เมืองแห่งสีสันที่เต็มไปด้วยผู้คน หากแต่เบื้องหลังกลับซ่อนความเหงาเอาไว้ โดยเฉพาะความเหงาของผู้สูงวัยที่หันไปในทางไหนก็มีแต่ป่าคอนกรีตและโรงงานอุตสาหกรรม
เรียกได้ว่าการที่มีอายุเพิ่มขึ้นในทุกๆ ปีอาจเป็นสิ่งที่หลายคนหวาดกลัวไม่นอน เมื่อการมีชีวิตที่ยาวนานอาจมาพร้อมความสูญเสียบางอย่างไปไป ผู้คนที่หายไประหว่างทางเดินชีวิต ร่างกายที่อ่อนแอลง โอกาสในชีวิตที่ค่อยๆ น้อยลงเมื่อความชรากลายเป็นสิ่งที่สังคมไม่ต้องการ
สังคมประเทศไทยกำลังก้าวหน้าสู่ห้วงการพัฒนา ขณะเดียวกันสังคมในประเทศกลับกลายเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) จากสถิติของสำนักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการจังหวัดชลบุรี พบว่า สัดส่วน 1 ใน 5 ของประชากรไทยมีผู้สูงอายุคิดเป็น 20% ของประชากรทั้งหมด โดยมีการคาดการณ์ในอนาคตว่าภายในไม่กี่ปีจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์
ขณะที่ภายในพื้นที่ EEC มีแนวโน้มที่จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์สูง จากการสำรวจโดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) พบว่า อัตราการแจ้งเกิดในพื้นที่ EEC นั้นมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2558
โดยปี พ.ศ.2565 มีการแจ้งเกิดทารกเพียง 67,838 คน คิดเป็นอัตราการเกิดที่ต่ำกว่า 10 คนต่อประชากร 1,000 คน ตามภาวะสังคมที่แต่งงานช้าลงและไม่ต้องการมีลูก ทำให้ปัจจุบันสังคมในพื้นที่ EEC ก้าวหน้าเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ประกอบกับปัจจุบันพื้นที่ EEC มีภาวะความเป็นเมืองที่เข้มข้นขึ้นหากเทียบกับอดีต
จึงเป็นสิ่งที่ชวนตั้งคำถามว่า ความเป็นเมืองของพื้นที่ EEC นั้นจะส่งผลกระทบอย่างไรกับประชากรในพื้นที่โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ ความเป็นเมืองจะทำให้วิถีชีวิตเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางไหน เมื่อความเป็นเมือง นำพามาซึ่งความโดดเดี่ยว ความเหงา และความแปลกแยก

เมื่อผู้สูงอายุ ‘เหงา’ จากภาวะความเป็นเมืองเศรษฐกิจ EEC
สภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนไปเข้าสู่ยุคที่มีความเป็นสังคมเมืองแบบทุนนิยม ทำให้สภาพการดำรงชีวิตของคนในภาคตะวันออกต้องเปลี่ยนแปลงไปด้วย จากเดิมพื้นที่ตะวันออกเป็นพื้นที่ที่ไม่ได้มีความเป็นเมืองมากนัก เนื่องจากคนในพื้นที่ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรเป็นหลัก เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงผังเมืองและระบบเศรษฐกิจ ทำให้คนในพื้นที่ต้องประกอบอาชีพที่แตกต่างไปจากเดิม วิถีชีวิตที่ต้องเคลื่อนตัวออกห่างจากครอบครัว จึงทำให้เกิดช่องว่างของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในครอบครัวตามไปด้วย
จากบทความ Feeling Lonely? It’s Not You, It’s the Way We’ve Built our Nation ได้พูดถึงเรื่องนี้ไว้ว่าในเมืองที่มีค่าครองชีพสูงก็ส่งผลทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าวัฒนธรรมการ “เช่าอยู่” ของคนเมืองที่เพิ่มมากขึ้น และนั่นทำให้การเป็นชุมชน หรือการสร้างปฏิสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นต่อกัน ก็ยิ่งยากตามขึ้นไปด้วย เพราะสุดท้ายแล้วก็ต้องมีวันที่แต่ละคนแยกย้ายจากพื้นที่ไป สิ่งเหล่านี้นำมาสู่ความรู้สึกไม่ได้เป็นเจ้าของในพื้นที่เหล่านั้น (sense of belonging) นำมาสู่ความรู้สึกโดดเดี่ยวมากกว่าเดิมด้วย

ในขณะที่อีกปัญหาหนึ่งของความเป็นเมืองโดยเฉพาะในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ก็เป็นเรื่องการโยกย้ายถิ่นฐาน และผู้สูงอายุที่ต้องย้ายจากบ้านชนบทมาสู้บ้านในเมือง และอยู่ตัวคนเดียวในวันที่ลูกหลานออกไปทำงานนอกบ้าน หรือบางครอบครัวก็แยกกันอยู่
ในวันที่ผู้สูงอายุที่เคยอยู่กับครอบครัวพร้อมหน้าพร้อมตา กลับกลายเป็นต้องห่างกันเพราะภาวะความเป็นเมือง EEC นี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พวกเขาต้องปรับตัวกับวิถีชีวิตแบบใหม่ที่มีความแตกต่างจากสังคมเดิมอย่างสิ้นเชิง จากการอยู่อาศัยในรูปแบบของชุมชนที่มีการทำกิจกรรมร่วมกันในพื้นที่ชุมชน สู่การเปลี่ยนแปลงที่มีการบีบรัดทางสังคมที่มีการแข่งขันกันในเรื่องของการดำรงชีวิต ความเจริญก้าวหน้าทางฐานะ ความมั่นคง รวมไปถึงการที่สมาชิกในครอบครัวไม่ได้กลับมาพร้อมหน้ากันเป็นผลทำให้ผู้สูงอายุที่เคยมีวิถีชีวิตในรูปแบบเดิมเผชิญหน้ากับความโดดเดี่ยวมากยิ่งขึ้น
และ ‘ป้าแอ๊ว’ คือหนึ่งในนั้น

จากการสัมภาษณ์ ป้าแอ๊ว คุณยายที่เราได้มีโอกาสไปพูดคุย พบว่าแม้จะอายุมาก แต่ปัจจุบันป้าแอ๊วยังคงทำงานเก็บขยะหลังเกษียณอายุมา 6 ปี และอาศัยอยู่กับหลานวัยประถม 3 คน โดยที่พ่อแม่ของเด็กๆ อยู่อีกพื้นที่ ป้าแอ๊วเล่าให้ฟังถึงการเปลี่ยนแปลงของเมืองว่า “พักหลังๆ มาเจริญมากเลย บ้านจากป่าจากดินกลายเป็นปูนหมดเลย แทบจะไม่ได้เหยียบดินเลย”
ซึ่งเสียงสะท้อนนี้ หากมองลึกลงไปจะพบกับความไม่คุ้นชินกับวิถีชีวิตเมือง ซึ่งในมุมมองนักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตผู้สูงอายุ นิชากาน กิจบำรุง ก็ได้เอ่ยถึงเรื่องของภาวะความเป็นเมืองที่ส่งผลกระทบต่อความเหงาไว้ว่า
“การที่คนสูงอายุไม่ได้เข้าถึงการเป็นชุมชน ไม่ได้เข้าถึงการมีกิจกรรมที่คุ้นเคย หรือไม่ได้มีส่วนร่วมกับคนในชุมชนนั้นๆ เลย แต่ต้องอยู่อย่างปัจเจก มีความเป็นเมืองมาก ๆ ต่างคนต่างอยู่ ลักษณะความเป็นเมืองนี้ส่งผลต่อความเหงา และส่งผลต่อความเศร้าของผู้สูงอายุด้วย”
ความเป็นเมืองที่เข้ามาเยือนสังคมนั้นค่อยๆ บั่นทอนความเป็นมนุษย์ของผู้คน ความสุขที่มีในตัวผู้สูงอายุคนค่อยๆ เลือนหายไปเมื่อถูกความเศร้าและความเหงามาทดแทน ความเป็นเมืองที่บีบบังคับให้มนุษย์ต้องใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบ ทำให้สายสัมพันธ์ระหว่างผู้คนห่างหายจากกันไป เช่นเดียวกัน ความเป็นเมืองก็ได้ทอดทิ้งผู้คนที่ไม่สามารถใช้ชีวิตตามขนบความเป็นเมือง ผู้สูงอายุที่ไม่อาจนมการพัฒนาอย่างรวดเร็วของความเป็นเมืองจึงได้ถูกทอดทิ้ง และใช้ชีวิตอยู่กับความโดดเดี่ยวและความเหงา

‘นี่คือเหงานี่แหละเหงา’ นี่คือความจริงของคนสูงวัย
ความเหงากลายเป็นภัยคุกคามต่อสังคม จากภาวะความเป็นเมืองที่เกิดขึ้นในภาคตะวันออกได้แปรเปลี่ยนวิถีชีวิตเกษตรกรรมสู่ความเป็นอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว ผู้สูงอายุไม่สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ผู้สูงอายุอาจต้องพรากจากกับลูกหลานเมื่อลูกหลานต้องแยกย้ายไปใช้ชีวิตของตัวเอง ลูกหลานต้องออกไปทำงานเพื่อความอยู่รอดในสังคมเมือง สุดท้ายแล้วก้เหลือเพียงผู้สูงอายุที่แบกรับความเหงานั้นไว้ ความเมืองจึงส่งผลกระทบทั้งลูกหลาน และคนสูงวัย ที่ไม่ว่าใครก็ต้องเจ็บปวดทุกฝ่าย
ป้าแอ๊วเองได้สะท้อนเรื่องนี้ผ่านบทสัมภาษณ์ว่า “ก็อยากให้ลูกมาเยี่ยม แต่ก็เป็นไปไม่ได้หรอก เพราะเขาก็ต้องมีครอบครัว มีบ้านของเขา นอกจากว่าป้าจะสิ้นใจตายไปแล้วถึงอยากให้เขามาหาจริงๆ”

เห็นได้ว่าผู้สูงวัยบางคนก็รู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้นจากภาวะความเป็นเมืองและการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ EEC แม้ว่าหลายภาคส่วนพยายามจะจัดกิจกรรมให้ผู้สูงวัยมารวมตัวกัน แต่นั่นไม่อาจตอบโจทย์กับผู้สูงวัยทุกคน ในวันที่ยังมีภาระทางเศรษฐกิจต้องแบกรับ การแก้ปัญหาด้วยการพยายามสร้างกิจกรรมให้ผู้สูงอายุ ก็อาจเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะผู้สูงอายุบางคนต้องก้มหน้าก้มตาทำงาน ไม่สามารถมีเวลาว่างมาสังสรรค์ได้
“ป้าไม่มีเวลาไปไหน มีโอกาสก็อยากจะไปเข้าสังคมเหมือนคนอื่นเขา แต่มันไม่มีโอกาสที่จะไป เพราะถ้าไปก็จะขาดรายได้ตรงนี้ ต้องทำงานหาเงินเลี้ยงหลาน เราก็อยากจะไปสนุกสนานแบบนั้นบ้าง แต่ป้าเองก็ไปไม่ได้”
“แต่ก่อนก็ยังไปไหนมาไหนได้บ้าง เดี๋ยวนี้แก่แล้วมันก็ทำอะไรยาก ป้าก็ต้องอยู่เลี้ยงหลาน เวลาหลานไปโรงเรียนก็อยู่คนเดียว ต้องออกไปเก็บขวดหาเงิน แถวนี้กลายเป็นตึก มีถนนเต็มไปหมด จะไปไหนได้”

‘หากหันมาเหลียวมองผู้สูงอายุ’
สังคมเมืองที่เต็มไปด้วยผู้คนหลากหลาย ผู้คนที่เดินสวนกันขวักไขว่เพื่อไปใช้ชีวิตของตนเอง กลุ่มคนที่ออกไปสังสรรค์กันเพื่อเยียวยาจิตใจ หากแต่ในมุมเล็กๆ ของสังคม มีคนกลุ่มหนึ่งที่กำลังใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวในการรอคอย รอคอยการกลับมาจากคนที่ห่างไกล รอคอยเพื่อที่จะได้พูดคุยเพื่อคลายความคิดถึง รอคอย เพื่อจะได้รับการเยียวยา
ความเหงาเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อสุขภาพจิต ไม่เพียงแค่กับผู้สูงอายุแต่เกิดขึ้นได้กับทุกคน หากแต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสุขภาพจิตผู้สูงอายุกลับเป็นสิ่งที่ถูกมองข้ามจากสังคม โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC ที่ให้ความสำคัญด้านการพัฒนาเศรษฐกิจสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะ แต่ไม่เคยให้ความสำคัญกับสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตของชุมชนที่เปลี่ยนแปลง

การมีสังคมที่ผู้สูงอายุสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในการดำเนินชีวิตได้จึงเป็นอีกสิ่งสำคัญที่จะช่วยบรรเทาความเหงา เช่น ชุมชนสำหรับผู้สูงอายุในประเทศญี่ปุ่นอย่างชุมชน Share Kanazawa ที่รวบรวมคนต่างวัยมาอาศัยอยู่ร่วมกัน มีการส่งเสริมงานให้ผู้สูงอายุ และพึ่งพาซึ่งกันและกัน
นอกจากนี้สวัสดิการของผู้สูงวัยที่ในปัจจุบันได้เพียงไม่กี่พัน ก็ไม่อาจเพียงพอต่อการดำรงชีพได้ และนำไปสู่สาเหตุที่คนสูงวัยในพื้นที่เมืองก็ยังต้องดิ้นรนหาเงินเพื่อเลี้ยงชีพในวันที่ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นทุกวัน ดังนั้นสวัสดิการของผู้สูงอายุที่เหมาะสม จะช่วยลดช่องว่าง และทำให้ผู้สูงอายุได้มีเวลาเข้าสังคม ไม่โดดเดี่ยว และมีเวลาในห้วงสุดท้ายอย่างมีความสุข

เพราะสุดท้ายแล้วการเติบโตของเมือง ก็ไม่ควรทิ้งใครไว้ข้างหลังให้โดดเดี่ยวหรือเปล่า?
อ้างอิงเพิ่มเติม
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/VMED/article/download/205363/142944
https://hhcthailand.com/japanese-aging-society/
https://enlawfoundation.org/recap-eec-2564-02/
https://tpso3.m-society.go.th/index.php/th/2019-10-07-07-38-51/2019-12-11-03-30-54
https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1079892
https://www.krph.go.th/ezone/myfile/140.pdf
https://www.krph.go.th/ezone/myfile/105.pdf
https://www.creativethailand.org/article-read?article_id=33882
https://usa.streetsblog.org/2023/01/27/are-you-lonely-its-not-you-its-the-way-weve-built-our-nation


