/

ชีวิตจริงยิ่งกว่าหนัง : พื้นที่สุดเขตบูรพากับวิมานหนามของคนตราด

เมื่อบ้านที่ควรเป็นเหมือนวิมานกับมีหนามแหลมคมทิ่มแทงในแทบทุกแง่มุม  ในเรื่องวิมานหนามเราจึงห็นว่าชีวิตของโหม๋ แม่แสง จิ่งนะและทองคำในฐานะคนแม่ฮ่องสอนไม่ใช่เรื่องง่ายๆ

 

แต่เรื่องนี้ก็อาจจะไม่ต่างอะไรกับชีวิตของคนตราดบางคนเพราะนอกจาก ตราดจะเป็นหนึ่งในโลเคชั่นในหนังวิมานหนามแล้ว ชีวิตของคนที่จังหวัดตราดในวันนี้ ก็เต็มไปด้วยขวากหนามทิ่มแทงอยู่เสมอ

นี่คือพื้นที่สุดเขตแดนบูรพา จังหวัดเล็กๆ ที่หลายคนมองข้ามทอดตัวยาวตามแนวเทือกเขาบรรทัดกั้นระหว่างเขตแดนประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา จังหวัดเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ และยังเป็นที่จดจำในฐานะแหล่งท่องเที่ยวทางทะเล สมญานามเมืองร้อยเกาะ ในมุมหนึ่งที่นี่อาจเป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อยใจของคนเมือง ผ่านธรรมชาติงดงามมากมาย มีรีสอร์ตที่พักสุดหรู มีแม้กระทั่งสนามบินในจังหวัด และสนามบินส่วนตัวบนเกาะ

แต่ในภาพที่ดูเป็นเมืองที่มีพร้อม แต่อีกมุมหนึ่งได้ซ่อนความเจ็บปวด ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ความไม่เท่าเทียมทางเพศ การเข้าไม่ถึงระบบขนส่งสาธารณะ หรือความไม่เพียงพอของบริการสาธารณะสุข แม้แต่โรงหนังสักโรง คนตราดยังไม่มี

สิ่งเหล่านี้ได้เปลี่ยนบ้านที่ควรเป็นวิมานของคนตราดให้กลายเป็นดงหนามเล็กๆ ที่เราอยากชวนไปสำรวจอุปสรรคขวากหนามของคนตราด กับสถิติและปัญหาของพื้นที่ที่ถูกมองข้ามอยู่เสมอด้วยกัน

เมื่อทุนจีนยึดครองสวนทุเรียนตราด

หนามแรกที่เราไม่พูดถึงไม่ได้เลย คือ หนามทุนจีนที่ปักลงกลางอกของชาวสวนทุเรียนจังหวัดตราด ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่จังหวัดภาคตะวันออกที่มีทุเรียนเป็นพืชเศรษฐกิจ สถานการณ์ทุนจีนบุกเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานสวนทุเรียนที่จังหวัดตราดเลวร้ายไม่น้อยไปกว่าที่จังหวัดจันทบุรี 

เมื่อทุนจีนเข้ามากว้านซื้อที่ดินสวนทุเรียนจำนวนมากในจังหวัดตราดผ่านนอมินีคนไทย โดยเริ่มจากการมาติดต่อขอซื้อทุเรียนจนเกิดความคุ้นเคย จากนั้นจะชักชวนให้ร่วมลงทุน จดทะเบียนเป็นหุ้นส่วน  บางกรณีใช้วิธีแต่งงานกับคนไทยเพื่อซื้อที่ดิน แล้วกินรวบตั้งแต่กระบวนการผลิตในฐานะเจ้าของสวนไปจนถึงการขนส่ง ซึ่งทำให้เกิดปัญหาการแย่งน้ำจนเกิดภาวะขาดแคลนน้ำที่ใช้นำมาหล่อเลี้ยงต้นทุเรียนระหว่างเกษตรกรไทยและสวนของคนจีน รวมถึงการถูกลักลอบเรียนรู้เทคนิคการปลูกทุเรียนส่งต่อไปยังประเทศจีน

ต่อจากเจ้าของสวนก็มาที่พ่อค้าคนกลางซึ่งก็เป็นล้งของจีนอีกเช่นกันที่มารับซื้อ คัดบรรจุทุเรียน สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 6 (สวพ.6) จำนวนโรงงานผลิตสินค้าพืชที่ขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร (ทะเบียน DOA) ข้อมูล 12 มกราคม 2567 จำนวนโรงคัดบรรจุภาคะวันออกรวม 875 แห่ง คือ จันทบุรี 801 แห่ง ระยอง 41 แห่ง ตราด 25 แห่ง สระแก้ว 2 แห่ง ฉะเชิงเทรา 1 แห่ง ชลบุรี 5 แห่งทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการผูกขาดโดยทุนจีน ซึ่งเมื่อเกิดการผูกขาดแล้วทุนจีนก็อาจจะสามารถกำหนดราคาของผลไม้ไทยได้

มากไปกว่านั้นต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตรโดยเฉพาะทุเรียนมีแนวโน้มสูงขึ้นเนื่องจากปัจจัยการผลิตปรับราคาและการขนส่งมีต้นทุนสูงขึ้น บวกกับมีการเข้ามาตีตลาดของขนส่งโดยทุนจีนทำให้เกษตรกรมีรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย

แน่นอนว่าปัญหาที่ตามมาของเรื่องสวนทุเรียนคือ ‘การแย่งชิงน้ำ’ เมื่อพบว่าการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรของตราดยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร โดยความต้องการน้ำเพื่อการเกษตรในปัจจุบันเท่ากับ 144.73 ล้านลูกบาศก์เมตร/ปี และจะเพิ่มเป็น 224.00, 352.00 และ 572.00 ล้านลูกบาศก์เมตร/ปี ในระยะ 5, 10 และ 20 ปีข้างหน้า แต่นอกจากความต้องการทำเพื่อการเกษตรแล้วยังมีความต้องการใช้น้ำเพื่อการอุตสาหกรรมด้วยซึ่งดูจากแนวโน้มของการเจริญเติบโตด้านอุตสาหกรรมและแผนการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมของจังหวัดตราดแล้วพบว่าความต้องการใช้น้ำเพื่ออุตสาหกรรมก็จะเพิ่มขึ้นเช่นกัน ซึ่งทำให้มีแนวโน้มที่จังหวัดตราดจะกระจายน้ำเพื่อทำการเกษตรเป็นไปอย่างไม่ทั่วถึงมากยิ่งขึ้น

แต่สิ่งที่ดูจะเป็นหนามที่ทิ่มแทคนตราดมากก็ปัญหาการเป็นเจ้าของที่ดินโดยคนตราดเองที่มีจำนวนน้อยลงทุกวัน โดยข้อมูลจากปี พ.ศ. 2564 บอกว่าในเนื้อที่การถือครองที่ดินทางการเกษตรทั้งหมด 975,010 ไร่ เป็นเนื้อที่ ที่เจ้าของถือครองด้วยตนเอง 493,593 ไร่ เช่าผู้อื่น 141,339 ไร่ และรับจำนอง/รับขายฝาก/ได้ทำฟรี ถึง 340,078 ไร่ หมายความว่าเกือบครึ่งของเกษตรกรชาวตราดไม่มีที่ดินทำเกษตรของตัวเอง ทำให้ผลตอบแทนที่ควรได้เข้ากระเป๋าเต็มเม็ดเต็มหน่วยหร่อยหลอจนแทบไม่เหลือ ในบางครั้งรายได้ต่อการทำเกษตรหนึ่งครอปเพียงพอเฉพาะค่าต้นทุนเท่านั้น

ซึ่งสร้างความเจ็บปวดให้กับเกษตรกรชาวตราดอยู่เสมอ โดยเฉพาะเมื่อต้นทุนการผลิตสูงขึ้น 

แม้สถิติจะมีคนจนน้อย แต่หนี้เฉลี่ยต่อครัวเรือนสูง

ในปีที่ผ่านมาเองมีสถิติจากระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้า (TPMAP) ออกมาบอกว่าคนจังหวัดตราดมีคนจนอยู่ 98 คน จากประชากรสำรวจ 117,233 คน ซึ่งเทียบแล้วก็ดูเป็นสัดส่วนที่น้อยมากๆ

อย่างไรก็ดีข้อมูลจากสำนักสถิติจังหวัดตราดในปี 2564 (เป็นข้อมูลอัพเดตล่าสุด ยังไม่มีข้อมูลปีปัจจุบัน) รายงานว่าคนตราดมี รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนต่อเดือนที่  29,917.26 บาท ในขณะที่มีรายจ่ายต่อครัวเรือนต่อเดือนที่ 19,796.09 บาท

ตัวเลขที่เห็นนี้ แม้ดูแล้วรายได้ของคนตราดจะเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคอย่าง ค่าอาหาร ค่าที่อยู่อาศัย ค่าเดินทาง ค่าใช้จ่ายส่วนบุคคลแต่มีอีกข้อมูลที่ทำให้ต้องตั้งคำถามกับคุณภาพชีวิตคนตราด เมื่อคนตราดเองมีหนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือนของจังหวัดตราดในปี 2564 อยู่ที่ 211,667.48 บาท ซึ่งตัวเลขหนี้สินนี้ค่อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยสาเหตุของการกู้หนี้ยืมสินส่วนใหญ่ของคนตราดคือ การกู้ยืมเพื่อใช้การเกษตร รองลงมาคือเพื่อใช้จ่ายในครัวเรือนและเพื่อใช้ซื้อ/เช่าบ้านและที่ดิน

ตัวเลขนี้อาจสะท้อนภาพของคนตราดที่การเกษตรที่เป็นรายได้อาจนำมาด้วยหนี้สินที่ต้องจับตา

นอกจากนี้ภาพฝันการมีเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษชายแดนเองก็ล้มละลายหายไปกับสายลม ความหวังที่จะได้รับการพัฒนา และมีการเติบโตทางเศรษฐกิจก็เป็นเพียงโครงการที่ถูกลืม มีเพียงป้ายบอกทางเป็นอนุสรณ์สถานที่พาคนตราดผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่าไปพร้อมกัน

โรงพยาบาลไม่เคยพอ

แต่สิ่งที่คอยทิ่มแทงคนตราดมากที่สุด หนีไม่พ้นการเข้าถึงบริการสาธารณะสุข เพราะ การบริการด้านสาธารณะสุขและสุขภาพไม่เพียงพอต่อผู้รับบริการมาเสมอ

ในขณะที่มาตรฐานของอัตราส่วนจำนวนแพทย์ต่อประชากรควรอยู่ที่ 1 : 1000 อ้างอิงจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กับองค์การอนามัยโลก (WHO) แต่จากสถิติอัตราส่วนจำนวนแพทย์ต่อประชากรในจำหวัดตราด กลับมีตัวเลขอยู่ที่ 1: 1,951 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ห่างเกือบเท่าตัว และย่ำแย่กว่าสถานการณ์ของประเทศที่มีอัตราส่วนอยู่ที่ 1: 1,794 คน ด้วยซ้ำ

นอกจากอัตราส่วนจำนวนแพทย์ต่อประชากรของตราดจะไม่เพียงพอแล้ว พอเรามาดูที่จำนวนเตียงจริงของสถานบริการทางการแพทย์เทียบกับจำนวนเตียงที่ควรมี(ข้อมูลจากทรัพยากรสุขภาพ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตราด ปี 2565) ก็พบว่าในสถานบริการทางการแพทย์ระดับอำเภอ มีจำนวนเตียงน้อยกว่ากเตียงที่ควรมีเช่น โรงพยาบาลเกาะช้างมีจำนวนเตียงเพียง 26 เตียงจากที่ควรมี 30 เตียง โรงพยาบาลเกาะกูดมีจำนวนเตียงเพียง 6 เตียงจากจากที่ควรมี 10 เตียง และจังหวัดตราดทั้งจังหวัดมีจำนวนเตียงทั้งหมด 544 เตียง ในขณะที่โรงพยาบาลระยองเพียงโรงพยาบาลเดียวมีจำนวนเตียงมากถึง 600 เตียง

นอกจากเรื่องการเข้าถึงสาธารณะสุขแล้ว อัตราการเกิดของประชากรจังหวัดตราดก็เป็นเรื่องน่ากังวล เพราะจากสถิติโดยกรมอนามัย พบว่าอัตราเกิดของประชากรจังหวัดตราดลดลง โดยในปี 2560 มีอัตราการเกิดอยู่ที่ 2,138 คน แต่ในปี 2566 มีอัตราการเกิดอยู่ที่ 1,523 สวนทางกลับจำนวนผู้สูงอายุที่มีจำนวนมากขึ้น ซึ่งจังหวัดตราดมีประชากรสูงอายุ (อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป) จำนวน 46,954 คน คิดเป็นร้อยละ 20.56

เท่านี้ก็อาจพอเห็นภาพว่าตราดได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) และอาจตามมาด้วยปัญหาอีกมากมายในวันที่ไม่มีสวัสดิการในการดูแลที่เพียงพอ 

ภาพจาก เพจห้องตรวจศัลยกรรม โรงพยาบาลตราด

เดินทางยากแท้ ไปไม่ถึง

อีกขวากหนามของคนตราคือเรื่องขนส่งสาธารณะ เพราะถ้าใครเคยไปเยี่ยมเยือนตราดคงสัมผัสได้ว่าตลอดเส้นทาง ทั้งที่เป็นถนนสุขุมวิทเหมือนกันแต่ถนนที่ตราดกลับถูกลดขนาดจาก 8 เลนมาเป็นเพียงถนน 4 เลน หรือบางช่วงก็เป็นเพียงถนน 2 เลนที่รถต้องขับสวนทางกัน 

และแน่นอนว่าจังหวัดตราด (และทุกจังหวัดในภาคตะวันออก) ไม่มีขนส่งมวลชนที่สะดวกอย่างรถเมล์หรือรถบัสเมื่อเทียบกับกรุงเทพมหานคร หากจะเดินทางข้ามอำเภอนั้นก็มีเพียงรถสองแถวซึ่งสามารถขึ้นรถได้ที่หน้าตลาดสดเทศบาล โดยมีทั้งสิ้น 5 สายมีค่าโดยสารเริ่มต้นที่ 15 บาทไปจนถึง 35 บาทหรือตามแต่ตกลงกัน รถโดยสารจะออกตั้งแต่เวลา 05.00-20.30 น. โดยใช้วิธีรถเต็มแล้วออก ไม่สามารถกะเกณฑ์เวลาใดๆ ได้ทั้งสิ้น ซึ่งเรื่องปัญหาขนส่งสาธารณะนับเป็นหนามทิ่มแทงคนต่างจังหวัดแทบทุกคน

แม้แต่ในเขตตัวเมืองเองก็ไม่ได้มีรถประจำทางวิ่งรับผู้โดยสารเช่นกัน เนืองจากระยะทางค่อนข้างใกล้ มีเพียงรถสองแถวเล็ก ซึ่งคนตราดเรียกเหมือนคนจันท์ว่า รถมาสด้า รับส่งผู้โดยสารจากหลังตลาดสดเทศบาลเมือง (ใกล้กับท่ารถตราด – คลองใหญ่) ไปยังบ้านท่าเรือ ค่ารถ 10 บาท หรือหากต้องการไปเที่ยวตามที่ต่าง ๆ ในเมือง ต้องเหมารถสองแถวจากท่ารถริมถนนสุขุมวิท บริเวณตลาดเทศบาลเมืองตราด หรือนั่งรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ซึ่งมีคิวอยู่ใกล้ๆ กัน ค่ารถมอเตอร์รับจ้างเริ่มต้นที่ 30-40 บาท

สำหรับคนตราดการเดินทางภายในจังหวัดส่วนใหญ่จึงจำเป็นต้องพึ่งรถยนต์ส่วนตัวซึ่งค่อนข้างมีระยะทางไกลเนื่องจากลักษณะรูปทรงของตัวจังหวัด และพบว่าคุณภาพของเส้นทางการจราจรที่เริ่มทรุดโทรมเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางรวมถึงขนส่งทั้งทางการเกษตรและการท่องเที่ยว 

นอกจากขนส่งทางบกแล้ว การขนส่งทางน้ำก็พบว่ามีปัญหาทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่จะรองรับให้สมฐานะเมืองรอยเกาะ รวมไปถึงความแออัดของการขึ้น-ลงบริเวณท่าเรือข้ามฟากเกาะช้างและเกาะกูด  นำมาซึ่งความอันตรายไปพร้อมๆ กับความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตทั้งกับคนตราดและผู้มาเยือนอย่างน่าเสียดาย

รวมไปถึงปัญหาสนามบินตราดที่ไม่ได้รับการดูแลสนับสนุน และกลายเป็นสนามบินที่คนไม่ค่อยนึกถึงมากนัก และยังอยู่ไกลจากตัวเมืองในวันที่ขนส่งสาธารณะเองก็ยังไม่พร้อม

น้ำท่วมก็มา ช้างป่าก็โดน

ภัยทางธรรมชาติฟังดูแล้วอาจดูเหมือนคาดคะแนไม่ได้ และไม่น่าจะนับเป็นอุปสรรค เแต่หากลองดูแล้วจะพบว่าพื้นที่ที่เกิดภัยพิบัติต่างๆ มักเป็นพื้นที่ซ้ำเดิม พื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมก็เป็นพื้นที่เดิมที่ถูกน้ำท่วมซ้ำซาก พื้นที่ที่ถูกช้างป่าบุกรุกก็ยังคงเป็นสวนและไร่เดิมๆ ซึ่งทั้งหมดนี้อาจสะท้อนความสามารถในการอยากแก้ปัญหาจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องว่าจริงจังแค่ไหน แค่ไหนแล้วจริงจัง 

อย่างเช่นปัญหาอุทกภัยที่เจอทุกปีจนช้ำ ก็มาจากสภาพทางกายภาพภายในจังหวัด เช่น พื้นที่ป่าต้นน้ำตอนบนถูกทำลาย ประสิทธิภาพของระบบระบายน้ำไม่เพียงพอเนื่องจากตื้นเขินหรือถูกบุกรุก และมีการก่อสร้างสิ่งกีดขวางทางน้ำและการเปลี่ยนแปลงสภาพการใช้ที่ดิน เป็นต้น 

ซึ่งสภาพการเกิดอุทกภัยในจังหวัดตราคแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ อุทกภัยที่เกิดในบริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำย่อยตอนบนและลำน้ำนำสาขาต่าง ๆ ซึ่งจะมีลักษณะเป็นน้ำป่าไหลหลากและเหตุการณ์ดินถล่ม ซึ่งพื้นที่ที่เกิดน้ำท่วมในลักษณะนี้เป็นประจำได้แก่ อำเภอบ่อไร่ และอำเภาเภอเขาสมิง 

ส่วนอุทกภัยลักษณะที่สองคือ อุทกภัยที่เกิดในพื้นที่ราบลุ่มซึ่งคือพื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดตราด ซึ่งเป็นมีพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมซ้ำซากระดับต่ำและระดับปานกลาง ส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่อำเภอที่ติดชายฝั่งทะเล เช่น อำเภอแหลมงอบ อำเภอเมือง และอำเภอคลองใหญ่

หรืออีกสถานการณ์ที่ร้อนแรงคือสถานการณ์ช้างป่า ปัจจุบัน (ข้อมูลปี 2567) พบว่ามีช้างป่าที่อาศัยอยู่ในพื้นที่อุทยานน้ำตกคลองแก้ว จำนวนประมาณ 40 – 50 ตัว ซึ่งมากขึ้นกว่าเดิม รวมทั้งพื้นที่โดยรอบเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกคลองแก้ว ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรกรรมของชาวสวนที่ปลูกผลไม้ เช่น ทุเรียน เงาะ มังคุด และสับปะรด ซึ่งลักษณะของพื้นที่เกษตรกรรมเอื้อต่อพฤติกรรมการกินของช้างป่า รวมถึงผลไม้บางชนิดก็ที่มีรสชาติถูกใจช้างป่าจึงทำให้ช้างป่าเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมออกหากินนอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์และทำลายพืชผลทางการเกษตรและทรัพย์สินของคนตราดจนได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก 

โดยในปีงประมาณพ.ศ. 2565 พบช้างป่าออกหากิน 520 ครั้ง และมีความเสียหายเกิดขึ้น 93 ครั้ง รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 1,107,570 บาท กลายเป็นชนวนให้เกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับช้างป่าในที่สุด

สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้การใช้ชีวิตของคนตราดต้องเผชิญกับสิ่งที่คาดเดาไม่ได้มาเสมอ แม้ว่าปัญหาเหล่านี้จะมีวิธีจัดการมากมายก็ตาม

ภาพจาก Manager Online

คนตราดไม่เคยได้ดูหนังผ่านจอใหญ่ในจังหวัดของตัวเอง

การเข้าถึงแหล่งบันเทิงเป็นอีกหนึ่งตัวชี้วัดว่าเรามีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยเฉพาะต่อสุขภาพใจของเราเพราะนอกจากการดูแลร่างกายแล้วจิตใจก็ต้องได้รับการดูแลเช่นกัน ซึ่งในส่วนนี้สามารถทำได้ง่ายๆ เช่น การพาตัวเองไปพักผ่อนหย่อนใจ ในบางครั้งมนุษย์ก็ขวนขวายความบันเทิงทางวัตถุที่ถูกสร้างขึ้นมา เช่น การไปเดินห้าง ช็อปปิ้ง การไปดูหนัง การเข้าร้านหนังสือ เป็นต้น 

แต่ที่ตราดกลับพบว่าแหล่งบันเทิงรวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านั้นยังมีน้อยหรือกระทั่งไม่มีอยู่เลย เช่น ที่จังหวัดตราดไม่มีโรงหนังเลยแม้แต่โรงเดียว ถ้าคนตราดอยากดูหนังสักเรื่อง โรงหนังที่ใกล้ที่สุดอยู่ห่างออกไปกว่า 70 กิโลเมตร ต้องใช้เวลาเดินทางนาน 1 ชั่วโมงเพื่อไปยังเซ็นทรัล จันทบุรี ในตัวเมืองจันทบุรี (นับการเดินทางจากที่ว่าการอำเภอเมืองตราด) 

เช่นเดียวกันกับห้างสรรพสินค้า ถ้าใครเคยมาตราด ณ ในกลางตลาด คงเคยเห็น ‘ห้างตราดสรรพสินค้า’ ที่ล้มเลิกกิจกรรมกลายเป็นเพียงตึกรกร้างไปแล้ว ปัจจุบันที่นี่มีเพียงห้างโลตัส ตราด กับ ห้างแม็กโคร ตราด ซึ่งขายสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป ไม่มีโซนช็อปปิ้งอย่างเซนทรัล หรือเดอะมอลล์ 

นอกจากโรงหนังและห้างสรรพสินค้าแล้ว ร้านหนังสือเองก็เป็นอีกช่องทางในการพักผ่อนหย่อนใจและเติมความรู้แต่ที่ตราดกับมีร้านหนังสืออยู่ไม่เกิน 5 ร้าน ยกตัวอย่างเช่น ร้านซีเอ็ด ที่เพิ่งเข้ามาเปิดสาขาใหม่ในปี 2567 นี้ กับร้าน Easternmost Bookshop (ร้านหนังสือสุดแดนบูรพา) นอกนั้นจะเป็นร้านเครื่องเขียนที่ขายเฉพาะหนังสือแบบเรียนด้วยเท่านั้น

 

สุดท้ายแล้ววิมานแห่งนี้อาจกลายเป็นสรวงสวรรค์ของผู้มาเยือนท่องเที่ยว แต่คงไม่ใช่กับคนตราดที่ต้องอยู่กับชีวิตที่ได้แต่เฝ้ารอว่าที่บ้านเกิดนี้จะเป็นวิมานแสนสุขของตนในวันใด

 

อ้างอิง

 

รายงานสถิติจังหวัดตราด 2566

งานแผนพัฒนาจังหวัด 2566 – 2570 จังหวัดตราด

เป้าหมายการพัฒนาจังหวัดตราด 20 ปี

ตัวชี้วัดการพัฒนาระดับจังหวัดและกลุ่มจังหวัด

สำนักงานสถิติจังหวัดตราด รายได้เฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือน

(รายงานพิเศษ) สวนทุเรียนแหล่งฟอกเงินใหญ่ทุนจีนสีเทา 4 ปีนอมินีไทยแห่กว้านซื้อทั้งที่เมืองจันท์-ตราด

ทุนจีนลุกคืบนอมินีครอบครองสวนทุเรียน

น่าห่วงสวนทุเรียนจันท์-ตราด พบทุนต่างชาติถือครองผ่านนอมินีเพียบ ผู้ตรวจการแผ่นดินเร่งหาทางแก้

การเดินทางไปตราด

รายชื่อโรงเรียนในจังหวัดตราด

การกัดเซาะชายฝั่ง

ช้อปปิ้งใน จังหวัดตราด


written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR