/

“ไม่อยากให้ระยองเละไปกว่านี้” สว่าง กระจับเงิน จากหนุ่มโรงงานสารเคมี สู่ชีวิตนักปกป้องสิ่งแวดล้อมระยอง

สว่าง กระจับเงิน เป็นอดีตหนุ่มโรงงานผลิตสารเคมีที่ผันตัวมาเป็นนักเคลื่อนไหวปกป้องสิทธิฯ เพราะเห็นว่าสารเคมีที่โรงงานใช้นั้นส่งผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบอย่างไร สว่างมีความฝันที่อยากจะเห็น จ.ระยอง ในวันข้างหน้าที่สภาพแวดล้อมที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

“ผมเคลื่อนไหวมา 20 ปี เคยมีคนจ้างมือปืนสั่งให้มายิงผม มีข้อมูลว่ามือปืนมาเช่าบ้านอยู่ห่างจากบ้านผมไม่ถึงหนึ่งกิโลเมตร”

สว่าง กระจับเงิน คือหนึ่งในนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในภาคตะวันออก ที่ต่อสู้เรื่องสารเคมีจากนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ที่ส่งผลกระทบต่อครอบครัวและชุมชนที่เขาอาศัยอยู่ โดยอาศัยประสบการณ์ที่สว่าง เคยทำงานในบริษัทสารเคมีมาตลอดทั้งชีวิต เขารู้ดีว่าสารเคมีแต่ละตัวที่โรงงานใช้ ส่งผลเสียต่อชีวิตมนุษย์และสภาพแวดล้อมโดยรอบอย่างไร

“ผมต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับสารเคมี 400 กว่าชนิด” สว่างเล่าประสบการณ์ของเขา “สารเคมีแต่ละตัวมีผลกระทบต่อสุขภาพทั้งหมด บางชนิดมีสารก่อมะเร็ง, ทำลายโพรงจมูก, ทำลายระบบหายใจ, สารที่ซึมผ่านผิวหนังได้, สารบางตัวสามารถเกิดระเบิดได้”

นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาลาออกจากการเป็นพนักงานโรงงาน เพื่อมาต่อสู้ทางด้านสิ่งแวดล้อมในภาคตะวันออกตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน

จากชีวิตโรงงานสู่เส้นทางนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม

สว่างเกิดที่ จ.ปทุมธานี หลังจากเรียนจบมศ.5 (เทียบเท่ากับ ม.6) สายวิชาชีพช่างเชื่อมและโลหะแผ่น

เขาเริ่มต้นชีวิตการทำงานที่บริษัทเคมีแห่งหนึ่งใน จ.นนทบุรี จากนั้นบริษัทย้ายฐานการผลิตมาที่มาบตาพุดทำให้สว่างย้ายสำมะโนครัวมาเป็นคนระยองตั้งแต่ปี 2539 เขาตัดสินใจลาออกหลังทำงานในโรงงานเคมีภัณฑ์มาได้ 16 ปี เพื่อมาทำงานค้าขายของตนเอง

“ผมได้ยินข่าวเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออกมีการระดมพลเลยเข้าร่วมกับพวกเขา ผมมีความรู้ทางด้านสารเคมี  ทำให้สามารถเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับสารเคมีให้กับประชาชนได้”

นั่นคือจุดเริ่มต้นชีวิตการเป็นนักปกป้องสิทธิของสว่าง งานของเขาคือความพยายามเปิดโปงการใช้สารเคมีของโรงงานอุตสาหกรรม มีการรวบรวมหลักฐานเพื่อใช้ในการฟ้องศาล ว่ามีการตรวจพบว่านิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดในช่วงเวลานั้นมีมลพิษสูง และเป็นอันตรายต่อสุขภาพประชาชนภาคตะวันออก

โดยข้อมูลจากสนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพและนักวิชาการสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ค่าสารอินทรีย์ระเหยง่าย (Volatile Organic Compounds : VOCs) หลายตัวเกินมาตรฐานต่อเนื่องมากว่า 10 ปีทำให้ชาวบ้านรอบนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และชาวระยองต้องเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเพิ่มมากขึ้น

“มีการฟ้องร้องให้ประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษ” สว่างเล่าย้อนการต่อสู้เมื่อปี 2550 “ถ้าเป็นเขตควบคุมมลพิษแล้วจะไม่มีโรงงานขึ้นอีก แต่หลังประกาศเสร็จก็ยังมีโรงงานขึ้นมาอีกอย่างต่อเนื่อง เพราะมันเป็นนโยบายของรัฐที่ไม่เคยสนใจความเป็นอยู่ของประชาชน”

แม้ว่าปัญหาเรื่องมลพิษใน จ.ระยอง ยังคงไม่ได้รับการแก้ไขปัญหา แต่นั่นไม่ได้ทำให้สว่างคิดที่จะหยุดเคลื่อนไหว เขาเล่าว่าตนเองมีต้นแบบในการทำงานคือ สุทธิ อัชฌาศัย นักต่อสู้เคลื่อนไหวภาคประชาชน ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก สว่างเล่าว่าสถานการณ์การเคลื่อนไหวในภาคตะวันออกช่วงปี 2550 ถือว่าคึกคักมาก เครือข่ายประชาชนภาคตะวันออกถือว่าเข้มแข็งในการต่อสู้ จนกระทั่งพวกเขาเริ่มถูกคุกคาม

“เจอแบบนี้ผมไม่กลัว ยิ่งทำให้ผมมีมานะขึ้น ระวังตัวมากขึ้น” สว่างเล่าเหตุการณ์ที่เขาถูกมือปืนไล่ล่าหมายเอาชีวิต “จนสุดท้ายเขาจับมือปืนได้ มีการซัดทอดว่าพวกโรงงานลงขันกันหลายสิบล้าน เพื่อต้องการเก็บนักเคลื่อนไหวทั้ง 7 คน”

อย่างไรก็ดีแม้ว่าสว่างจะรอดชีวิตและยังคงเคลื่อนไหวต่อไป แต่สถานการณ์หลังจากนั้นก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เครือข่ายประชาชนภาคตะวันออกลดบทบาทของตนเองลงหลังการเสียชีวิตของ สุทธิ อัชฌาศัย สว่างเริ่มเปลี่ยนบทบาทของตนเอง กลายมาเป็นผู้แบ่งปันประสบการณ์การต่อสู้ของตนเองให้กับชุมชนอื่นๆ ในภาคตะวันออก

สู้หรือไม่สู้ ไม่ได้อยู่ที่เราแต่อยู่ที่ชุมชน

“สิ่งที่เราทำได้ตอนนี้คือการถ่ายทอดบทเรียนให้กับคนที่มาดูงานจากพื้นที่อื่นๆ”

สว่างเล่าว่าวันนี้การทำงานเคลื่อนไหว การให้ความรู้และถอดบทเรียนจากพื้นที่หนึ่งไปยังอีกพื้นที่หนึ่งเป็นสิ่งจำเป็น เพราะสุดท้ายแล้วไม่มีใครจากภายนอกมาสามารถช่วยเหลือพื้นที่ชุมชนได้ นอกจากตัวชุมชนที่จะเป็นคนตัดสินใจว่าจะสู้หรือไม่สู้ด้วยตัวเอง

“เราจะบอกชาวบ้านเสมอว่าถ้าไม่เอาโรงงานก็ต้องสู้ตั้งแต่ตอนนี้ แต่ถ้ายอมรับก็เตรียมรับชะตากรรม”

จากประสบการณ์ในการต่อสู้ของสว่างในวัย 63 ปี หลายครั้งชุมชนยอมรับค่าชดเชยผลกระทบจากโรงงานอุตสาหกรรม หรือแม้กระทั่งการทำข้อตกลงกันระหว่างหน่วยงานรัฐในพื้นที่กับบริษัทเอกชน ดังนั้นความยากง่ายของการเคลื่อนไหวประเด็นสิ่งแวดล้อมในภาคตะวันออก จึงอยู่ที่ความร่วมมือของประชาชนในพื้นที่ และความโปร่งใสของหน่วยงานรัฐในท้องถิ่น

“คนต่อสู้วันนี้มันหายไปหมดแล้ว” สว่างกล่าว “แต่สิ่งที่ทำให้ผมเลือกต่อสู้ต่อ เพราะครอบครัวผมอยู่ที่นี่ เรานึกถึงอนาคตของลูกหลานเราว่าพวกเขาจะอยู่กันอย่างไร”

โดยในวันนี้หนึ่งในที่พึ่งทางกฎหมายที่สว่างคาดหวังคือกฎหมาย PRTR (Pollutant Release and Transfer Register) เป็นกฎหมายที่กำหนดให้โรงงานอุตสาหกรรมเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม มีจุดประสงค์หลักเพื่อให้ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงข้อมูลและตรวจสอบที่มาของมลพิษได้

นักเคลื่อนไหว (ไม่) เต็มเวลา บทบาทการช่วยเหลือจากภายนอก

“เราพยายามผลักดันให้เกิดกฎหมาย PRTR กฎหมายนี้จะเป็นตัวกำหนดว่าโรงงานแต่ละโรงงานต้องรายงานการปล่อยของเสีย รวมทั้งการเคลื่อนย้ายกากอุตสาหกรรมแบบไหนบ้าง”

 ดาวัลย์ จันทรหัสดี เจ้าหน้าที่อาวุโส ของมูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH) หนึ่งในองค์กรพัฒนาเอกชนที่สนับสนุนงานของนักปกป้องสิทธิในภาคตะวันออก รวมทั้งทำงานผลักดันในเชิงนโยบายในการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ดาวัลย์เล่าว่าภาคตะวันออกเป็นพื้นที่ที่มูลนิธิบูรณะนิเวศจับตาเฝ้าระวังมลพิษอุตสาหกรรมมาโดยตลอด นับตั้งแต่สมัยนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด

“คนส่วนใหญ่ในพื้นที่ไม่ได้ต้องการมาเป็นนักเคลื่อนไหว แต่เป็นนักเคลื่อนไหวเพราะการที่เขาเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับชุมชนของพวกเขา”

สิ่งนี้ไม่แตกต่างจากเรื่องราวของสว่าง แม้เขาจะสวมหมวกเป็นนักเคลื่อนไหว แต่อีกอาชีพหนึ่งเขาจำเป็นต้องทำงานรับจ้างเพื่อหาเลี้ยงชีพ รวมทั้งดูแลสวนทุเรียนของญาติตนเอง

“เราพยายามให้ความรู้ชาวบ้าน  สิ่งเหล่านี้จำเป็นต่อชาวบ้าน เพราะชาวบ้านมีอาชีพของตัวเองที่ต้องทำ การมีส่วนร่วมจึงสำคัญ ถ้าพวกเขาสามารถแสดงความคิดเห็นของตนเองได้ จะเป็นการสกัดไม่ได้โรงงานที่ไม่ดีเกิดขึ้นในพื้นที่ของพวกเขา”

ดาวัลย์กล่าว พร้อมเล่าต่อว่าหลายกรณีดั่งที่เกิดขึ้นกับสว่าง นักเคลื่อนไหวภาคประชาชนในภาคตะวันออก มักเกิดขึ้นจากการที่คนเหล่านี้เห็นความไม่ยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับตัวเอง กลายเป็นนักเคลื่อนไหวในเครือข่ายประชาชน ที่ไม่ได้ทำงานสังกัดกับองค์กรใด

“บทเรียนของคนเหล่านี้สามารถช่วยเหลือคนอื่นได้ นั่นคือปัจจัยที่พวกเขาลุกขึ้นมาทำ”

อย่างไรก็ดีดาวัลย์มองว่าการเสริมสร้างศักยภาพของชุมชน คือการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ โดยต้นเหตุที่ไม่สามารถมองข้ามได้คือ นโยบายระดับประเทศ เช่น การนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์, การสนับสนุนธุรกิจการรีไซเคิล รวมทั้งตัวผู้บังคับใช้กฎหมายที่มีความหละหลวม ไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มศักยภาพ

ฝันที่อยากเห็นระยองดีกว่านี้

“ผมกลายเป็นคนระยองไปแล้ว”

สว่างกล่าวในตอนท้ายในการพูดคุย เขาบอกว่างานปกป้องสิทธิที่เขาทำอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะอยากเห็นระยองวันข้างหน้ามีสภาพแวดล้อมที่ดีกว่านี้

“ไม่อยากให้ระยองมันเละเทะไปกว่านี้ ตอนนี้มันเละไปทั้งระบบแล้ว นักการเมืองท้องถิ่นก็พึ่งพาไม่ได้ เราอยากเห็นระยองมีระบบราชการที่ดีกว่านี้”

เขากล่าวว่าวันนี้ จ.ระยอง บ้านของเขามีทุกอย่าง นับตั้งแต่นิคมอุตสาหกรรม, การบุกรุกทำลายป่า, ขุดดินในหุบเขาไปขาย, โรงไฟฟ้าถ่านหิน, ทุนจีนเทา ต้นตอของทั้งหมดล้วนมาจากพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. ๒๕๖๑ ที่เปิดโอกาสให้มีการยกเว้นกฎหมาย และกระทำการที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ง่ายขึ้น

“ถามว่าท้อไหมมันไม่ท้อหรอก ตราบใดที่ผมรู้ปัญหาผมจะไปเปิดเผยความจริง ขอแค่ให้รู้ให้มีเอกสารว่าโรงงานนี้ทำอะไร เราจะไปเปิดเผยสิ่งที่เขาทำผิดให้สังคมได้รู้”

สว่างทิ้งท้ายว่า เขาคิดถึง จ.ระยอง ในวันที่ยังคงมีอยู่ของวิถีประมงแบบดั้งเดิม วันที่เขาเห็นชาวประมงจับสัตว์น้ำขึ้นรถกระบะ เขาอยากให้จังหวัดที่ตอนนี้กลายเป็นอุตสาหกรรมไปทั้งหมด เปลี่ยนแปลงมาเป็นเศรษฐกิจสามขาที่เกื้อกูลกันคือ เกษตร, อุตสาหกรรม, และการท่องเที่ยว ที่สมดุลกันมากกว่านี้ แต่ตอนนี้สว่างกล่าวว่า เศรษฐกิจในเชิงอุตสาหกรรมกินพื้นที่ของ จ.ระยองไปแล้วกว่า 80%


บทความชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์ Eastern Defenders : ความเป็น-ความตาย-ความหวัง ที่พาสำรวจชีวิตและการทำงานของผู้คนจากภาคตะวันออก ที่ลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนในชุมชนของตัวเอง

เรื่องโดย ณฐาภพ สังเกตุ

written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR