/

เมืองหลวงกับการขูดรีดผู้คน : The Ballad of Songbirds & Snakes ปฐมบทของ The Hunger Games

คำเตือน : บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของเรื่อง

ต้องบอกว่าเดือนพฤศจิกายนนี้ มีภาพยนต์ที่น่าสนใจเข้าฉายหลายเรื่อง หนึ่งในนั้นคือ The Hunger games : The Ballad of Songbirds and Snakes ภาพยนต์ที่มีที่มาจากวรรณกรรมการเมืองชุด The Huger Games โดยผู้แต่งอย่าง ซูซานน์ คอลลินส์ (Suzanne Collins)

 

The Hunger games : The Ballad of Songbirds and Snakes ถือว่าเป็น Prequel หรือภาคต้นของซีรีส์ The Hunger Games ที่พาเราย้อนกลับไปเป็นเวลา 64 ปีก่อนภาคที่ 1 ของภาพยนต์ชุดนี้ กับเกมล่าชีวิตครั้งที่ 10

ซึ่งตัวหนังเองก็ได้พยายามสะท้อนเรื่องราวและสิ่งที่น่าขบคิดกันต่อหลังจากหนังจบไม่ว่าจะเป็นไอเดีย หรือคุณค่าของตัวหนัง ที่แม้เซ็ตอัพเบื้องหน้าจะเป็นเกมการแข่งขันอันมีชีวิตเป็นเดิมพัน แต่เบื้องหลังคือหนังการเมืองที่สุดแสนจะเข้มข้นเรื่องหนึ่งที่พลาดไม่ได้

The Hunger games : The Ballad of Songbirds and Snakes เล่าถึงช่วงเวลาของเกมล่าชีวิตครั้งที่ 10 ภายใต้มุมมองของ คอริโอเลนัส สโนว์ หนุ่มวัยรุ่นตระกูลผู้มากรากดีเก่า นักเรียนหัวกะทิแห่งเมืองหลวง ‘The Capital’ ก่อนที่เขาจะมาเป็น ประธานาธิบดีสโนว์ ทรราชย์แห่ง อาณาจักรพาเน็ม อย่างที่ทุกคนรู้จักในภายหลัง กับตัวละครสำคัญอย่าง ลูซี่ เกรย์ สาวนักดนตรีพเนจรเสียงใสชาวเผ่าคัฟวี ผู้มีเสน่ห์แพรวพราว ที่จับพลัดจับผลูกลายเป็นบรรณาการ หรือผู้โชคร้ายตัวแทนเข้าแข่งขันใน ‘เกมล่าชีวิต’ ของเขต 12 เขตที่แร้นแค้นเกือบจะที่สุดของพาเน็ม ก่อนที่สถานการณ์จากเกมล่าชีวิต จะทำให้พวกเขาทั้งสองคนต้องมาเกี่ยวข้องกันในฐานะ พี่เลี้ยง หรือ Mentor และบรรณาการ ที่จะต้องเรียนรู้ถึงการเอาชนะใจคนจากเมืองหลวงเพื่อชนะเกมดังกล่าว

‘ทางเลือก’ และ ‘การเอาตัวรอด’ ดูจะเป็น Keyword สำคัญที่หนังพยายามถ่ายทอดให้ทุกคนสัมผัสถึงความรู้สึกที่ต่างกัน ระหว่างชาวแคปิตอลที่ต้องอาศัยเล่ห์เหลี่ยมเพื่อขยับสถานะของตน กับชาวเขตที่การเอาตัวรอดของพวกเขาคือการที่ต้องมีชีวิตรอดในแต่ละวัน และส่วนสำคัญของหนังคือบรรณาการที่ต้องเอาชีวิตรอดจากเกมล่าชีวิต

ตัวหนังยังสะท้อนอีกว่าหน้าตาของ ‘ทางเลือก’ ที่ชาวแคปิตอลและชาวเขตมีนั้นต่างกันราวฟ้ากับเหว ในขณะที่ชาวแคปิตอลมีทางเลือกหลายรูปแบบที่จะนำพาความรุ่งโรจน์มาสู่ชีวิต แต่ชาวเขตกลับมีทางเลือกที่จำกัดจำเขี่ยกว่า แย่ที่สุดคือไม่มีทางเลือกให้พวกเขาเลือกด้วยซ้ำไป

ในช่วงแรกของหนังแสดงให้เห็นถึง ‘ความไม่แน่ใจ’ ในการตัดสินใจบนสถานการณ์ต่างๆ ของสโนว์เมื่อครั้งยังเป็นวัยรุ่น แต่กระนั้นแล้ว ตัวเขาก็เปี่ยมไปด้วย ‘ความทะเยอทะยาน’ และต้องการเป็นที่หนึ่ง สิ่งนี้จะนำพาเขาไปสู่การเรียนรู้ที่จะต่อรอง หักเหลี่ยม และเอาตัวรอดภายใต้สถานการณ์ที่กดดันและยากลำบาก ซึ่งจะผลักดันให้เขาเป็น กลายเป็น ‘เขา’ ในเวอร์ชันที่อำมหิตขึ้นในภายหลัง เปรียบเสมือน ‘งูพิษ’ ก็ไม่ปาน

อย่างไรก็ตาม การมีทางเลือก และหนทางในการเอาตัวรอดของสโนว์ ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ตัวเขาเองเป็นชาวแคปิตอล ที่ถึงแม้ว่าจะยากจนข้นแค้นหลังสงครามกบฎครั้งที่ 1 (ที่แคปิตอลถูกโจมตีอย่างหนัก และต้องใช้ทรัพยากรมหาศาลในการฟื้นฟู) แค่ไหน ก็ไม่สามารถแสดงท่าทีไม่มีอันจะกินออกมาได้ รวมไปถึงการที่ต้อง ‘กลมกลืน’ ไปกับเหล่าชนชั้นนำที่รายล้อมรอบตัวเขา ทำให้เขาเรียนรู้ว่า ‘ภาพลักษณ์’ เป็นสิ่งสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ที่จะนำไปสู่การมีทางเลือกในชีวิตที่มากขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงวิธีปฏิบัติของเหล่าชาวเมืองหลวงของพาเน็มว่า ‘ข้างนอกสุกใส ข้างในเป็นโพรง’ มากแค่ไหน การเหยียดและดูแคลนชาวเขตว่าไม่ต่างจากสัตว์และไม่มีวันที่จะฉลาดเท่าตน ทั้งๆ ที่ระบบเศรษฐกิจของนครแคปิตอลนั้น คงอยู่ได้เพราะ ‘การทำงานหนัก’ ของชาวเขตต่างๆ ทั้งสิ้น สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของระบบและโครงสร้างทางการเมือง ที่ส่งผลต่อวิธีคิดของประชาชนชาวแคปิตอลให้ผลิตซ้ำการกดขี่ และแข่งขันกันเพื่อปีนป่ายขึ้นสู่ยอดพีรามิด ด้วยความหวังว่าตนเองและลูกหลานจะไม่พบกับความยากลำบากตลอดไป

หนังยังพาไปสำรวจความหลังของสโนว์ต่อเขต 12 ทำให้เข้าใจได้ว่า ทำไม ‘สโนว์’ ถึงสนใจใยดี แคตนิส เอเวอร์ดีน พรานป่าสาวจากเขต 12 มากนักใน The Hunger Games นั่นอาจเป็นเพราะว่า เขาเคยมีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับนักดนตรีสาวบ้านนอกแต่เสน่ห์ล้นเหลืออย่าง ลูซี่ เกรย์ ที่มาจากเขตนี้ และเธอคนนี้เอง จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เขาเข้าใจถึงความยากลำบากที่ชาวเขตต่างๆ ต้องเผชิญอยู่ เขาเข้าใจว่าความโกรธแค้นต่างๆ ของชาวเขตต่อแคปิตอลที่นำพาไปสู่การก่อกบฎนั้นคืออะไร แต่นั่นก็ไม่เพียงพอให้เอาชนะความทะเยอทะยานที่อยู่ภายใต้จิตใจของเขาได้ ประโยคที่เขามักจะพูดอยู่บ่อยๆ อย่าง ‘Snow lands on top’ หรือ หิมะตกเหนือทุกสิ่ง น่าจะสะท้อนเป้าหมายที่อยู่ในใจของเขาได้เป็นอย่างดี

คำถามสำคัญจาก ดอกเตอร์กาล ผู้คุมเกมล่าชีวิต และอาจารย์คนสำคัญของสโนว์ ที่ถามเขาว่า “เกมล่าชีวิต มีไว้เพื่ออะไร” นั้นดูจะเป็นหมัดฮุคที่หนังพยายามปล่อยใส่คนดู กระตุกความคิดว่าการมีอยู่ของประเพณี ‘เกมล่าชีวิต’ อาจจะไม่เพียงแค่เป็นการลงโทษชาวเขต หรือสิ่งที่เตือนใจชาวแคปิตอลเท่านั้น แต่นั่นคือวิธีการที่ ‘ผู้ปกครอง’ ใช้กดขี่ชาวเขตต่างๆ เพื่อให้สำเหนียกว่า สถานะและชนชั้นของตนอยู่ที่ตรงไหน และทุกคนไม่มีวันที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้ได้ ในขณะที่ทรัพยากรต่างๆ ที่ผลิตได้ตามเขตต่างๆ นั้น จะต้องถูกส่งไปปรนเปรอให้แก่คนใน ‘เมืองหลวง’ เพื่อให้พวกเขาเหล่านั้นมีชีวิตที่ดีกว่า

สิ่งเหล่านี้เป็นวิธีการอันแยบยลของเหล่าผู้ปกครอง สร้างความร้าวฉานให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชนกันเอง ที่เรียกว่า ‘การแบ่งแยกแล้วปกครอง’ (Divide and rule) ในขณะที่คนส่วนหนึ่งต้องการลุกขึ้นสู้เพื่อต่อต้านระบบ ก็จะมีคนอีกส่วนหนึ่งที่ยอมทำทุกวิถีทางไม่ให้ระบบนั้นล่มสลายเพื่อรักษาสถานะของตนเองเอาไว้ (แม้สิ่งที่ตัวเองได้ จะคือเศษซากที่หลงเหลือจากผู้กดขี่ก็ตาม) แทนที่เราทุกคนจะตาสว่างจากระบบ และพร้อมใจกันชี้นิ้วไปที่ปัญหาเชิงโครงสร้าง กลับกลายเป็นว่าเหล่าประชาชนต้องมาฟาดฟันกันเอง และความไม่เป็นหนึ่งเดียวกันนี้ คืออาหารอันโอชะของปิศาจที่ชื่อว่า ‘ผู้กดขี่’

ในช่วงสุดท้ายของหนัง หลังจากที่สโนว์ผ่านสถานการณ์อันนักหน่วงร้อยแปดพันประการ หากพูดถึงเรื่องการแสดงแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่านักแสดงอย่าง ทอม ไบลธ์ (Tom Blyth) ทำให้เราเชื่อได้จริงๆ ถึงการที่สโนว์คนนี้ได้ก้าวไปสู่อีกขั้นหนึ่งแล้ว ความไม่แน่ใจต่างๆ ของเขาได้หายไป แทนที่ด้วยท่าทีอันหยิ่งทะนง พร้อมแววตาอันแข็งกร้าว บวกกับความทะเยอทะยานอันแรงกล้าที่จะนำพาเขาไปสู่เก้าอี้ประธานาธิบดีของพาเน็มในอนาคต อาจกล่าวได้ว่านี่คือหนังภาคต้นที่แสดงให้เห็นการเติบโต หรือ ‘Comings of Ages’ แบบดาร์กๆ ของ ‘คอริโอเลนัส สโนว์’ นั่นเอง

สุดท้ายแล้ว มนุษย์ที่เข้าถึงทรัพยากรได้มากกว่า มักจะมีทางเลือกและสามารถเอาตัวรอดด้วยการต่อรองได้อยู่เสมอ ดังเรื่องราวที่ ‘คอริโอเลนัส สโนว์’ ได้ประสบพบเจอและกลั่นกรองเป็นบทเรียนชีวิตในบทบาทของ ‘ผู้ที่ต่อรองและหาประโยชน์จากระบบ’ แต่ทั้งนี้ หากตัวระบบนั้นมีความเป็นธรรม สโนว์คงไม่มีทางเข้าใจว่าเขาจะใช้ความทะเยอทะยานและเล่ห์เหลี่ยมเหล่านี้ไปเพื่ออะไร

รวมไปถึงความรู้สึกของชาวเขตต่างๆ หากพวกเขาได้กำหนดชีวิตตนเองจากสิ่งที่เป็นและทรัพยากรที่มีด้วยการคืนอำนาจอันชอบธรรมให้พวกเขา ประชาชนชาว ‘พาเน็ม’ คงไม่ต้องประสบพบเจอกับสถานการณ์ยากลำบาก ที่นำไปสู่การทวงสิทธิ์ของพวกเขาคืนด้วยการปฏิวัติโค่นล้มทรราชย์ที่ชื่อ ‘ประธานาธิบดีสโนว์’ ลงในตอนสุดท้ายของภาพยนต์ชุด The Hunger Games นั่นเอง

ซึ่งท้ายที่สุดแล้วสิ่งนี้ก็ยังสะท้อนมายังโลกจริงด้วยว่าในทรัพยากรจากพื้นที่ต่างจังหวัด สุดท้ายแล้วกำลังถูกดึงไปเพื่อปรนเปรอเมืองหลวงอย่างเดียวหรือไม่ หรือจะเป็นไปได้ไหมที่แต่ละพื้นที่จะได้ดูแลและจัดการตนเองอย่างมีอิสระและเท่าเทียม

written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR