รู้หรือไม่ว่าตั้งแต่ต้นปี 2567 เป็นต้นมา มีผู้เสียชีวิตจากปัญหาช้างป่าที่ออกมานอกเขตอุทยานกว่า 9 ราย โดย 5 รายเกิดขึ้นในพื้นที่ภาคตะวันออก
และนับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก
ซึ่งหากใครยังจำได้ ชื่อ ‘ป่ารอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก’ ได้ถูกอภิปรายครั้งแรก โดย สส. รังสิมันต์ โรม เมื่อการประชุมสภาฯ ในปี 2563 โดยมีบุคคลเบื้องหลังที่คอยช่วยหาข้อมูล นั่นก็คือคือ สส. ท็อป ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ ที่ปัจจุบันได้เป็นสส.เขตระยอง ที่ยังพาเอาเรื่อง #ใต้เงาช้าง หรือปัญหาช้างป่าออกหากินนอกพื้นที่ เข้าสู่สภาฯ อย่างต่อเนื่อง
ชวนทุกคนไปทำความรู้จักและหาคำตอบไปด้วยกันกับบทสัมภาษณ์ สส. ท็อป ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ อดีตนักกิจกรรมการเมือง และคนที่ทำงานการเมืองเบื้องหลังมาตลอด ก่อนจะผันตัวมาเป็นผู้แทนราษฎรอย่างเต็มตัว ที่ยังคงติดตามประเด็นช้างป่าในป่ารอยต่ออย่างไม่หยุดยั้ง

ก่อนจะมาเป็น สส.
ท็อป ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ เกิดและเติบโตที่อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ก่อนจะไปเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยที่มหาวิทยาลัยบูรพา ในช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัย ซึ่งเขาได้มีโอกาสทำกิจกรรมการเมืองซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นทำให้เขาเห็นความผิดปกติและเริ่มตั้งคำถามกับการพัฒนาในจังหวัดของตัวเอง
ท็อปบอกว่าตั้งแต่เกิดจนโตระยองที่เขาเห็นแทบจะไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น “ระยองนอกจากรถติดขึ้น โรงงานเยอะขึ้น มีคนที่พยายามมาแสวงหาความเจริญทางงานมากขึ้น คนในพื้นที่เองก็ได้ความเจริญที่ไหลเข้ามา แต่ก็ไม่ได้มีรถโดยสารเพิ่มขึ้น รถโดยสารเดิมที่เคยวิ่ง สมัยผมขึ้นตอน ม.ต้น วันนี้ก็ยังวิ่งอยู่ ตัวเลขอุบัติเหตุก็ยังสูงเหมือนเดิม ไฟบางจุดที่ไม่เคยสว่างตั้งแต่ผมเด็กจนโตก็ยังเป็นอยู่อย่างนั้น บางตระกูลก็ยังคงเป็นนักการเมืองอยู่”
“แล้วก็ตัวเลขที่บอกว่าคนระยองมีรายได้ต่อหัวสูงสุดในประเทศก็ยังเป็นเหมือนเดิมอยู่ แต่คนระยองก็ไม่ได้รวยกันขนาดนั้น เกษตรกรก็ยังไม่ได้รับการสนับสนุน คนปลูกพืชก็ยังทํางานหนักกันเหมือนเดิมไป บริษัทใหญ่ๆ ที่เข้ามาก็ยังไม่ได้เอาสำนักงานเข้ามาอยู่ในระยอง”
นอกจากนั้นท็อปยังบอกอีกด้วยว่า “โครงสร้างของประเทศเรา ก็ไม่เอื้อให้คนเติบโตในบ้านของตัวเอง ไม่เอื้อให้รักในบ้านเกิดของตัวเอง เราอยู่กับประวัติศาสตร์ที่ทุกอย่างเกี่ยวข้องกับกรุงเทพมหานครเท่านั้น ไม่รู้ว่าที่บ้านฉันมีอะไรบ้าง รากเหง้าของฉันคืออะไร และอนาคตของบ้านฉันคืออะไร ก็ไม่รู้ แล้วมันจะนําไปสู่อะไร”
ประสบการณ์ที่เขาเติบโตมาและชีวิตในการเป็นนักกิจกรรมการเมืองผลักดันให้ท็อปเข้าสู่เส้นทางการเมืองโดยเริ่มจากการทำงานเบื้องหลังในฐานะผู้ช่วย สส. รังสิมันต์ โรม ก่อนจะขยับขึ้นมาทำงานเบื้องหน้าในฐานะผู้แทนราษฎรในวันที่ 14 พฤษภาคม 2566

จากเบื้องหลัง สู่เบื้องหน้าของเวทีการเมือง
ท็อป ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ ปรากฏตัวและเป็นที่รู้จักครั้งแรกในฐานะสส. ผ่านป้ายหาเสียงของพรรคก้าวไกล ในฐานะผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 4 อำเภอบ้านค่าย(ยกเว้นตาขัน) ปลวกแดง(ยกเว้นแม่น้ำคู้) วังจันทร์ จังหวัดระยอง
หลังจากชนะเลือกตั้งผู้คนก็เริ่มรู้จักเขาในฐานะส.ส.ที่อุ้มแมวล้มช้าง ตามมาด้วยฉายามากมายอย่าง ส.ส. โคนัน และเริ่มเป็นที่พูดถึงหลังจากที่อภิปรายเรื่องปัญหาช้างป่าออกหากินนอกพื้นที่ในเขตป่ารอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก จนเกิดเป็นแฮชแท็กไวรัลติดเทรนด์ทวิตเตอร์ในสมัยนั้นอย่าง ‘#ใต้เงาช้าง’ กลายเป็นที่สนใจและจับตาของหลายๆ คน
ในการเสนอญัติเพื่ออภิปรายครั้งแรกในสภาของ เขาเลือก ปัญหาการออกหากินนอกพื้นที่ของช้างป่าในเขตป่ารอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออกขึ้นมาพูด ซึ่งจริงๆ แล้วปัญหาเรื่องช้างมีการยกขึ้นมาพูดหลายครั้ง แต่ทุกครั้งมักพูดวนกันอยู่เฉพาะบางประเด็น โดยไม่มีใครพูดปัญหาในแง่อื่นๆ ท็อปบอกว่าการเลือกพูดเรื่องนี้มันเป็นวิธีการมองโลกและเดินเข้าไปหาปัญหาตรงไปตรงมาแบบก้าวไกล
“คือผมเรียกว่ามันคือการเข้าไปในที่มืด มันอาจจะไม่ทําให้พื้นที่เปลี่ยนแปลงแต่อย่างน้อยเราก็เห็นว่ามีอะไรอยู่ตรงนั้นบ้างและการเห็นอาจจะนําไปสู่อะไรบ้าง เราก็ต้องวัดกัน”
“มันอาจจะไม่ได้แก้ปัญหาวันนี้ เพราะว่าการพูดในสภาไม่ใช่อํานาจสั่งการเพื่อสั่งข้าราชการให้ทําอะไร แต่มันคือการประกาศข้อเท็จจริงบางอย่างออกไป
ให้เป็นหนึ่งในองค์ประกอบการตัดสินใจของผู้ที่รับผิดชอบว่าถ้าเขาไม่พิจารณาองค์ประกอบข้อนี้หรือข้อเสนอนี้เขาก็ต้องตอบคําถามสังคมเอาเอง”

เรื่องช้างที่โคตรช้างในสายตาของท็อป
แม้ปัญหาช้างป่ากับชาวบ้านจะถูกพูดวนซ้ำไปซ้ำมา แต่ท็อปมองเห็นว่าถึงเวลาที่จะพูดถึงปัญหาที่แท้จริงอย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจำนวนช้างที่มากเกินการรองรับของป่า เบื้องลึกเบื้องหลังในการบริหารจัดการปัญหา เรื่องทุนหรืองบประมาณที่ซ้อนอยู่ในรัฐซ้อนรัฐอีกที ไปจนถึง ‘มายาคติความเชื่อเรื่องช้างเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมือง’
“ผมก็รักช้าง แต่คนที่อยู่รอบๆ ป่าก็รักชีวิตของเขา ผมต้องพูดแทนพวกเขา”
ทั้งหมดเป็นเหตุผลที่ทำให้สส.ท็อปตัดสินใจยกเรื่องใหญ่อย่างใต้เงาช้างขึ้นมาพูดเป็นเรื่องแรกโดยไม่หวั่นไหวกับผลที่จะตามมา
โดยปัญหาของเรื่องนี้ ท็อปบอกว่าเกิดจาก ‘จำนวนของช้างที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว’ เพราะช้างไม่มีศัตรูตามธรรมชาติ มีรายงานว่าปี พ.ศ.2540 ป่ารอยต่อฯ มีช้างป่า 117 ตัว ในขณะที่ปีพ.ศ. 2566 ป่ารอยต่อฯ มีจำนวนช้างป่าสูงถึง 500 – 800 ตัว ซึ่งเป็นปริมาณที่เยอะเกินการรับไหวของพื้นที่ป่า และแหล่งอาหารที่เพียงพอรับได้ ทําให้ช้างต้องออกมาหาอาหารข้างนอก และเกิดการกระทบกระทั่งกันระหว่างคนกับช้าง
ซึ่งนี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ และหลายๆ พื้นที่ก็เกิดปัญหานี้ไม่ว่าจะเป็น พื้นที่ป่ารอยต่อระหว่างมาเลเซียกับไทย พื้นที่ป่าตะวันตก
“แต่จุดที่วิกฤติหนักสุดคือป่ารอยต่อภาคตะวันออกของเรา” ท็อปกล่าว
“ผมไปลงพื้นที่ ตรงนั้นเป็นหมู่บ้านที่เรียกว่าหมู่บ้านคชานุรักษ์ เขาก็บอกว่า เนี่ย มีช้างตัวหนึ่งออกมาหากินอยู่แถวนี้ประจําชื่อไอ้บิด ช้างตัวนี้ฆ่าไปแล้วสามศพ และยังมีพฤติกรรมก้าวร้าวต่อเนื่องแต่ไม่มีใครทําอะไรได้เลย”

ไม่ว่าคน หรือช้าง นี่คือความรับผิดชอบของรัฐบาล
“ช้างเป็นของประเทศ รัฐบาลเป็นผู้ดูแลทรัพยากรของประเทศ ก็คือต้องดูแลช้าง การที่รัฐบาลดูแลช้างไม่ได้ แล้วปล่อยช้างออกมากระทบกระทั่งกับประชาชนจนเกิดการเสียหายทั้งสองฝั่งเป็นความผิดของรัฐบาล”
“ดังนั้นรัฐบาลต้องทํายังไงก็ได้ให้ทรัพยากรที่ตัวเองดูแลไม่ส่งปัญหาต่อคนอื่น ไม่ให้ช้างกับคนต้องกระทบกระทั่งกัน ไม่ต้องมาพิสูจน์แล้วพิสูจน์อีกว่า ความสูญเสียนี้เป็นความรับผิดชอบของใคร ทั้งการเสียชีวิตของช้างและของประชาชน นี่คือความผิดและความรับผิดชอบของรัฐบาล”
สำหรับทางแก้ปัญหาเรื่องช้างไม่สามารถแก้ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ จำเป็นจะต้องอาศัยความร่วมมือของหลายภาคส่วน ทั้งจากภาครัฐ หน่วยการปกครองท้องถิ่น บทบาทของชุมชน
โดยเขาได้ไล่เรียงให้เห็นแต่ละข้อถึงเส้นทางสู่การแก้ไขปัญหาช้างกับคน นั่นก็คือ
- หน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องช้างต้องได้รับการสนับสนุนให้มีบทบาทหน้าที่ที่ตรงกับปัญหามากพอ เช่น อุทยานมีหน้าที่ดูแลพื้นที่ป่า พื้นที่ป่าถ้าไม่เหมาะสมกับการอยู่กับช้าง แหล่งอาหารไม่พอ ทํายังไงให้พอ ใช้งบเท่าไหร่ถึงจะพอ ใช้กําลังคนเท่าไหร่ถึงจะพอ และพื้นที่แบบไหนถึงเหมาะสมถึงจะพอในการจุช้างตรงนี้ได้ เรื่องเนี้ย อุทยานจะได้ทํามันอย่างจริงจัง โดยที่ไม่ต้องไปกังวลเรื่องการไล่ช้า
- การไล่ต้อนช้างกลับเข้าป่าต้อง อาศัยคนที่รู้จักพื้นที่ซึ่งก็คือชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กํานัน ผู้ใหญ่บ้านที่มีข้อมูลอยู่แล้ว แต่ไม่มีการสนับสนุนที่มากพอสามารถเพิ่มงบได้ไหม? ให้อุทยานเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยสร้างเส้นทางผลักดันช้าง การกระจายอํานาจให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับชุมชน ทําหน้าที่ช่วยผลักดันช้างแทนที่จะให้อุทยานทําทุกอย่าง

- ถัดมาการชดเชยเยียวยาค่าเสียหายต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้งการบาดเจ็บ การเสียชีวิต และพืชผลทางการเกษตรเสียหาย ต้องชดเชยให้เป็นธรรมมากกว่านี้ เพราะ ปัจจุบันค่าชดเชยเยียวยาจากการบาดเจ็บและเสียชีวิตโดยช้างไม่สมเหตุสมผล ลองคิดดูว่า “นั่นชีวิตคนนะครับ ฆ่าช้างตายหนึ่งตัวต้องเสียเท่าไหร่ แต่ทำไมคนตายหนึ่งคนได้แค่เท่านั้น? และบางคนเป็นหัวหน้าครอบครัวด้วยอาจจะได้มากขึ้น แต่ใครจะอยากเอาคนในครอบครัวของตัวเองไปแลกกับค่าชมเชยกับการถูกช้างเหยียบตาย ไม่มีหรอก”
- ปริมาณช้างในป่ามีจํานวนเท่าไหร่เหมาะกับพื้นที่ป่าหรือไม่? ตัวเลขจากทางอุทยานล่าสุดแจ้งว่า 8% ต่อปีคือจํานวนที่เพิ่มขึ้นของช้าง สมมุติว่าถ้าเกิดอุทยานบอกว่า ช้างมีอยู่ 500 ตัวตอนนี้ ถ้าเพิ่ม 8% ทุกปี ภายในสิบปีข้างหน้า ช้าง 500 ตัวนี้จะเพิ่มขึ้นเป็นพันกว่าตัว ถ้าพื้นที่ป่ารับได้ 300 -350 ตัว แล้วช้างพันกว่าตัวนี้จะอยู่ที่ไหนบ้าง รั้วอะไรจะเอาอยู่ พื้นที่ที่ช้างจะออกมาจะขยายมากกว่าเขตป่ารอยต่อแค่ไหนปัจจุบันพื้นที่ที่ช้างออกมารุกทะลุป่ารอยต่อไปถึงปราจีนบุรีเรียบร้อยแล้วและเขตนั้นคือเขตอุตสาหกรรม “ดังนั้นมามายาคติเรื่องที่บอกว่าช้างน่ารักจึงไม่ใช่มายาคติที่ถูกต้องทั้งหมด เราอาจจะต้องสื่อสารกันมากขึ้นว่า ช้างป่า ก็เหมือนหมาป่า ช้างบ้านก็เหมือนหมาบ้าน” สิ่งที่ต้องทำคือลดปริมาณช้างโดยที่ไม่ผิดกฎหมายหรือควบคุมปริมาณการเพิ่มขึ้นของช้างจาก 8% ให้ลดลงมาเหมาะสมกับการที่ช้างก็ได้อยู่ในพื้นที่ของเขาโดยไม่มารุกที่ประชาชน มีแหล่งอาหารที่มากพอในป่า“ตอนนี้การคุมกําเนิดช้างชั่วคราวด้วยยาที่ใช้ได้เจ็ดปีต่อหนึ่งโดส ติดอยู่ที่ อย. ยังไม่ปลดล็อก ซึ่งเรื่องนี้จะต้องมาศึกษากันอย่างจริงจังหรือยังว่าต้องปลดล็อกหรือต้องพัฒนาวัคซีนนี้ขึ้นมาให้มันสามารถใช้งานได้จริง จะยิงจากตรงไหน? ใช้โดรนยิงหรือใช้อะไร? เราต้องมาคุยกันได้หรือยัง”

- การติดตามช้างตอนนี้เราใช้เทคโนโลยีปลอกคอ GPS ติดตามตำแหน่งของช้างของแอฟริกาที่นับว่าเป็นเทคโนโลยีเก่าไปเป็นสิบปี ซึ่งเซิร์ฟเวอร์ก็ไม่ใช่ของเรา และราคา 200,000 – 300,000 แต่สามารถใช้ได้เพียงหนึ่งปี ถ้าส่งสัญญาณบ่อยๆ แบตก็จะหมดเร็วขึ้นๆ ทำให้ไม่เท่าทันเหตุการณ์ บางครั้งกว่าเจ้าหน้าที่กรมอุทยานจะได้รับสัญญาณแจ้งช้างก็เคลื่อนำไปตำแหน่งอื่นเรียบร้อยแล้วซึ่งแนวทางแก้ปัญหาในส่วนนี้ท็อปเสนอใช้เทคโนโลยีที่ดีกว่านี้ในการติดตามช้าง ยกตัวอย่างเช่น ปลอกคอ GPS ที่แจ้งเตือนในรัศมี 1 กิโลเมตร สามารถชาร์ตแบตได้ด้วยตัวเอง มีขนาดเล็กลง มีอายุการใช้งานที่มากขึ้นในระยะเวลา 7-10 ปีให้สอดคล้องกับการฉีดวัคซีน เพราะการจะฉีดวัคซีนหรือติดอุปกรณ์ติดตามช้างทำได้ยากมาก ถ้าจะทำครั้งหนึ่งควรได้ประโยชน์ทั้งสองด้านแต่ถ้าภาครัฐยังไม่เก่งพอ ก็จำเป็นจะต้องหาคนที่เก่งหรือมีศักยภาพมาพัฒนาเรื่องนี้ ซึ่งในปัจจุบันตัวเขาก็ได้มีโอกาสพบกับน้องกวิน ผู้ทําเรื่องปลอกคอติดตามตำแหน่งช้างที่สามารถชาร์ตแบตด้วยตัวเองได้
เมื่อประเทศนี้ต้องเลิกทำตัวเป็นคุณพ่อรู้ดี
ในฐานะสส. ท็อปมองว่ากลไกที่จะช่วยให้เรื่องนี้แก้ไขได้ หนึ่งในสิ่งสำคัญคือการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งผูกกับยุทธศาสตร์ชาติ โดยยุทธศาสตร์ชาติระบุว่า ‘ต้องทําให้คนกับสัตว์อยู่ร่วมกันอย่างสันติและปลอดภัย’ ซึ่งเป็นการเปิดช่องทางให้หน่วยงานที่เป็นองค์กรเอกชนที่เรียกว่ามูลนิธิเข้ามา ซึ่งท็อปมองว่าเป็นเรื่องผิดฝาผิดตัว
“มูลนิธิไม่ใช่ปลายทาง หน่วยงานรัฐต้องเดินได้ด้วยตัวเอง ประสานงานกันเพื่อแก้ปัญหา ภายใต้วาระแห่งชาติหรือการร่วมมือกันของหลายๆ กระทรวง”
สำหรับยุทธศาสตร์ชาติที่เกิดขึ้นมาพร้อมรัฐธรรมนูญปี 60 มีวัตถุประสงค์เพื่อกํากับให้รัฐบาลและหน่วยงานทั้งหมดปฏิบัติตามกรอบที่ถูกบัญญัติไว้ ซึ่งในเรื่องของสัตว์ป่าที่รวมถึงช้าง โดยท็อปอธิบายเพิ่มว่า
“เขาไม่ได้จะเขียนเพื่อให้คนกับช้างอยู่ร่วมกันหรอก แต่ว่าเขียนเป็นกรอบภาพรวมกว้างๆ ว่าคนกับสัตว์อยู่ร่วมกันได้ หมายถึง ห้ามคนไปฆ่าสัตว์ป่า แต่เขาคงไม่ได้คิดว่าจะเกิดปัญหาสัตว์เข้ามาทําร้ายคน”

“เป็นเหตุผลที่ว่าถ้าจะแก้ปัญหาช้างป่าฯ อาจจะต้องแก้ที่ยุทธศาสตร์ชาติ ถ้าจะแก้ยุทธศาสตร์ชาติก็คือต้องแก้รัฐธรรมนูญด้วย กลายเป็นเรื่องช้างถ้าจะแก้เผลอๆ ต้องไปถึงขั้นนั้น ใครจะรู้? ”
ซึ่งสุดท้ายแล้ว ทั้งหมดนี้ ท็อปมองว่าเกี่ยวข้องกับ ‘การกระจายอำนาจ’ ที่เขาเชื่อมาตลอดแล้วก็จะเชื่อต่อไป
“ประเทศไทยต้องการกระจายอํานาจ ให้แต่ละจังหวัดได้ตัดสินใจเองว่าต้องการหรือไม่ต้องการอะไร เราต้องหัดฟังเสียงประชาชนว่าเขาต้องการอะไรก่อน? แล้วรัฐก็ให้การส่งเสริมเรื่องเหล่านั้น หมดเวลาที่ประเทศนี้จะทําตัวเป็นคุณพ่อรู้ดี สั่งให้จังหวัดนี้ พื้นที่นี้พัฒนาแบบไหนแล้ว มันได้เวลาส่งเสริมสิ่งที่พี่น้องประชาชนต้องการได้แล้ว”


