝน ท่านจึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า ‘เชงจุ้ยโจ้วซือ’ หรือ ‘ปรมาจารย์น้ำใส’ นัยยะหมายถึงเป็นผู้สำเร็จธรรมและมีคุณวิเศษเกี่ยวกับน้ำ และเป็นชื่อสถานที่ตั้งของวัดที่ท่านจำพรรษาอยู่บนเขาที่มีน้ำใสสะอาด [2]

รูปแกะสลักจากไม้ของพระโจวซือกงศิลปะฮกเกี้ยน ประดิษฐานอยู่ภายในศาลเจ้าเชงจุ้ยโจ้วซือกง (ฮกเฮงเก็ง) ปากน้ำประแส ภาพโดย ภูมิสันต์ เลิศรัตนนันท์

จากเรื่องราวทั้งหมดนี้ โจ้วซือกงจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ความเคารพของชาวจีนฮกเกี้ยน โดยชาวจีนฮกเกี้ยนถือเป็นชาวจีนกลุ่มแรกๆ ที่เดินเรือมายังอุษาคเนย์ ปรากฏหลักฐานครั้งตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เพื่อทำการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้า และขยับขยายรับราชการในแผ่นดิน [3] ส่วนในหัวเมืองชายฝั่งทะเลตะวันออก ก็ปรากฏหลักฐานการมีอยู่ของชาวจีน โดยเฉพาะชาวจีนฮกเกี้ยนและแต้จิ๋ว ตามหัวเมืองต่างๆ โดยเฉพาะที่จันทบุรี ซึ่งเป็นหัวเมืองใหญ่ และเป็นจุดหมายในการเดินทัพของสมเด็จพระเจ้าตากสิน ในการเตรียมทัพเข้ากอบกู้กรุงศรีอยุธยา โดยอาศัยองค์ความรู้ด้านการต่อเรือของชาวจีนในขณะนั้น [4] และยังมีหลักฐานอีกหลายชิ้นที่กล่าวถึงการมีอยู่ของชาวจีนมากกว่า 200 ปี เช่น สุสาน บันทึก รวมถึงศาลเจ้าต่างๆ

แม่น้ำประแสในยุคก่อน 2500 มีเรือลำเภาลอยลำอยู่ในแม่น้ำ มีทิวเขาชะเมาเป็นฉากหลัง ภาพโดย ภูมิสันต์ เลิศรัตนนันท์

สำหรับเมืองท่าการค้าในอดีตอย่างปากน้ำประแส บริเวณศูนย์กลางการค้าของชุมชนปากน้ำประแส ยังปรากฏหลักฐานการตั้งรกรากของชาวจีนฮกเกี้ยน โดยมีศาลเจ้าเป็นหมุดหมายสำคัญ กลางตลาดประแสมีศาลเจ้าอยู่ 2 แห่งที่ขึ้นทะเบียนกับกรมการปกครอง คือ ศาลเจ้าเชงจุ้ยโจ้วซือกงและศาลเจ้าแซ่ตั๋น ซึ่งล้วนเป็นศาลเจ้าของชาวจีนฮกเกี้ยน โดยบัญชีทะเบียนศาลเจ้าของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ระบุชื่อศาลเจ้าแซ่ตั๋นที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำประแส ไว้อย่างชัดเจนว่า ‘ศาลเจ้าฮกเกี้ยน (แซ่ตั๋น)’ จากนั้นถัดไปทางปากแม่น้ำมีศาลเจ้าไหหลำและศาลเจ้าฮกเต็ก (เจ้าพ่อประแสร์) ของกลุ่มชาวจีนไหหลำที่มีความเก่าแก่กว่า 140 ปี 

อาคารศาลเจ้าแซ่ตั๋น ศิลปะฮกเกี้ยนแบบเรียบง่าย ตั้งอยู่ริมแม่น้ำประแส ภาพโดย ภูมิสันต์ เลิศรัตนนันท์

ภายในศาลเจ้าเชงจุ้ยโจ้วซือกงมีงานศิลปกรรมทรงคุณค่าที่เป็นหลักฐานตกทอดหลงเหลืออยู่ให้เห็น คือ รูปเคารพพระโจ้วซือกงองค์ใหญ่แกะด้วยไม้ แบบศิลปะฮกเกี้ยน ฝีมือช่างคล้ายกับพระโจ้วซือกงของศาลเจ้าเล่งจูเกียง (ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว) จังหวัดปัตตานี ที่สร้างมามากกว่า 400 ปี ในช่วงสมัยราชวงศ์หมิง หรือตรงกับยุคสมัยอยุธยาของบ้านเรา 

นอกจากนี้ยังมีรูปเคารพพระโจ้วซือกงองค์เล็ก ในลักษณะนั่งยกขาบนเก้าอี้ ซึ่งเป็นศิลปะฮกเกี้ยนเช่นเดียวกัน รวมถึงตู้ประทับ โต๊ะวางกระถางธูป โต๊ะไหว้เจ้า เกี้ยวกระถางธูป ที่ล้วนเป็นงานไม้ฝีมือที่หาชมได้ยากในยุคปัจจุบัน 

ภายในศาลเจ้าเชงจุ้ยโจ้วซือกง ในช่วงเวลาปกติ ที่ไม่ได้เป็นโรงเจ ภาพโดย ภูมิสันต์ เลิศรัตนนันท์

ศาลเจ้าเชงจุ้ยโจ้วซือกงและศาลเจ้าแซ่ตั๋น จึงมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับชาวจีนฮกเกี้ยน โดยเฉพาะกับตระกูลแซ่ตั๋นทั้งสองศาลเจ้า ซึ่งเป็นตระกูลแซ่ที่พบการใช้มากที่สุดในปากน้ำประแส [5] ศาลเจ้าแซ่ตั๋นมีบทบาทในฐานะของการเป็นศาลบรรพชน บูชารูปเคารพตันเซ่งอ๋อง เทพเจ้าของคนตระกูลแซ่ตั๋น ผู้นำพาความเจริญมาสู่ดินแดนฮกเกี้ยน และเป็นบรรพชนของแซ่นี้ในแถบจีนตอนใต้ แต่ศาลเจ้าเชงจุ้ยโจ้วซือกงนั้นมีอีกบทบาทหนึ่งที่แตกต่างออกไป

รูปเคารพตันเซ่งอ๋อง เทพบรรพชนของตระกูลแซ่ตั๋น ประธานของศาลเจ้าแซ่ตั๋น ปากน้ำประแส ภาพโดย ภูมิสันต์ เลิศรัตนนันท์

 

ชื่อเป็นตำหนัก แท้จริงเป็นศาลเจ้า ถึงเทศกาลเป็นโรงเจ

เมื่อลองย้อนกลับไปยังชื่อของศาลเจ้าเชงจุ้ยโจ้วซือกง จริงๆ แล้วสถานที่แห่งนี้มีชื่อภาษาจีนว่า ‘ฮกเฮงเก็ง (福興宮)’ อันหมายถึง ‘ตำหนักแห่งความรุ่งเรืองและสิริมงคล’ สิ่งนี้ที่น่าสนใจคือที่นี่ไม่ได้ใช้คำว่า ‘廟’ ที่แปลว่าศาลเจ้า เหมือนกับศาลเจ้าอื่นๆ โดยทั่วไป แต่ใช้คำว่า ‘宮’ ที่แปลว่าตำหนัก อีกทั้งคำว่า ‘ฮก’ ยังมีนัยยะถึง ‘ฮกเกี้ยน’ ดินแดนที่ชาวจีนอพยพมาและเป็นผู้สร้างศาลแห่งนี้ แต่ไม่ว่าจะมีชื่อเป็นตำหนัก หรือมีภาพลักษณ์เป็ศาลเจ้า แต่โดยปกติแล้วชาวปากน้ำประแสมักจะเรียกสถานที่แห่งนี้ว่า ‘โรงเจ’

การที่ชาวบ้านเรียกติดปากว่า ‘โรงเจ’ เพราะในช่วงเทศกาลถือศีลกินเจ เดือน 9 ศาลเจ้าแห่งนี้ จะถูกปรับเปลี่ยนเป็นโรงเจ สำหรับประกอบพิธีกรรมในประเพณีถือศีลกินเจของทุกๆ ปี มีการประดับตกแต่งด้วยโคมไฟสีเหลือง ติดป้ายคำกลอนคู่ (ตุ้ยเหลียน) สีเหลืองแดง ประดับป้ายผ้าม่าน ผ้าหน้าโต๊ะลวดลายต่างๆ สีเหลืองสำหรับงานกินเจ รวมถึงการเนรมิตปรำพิธีสำหรับเตรียมอัญเชิญเทพเจ้าประธานของเทศกาลกินเจ คือ ‘กิ๋วอ๊วงฮุกโจ้ว’ หรือนพราชาพุทธเจ้า ประกอบด้วยพระพุทธเจ้า 7 พระองค์ และพระโพธิสัตว์ 2 องค์ รวมเป็น 9 องค์ ที่จะเสด็จมาประทับในโรงเจตลอด 10 วัน 

 

ด้านหน้าโรงเจ ประดับด้วยผ้าม่านและโคม สำหรับช่วงเทศกาลกินเจ ภาพโดย ภูมิสันต์ เลิศรัตนนันท์

การอัญเชิญกิ๋วอ๊วงฮุกโจ้วมาเป็นประธานในงานกินเจ ถือเป็นขั้นตอนของพิธีกรรมที่สำคัญที่สุดในทุกสถานที่ที่มีถือศีลกินเจเดือน 9 

จากศาลเจ้าจึงถูกปรับเปลี่ยนเป็นปรำพิธีกินเจ ถูกแทนที่ด้วยสัญลักษณ์ของการบูชานพราชาหรือกลุ่มดาวกระบวยเหนือตามคติพุทธมหายานและเต๋า ซึ่งซ้อนความหมายของสัญญะในมณฑลพิธีเอาไว้ในหลายจุด อย่างเช่น การจุดตะเกียง 9 ดวง [6] แทนการบูชาพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ 9 องค์ การตั้งเครื่องบูชาด้วยทะนานประทีป (เต๋าเต็ง) และยังมีการกั้นม่าน จำกัดอาณาบริเวณของมณฑลพิธีเฉพาะช่วงกินเจ ห้ามบุคคลที่ไม่ได้กินเจและไม่สวมชุดสีขาวเข้าไปภายในตัวอาคาร ซึ่งมีนัยยะถึงการเคลื่อนไหวของขบวนการอั้งยี่ สมาคมลับผู้เป็นแกนนำ ‘โค่นชิงกู้หมิง’ ในอดีต [7] และเป็นมรดกตกทอดในโรงเจต่างๆ ของชาวจีนโพ้นทะเลมาถึงทุกวันนี้

ภายในศาลเจ้าเชงจุ้ยโจ้วซือกง ในช่วงกินเจ มีการปรับเป็นโรงเจบูชากิ๋วอ๊วงฮุกโจ้วและทีตี่แป่บ้อ ภาพโดย ภูมิสันต์ เลิศรัตนนันท์

ในส่วนของพิธีกรรมภายในศาลเจ้าเชงจุ้ยโจ้วซือกง ปากน้ำประแส มีสูตรการประกอบพิธีกรรมคล้ายคลึงกับศาลเจ้าโจวซือกง ตลาดน้อย (ซุ่นเฮงเก็ง) ที่มีการอัญเชิญกระถางธูปทอง 2 ใบ ขององค์กิ๋วอ๊วงฮุกโจ้ว และทีตี่แป่บ้อ ทั้งสองศาลเจ้าเป็นศาลเจ้าที่บูชาองค์พระโจ้วซือกงในหมู่ชาวจีนฮกเกี้ยนเป็นประธานเช่นเดียวกัน และสืบทอดการกินเจแบบฮกเกี้ยนมานานกว่าร้อยปี แตกต่างจากโรงเจอื่นๆ ที่มักอัญเชิญกระถางธูป 3-6 ใบ บูชาองค์เต๋าบ้อหง่วงกุง หน่ำปักแชกุง และเทพที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ร่วมด้วย กลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผสมผสานกับความเป็นท้องถิ่นของภาคตะวันออกได้อย่างลงตัว 

และด้วยการสืบทอดประเพณีอย่างเข้มข้นมากว่า 100 ปี ก็ทำให้สถานที่แห่งนี้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญทั้งทางประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมของคนปากน้ำประแสตลอดมา

 

เป็นมากกว่าโรงเจ แต่คือพื้นที่เชื่อมโยงวิถีชีวิตและประวัติศาสตร์ชาวจีนโพ้นทะเล

ก่อนปี พ.ศ.2480 ความรุ่งเรืองของเมืองท่าปากน้ำประแส เป็นชุมทางของสินค้าเกษตรและของป่า ที่จะถูกส่งออกไปยังกรุงเทพฯ และเมืองท่าชายฝั่งทะเล ผู้คนต่างเดินทางหมุนเวียนไม่ขาดสาย ศาลเจ้าเชงจุ้ยโจ้วซือกงในฐานะโรงเจใหญ่ที่จัดพิธีกรรมกินเจในยุคนั้น จึงไม่ได้มีเพียงชาวจีนโพ้นทะเลในปากน้ำประแสเท่านั้นที่มาเข้าร่วมประเพณี แต่ยังมีชาวจีนที่ตั้งรกรากทำสวนและเกษตรกรรมในพื้นที่ตอนบนของอำเภอแกลง และชาวไทยพื้นถิ่นที่ต่างมีแรงศรัทธามาเข้าร่วมกินเจ อาศัยโรงเจเป็นเรือนนอนตลอด 10 วัน โดยภายในโรงเจมีการจัดเรือนนอนแยกชายหญิง มีอาหารและสิ่งอำนวยความสะดวกรองรับสาธุชนที่มาร่วมงานได้ทุกปี 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ดึงดูดให้ผู้คนหลั่งไหลมาร่วมประเพณีถือศีลกินเจของปากน้ำประแส ไม่ได้มีแต่แรงศรัทธาเพียงอย่างเดียว อีกบทบาทหนึ่งในอดีตของโรงเจแห่งปากน้ำประแส คือ การเป็น ‘สถาบันการเงิน’ ของชุมชนในยุคที่กิจการธนาคารยังเข้าถึงได้ยาก โรงเจกลายเป็นแหล่งปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ค้าขายทำกิน โดยอาศัยความศรัทธาและการเคารพต่อเทพเจ้าเป็นหลักยึดของความมีสัจจะ แลกกับการต้องมาเข้าร่วมถือศีลกินเจทุกๆ ปี 

สำหรับโรงเจปากน้ำประแสได้รับความนิยมอย่างมาก หากพูดถึงในบทบาทของการปล่อยกู้ให้กับผู้คนที่ผ่านมา แต่ด้วยสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ศรัทธาและการเคารพต่อเทพเจ้าไม่ได้เข้มแข็งต่อสิ่งเร้าของยุคสมัย ประกอบกับราว พ.ศ. 2544 รัฐบาลมีโครงการกองทุนหมู่บ้านเกิดขึ้น บทบาทของโรงเจในด้านนี้จึงยุติลงไป 

พิธีทิ้งกระจาด ในช่วงวันสุดท้ายของเทศกาลกินเจ ภายโดย ภูมิสันต์ เลิศรัตนนันท์

ตลอดระยะเวลากว่า 100 ปี ศาลเจ้าเชงจุ้ยโจ้วซือกงหรือโรงเจปากน้ำประแส ได้ทำหน้าที่เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมและวัฒนธรรมประเพณีของคนไทยเชื้อสายจีนฝยอำเภอแกลง ทั้งการเกิดจากความศรัทธาในองค์พระโจ้วซือกง หรือก่อเกิดประเพณีปฏิบัติในการถือศีลกินเจเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน สถานที่แห่งนี้ได้สืบทอดประเพณีมาก่อนโรงเจใหญ่ (สมาคมพุทธศาสตร์สงเคราะห์) ที่ตัวอำเภอแกลง (หรือคนในพื้นที่เรียกว่าสามย่าน) จะเกิดขึ้น 

ผู้คนรอบๆ โดยเฉพาะชาวสวน ไม่ว่าจะเป็นจากบ้านคลองปูน น้ำเป็น ชำฆ้อ กองดิน พังราด ฯลฯ ต่างเดินทางมาร่วมกินเจที่นี่อย่างล้นหลาม แม้ทุกวันนี้จะมีผู้ถือศีลกินเจลดน้อยลง เพราะยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป แต่เรื่องราว ความศรัทธา ประวัติศาสตร์ของโรงเจแห่งนี้ ก็จะยังคงได้รับการสืบทอดในทุกๆ ปี ในช่วงเทศกาลกินเจ 

ปัจจุบันโรงเจปากน้ำประแส ต่างได้รับพลังศรัทธาจากคนไทยเชื้อสายจีนทุกกลุ่ม ทั้งชาวจีนแต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน ไหหลำ และคนไทย รวมถึงทุกกลุ่มตระกูลแซ่ สืบสานประเพณีกินเจของปากน้ำประแสมาจนถึงปัจจุบันนี้ 

 


ข้อมูลเพิ่มเติมและเอกสารอ้างอิง
[1] ‘ตัน – 陳’ ในที่นี้คือ แซ่ตันหรือแซ่ตั๋นในสำเนียงฮกเกี้ยน, แซ่เฉินในสำเนียงจีนกลาง, แซ่ตั้งในสำเนียงแต้จิ๋ว, แซ่ด่านในสำเนียงไหหลำ ซึ่งเป็นแซ่ที่พบมากที่สุดในปากน้ำประแส
[2] https://www.somboon.info/defaultc3eb.html?content=contentdetail&id=32791 
[3] https://www.silpa-mag.com/history/article_120921
[4] https://www.matichon.co.th/weekly/featured/article_116816
[5] ชาวจีนฮกเกี้ยน โดยเฉพาะจากตระกูลแซ่ตัน/ตั๋น เป็นผู้ที่มีส่วนในการวางรากฐานสำคัญ รวมถึงการสร้างโรงเจฮกเฮงเก็ง (เชงจุ้ยโจ้วซือกง) และศาลเจ้าแซ่ตั๋น ชื่อบุคคลที่ปรากฏและถูกกล่าวนามทุกปีในเทศกาลกินเจ คือ นายจูห่อ แซ่ตั๋น (ตันจูห่อ)
[6] ประเพณีการกินเจในไทย สามารถแบ่งคร่าวๆ ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ (1) แบบภาคกลาง ที่มีพิธีกรรมตามคติแบบพุทธมหายานเป็นหลัก ผสมผสานคติแบบเต๋า มักเรียกเทพประธานของการกินเจว่า ‘กิ๋วอ๊วงฮุกโจ้ว’ และ (2) แบบภาคใต้ โดยเฉพาะกลุ่มชาวจีนฮกเกี้ยน ที่มีพิธีกรรมตามคติแบบเต๋า ผสมผสานความเชื่อพื้นบ้านจีนตอนใต้ ที่มีการทรงเจ้า เรียกเทพประธานของการกินเจว่า ‘กิ๋วอ๋องไต่ตี่’ และยังแฝงนัยยะประวัติศาสตร์การเมืองในจีนผ่านพิธีกรรมต่างๆ อีกด้วย 
[7] https://www.silpa-mag.com/history/article_20969 

บทความโดย ภูมิสันต์ เลิศรัตนนันท์

written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR