/

ชนสรณ์ เฉียบเอี่ยมเชาน์ : จากเด็กที่ตั้งคำถามต่อการศึกษาไทย สู่ผู้ก่อตั้งพื้นที่การเรียนรู้สาธารณะที่เซฟใจเด็กระยอง

พื้นที่เซฟโซนสำหรับคุณเป็นแบบไหน?

 

แต่หนึ่งในพื้นที่เซฟโซนสำหรับเด็กระยอง คือสิ่งที่เรียกกันเล่นๆ ว่า ‘บ้านเหลือง’ หรือ Converstation ซึ่งเป็นพื้นที่การเรียนรู้สาธารณะของคนเมืองระยอง ที่เด็กๆ หลายคนมาแล้วบอกว่า นี่คือ ‘บ้านที่มีคนคุยด้วย’

พื้นที่แห่งนี้เกิดมาจากความฝันเล็กๆ ของทีม Dot to Dot ที่เริ่มต้นโดย ปอนด์ – ชนสรณ์ เฉียบเอี่ยมเชาน์ ผู้เติบโตมากับการตั้งคำถามต่อระบบการศึกษาไทย จนกระทั่งฝันใฝ่อยากทำโรงเรียนของตัวเอง

ชวนมาฟังเรื่องราวจุดเริ่มต้นของ Dot to Dot จนขยายมาสู่พื้นที่การเรียนรู้สาธารณะในจังหวัดระยองอย่าง Converstation จากชายที่กล้าและบ้าพอที่จะสร้างโรงเรียนในฝันที่ทุกคนจะเสมอภาคกัน ไม่มีใครมีอำนาจเหนือกว่าใครบนแนวคิดของความเป็นประชาธิปไตย และเห็นคุณค่าในความเป็นมนุษย์ด้วยการเคารพในหลากหลาย

อยากรู้ว่าตอนเป็นนักเรียน ปอนด์เป็นยังไง

เราค่อนข้างเป็นนักเรียนที่ตั้งคําถามกับเรื่องที่ตัวเองเผชิญ กับเรื่องที่เรารู้สึกว่าไม่ make sense ตั้งแต่ตอนนั้น  เช่น ทําไมต้องโดนตี ทําไมการบ้านต้องหนัก? ทำไมต้องเรียนพิเศษเพิ่ม เพราะ เรารู้ว่าเรียนแล้วจะได้ทําให้ชีวิตเราดีขึ้น แต่ว่าเราไม่ได้มีทรัพยากรที่จะไปทําให้เราเก่งกว่านี้ เราก็ได้แค่ตามที่โรงเรียนให้มา ตอนนั้นเราไม่มีตังค์ไปเรียนพิเศษอะไร 

ทําไมถึงมาเลือกเรียนคณะทางด้านการศึกษา ?

เพราะเราไปเจอกับความไม่เท่าเทียม แล้วเราก็เจอความงงๆ ของคุณครูบางคน คือ เราไม่อินกับวัฒนธรรมที่คุณครูเขาใช้ ไม่เข้าใจวิธีคิดหลายๆ อย่าง  มันน่าจะทําได้ดีกว่านี้ถ้าเป็นเรา เราจะไม่ทําแบบนี้หรอก เราก็เลยอยากเป็นครูที่ดีกว่าครูที่เราเคยเจอ อันนี้ก็จะเก็บไว้ในใจ เรื่องนี้จะเป็นประมาณหกสิบเปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือเป็นเพราะเราเรียน ปวส.  มันก็จะมีเรื่องเงื่อนไขของเราว่า ปวส. เวลาจะไปเรียนมหาลัยจะต้องหาหลักสูตรที่มันรองรับ ซึ่งไม่ใช่ทุกที่ 

ภาพจาก Dot to Dot

แล้วพอเข้าไปเรียนครูแล้ว วิชาสอนครูเหมือนที่เราคิดไว้ไหม?

จริงๆ เข้าไปแบบที่ไม่คาดหวังเลยนะ ไปแบบน้ําไม่เต็มแก้ว แต่พอเราเข้าไปเจอจริงๆ เราก็เริ่มเชื่อมโยงหลายๆ อย่างได้ เช่น เหตุการณ์ที่เจอในตอนเด็ก อ๋อ มันมาจากตรงนี้นี่หว่า ไอ้โรงเรียนสอนคุณครูนี่แหละจุดเริ่มต้น มันมีวิธีคิดบางอย่างที่ใส่ให้ตั้งแต่ตอนเรียนครูเลย ว่าครูต้องเป็น A B C D แล้วมันก็ถูกทําซ้ำ พอไปเจอเองก็ อ๋อ นี่คือ แหล่งผลิตข้าราชการตัวน้อยทั่วประเทศนี่นา

ภาพจาก Dot to Dot

พอจบมาแล้วทําไมถึงไม่ไปเป็นครู? 

เพราะเราสงสัยตั้งแต่ระบบการสอนครูเลย  ความคิดเรามันเลยไกลออกจากการอยากเป็นครู เราเริ่มตั้งคําถามกับตัวเองว่า อ้าว! แล้วถ้าสอนครูแบบนี้แล้วมันจะแก้ปัญหาที่ตัวเองเราเคยเจ็บปวดตอนเด็กๆ ได้จริงเหรอ? แล้วเราก็รู้สึกว่า ไม่ได้หรอก เพราะฉะนั้นก็เลยเริ่มเทิร์นอัตโนมัติว่าแม้จะเรามีทักษะครู แต่เราคงไม่ได้เป็นครูหรอก แต่ต้องเป็นอะไรสักอย่างที่เราจะแก้ปัญหาได้

ก็เริ่มแบบจะแก้นี้ด้วยวิธีไหนได้บ้างวะ? มองหาวิธีนู่นนี่นั่น จนเจอกระบวนการจัดการชั้นเรียนแบบหนึ่ง ที่เราเจอว่านี่แหละคือ ทางออก ตอนนั้นเรารู้แล้วว่า เราจะแก้ปัญหาเรื่องวัฒนธรรมในห้องเรียน ที่เราว่าโคตรจะสําคัญยังไง เพราะว่าวัฒนธรรมในห้องเรียนแบบที่เป็นอยู่มันบ่มทุกอย่างของเด็กเลยครับ ตั้งแต่การอยู่ร่วมกัน ภาวะที่คุณครูมีอํานาจมากกว่า แล้วเขาจะอยู่ร่วมกับผู้มีอํานาจยังไง? หรือคุณครูควรวางตัวยังไง? 

พอเราเริ่มไปร่วมเวิร์กชอปที่มะขามป้อม เขาสอนสิ่งที่เรียกว่า กระบวนกร (facilitator) เป็นคำที่เราเพิ่งเคยพบ ซึ่งหมายถึงผู้อํานวยการเรียนรู้ ทำหน้าที่อํานวยความสะดวกให้เด็กคนหนึ่งไปจุดหมายของเขาด้วยวิธีไหนก็ได้! 

กระบวนการเนี่ยนําพาให้เราเข้าใจการเรียนรู้เพิ่มขึ้นด้วย คือ ไม่ใช่แค่ครู ครูมันแคบมาก แต่การเรียนรู้กว้างกว่านั้นเยอะ แล้วคาแร็กเตอร์แบบนี้แหละที่โคตรเหมาะกับชั้นเรียนแบบที่เราอยากจะเห็น คุณครูแบบนี้แหละที่โคตรจะให้แรงบันดาลใจเด็กๆ แล้วโคตรจะทําให้เด็กไม่เกลียดการเรียนไปก่อน มันหล่อเลี้ยง passion การอยากเรียนของเด็กๆ ให้อยู่ไปเรื่อย ๆ 

ภาพจาก Dot to Dot

 แล้วจุดเริ่มต้นของกลุ่ม Dot to Dot คืออะไร? 

เรารู้สึกว่าเราไปเจอเหตุการณ์ที่มันเหลื่อมล้ำอย่างเช่น แบบ ข้อสอบมันไม่ได้ออกตามที่สอนในโรงเรียนน่ะ หมายถึงว่าคุณครูออกข้อสอบ ตามเนื้อหาที่ไปสอนในที่พิเศษ แล้วเราก็รู้สึกว่า อ้าว! แล้วเราก็จะเจอเคสว่าเด็กที่ไปเรียนพิเศษกับอาจารย์คนนั้นจะรู้แนวข้อสอบก่อน แต่เราไม่มีเงินไปเรียนแบบนั้น ได้แต่ต้องอาศัยเกาะไปกับเพื่อนที่เรียน มันน่าเศร้าตรงที่รู้อยู่แก่ใจ แต่ตอนนั้นเป็นเด็กทําอะไรไม่ได้ มันก็ได้แต่น้อยใจกับตัวเองหน่อย ความจนเรามันก้อนใหญ่จังเลย  

มันทําให้เรารู้สึกว่าเราไม่กล้าอะไรหลายอย่างมาก ไม่กล้าที่จะเสนอตัวว่าเราทําได้นะเพราะว่าเราก็จะกังวลว่า เอ๊ะ! ที่บ้านเราจะพร้อม ซัพพอร์ตเราเปล่าวะ?  ปกติจะมีได้ไปจีน มีพวกทุน AFS แต่เราก็รู้สึกว่าจบแล้ว จบตั้งแต่เงื่อนไขที่บ้าน ถ้าต้องจ่ายเพิ่มก็ไม่น่าไหว 

เหตุการณ์ที่แต่ละคนเจอทําให้เรารู้สึกว่าไม่ว่ามันจะดีหรือไม่ดี แต่ว่ามันไม่เท่า มันคือความรู้สึกนี้ มันไม่เท่า ไม่ใช่แค่เรื่องเรียน แต่ไม่เท่าตั้งแต่การซัพพอร์ตพื้นฐาน จากเศรษฐกิจที่บ้านแล้ว ทุกอย่างเลย แต่มันต้องแยกแยะหรือเปล่าว่าบ้านเราจน เรารู้อยู้แล้ว แต่มันเป็นปัญหาที่บ้านเราจน หรือว่าปัญหามันอยู่ที่ระบบไม่เวิร์คมากกว่า เราก็เลยคาดหวังกับโรงเรียนว่ามันต้องโอบอุ้มทุกคนสิ รวมถึงเราด้วย กว่าเราจะสอบเข้าได้ยากนะ เราก็รู้สึกว่าเราฉลาดพอจะเข้าได้ เรามีสิทธิ์จะเรียน แต่พอมันไม่เท่าปุ๊บ ทำให้ตั้งคำถามหนัก

ภาพจาก Dot to Dot

กลับไปที่ว่าเรารู้ว่าโรงเรียนไม่เวิร์ก แล้วเราก็รู้ว่าการเข้าไปเป็นครูก็แก้ไม่ได้ แต่เราอยากจะเคลื่อนอะไรบางอย่าง เพราะเรารู้สึกว่า เราทนไม่ได้ที่เด็กจะต้องมาเจอแบบที่เราเจอ โรงเรียนที่มันสร้างปมต่อการเรียนรู้ ซึ่งอันนี้เรากลัวมาก กลัวเด็กไม่กล้าเรียนรู้ อันนี้มัน แย่มากนะ โรงเรียนอะไรผลิตให้เด็กเกลียดการเรียนรู้

ตอนแรกเราเลยเริ่มชวนมุกกับเพื่อนอีกสองคนในมหาวิทยาลัยมารวมตัวกัน ก่อนจะไปเจอแบงค์ที่มีแนวคิดคลิกกัน แล้วก็สรุปกันว่า อยากทําโรงเรียน แล้วพวกเราก็มานั่งคิดกันว่า ถ้าเราจะมีโรงเรียน มันจะเป็นโรงเรียนแบบไหน? คุยกันไปคุยมาก็ตกผลึกกันว่า โอเค เราจะทําพื้นที่อะไรสักที่หนึ่งที่เด็กๆ เข้ามาแล้วจะไม่ได้เจอความรู้สึกแบบโรงเรียน เข้ามาแล้วชิลสนุก ได้เรียนรู้กับเครื่องมือหลายๆ แบบ แต่ตอนช่วงต้น เราก็เริ่มจากการทําเวิร์กชอปการเข้าใจตัวเองเพื่อเก็บตังค์ไปเรื่อยๆ ไว้พอที่เราจะมีตังค์ไปทําโรงเรียนแบบที่เราอยากจะลองทํากันดู แล้วเดี๋ยวถึงตรงนั้นเราจะมาสร้างวัฒนธรรม สร้างหลักสูตร สร้างอะไรกันอีกที

ภาพจาก Dot to Dot

ทำไมถึงชื่อ Dot to Dot?

ชื่อ Dot to Dot มาจากแนวคิดการเรียนรู้เพื่อเข้าใจตัวเองและเข้าใจผู้อื่น แล้วก็มีเซนส์ของการต้องเชื่อมโยงโลกภายในกับโลกภายนอก

โดยโลกภายในก็คือ จิตใจ (mental) ทัศนคติ (attitude) ความหลงใหล (passion) อะไรอย่างงี้ครับ ส่วนโลกภายนอกมันคนละเรื่องกับในโรงเรียนบอก อย่างเช่น โรงเรียนบอกว่า มันมีคนเก่งและคนไม่เก่ง แต่ว่าวิธีการแบ่งคนแบบนี้ใช้บ่อยจนเด็กชิน แล้วก็ซึมซับไปว่าตัวว่าต้องแบ่งคนแค่เก่งกับไม่เก่ง แต่ว่าสิ่งที่เราอยากให้เขาเรียนรู้จริงๆ คือความหลากหลาย หมายถึงเขาควรจะมีสายตามองให้เห็นว่า ใช่ มีคนเก่ง มีคนไม่เก่ง แต่ว่าคุณก็ต้องเห็นด้านอื่นๆ ของเขาให้มันครบด้วย ซึ่งอันนี้สําคัญ เราได้คอนเซ็ปต์เหล่านี้มา แล้วก็มีพี่คนนึงเสนอชื่อนี้มาให้ 

ภาพจาก Dot to Dot

กระบวนการจัดการชั้นเรียนแบบที่ Dot to Dot อยากสร้างเป็นแบบไหน? 

จริงๆ เราก็เพิ่งไปเจอคําหลายๆ คํา ที่โรงเรียนเราไม่สอน มหาลัยเราก็ไม่สอน ก็คือ active learning ที่เด็กๆ จะมีส่วนร่วมและมี ปฏิสัมพันธ์กับกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติที่หลากหลายรูปแบบ เลยลองเอามาใช้ดูว่าเราสามารถสร้างบรรยากาศการเรียนที่ไม่มีทั้งอำนาจของความเป็นครูหรือคนอายุมากกว่า แล้วก็ไม่มีการแบ่งแยกเด็กเก่ง เด็กไม่เก่งได้ไหม? 

แล้วก็รู้สึกว่าอยากให้ชั้นเรียนสนุก ให้เด็กเจี๊ยวจ๊าวได้ เด็กไม่ถูกห้ามไม่ให้ทํานู้นทํานี่ มันอาจมีบ้างเวลาที่ไปรบกวนคนอื่น เป็นชั้นเรียนแบบที่คุณจะทําอะไรก็ได้ แต่ขอแค่คุณไม่ไปรบกวนคนอื่น เราให้อํานาจเขา แต่ว่าเขาจะรับไม่รับมันก็อยู่ที่เขาแล้ว 

คือเรารู้สึกว่ารอบข้างมันจะทําให้เขามองออกเองว่าเขาควรจะทํายังไง เขาก็จะตัดสินใจได้เอง ทุกๆ อย่างที่เด็กแสดงออกมันเป็นสิ่งที่เขาอยากจะทําแบบนั้นจริงๆ 

ภาพจาก Dot to Dot

 เรานิยามตัวเองเป็นอะไรในการทํางาน

มันคือคำว่า ‘กระบวนกร’ แต่มันใหม่สําหรับประเทศไทย เราว่าคําว่ากระบวนกรมันต้องแปลไทยเป็นไทยอีกที แต่จะมีคําหนึ่งที่อาจจะเข้ากับลักษณะ ก็คือตอนที่เรียนมาอาจารย์เขาจะให้นิยามคําว่ากระบวนกรเหมือนกันกับ โค้ช คือมีวิญญาณความเป็นโค้ช ไม่ใช่โค้ชนักกีฬา แต่เป็นโค้ชการเรียน โค้ชที่ทําการอํานวยการเรียนรู้ มันคือเซนส์ในการอํานวยการ

เราว่าเป็นคําที่อธิบายยากมากจริงๆ  เพราะว่าคนทั่วไปก็จะเข้าใจว่าเป็นวิทยากรหรือเป็นครูพี่เลี้ยง หรือเป็นที่ปรึกษา แต่สุดท้ายแล้วปลายทางอยู่ที่ผู้เรียนว่ามองเป็นแบบไหน? เพราะว่าถ้าผู้เรียนเขาเข้าใจกับคำว่าครู เขาก็มองหาครู แต่ว่าด้วยตัวเรา เราไม่ได้เชื่อในเซนส์ของคําคำนั้น เพราะว่าคําว่าครูมันอาจจะนําพาไปไม่ถึง 

หรือจริงๆ ประเทศไทยอาจจะต้องมีการคุยเรื่องนี้เพิ่มขึ้นว่า ครูไม่ใช่ตามนิยามที่ทุกคนเข้าใจนะ ซึ่งภาพนี้มันยังไม่เสร็จ  เราเลยไม่ได้รู้สึกว่าเราเป็นครูนะครับ แต่คนทั่วไปมองได้เลย ไม่ซีเรียสเลย 

ส่วนถ้าในภาพรวมขององค์กรในตอนนี้ก็เป็นองค์กรการศึกษาของนักการศึกษาที่ถนัดเรื่องการออกแบบกระบวนการเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วมที่เต็มไปด้วยเครื่องมือล่ะมั้งครับ

ภาพจาก Dot to Dot

 อยากถ่ายทอดแนวคิดแบบไหนให้เด็กๆ 

ก้าวแรกคอนเซ็ปต์ที่เราเลือกมาใช้ก็คือ เข้าใจตัวเอง เข้าใจผู้อื่น เราใช้ชื่อเวิร์กช็อปแรกของเราว่า ‘กลับเข้าไปหาหัวใจตัวเอง’ เครื่องมือแรกที่เลือกใช้ก็เป็น ‘สถานะใจ’ แต่ว่าพอไปสักพักหนึ่งเราก็เริ่มเจอเนื้อหาที่เด็กควรรู้ เช่น ทักษะศตวรรษที่ 21

ก็เลยค่อยๆ ชัดเจนในตัวองค์กรของพวกเราขึ้นเรื่อยๆว่า เอ้ย! เราเห็นจากผลลัพธ์จากเด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เคยเรียนไป หรือเรื่องอื่นที่สงสัยหรืออยากรู้ เขาจะวนกลับมาหาเรา เรากลายเป็นเหมือนเป็นพื้นที่ที่ยืนยันกลับเขาว่าพวกฉันอยู่ตรงนี้นะ พวกเธอก็กลับมาได้ในทุกๆ เรื่อง เรากลายเป็นความปลอดภัย แบบดีจังเลย อยากให้มีเพิ่มอีก หรือการตอบรับที่แบบคาบเรียนแบบนี้ไม่เคยมีในโรงเรียนนี้มาก่อน 

ภาพจาก Dot to Dot

ถ้างั้นอะไรเป็นความท้าทายในการทํางานตรงนี้? 

ความยากอย่างหนึ่งก็คือ อายุพวกเรามั้งครับ เราเด็กและนั่นก็เป็นงานที่ยากนะ หลายครั้งเวลาดีลงาน เรื่องอายุก็เลยมักสร้างความกังวลใจให้กับคนที่เราไปดีลงานด้วย 

หลายๆ ครั้งก็ไม่ใช่แค่เรื่องอายุ แต่อาจจะเพราะความเป็นคนรุ่นใหม่ด้วย คนจ้างมองแล้วยังรู้สึกไม่มั่นใจ ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นปัญหากับเด็กที่เราไปทำกระบวนการด้วย แต่เป็นปัญหากับองค์กร กับคนที่เราทํางานด้วย 

อีกเรื่องก็คือ มักจะเจอปัญหาว่าคนยังไม่รู้จักเรา ไม่รู้ว่ากระบวนกรคืออะไร ยังไม่เจอเครื่องมือนี้ โดยเฉพาะเวลาไปทำงานต่างจังหวัด เพราะในกรุงเทพฯ เขาอาจจะเคยเจอ อาจจะชิน แต่กว่ามันจะกระจายตัวเดินทางมาถึงต่างจังหวัดก็ต้องใช้เวลา

ส่วนกับเด็กๆ อาจจะมีความท้าทายเรื่องความหลากหลายครับ อาจจะเป็นเรื่องช่วงวัยด้วยส่วนหนึ่ง ค่อนข้างท้าทายทุกครั้งที่เราจะไปทํางานอยู่แล้ว เพราะว่าเราจะกลัว เราจะกังวลว่า ครูจะให้ใครมาเข้าร่วมกับเราบ้าง?  อันนี้จะต่างจากครูเพราะครูจะไม่ค่อยได้มีขั้นตอนนี้ ครูจะรู้แน่ชัดอยู่แล้วว่านักเรียนในห้องเป็นยังไง 

แล้วเราก็ไม่รู้ข้อมูลผู้เรียนแบบละเอียด เช่น ในห้องมีเด็กกี่คน มีผู้หญิงกี่คน ผู้ชายกี่คน? อันนี้เราจะต้องไปเจอหน้างานแล้วทําเลย บางทีก็ต้องเซนส์  ต้องคอยประเมิน ประเมินระหว่างทางไปเรื่อยๆ เพื่อให้เราจัดการชั้นเรียนเราได้ เพื่อเป้าหมายที่จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ในการทำกระบวนการกับเด็กๆ เราคิดว่าทุกคนก็ควรจะได้รับเท่ากันหมดไม่ว่าจะเจอกับความเก่ง ความไม่เก่ง หรือเขาอยากมาหรือเปล่า เราก็ต้องคิดเผื่อ

ซึ่งเป็นการทํางานหน้างานที่ท้าทายพอสมควรเลย 

ภาพจาก Dot to Dot

ในฐานะที่เป็นองค์กรการศึกษากังวลกับปัญหาของเด็กไหนมากที่สุด?

น่าจะเรื่อง สภาพจิตใจ (mental health) ณ ตอนนี้เขาเป็นยังไง กลับไปที่ว่าเขาไม่มีพื้นที่ปลอดภัยที่เขาจะพูดความรู้สึกที่เขารู้สึกได้ ความจริงของเด็กในปัจจุบันเขาประกอบสร้างตัวตน ความเชื่อมาจากสื่อที่เขาเสพเข้ามา แล้วก็พ่อแม่ส่วนหนึ่ง แต่ตอนนี้การเลี้ยงดูของพ่อแม่แย่ลงมาก

หลายๆ ปัญหาที่เราโยนไปว่ามันคือปัญหาของเทคโนโลยี จริงๆ สถาบันแรกคือครอบครัว วินัยก็เริ่มมาจากพ่อแม่เลย คุณจะบอกว่า อ๋อ เด็กมันเกิดมาพร้อมโทรศัพท์ เด็กก็เลยติดเงี้ยเหรอ? อ้าว! แล้วใครยื่นโทรศัพท์ไปให้จับ ก็คือ จริงๆ มันต้องเริ่มจากตัวพ่อแม่นะ แต่พ่อแม่ดันไม่มีวินัยก่อน

ภาพจาก Dot to Dot

แล้วมาเริ่มทำ Converstation ได้อย่างไร? 

จากการที่ Dot to Dot ตั้งเป้าว่าอยากทำโรงเรียน แต่ว่าโรงเรียนที่ว่านี้พอทําไปสักพักหนึ่งก็ไม่อยากใช้คําว่าโรงเรียนเลย เพราะว่ามันจะมีคําอื่นตามมาด้วย อย่างเช่น เสาธง อาคารเรียน คุณครู แล้วพอเราได้กลับมาทํางานแถวๆ ระยองก็เจอกับบริษัท ระยองพัฒนาเมือง (วิสาหกิจเพื่อสังคม) เขาสนใจเรื่องพื้นที่การเรียนรู้เหมือนกัน แล้วเห็นว่าเราอยากทําพอดีก็เลยเกิด Converstation ขึ้นมา

ภาพจาก Converstation

นิยาม Converstation คืออะไร?

Converstation เป็นพื้นที่การเรียนรู้สาธารณะครับ เราไปด้วยความเชื่อว่ามันไม่ใช่แค่พื้นที่ที่มีคุณครู มีหนังสือเรียนถึงจะเรียนได้

ไม่ต้องมีปัจจัยพวกนี้คุณก็เรียนรู้ได้ เช่น เรื่องที่ชอบเล่าติดปากมาก คือ คุณไปคอนเสิร์ตรอบแรก คุณกินเหล้าแล้วคุณเละเลย รอบสองคุณจะไม่เละเท่าเดิมหรอก เพราะคุณเรียนรู้แล้วไง ใช่ปะ งั้นการไปคอนเสิร์ตยังเรียนรู้เลย ถ้างั้นแล้วอะไรบ้างที่ทําให้ได้เรียนรู้ สรุปก็คือ ทุกอย่าง 

แต่ขอแค่ไปร่วมเหตุการณ์ตรงนั้นเสร็จแล้วมีการคุยที่มีคุณภาพ ได้คุยเพื่อถอดบทเรียนกัน นี่เลยเป็นที่มาของการรวมเครื่องมือการเรียนรู้หลายๆ แบบ บอร์ดเกมเราก็นับเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ เมื่อก่อนเรามีโรงภาพยนตร์ก็เป็นเครื่องมือการเรียนรู้ หนังสือก็เป็น

ก็คือคุณไปร่วมกิจกรรมก่อน ร่วมเสร็จแล้วมาคุยกัน นี่แหละวิถีการเรียนรู้แบบที่ Converstation หรือ dot to dot เชื่อ 

ซึ่ง Converstation เป็นพื้นที่ที่เราไม่ได้มีกรอบ หรือเป้าหมายสูงสุดไว้ว่าเด็กต้องเข้ามาเรียนรู้อะไร แต่เราจะให้เขาเป็นคนบอกว่าอยากเรียนรู้อะไร แล้วเราถ่ายทอดแบบนั้น ตอนนี้ Dot to Dot เดินทางมาประมาณ 5 ปี (ในปี 2024) เรามีพื้นที่การเรียนรู้เร็วกว่าแผนไปสองปี จริงๆ พื้นที่นี้ก็สามปีแล้ว มันก็เกินคาด คือ ทุกวินาทีของชีวิตตอนนี้เกินความฝันไปมาก

ภาพจาก Converstation

หัวใจของการศึกษาที่ Dot to Dot เชื่อจะกรอบสร้างเด็ก หรือสังคมให้เป็นอย่างไร? 

เราเชื่อในประชาธิปไตย เราศรัทธาในประชาธิปไตย เพราะงั้นโลกที่เราอยากจะเห็นคือ โลกที่เป็นประชาธิปไตย

โลกที่เคารพความหลากหลาย ไม่ไปละเมิดสิทธิใคร แล้วลืมในสิทธิของตัวเอง แต่ประเด็นคือ ไอ้ที่ว่ารู้สิทธิอะ เรารู้ครบทุกอย่างไหม เพราะเราไม่ได้ถูกสอนให้เรารู้ เหมือนกับที่เราชินกับปัญหาในโรงเรียน เราไม่ได้ตั้งคําถาม เราทําตามกฎที่มีมาอยู่แล้ว ซึ่งไอ้เรื่องแบบนี้เราไม่รู้ว่ามันจะแก้ยังไง

แล้วฟังก์ชั่นของประชาธิปไตยอย่างหนึ่ง ก็คือ คุณต้องอยู่ร่วมกับคนที่เห็นไม่ตรงกับคุณได้ คือแบบว่า เธอจะเอาประยุทธ์ แต่เราไม่เอาแม้จะเห็นไม่ตรงกัน แต่เรานั่งอยู่ในห้องเดียวกันได้โดยที่เราไม่ทำร้ายร่างกายใส่กัน

ซึ่งภาพนี้ยากนะกับคนไทย เราพยายามจะสร้างวัฒนธรรมนั้นอยู่ทุกครั้งที่เราทําคลาส ทําเวิร์กชอปมันก็จะมีทั้งคนเห็นด้วย คนไม่เห็นด้วยอยู่ตรงนั้น แล้วการที่เราจะทํายังไงให้คนสองคนนี้อยู่ในพื้นที่นี้แบบที่สบายใจได้ คำตอบคือ การไม่ตัดสินกัน การต้องเข้าใจตัวเอง

 

ต้องฟังมากพอที่จะไม่ตัดสินเขา ไม่ต้องเกลียดเขา แล้วแยกแยะให้ได้ 

ภาพจาก Dot to Dot

 

written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR