/

เพราะกาแฟ ทำให้เราเชื่อมโยงกัน ชวนดริปกาแฟหอมๆ ไปกับ บีบี – โกสิทธิ์ ผู้ร่วมปลุกปั้น Bangsaen Coffee Community

สำหรับคอกาแฟ การได้มีบทสนทนาดีๆ ในวงดื่มกาแฟ การมีเพื่อนให้ได้คุยเรื่องเมล็ดกาแฟตัวโปรด การมีใครมายืนบดกาแฟและดริปกาแฟไปด้วยกัน นั่นก็น่าจะเป็นเรื่องราวดีๆ ของวันได้ไม่น้อย

และภาพนี้เกิดขึ้นแล้วที่บางแสน จ.ชลบุรี

ในทุกวันเสาร์ช่วงต้นเดือน เหล่าคนรักกาแฟดริปในย่านบางแสน ชลบุรี ต่างจะมารวมตัวกันในอีเวนต์ ‘Morning Drip’ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้แชร์ทุกเรื่องราวที่เกี่ยวกับกาแฟ และจากอีเวนต์เล็กๆ แสนอบอุ่นนี้ก็ได้กลายมาเป็นคอมมูนิตี้ที่ชื่อว่า Bangsaen Coffee Community (BSCC) ขึ้น

พวกเขานัดรวมตัวเพื่อมาพบปะพูดคุยไปพร้อมๆ กับการชงและชิมกาแฟในแบบต่างๆ ความพิเศษของคอมมูนิตี้นี้ก็คือการได้แลกเปลี่ยนถึงรสชาติของกาแฟ และวิเคราะห์ถึงกระบวนการต่างๆ ที่เกิดขึ้นเพื่อให้ได้มาซึ่งกาแฟ 1 แก้ว ทำให้พื้นที่เล็กๆ ในภาคตะวันออกอย่าง ‘บางแสน’ มีชีวิตชีวาและอบอวลไปด้วยกลิ่นของกาแฟและมิตรภาพมากขึ้น

โดยกลุ่มนี้มีผู้ร่วมตั้งต้นคือ บีบี-โกสิทธิ์ วาจาศิริ ผู้หลงใหลในรสชาติของกาแฟ จนตัดสินใจลองจัดกิจกรรม Morning Drip ขึ้น ณ หาดวอนนภา บางแสน เพื่อเปิดพื้นที่พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องของกาแฟ ก่อนจะมาเป็นชื่อกลุ่ม ‘Bangsaen Coffee Community’ ที่ทุกคนสามารถเข้าร่วมได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพียงแค่เตรียมแก้วกาแฟมาใบเดียวก็เพียงพอแล้ว เพราะเขาเชื่อว่า ‘Coffee connected People เพราะกาแฟ ทำให้เราเชื่อมโยงกัน’

อ่านมาถึงตรงนี้ ก็ขอชวนทุกคนหยิบกาแฟแก้วโปรด แล้วมานั่งดื่มระหว่างอ่านบทสัมภาษณ์แสนอบอุ่นนี้ไปด้วยกัน

ช่วยแนะนำตัวหน่อย

ชื่อ ‘บีบี’ โกสิทธิ์ วาจาศิริ นะครับ ปกติแล้วทำงานประจํา แต่ว่าชื่นชอบกาแฟมาก มีโอกาสได้มาเปิดร้านกาแฟชื่อว่า 21/6 Labatory Cafe จะเปิดทุกวัน เสาร์-อาทิตย์ครับ เพราะวันธรรมดาไม่มีเวลา (หัวเราะ) แล้วก็เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง บางแสนคอฟฟี่คอมมูนิตี้ (Bangsaen Coffee Community – BSCC) เป็นเหมือนกลุ่มคนที่ชื่นชอบกาแฟในละแวกนี้ นัดรวมตัวกินกาแฟ เทสกาแฟที่หาดวอนฯ ทุกเช้าวันเสาร์ที่ 2 ของเดือนครับ

จุดเริ่มต้นของ Bangsaen Coffee Community – BSCC มาจากไหน

มันเริ่มจาก ปกติแล้วที่ร้านจะพยายามหากาแฟตัวแปลกๆ ว้าวๆ มาลองกันเรื่อยๆ อยู่แล้ว เหมือนเป็นการเปิดโลกกาแฟเนอะ ทีนี้เราก็อยากแบ่งปันความว้าว ให้กับคนอื่นมากขึ้น ก็เลยเอาไปต่อยอดจนเกิดเป็น Bangsaen Coffee Community ครับ ซึ่งกระแสตอบรับมันก็โอเค คนก็สนใจเยอะ เราก็มาแบ่งกันชิม มีเทคนิคอะไรเราก็เอามาแชร์กัน ก็ต่อยอดกันมาเรื่อยๆ ครับ

ถ้าให้พูดแบบท้าวความคือ ก่อนที่จะเข้าวงการกาแฟเต็มตัว เราโดนรุ่นพี่ป้ายยาว่า เฮ้ย! ลองกินกาแฟดริปดู มันอร่อยนะ เราก็เลยสนใจ แล้วเริ่มกินกาแฟแนวนี้เรื่อยมา หลังจากนั้นเราก็อยากลองทําเอง พอดีช่วงนั้นมีจังหวะได้ไปงานที่จัดโดยกลุ่ม Cafe and Bistro Club (CBC) ที่พัทยาครับ

พอเราไป เราชอบบรรยากาศของงานที่พัทยามากๆ เพราะว่ามันเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูล แลกเปลี่ยนเทคนิค ซึ่งทุกคนในงานพร้อมที่จะให้ พร้อมที่จะแชร์กับเราหมด โดยที่ไม่มีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้องเลย เป็นงานฟรี ใครอยากเดินเข้าไป อยากดริป ก็ดริป อยากชิมก็ชิม อยากรู้อะไรก็ถาม เขาพร้อมที่จะตอบหมด เรารู้สึกว่า เฮ้ย! มันเฟรนด์ลี่ มันดีต่อใจอ่ะ ถ้ามันมีที่ที่หนึ่ง ที่มันได้แชร์อะไรแบบนี้ในบางแสน มันก็ดีนะ เพราะว่าบางแสน อย่างที่เรารู้กันว่าร้านกาแฟเยอะมาก แต่ว่ากลุ่มหรือคอมมูนิตี้ที่เกี่ยวกับกาแฟ มันยังน้อย หรือว่ามันยังเฉพาะกลุ่มอยู่ เราก็เลยเสนอไอเดียว่ามารวมตัวกันจัด Morning drip ในบางแสนไหม เริ่มจากเพื่อนๆ กันนี่แหละ ก็เลยเป็นกลุ่ม BSCC ขึ้นมาครับ

ชื่นชอบอะไรในกาแฟ

เราชอบในคาร์แร็กเตอร์ ชอบในรสชาติที่ซับซ้อนของมัน เมื่อก่อนนี้ กาแฟ speciality มันยังไม่ค่อยมี เราก็แค่กินเพื่อให้ตื่น แต่ทุกวันนี้เนี่ย พอเราโดนป้ายยามาว่าให้ลองกินกาแฟดริปดู แล้วพอเรากินปุ๊บ เฮ้ย! กาแฟมันมีกลิ่นดอกไม้ว่ะ มีกลิ่นผลไม้ว่ะ ตัวนี้บลูเบอร์รี่ ตัวนี้ออกสตรอเบอร์รี่เลย

เรารู้สึกว่า การดื่มกาแฟ มันคือการผจญภัยในรสชาติ บางตัวเรากินเข้าไปตั้งแต่เริ่มจิบคําแรก มันเป็นกลิ่นหนึ่ง อมไว้มันเปลี่ยน กลืนปุ๊บเปลี่ยนอีกแล้ว ทั้งๆ ที่กระบวนการทั้งหมด เนี่ย มันแค่การที่เรากลืนเข้าไปครั้งเดียว เราเลยอยากให้คนอื่นๆ ได้เข้าถึงความรู้สึกแบบนี้ ได้ผจญภัย ได้ค้นหา และเปิดโลกเรื่องกาแฟไปด้วยกันครับ

เข้าใจว่าเคยแข่งกาแฟมาด้วย ช่วยเล่าให้ฟังได้ไหม?

ที่เคยแข่งมาก็มีทั้งแข่งดริป แล้วก็แข่งชิมครับ ก็จะสนุกต่างกัน อย่างแข่งชิมเนี่ย เขาจะเรียกกันว่า ‘Cup tester’ หลักๆ คือจะมีกาแฟ 3 แก้ววางไว้ เราต้องชิมแล้วก็แยกว่าแก้วไหน คือแก้วที่ต่างจากแก้วอื่น มันจะเป็นโต๊ะวางไว้ มีเส้นขีดไว้ครึ่งโต๊ะ ถ้าเราชิมแล้วอันนี้ต่าง เราก็ดันออกไปให้เลยเส้นนั้น ไปอยู่ในเขตคําตอบว่าอันนี้มันต่างนะ 

การแข่งมันเหมือนเชียร์มวยอ่ะ พอดันไปเสร็จปุ๊บใช่ไหม พอเราชิมจบ กรรมการก็จะมาเฉลยทีละอัน เขาก็จะชี้ว่าอันนี้ผิด อันนี้ถูก คนก็เฮกันไป เป็นอะไรที่สนุกดีครับ

รู้สึกยังไงหลังจากได้ริเริ่มคอมมูนิตี้คนรักกาแฟ

เราอยากใช้คําว่าเป็นส่วนหนึ่งดีกว่า เพราะว่าทุกคนก็เริ่มกันมาพร้อมๆ กัน จริงๆ ก็รู้สึกดีใจที่ทําให้คนทั่วๆ ไป เขาสัมผัสถึงกาแฟ เข้าถึงกาแฟดีๆ ได้ง่ายขึ้นในบางแสนเนอะ

ถ้าพูดให้เห็นภาพคือ บางทีเวลาเราจะไปลองกินกาแฟใหม่ๆ หรือเมล็ดที่มันเป็น speciality อย่างบางร้านเนี่ย เสิร์ฟละร้อยกว่าบาท เราก็คิดกันแล้วใช่ไหมว่าจะลองดีป่ะวะ (หัวเราะ) ถ้าเราลองปุ๊บ แล้วไม่ชอบขึ้นมา มันก็กลายเป็นว่าเรารู้สึกว่าเสียดายเงินเนอะ แต่ว่าถ้าเกิดมันมีที่ที่หนึ่งที่เราเอากาแฟมาให้ทุกคนชิมได้ ใครอยากชิม เพียงแค่คุณถือแก้วเข้ามาก็ชิมได้ มันจะดีแค่ไหน? เราก็พยายามหากาแฟแปลกๆ กาแฟหายากมาให้ชิมกัน ก็ทําให้คนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น อย่างน้อยที่สุดก็สามารถช่วยให้เขาค้นหาตัวตนในการกินกาแฟของเขาได้

คนที่สนใจกิจกรรม เป็นคนแนวไหนกันบ้าง

ส่วนใหญ่ก็จะเป็นวัยเรียน จนถึงวัยทํางานครับ เพราะว่ามันเป็นเหมือนงานอดิเรกของเขา ในช่วงโควิดที่ผ่านมามันทําให้คนได้อยู่กับตัวเอง ลองทํานู่นลองทํานี่เยอะขึ้น บางคนก็มาสนใจในด้านของกาแฟ เขาก็จะมาหาความรู้ หาข้อมูลเพิ่มเติม เป็น ‘Coffee lover’ แหละครับ แล้วก็จะมีคนที่กําลังอยากรู้อยากลอง ก็มาเหมือนกันนะ

ทุกคนที่มาเนี่ย ถ้าสังเกตในเดือนแรกๆ ก็จะเขินๆ อยากลองทําแต่ก็กล้าๆ กลัวๆ แบบว่าทําไปแล้วมันจะไม่ดี เขาก็จะถามว่า เราควรจะทํายังไงดี? มันมีวิธีดริปแบบไหนบ้าง? มีปัจจัยอะไรบ้าง? ทําไมกาแฟอร่อย? ซึ่งเราก็แนะนํา เราก็แชร์ประสบการณ์ แชร์เทคนิคกันไป รอบหลังๆ ที่เขามาก็จะไม่เขินแล้ว จะเริ่มหาเม็ดกาแฟกันมา เริ่มมาลองดริปดู แล้วก็ขอความคิดเห็นแบบ ตรงนี้ผมทําโอเคไหม? เราก็เห็นพัฒนาการนะ

แล้วมันก็ตอบโจทย์เราตรงที่ว่า คนที่มา เขาต้องการความรู้ ต้องการเทคนิค หรือประสบการณ์ ส่วนเราจัดขึ้นมาเพราะเราอยากจะแชร์ประสบการณ์ แชร์เทคนิคที่เรารู้ มันก็ win-win คนที่มาก็ได้ เราก็ได้ ผมว่ามันตอบโจทย์มากครับ

ส่วนใหญ่แล้วคนที่บางแสนดื่มกาแฟแนวไหนเป็นพิเศษ

โห อันนี้คือหลากหลายเลย เท่าที่เห็น ส่วนใหญ่ยังคงเป็นอเมริกาโน่ กับลาเต้ ที่จะเป็นสองเมนูยอดฮิตครับ แล้วก็จะมีคนกลุ่มใหม่ๆ ที่เริ่มกิน speciality เยอะขึ้น เขาก็จะถามหาเมล็ดกาแฟของประเทศนั้น ประเทศนี้มากขึ้น สังเกตได้ว่าร้านทั่วไปจะเริ่มมีเมล็ด speciality เยอะขึ้นมากๆ แล้ว ผมว่ามันก็เป็นสิ่งใหม่ที่กําลังมา คนก็กําลังเริ่มพัฒนาในการเลือกดื่มมากขึ้น แต่ถ้าถามว่า ‘บางแสนชอบแบบไหน’ คงจะตอบยาก เพราะว่ามันมีหลายกลุ่มมากๆ เลย อย่างกาแฟที่ออกฟรุตตี้ ออกผลไม้หน่อยๆ สาวๆ จะชอบ อะไรแบบนี้ ทำให้เขาเริ่มหันมาสนใจกาแฟกันมากขึ้นครับ พอเขามาเจอฟรุตตี้ มันก็ถูกใจเขา

เมื่อก่อนเรากินกาแฟ พอมันเปรี้ยว มันก็จะขัดใจเราแบบว่า “ขมขนาดนี้มันเปรี้ยวมาจากอะไรวะ” (หัวเราะ) แต่พอเป็นกาแฟฟรุตตี้ เปรี้ยวเหมือนเบอร์รี่ เปรี้ยวเหมือนสตรอว์เบอร์รี มันมีเหตุผลมารองรับ เราก็เลยแบบ อ๋อ มันเปรี้ยวเพราะมันเป็นกลิ่นบลูเบอร์รี่ไง บลูเบอร์รี่มันเปรี้ยว สตรอว์เบอร์รี่มันเปรี้ยว เราจับต้องได้แล้วว่า มันเปรี้ยวเพราะแบบนี้ แต่ถ้าเกิดสมมุติว่าอยู่ดีๆ มันเปรี้ยวโดดๆ ขึ้นมาเลย เราไม่รู้ เราก็จะคาใจตัวเอง เราคิดว่าพอมันมีคำอธิบาย มีเรื่องเล่า กาแฟฟรุตตี้มันก็เลยเป็นอะไรที่เข้าถึงคนได้ง่าย แล้วทำให้คนหันมาสนใจกันมากขึ้นครับ

กาแฟสำคัญกับผู้คนยังไง?

มันขึ้นอยู่กับว่าคนกินเขานิยามกาแฟว่าอะไร บางคนเขาก็กินเพราะมันทําให้เขาตื่น มีแรงไปทํางาน หรือบางคนกินเพื่อเข้าสังคม บางคนชีวิตเปลี่ยนไปเลยพอได้รู้จักกับกาแฟ ผมว่ามันขึ้นอยู่กับว่าคนกินเขาใช้คําว่า ‘กาแฟ’ ไปช่วยอะไรในชีวิตของเขามากกว่า

อย่างผมก็ถือว่ากาแฟเปลี่ยนชีวิตผมไปในระดับหนึ่งเหมือนกันนะ เมื่อก่อนเราเป็นพนักงานออฟฟิศ ก็กินกาแฟเพื่อให้ตื่นไปทํางาน หาตังค์มาซื้อกาแฟไปกิน เพื่อตื่นไปทํางาน วนเป็นลูปนี้ เสาร์-อาทิตย์ก็หมดแรง นอนพักแล้ว แต่พอเราได้ลองมาทํากาแฟจริงๆ จังๆ เรามีกลุ่มเพื่อน พี่ๆ น้องๆ ที่พอรวมตัวกันเป็น BSCC มันมีอะไรที่ทําให้เราไปพบปะ ไปแลกเปลี่ยน เรามีคอนเน็กชั่นที่มากขึ้น เรารู้จักคนมากขึ้น มันก็ทําให้ชีวิตเราสนุกขึ้น เป็นอีกอย่างที่เข้ามาเปลี่ยนชีวิตเรา

แล้วความสำคัญของการมีคอมมูนิตี้ในมุมมองของเรา คืออะไร?

ผมนิยามว่ามันเป็นคอมฟอร์ตโซนสําหรับคนกินกาแฟแล้วกันครับ เพราะว่าเราไม่มีผิด ไม่มีถูก เราไม่มีแบ่งแยกว่า คนนี้เป็นเจ้าของร้าน คนนี้เป็นคนกิน คนนี้ทำโรงคั่ว คนนี้ชงไม่อร่อย คนนี้ชงอร่อย ผมว่ามันคือการเป็นคอมฟอร์ตโซนที่ใครอยากลองอะไร ใครอยากทําอะไร ก็ทําเลย อย่างเช่น ปกติเราใช้กาแฟ 15 กรัมในการชง บางคนแบบว่า “คนเยอะอ่ะพี่ ผมใช้ 50 กรัมเลยได้ไหม?” เอาดิ ลุยเลย อร่อยไม่อร่อยว่ากันอีกที ลองดูกันว่าทําออกมามันติดอะไรไหม ก็ช่วยๆ กันปรับกันแก้ไป

ผมว่ามันเป็นคอมฟอร์ตโซนที่ทุกคนกล้าลอง และก็มีคนที่คอยช่วยเหลือเราอยู่ตรงนี้ คอยปรับจูน ปรับแก้ให้เราได้ ตรงนี้มันเป็นสิ่งที่สําคัญของการรวมตัวกันเลยนะครับ มันคือการแชร์ ทดลอง ทําซ้ำ สรุป แล้วที่ตรงนั้นคือทุกคนไป ทุกคนจะไม่มีนามสกุล ไม่มีชื่อร้านตามมา เราไปตรงนู้นมันก็คือ พี่บีบี น้องบีบี ของทุกคน มันคือการที่เราไปหาเพื่อน ไปกินกาแฟกับเพื่อนดีกว่า อะไรประมาณนั้น

ทุกวันนี้คอมมูนิตี้เป็นยังไงบ้าง

ถ้านับตั้งแต่วันแรกเลย ถือว่าเติบโตขึ้นเยอะมาก เรารู้อยู่แล้วแหละว่าคนกินกาแฟเยอะ แต่เราไม่คิดว่าคนที่กินกาแฟ speciality มันจะเยอะขนาดนี้ เพราะว่าวันแรกที่เราเริ่มกัน เราชวนกันไปนั่ง 5-6 คน อยู่ที่หาด นั่งชง นั่งกินกาแฟกันตั้งแต่ 7 โมงเช้า คุยกันถึงเที่ยง สู้แดดสู้ฝนมากตอนนั้น (หัวเราะ) เราดริปไปคุยไป จากวันแรกจนถึงวันนี้ พอข่าวมันเริ่มไปเรื่อยๆ คนก็เริ่มสนใจ เริ่มมาร่วมงานเยอะขึ้น จาก 5 คน เป็น 10 คน – 20 คน ล่าสุดก็เกือบ 40 คนที่มากัน ถือว่าเติบโตขึ้นเยอะมากเหมือนกันภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งปี ก็จัดกันมาเรื่อยๆ จนจะครบปีแล้วครับ

อะไรทำให้เลือกมาใช้ชีวิต สร้างคอมมูนิตี้ที่บางแสน

จริงๆ แล้วเป็นคนกรุงเทพฯ แต่ว่าอยู่บางแสนมา 10 กว่าปีแล้ว เริ่มจากมาเรียนมหาวิทยาลัยที่นี่ รู้ๆ กันอยู่ว่า ‘มนต์บางแสน’ ได้มาอยู่แล้วไม่มีใครได้ไปไหนหรอก (หัวเราะ) ผมมองว่ามันคือบ้านหลังที่สองเลยนะ เพราะว่าอย่างที่บอกว่าเราก็ไม่ใช่คนตะวันออกอยู่แล้ว แต่ว่าพอเรามาเรียนก็ชอบ หลังจากเรียนก็มีช่วงที่นอกใจกลับไปกรุงเทพฯ แต่พออยู่ได้ปีนึงแล้วแบบ ‘ไม่ไหวว่ะ’ สุดท้ายก็กลับมา

เราชอบบรรยากาศ ชอบการใช้ชีวิตที่นี่ มันไม่วุ่นวาย แล้วมันก็ชิลๆ ดี เป็นเมืองเล็กๆ ที่มีทุกอย่าง ผมว่ามันแฮปปี้มากกว่ากรุงเทพฯ ครับ

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นต่อวงการกาแฟในภาคตะวันออก เป็นยังไงบ้างในสายตาของเรา

ต่างกับเมื่อก่อนเยอะมากนะ ถ้าเราสังเกตก็คือ เมื่อก่อนร้านกาแฟ มันจะเป็นแบบกาแฟสดอ่ะเนอะ ก็คือเอาเข้าเครื่อง เน้นไวแบบสปีดบาร์ มันก็จะไปเร็วๆ สั่งเสร็จ รับแก้ว แล้วก็ไป แต่ว่าหลังๆ เนี่ย เราจะเห็นว่าเริ่มมีร้านสโลว์บาร์เล็กๆ เกิดขึ้น ซึ่งก็จะมีความพิเศษของแต่ละร้าน บางร้านอาจจะเป็นสายดริป บางร้านเป็นสาย moka pot บางร้านสาย aero press กาแฟที่ผ่านกระบวนต่างๆ เนี่ย มันก็จะมีคาร์แร็กเตอร์เป็นของตัวเอง ซึ่งผมมองว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้น มันทําให้คนได้กินกาแฟดีๆ มากขึ้น มีตัวเลือก มีสตอรี่เยอะขึ้นครับ

สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากการลงมือทำคืออะไร

ได้เรียนรู้หลายหลายอย่างครับ ได้เรียนรู้เทคนิคใหม่ๆ จากคนอื่นที่เขามาร่วม แล้วก็ได้เรียนรู้ที่จะแชร์กับคนอื่นๆ ในประสบการณ์ที่เราได้ไปแข่งมาก็ดี หรือที่เราได้ไปเจอเทคนิคมาอะไรอย่างนี้ เราก็ได้แชร์ ไม่ว่าจะเป็นการทํา การคั่ว การกินต่างๆ เราได้มาหลายอย่างมากจากการทําคอมมูนิตี้นี้ รวมถึงคอนเน็กชั่นเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ด้วยครับ ชัดเจนที่สุดคือเพื่อนเยอะขึ้นแน่ๆ ครับ (ยิ้ม)

ก้าวต่อไปของ Bangsaen Coffee Community

สําหรับ BSCC เองก็เริ่มมีคนเยอะขึ้นเรื่อยๆ เราก็พยายามมองหาการแบ่งปันในรูปแบบอื่นๆ หรือการจัดกิจกรรมที่ทําให้คนเข้าร่วม ได้อะไรกลับไปมากขึ้นครับ ถ้าเป็นต่างประเทศ เขาก็จะมี ‘Public cupping’ ก็คือสมมติโรงคั่วนี้ คั่วกาแฟเสร็จ ก็จะเปิดให้เทสกัน ให้คนเข้ามาชิม เพื่อหาคาร์แร็กเตอร์ของกาแฟ แล้วก็เพื่อบอกความแตกต่างของรสชาติในการชงแต่ละแบบ ร้านเรามีการคั่วกาแฟ 10 ตัว ก็เปิดให้ชิม 10 ตัวเลย อะไรแบบนี้ก็อาจจะมีในอนาคต คงจะหากาแฟดีๆ มาให้ลองกันเพิ่มเติมครับ

เราเคยจัดแข่งดริปกันไปรอบนึงแล้ว ซึ่งในอนาคตเนี่ย ก็กําลังวางแพลนคุยกับคนในทีมในว่า เฮ้ย! เรา จะจัดอะไรยังไงกันต่อ เพราะว่ามันก็เริ่มมีคนสนใจเยอะขึ้น คนถามหาเยอะขึ้น อาจจะมีแข่งขันอีก มีเวิร์กชอปอะไรแบบนี้มากขึ้นครับผม

อีกอย่างคือ เราก็อยากจะจัดงาน ที่มันเป็น ‘Coffee festival’ ของภาคตะวันออกครับ เหมือนกับอย่างทางของพัทยาเขาจะมีจัดงาน ‘Coffee on the beach’ เป็นอีเวนต์โดยกลุ่มพี่น้องเราอย่าง Coffee and Bistro club (CBC) ทุกสิ้นปี ของเราก็มองไว้เหมือนกันว่า เดี๋ยวคงอาจจะมีจัดกิจกรรมใหญ่สักทีนึง ที่รวบรวมเวิร์กชอป งานแข่ง ออกบูธ ประมาณนี้ ตอนนี้อยู่ในช่วงที่เรากําลังปรึกษา แล้วก็หาวิธีการจัดการกันอยู่ ในอนาคตคิดว่ามีแน่ๆ ครับ

Bangsaen Coffee Community
ภาพจาก: เฟซบุ๊ก Bangsaen Coffee Community

written by
photo by
Picture of Tapakorn Kamjorn

Tapakorn Kamjorn

Photographer

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR