ในวันที่ฤดูกาลผันเปลี่ยนเข้าสู่หน้าร้อน เมื่อพูดถึงเรื่องค่าไฟในวันนี้ หลายๆ คน คงจะมีรีแอ็กชันพร้อมกับพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ทำไมมันถึงแพงได้ขนาดนี้”
และถึงแม้รัฐบาลจะแก้ปัญหา ‘ค่าไฟแพง’ ผ่านการเปลี่ยนสูตรคำนวณค่าไฟ แต่ประชาชนหลายคนกลับรู้สึกว่าจำนวนเงินที่จ่ายไปก็ไม่ได้หนีไปจากเดิมเท่าไหร่ ซึ่งหนึ่งทางเลือกที่หลายครัวเรือนเริ่มหันมาสนใจกันมากขึ้น คือการติดตั้ง ‘โซลาร์เซลล์’ โดยใช้พลังงานหมุนเวียนจากแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นการลงทุนในระยะยาวที่จะช่วยให้ประชาชนมีอิสรภาพจากค่าใช้จ่ายด้านพลังงานมากขึ้น
ไม่เพียงเช่นนั้น การใช้พลังงานเพื่อการผลิตไฟฟ้าในปัจจุบันนั้น มาจากเชื้อเพลิงที่เป็น ‘พลังงานฟอสซิล’ ไม่ว่าจะเป็น ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ หรือการนำเข้า LNG จากต่างประเทศ ซึ่งทั้งหมดนี้คือพลังงานที่กำลังทำร้ายโลกจากการปลดปล่อยมลพิษจำนวนมาก นำ
มาสู่ประเด็นที่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในภาคตะวันออก อย่างการเป็นพื้นที่รองรับมลพิษจากการผลิตไฟฟ้า หรือต้องสูญเสียวิถีชีวิตดั้งเดิมไปเพื่อการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เพื่อรองรับกระบวนการผลิตไฟฟ้า อย่างเช่น โรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่อำเภอเขาหินซ้อน จังหวัดฉะเชิงเทรา หรือท่าเทียบเรือ LNG ที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง
ชวนไปคุยกับ อ้อย – อรชา จันทร์เดช หนึ่งในผู้ขับเคลื่อนด้านพลังงานหมุนเวียนในภาคตะวันออก ผ่านโมเดลการทำ ‘ธุรกิจเพื่อสังคม’ ด้วยการติดตั้งโซลาร์เซลล์ และการอบรม ‘ช่างชุมชน’ ในนาม แสงสุรีย์ พาวเวอร์ จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่เป้าหมายคือการขยายเรื่องการใช้พลังงานหมุนเวียนไปทั่วทั้งภาคตะวันออก พร้อมๆ กับขยายความคิดของผู้คนให้เห็นความเป็นไปได้ของการใช้พลังงานหมุนเวียน และเข้าถึงพลังงานอย่างเท่าเทียม

จุดเริ่มต้นของการทำงานเกี่ยวกับพลังงานหมุนเวียนคืออะไร
หลังจากที่เรากลับมาอยู่บ้านที่จังหวัดปราจีนบุรี ก็ได้รับการชักชวนจากเพื่อนๆ ภาคประชาสังคม เลยได้มาทํางานด้านอาสาสมัคร (Volunteer) ในหลายประเด็นค่ะ ทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องชุมชน เรื่องอาชีพอะไรก็ว่ากันไป
เริ่มเข้าสู่วงการจริงๆ ก็น่าจะประมาณเมื่อปี พ.ศ. 2558 – 2559 ตอนนั้นเป็นช่วงที่เจอสารปรอทในคลองชลองแวง ตําบลท่าตูม อําเภอศรีมหาโพธิ์ จังหวัดปราจีนบุรีค่ะ ซึ่งสันนิษฐานว่ามาจากโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งนึงที่บริเวณนั้นจากการทำข้อมูลร่วมกับมูลนิธิบูรณะนิเวศ แล้วก็ร่วมกับชุมชนที่อยู่โดยรอบพื้นที่ค่ะ
สิ่งที่เราได้ทํากับร่วมกับพี่น้องชาวบ้าน เราว่ามันทําให้เกิด Empowerment เนอะ ถึงแม้มันจะไม่ได้ช่วยในการแก้ไขปัญหาทั้งหมด ตอนหลังๆ มา พอเกิดอะไรขึ้นกับพื้นที่เขา เขาก็ลุกขึ้นมาเรียกร้องเองทันที เขากล้าที่จะเรียกร้อง กล้าที่จะพูดถึงความไม่เป็นธรรมมากขึ้น ซึ่งประเด็นนี้ก็เป็นงานแรกๆ ที่ทำให้เรารับรู้ได้ว่า เห้ย! มันมีเรื่องแบบนี้ในสังคม ก่อนหน้านั้นเราไม่ได้รู้สึกว่าโลกภายนอกมันมีปัญหา จนกระทั่งวันนึงออกจากงานประจำแล้วกลับมาอยู่บ้าน เราก็ค้นพบว่ามันมีเรื่องพวกนี้ด้วย แล้วปัญหามันเยอะแยะมากมายเลย ก็เลยเริ่มเข้ามาในภาคประชาสังคมทีละนิดๆ จนถึงปัจจุบันค่ะ
กระทั่งมารู้จักกับพี่ นันทวรรณ หาญดี ที่เป็นผู้ประสานงานเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกฉะเชิงเทรา นอกจากจะทำเรื่องเกษตรอินทรีย์ เขายังพูดเรื่องมลพิษจากโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เขาหินซ้อนอีกด้วย เราก็เข้าใจเลยว่าเรื่องมลพิษ เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องเกษตรอินทรีย์ ทุกอย่างมันคือเรื่องเดียวกัน มันไม่ใช่แบบว่าคุณทําเกษตรอินทรีย์แล้วคุณจะแยกส่วนบอกว่าคุณไม่ต้องพูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องมลพิษก็ได้ แบบนั้น
ซึ่งทางเครือข่ายฯ เขาก็มีคํา มีมอตโต้ของเขาว่า ‘ฉะเชิงเทราเป็นพื้นที่ผลิตอาหารไม่ใช่ฐานอุตสาหกรรม’ แต่ว่าเราไม่ได้บอกว่าเราจะฟรีซอุตสาหกรรมนะ อุตสาหกรรมสารถมีได้แต่มันจะเป็นอุตสาหกรรมที่ร่วมกันดูแลรับผิดชอบ เหมือนคุณมาจากที่อื่น คุณมาใช้พื้นที่บ้านเรา คุณมาใช้ทรัพยากรบ้านเรา คุณควรจะร่วมรักษาแล้วก็ร่วมดูแลกับมันใช่ไหม? ถ้ามันยังอยู่คุณก็ยังอยู่ได้ ชุมชนก็ยังอยู่ได้ คนตะวันออกก็อยู่ได้ อยู่กันได้แบบดูแลซึ่งกันและกัน
เราก็เลยคิดว่าถึงเราจะสร้างรูปธรรมขึ้นมาแล้วจากการขับเคลื่อนด้านเกษตรปลอดภัย แต่มันยังมีด้านพลังงานอีกด้วย พอเราพูดว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินมีมลพิษ เรามักจะถูกถามว่าถ้าไม่เอาแบบนี้แล้วคุณจะเอาอะไร ซึ่งจริงๆ แล้วมันยังมีพลังงานสะอาด มีพลังงานหมุนเวียนรูปแบบอื่นๆ อีกเยอะ ที่รัฐบาลควรสนับสนุน แต่รัฐกลับไม่ส่งเสริมสิ่งเหล่านี้ แต่เลือกสนับสนุนการใช้พลังงานฟอสซิลที่เป็นพลังงานไม่สะอาด พวกเราก็เลยคุยกันว่าเราก็น่าจะทําเรื่องนี้กันให้เป็นเรื่องเป็นราว เป็นรูปธรรม ไหนๆ เราก็ทําเรื่องทั้งเรื่องเกษตร เรื่องสิ่งแวดล้อมแล้ว ก็คิดว่าถ้าเราทําเรื่องพลังงาน แต่เป็นในแง่การสนับสนุนให้เกิดการใช้พลังงานหมุนเวียนมันก็น่าจะดี
แล้วสถานการณ์ด้านพลังงานภาคตะวันออกในมุมมองของคุณเป็นยังไง?
เริ่มจากโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ฉะเชิงเทรา ถึงแม้ว่าเขาจะหยุดการใช้ถ่านหิน แต่สุดท้ายเขาก็จะเปลี่ยนไปใช้ LNG ซึ่งก็ถือว่าเป็นพลังงานฟอสซิล แต่หลายๆ ที่พยายามใช้วาทกรรมว่า ‘ก๊าซธรรมชาติ’ ซึ่งในข้อเท็จจริจแล้วก็เป็นพลังงานที่ไม่สะอาดและทำให้โลกร้อนอยู่ดี แล้วมันก็เป็นต้นเหตุอย่างนึงที่ทําให้ค่าไฟแพงด้วย เพราะฉะนั้นอะไรแบบนี้เราคิดว่ามันไม่จําเป็นต้องใช้พลังงานฟอสซิลก็สามารถทำได้
ทุกวันนี้ถ้าเราดูข่าวเราจะเห็นว่ากากมลพิษ มันถูกทิ้งไว้หลายที่มากในภาคตะวันออก ในจังหวัดปราจีนบุรีนี่เยอะมาก พวกกากถ่านหินอะไรพวกนี้ และเราก็ไม่รู้หรอกว่ามันมาจากที่ไหนบ้าง รวมไปถึงการขยายตัวของท่าเรือ LNG ที่ระยอง ที่มันขยายลงไปในทะเล และต้องมีการถมทะเล ซึ่งคุณไม่ได้คิดถึงว่าธรรมชาติ ระบบนิเวศน์ ปลาเอยอะไรเอยมันหายไปเท่าไหร่ ชาวบ้านที่เคยหาปลาได้ก็หาไม่ได้ มันไม่ได้สูญเสียแค่ทรัพยากรธรรมชาติ มันสูญเสียวัฒนธรรมของชุมชนท้องถิ่นไปด้วย ชุมชนที่รายได้มันหายไปเขาก็ต้องย้ายถิ่นฐาน ชุมชนพื้นเมืองจริงๆ มันล่มสลาย
เราเลยคิดว่า ถ้าเราทําเรื่องพลังงานหมุนเวียน แล้วเราผลักดันมันอย่างเป็นรูปธรรมได้ มันก็น่าจะทำให้เรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ของภาคตะวันออกในอนาคตลดลงไปด้วย

จากคนทำงานขับเคลื่อนทางสังคม มาสู่ธุรกิจเพื่อสังคมอย่าง ‘แสงสุรีย์ พาวเวอร์’ ได้ยังไง
มันเกิดจากการรวมตัวกันของคนที่ขับเคลื่อนด้านพลังงานที่เป็นธรรม ที่อยู่ในหลากหลายสาขาอาชีพในฉะเชิงเทรา ตั้งวงคุยกันว่าเราน่าจะทําอะไรที่มันเป็นรูปธรรมขึ้นมา ในขณะเดียวกันก็ขับเคลื่อนเรื่องพลังงานที่เป็นธรรมไปด้วย ซึ่งถ้าจะขับเคลื่อนเรื่องนี้ได้ เราต้องมีรูปธรรมให้ทุกคนเห็นว่า ถ้าเราไม่ใช้พลังงานฟอสซิลแล้วเราจะใช้อะไร ก็เลยคุยกันว่าถ้างั้นเราควรจะมาลงทุน และเป็นผู้ประกอบการด้านพลังงานแสงอาทิตย์จากธุรกิจโซลาร์เซลล์ พอสรุปได้แบบนั้นก็ตกลงกันว่าจะทำบริษัทที่จดทะเบียนเป็นธุรกิจเพื่อสังคม หรือว่า SE (Social Enterprise) และตั้งชื่อว่า แสงสุรีย์ พาวเวอร์
เราทํางานสองเรื่องเนอะ อันแรกก็คือทํางานขับเคลื่อนในประเด็นพลังงานหมุนเวียนในเชิงนโยบายระดับจังหวัด ร่วมกับองค์กรอื่นๆ เราพยายามจะชวนทุกๆ องค์กรในจังหวัด โดยใช้ชื่อเครือข่ายว่า ฉะเชิงเทรา RE-Power ชวนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชนร่วมขับเคลื่อนเรื่องนี้ด้วยกัน ซึ่งตอนนี้มีนโยบายของภาครัฐเรื่อง Net-Zero (นโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก) ด้วย
อันที่สองคือการเป็นผู้ประกอบการด้านพลังงานหมุนเวียน ในโมเดลธุรกิจเพื่อสังคม เพื่อผลักดันให้พลังงานหมุนเวียนเข้าถึงประชาชนหรือชุมชนที่มีความพร้อม ก่อนที่จะนำกำไรที่ได้มาไปสนับสนุนกลุ่มเปราะบางต่อไปค่ะ
‘แสงสุรีย์พาวเวอร์’ มีเป้าหมายยังไงต่อไป
เป้าหมายคือการขยายการใช้พลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน โดยเริ่มต้นจากธุรกิจโซลาร์เซลล์ แต่ในขณะเดียวกัน เราคิดว่าเราจะสร้าง ‘ช่างชุมชน’ เพื่อที่จะคอยดูแลระบบของโซลาร์เซลล์
ถ้าเราไปเห็นที่อื่นๆ เวลามีโครงการเหล่านี้ก็คือมาสร้างให้เสร็จแล้วอาจไม่มีคนดูแลระบบโซลาร์เซลล์ ปีนึงพอมันพังแล้วทุกคนก็เลิกใช้ แล้วก็เกิดเป็นมายาคติว่ามันอาจจะใช้ได้ไม่ดี ซึ่งข้อเท็จจริงคือคุณอาจไม่ได้สอนวิธีการใช้ ไม่ได้สอนวิธีการซ่อมบํารุงให้แก่คนในชุมชน อันนี้คือปัญหาที่เราเจอกับชุมชนหลายๆ ชุมชน
เพราะฉะนั้นแสงสุรีย์พาวเวอร์ ก็จะมีข้อต่างอยู่ตรงนี้คือ เราไปที่ไหน เราก็จะอบรบช่างไปด้วย โดยมี บริษัท เก็บตะวัน จำกัด ของภาคใต้ มาเป็นพี่เลี้ยงให้เรา แล้วเราก็ทํางานต่อกันในพื้นที่ด้วยการสนับสนุนให้เกิดช่างชุมชนเพื่อที่จะขยายเรื่องนี้ แล้วเราเองก็ไม่ได้คิดว่าแสงสุรีย์พาวเวอร์จะเป็นผู้ประกอบการรายเดียวเนอะ เรารู้สึกว่าช่างที่อยากจะเติบโต ก็สามารถไปเป็นผู้ประกอบการได้ โดยทํางานร่วมกัน แล้วมันอาจจะเกิดการขยายตัวมากขึ้นต่อไปเรื่อยๆ อะไรแบบนี้ค่ะ

การเป็น ‘ธุรกิจเพื่อสังคม’ ด้านพลังงาน สำคัญยังไงในภาคตะวันออก
เราคิดว่าเป้าหมายของเรามันไม่ได้ไปถึงบริษัทใหญ่โตขนาดนั้น เราต้องการสร้างพื้นที่ในจังหวัดฉะเชิงเทราให้กับชุมชน กลุ่มเกษตรกร หรือผู้ที่เป็นผู้ประกอบการขนาดเล็ก เราก็เลยคิดว่าตั้งเป็นเป็นธุรกิจเพื่อสังคม และกําไรส่วนหนึ่งของเราก็นำมาสนับสนุนกลุ่มเปราะบาง เช่น อาจจะมีกลุ่มผู้สูงวัยที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ หรือมีใช้แต่ว่าไม่ได้มีเงินจ่ายค่าไฟอะไรแบบนี้ ผลกําไรก็จะกลับมาสู่คนกลุ่มนี้ ผ่านการติดแผงโซลาร์เซลล์ให้แก่ครัวเรือนนั้นๆ
เราคิดว่าเราไม่ได้ไปติดตั้งแค่โซลาร์เซลล์เนอะ แต่เราไปติดตั้งความคิดด้วยว่าทําไมค่าไฟมันถึงแพง ก็ต้องเล่าให้เขาฟังว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราทําอยู่ เราคิดว่าทํายังไงถึงจะเกิดการขยายตัวของคนที่จะพูดเรื่องพลังงานหมุนเวียน คือไม่ใช่แค่ไปติดตั้งแล้วจบ คุณได้ใช้ไฟในราคาถูก แต่เราพยายามไปข้างหน้าต่อว่าเราต้องการใช้ไฟราคาถูกเพราะอะไร แล้วเรากําลังจะสนับสนุนให้มันเกิดอะไรขึ้นต่างหาก
ถ้าเราทําให้มันเป็นรูปธรรมขึ้นมาได้ รัฐบาลก็ต้องทําได้ด้วย เราเป็นผู้ประกอบการรายเล็ก ทุนเราน้อยกว่า เรายัง สามารถเริ่มสิ่งเหล่านี้ได้ แต่ในขณะที่รัฐ ซึ่งอาจจะเป็นในนาม อบต. เทศบาล หรือจังหวัดก็ได้ ทําไมสิ่งเหล่านี้ถึงยังไม่เป็นนโยบายที่ใช้สนับสนุนประชาชนในพื้นที่
ช่วยยกตัวอย่างพื้นที่ที่เป็นโมเดลด้านพลังงานหมุนเวียน ที่แสงสุรีย์พาวเวอร์เข้าไปมีส่วนร่วมหน่อย
โมเดลที่เราทําเนี่ยค่ะ เป็นการใช้พลังงานโซลาร์เซลล์กับประปาชุมชน ที่บ้านยางแดง ต.คู้ยายหมี จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งเมื่อก่อนนี้เขาขาดทุน คือชุมชนต้องจ่ายค่าไฟประมาณ 6,000 – 8000 บาท/เดือน แล้วเก็บค่าน้ำได้ไม่ถึงเป้า ซึ่งเขาก็มาคุยกันว่า ใช้เงินกองทุนชุมชนเพื่อมาติดตั้งโซลาร์เซลล์ เพื่อใช้กับระบบปั๊มน้ำประปา หลังจากติดตั้งมาตอนนี้ประมาณ 6 เดือนค่าไฟจาก 6,000 – 8,000 บาท เหลืออยู่ที่ประมาณ 3,500 บาท ในเดือนแรกมันก็เป็นการเก็บข้อมูลเนอะ วิธีการใช้โซล่าเซลล์กับการใช้น้ำมันต้องสัมพันธ์กัน ต้องดูพฤติกรรมการใช้น้ำของผู้คนด้วย แล้วหาทางแก้ต่อไป พอเดือนต่อๆ มามันก็ลดลงเหลือประมาณ 2,000 กว่าบาท
อีกอันที่คิดว่าประสบความสําเร็จ คือที่สํานักงานของสมาคมเกษตรกรรมทางเลือกฉะเชิงเทรา ที่นี่เคยเสียค่าไฟเดือนนึงประมาณ 3,000 บาท โดยที่ไม่ได้ใช้งานเต็มที่ ไม่ได้ใช้แอร์ไม่ได้ใช้อะไรนะ หลังจากติดตั้งโซลาร์เซลล์ ตอนนี้ค่าไฟเหลือ 175 บาท แล้วก็มีที่สวนวนเกษตรผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม ตอนนี้เหลือค่าไฟแค่เดือนละ 200 – 300 บาท จากหมื่นกว่าบาท
จริงๆ แล้วถ้าเราลงทุน สมมติว่าถ้าใช้ทั้งระบบอย่างของสวนวนเกษตรฯ เต็มระบบเลยก็ประมาณ 300,000 กว่าบาทแต่ 300,000 กว่าบาทเนี่ยคุณจ่ายค่าไฟแค่เดือนละไม่กี่บาท ประมาณ 4 ปีคุณก็คุ้มทุนแล้ว ที่เหลือคุณก็เป็นอิสระ ไม่ต้องมาเสียค่าไฟแพงๆ แล้ว

พอเริ่มต้น แสงสุรีย์ พาวเวอร์ มาเจอปัญหาหรืออุปสรรคอะไรบ้างไหม
เริ่มจากเรื่องเล็กๆ ก่อน เช่น โซลาร์เซลล์พอใช้ไปสักพักหนึ่ง ค่าไฟมันเด้งสูงขึ้น เนื่องจากว่าแผงโซลาร์เซลล์มันมีฝุ่น ถ้าเราติดตั้งอยู่ริมถนน ข้อควรระวังอันนึงก็คือฝุ่นเกาะแผงโซลาร์เซลล์ แล้วทําให้ประสิทธิภาพของแผงลดลง ทําให้รับไฟได้ไม่เต็มที่ จนกระทั่งเราไปเจอว่าปัญหามันคือแบบนี้ ก็จัดการล้างแผงฯ ค่าไฟก็กลับมาลดลงเท่าเดิม เหมือนเราทําไปด้วย เรียนรู้ไปด้วย แล้วก็แลกเปลี่ยนกับผู้ใช้อะไรแบบนี้ค่ะ
เรื่องการสร้างช่างชุมชน เราก็พยายามจะสนับสนุนให้คนที่เป็นช่างชุมชนได้เรียน ได้อบรบตามหลักสูตรของการบำรุงโซลาร์เซลล์ แต่ด้วยเวลา ด้วยอะไรหลายๆ อย่าง ซึ่งหมายถึงว่าคนที่เข้ามาเป็นช่างชุมชนก็มีอาชีพของเขาอยู่แล้วด้วย เพราะเป็นคนในชุมชนนั้นๆ อย่างเนี้ยค่ะ มันก็อาจจะทําให้เค้าไม่มีเวลาไปอบรม ไป certificate เกี่ยวกับเรื่องโซลาร์เซลล์ เป็นเรื่องหนึ่งที่เรากําลังพยายามจะผลักดันให้มันไปต่อได้ ซึ่งในอนาคตก็มีแผนที่จะติดต่อกับสถาบันการศึกษาอาชีวะเพื่อให้เกิดหลักสูตรการอบรมน้องๆ นักเรียน นักศึกษา ด้วย
อีกเรื่องนึงคือเรื่องเงินทุน หมายถึงว่ามีคนอยากติดตั้งเยอะ มีคนอยากใช้เยอะ เพราะใช้แล้วมันจ่ายถูก แต่ว่าต้นทุนการติดตั้งมันยังสูงอยู่ เพราะฉะนั้นเวลาที่เขาอยากติดตั้ง แต่เขาไม่มีเงินมากพอ ข้อนี้ก็เป็นข้อนึงที่เราคิดว่าจะทํายังไงต่อไปให้มีสถาบันการเงินที่ให้กู้ยืมเพื่อการติดตั้งได้
รวมไปถึงระบบการทำงานของหน่วยงานรัฐที่ยังไม่ได้สนับสนุนเรื่องนี้อย่างเต็มที่ และอาจยังไม่มีความเข้าใจในเรื่องนี้มากพอ ที่ถึงแม้ว่าจะมีโครงการที่มาจากนโยบายหรือคําสั่งจังหวัดก็ตาม แต่มันเป็นนโยบายแบบแข็งๆ หมายถึงว่าถ้าจะไปติดตั้งให้เกษตรกร เขาจะมีรูปแบบเดียว แต่ว่าจริงๆ แล้วการติดตั้งมันไม่ได้มีรูปแบบเดียวนะ เรื่องโซลาร์เซลล์มันต้องไปดูความต้องการของชุมชน ของคนที่ใช้ แล้วมันต้องติดตั้งตามความต้องการของคนใช่ไหม แต่เวลาหน่วยงานมาด้วยแพ็คเกจเนี่ย เขาไม่ได้มาถามคนที่จะใช้ว่า ใช้อะไรบ้าง แต่เค้าจะมาด้วยแพ็คเกจของเขามาติดตั้ง
ที่สําคัญก็คือรัฐไม่ได้ดำเนินการเอง แต่ใช้บริษัทคู่สัญญามาติดตั้งให้ แล้วเวลาที่เกิดปัญหาชุมชนจะไปหาบริษัทอื่นมาซ่อมแซมไม่ได้นะ ต้องใช้บริษัทนี้ที่เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานหลักเท่านั้น จนกว่าจะหมดสัญญาเท่านั้นถึงจะเข้าไปแก้ไขหรือปรับปรุงซ่อมแซมระบบเองได้
ปัญหาหลักๆ มันคือคุณมาด้วยนโยบายแข็งๆ แบบนี้ มันไม่มีความยืดหยุ่น คือคุณไม่ได้มาตามความต้องการของเกษตรกรหรือของผู้ใช้แต่มาบนความต้องการที่คุณต้องเอาแบบนี้เท่านั้นน่ะ ซึ่งจริงๆ แล้วอาจจะไม่ได้เข้าใจปัญหาเลย

ตอนนี้การเดินทางของแสงสุรีย์ พาวเวอร์ อยู่ขั้นไหนแล้ว
เราคิดว่าอยู่ในขั้นของการพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งเราก็มียุทธศาสตร์ระยะยาวที่ค่อนข้างชัด แต่ว่าเราดำเนินกิจการมาได้ 1 ปีเนอะ เพราะฉะนั้นจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ปีที่แล้วเราเห็นปัญหาอะไร เราก็จะนํามาต่อยอดในปีนี้แล้วก็คิดว่าจะพัฒนาเพิ่มขึ้นต่อๆ ไป ระหว่างทางก็อาจจะเจอเพื่อนที่เห็นแบบเดียวกันกับเราเพิ่ม หรือประสบการณ์ใหม่ๆ เพิ่มค่ะ (ยิ้ม)
รู้สึกยังไงที่ได้ขับเคลื่อนเรื่องพลังงานหมุนเวียนในภาคตะวันออก
เราคิดว่าสิ่งที่เราทํามาในช่วงระหว่าง 6-7 ปีที่ที่อยู่ในวงการภาคประชาสังคม หรืองานอาสาสมัคร สิ่งที่เราเห็นมาทั้งหมดทำให้เราคิดว่า เราต้องสร้างรูปธรรม สร้างต้นแบบให้เขาเห็น เวลาเราพูดหรือเราทําอะไร เวลาเราไปร้องเรียน หรือเราไปยืนยันเรื่องอะไรสักเรื่อง เรามักจะยืนยันด้วยข้อมูล แต่มันไม่มีอะไรที่ทำให้เขาเห็นว่าถ้าคุณไม่เอาแบบนี้ แล้วคุณจะเอาอะไร ถ้าคุณไม่ทําแบบนี้ แล้วคุณจะทําแบบไหน
พวกเราก็เลยคิดว่าถ้าเราพูดเรื่องเราไม่ต้องการพลังงานจากฟอสซิล เราก็ต้องทําพลังงานสะอาดให้เขาเห็น เพราะฉะนั้นวันนี้ กับ แสงสุรีย์พาวเวอร์ สิ่งที่รู้สึกคือ เฮ้ย! เราน่าจะมาถูกทางแล้วล่ะ เพราะว่าเรื่องอาหารเราก็ทํา กลุ่ม 304 กินได้ เพื่อขยายให้เห็นว่าพื้นที่ผลิตอาหาร มันสําคัญไม่แพ้พื้นที่อุตสาหกรรมเลย แต่ถ้าพูดถึงเรื่องพลังงาน ก็คิดว่าถ้าเราเห็นปัญหาเรื่องโลกร้อน โลกเดือด เราก็ต้องทําเรื่องนี้
พอเราพูดเรื่องพลังงาน มันไม่ใช่แค่พูดเรื่องพลังงาน แต่ทุกเรื่องมันเชื่อมโยงกับทุกสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา ทุกสิ่งที่มันกําลังเกิดไม่ว่าจะเป็นเรื่องมลพิษ เรื่อง EEC เรื่องโลกร้อน เรื่องเกษตร เรื่องพลังงาน หรืออาจจะมากกว่านี้ การใช้ชีวิตของเรา เราคิดว่ามันเชื่อมโยงกันหมด ก็คิดว่ามาถูกทางนะ
คนรุ่นเราๆ เองก็รู้สึกว่าอายุเยอะขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่เราอยากทําก็คืออยากชวนคนรุ่นใหม่ที่อยู่ในภาคตะวันออกมาพูด มาขับเคลื่อนเรื่องนี้กัน หมายถึงว่า น้องๆ อาจจะมีความสนใจในแต่ละประเด็นที่ตัวเองทํา แต่พี่อยากจะชวนน้องๆ มาลองดูให้เห็นว่าทุกเรื่องมันมีความสัมพันธ์กัน ทุกประเด็นในภาคตะวันออกมันเชื่อมโยงกัน
เราจะรู้สึกภูมิใจมากถ้ามันมีคนมาสานต่อแล้วช่วยกันทําเรื่องนี้ให้มันเยอะขึ้นอาจจะไม่ใช่แค่คนรุ่นใหม่ แต่คิดว่าถ้ามันมีเพื่อนเยอะๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คิดว่าก็อีกหลายปีนะกว่าจะเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ได้ ไม่รู้ตัวเองจะอยู่ถึงไหม แต่เฮ้ย! มันต้องได้น่ะ (หัวเราะ)
ภาพอนาคตด้านพลังงานในพื้นที่ภาคตะวันออกในสายตาของคุณคืออะไร
เราเคยคุยกับเพื่อนๆ ว่า ทําไมเราไม่ลองทํา Scenario (ฉากทัศน์ หรือ ภาพอนาคต) กันอีกสักรอบหนึ่งว่าตะวันออกของทุกคนจะเป็นแบบไหน ก่อนหน้านั้นเราเคยทำฉากทัศน์ ‘ตะวันออกเมืองแห่งความสุข’ มาแล้ว ซึ่งได้อาจารย์ เดชรัตน์ สุขกำเนิด มาช่วย แต่พอมองมาที่ปัจจุบัน หลายสิ่งหลายอย่างมันก็เปลี่ยนไป ก็น่าจะกลับมาทำ มาสังคายนากันอีกสักรอบ
คือตอนที่เราพูดถึงเรื่องปัญหามันเกิดเยอะแยะไปหมด แต่เป้ามันคือเราจะเอาแบบไหนกันใช่ไหม? เราจะเอาอุตสาหกรรมก็ได้นะ แต่จะเป็นอุตสาหกรรมแบบไหน ด้านพลังงาน เราชาวตะวันออกเห็นด้วยว่ามันควรเป็นพลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียนไหม? หรือเราจะเอาเรื่องอะไรสักเรื่องนึง แล้วยึดให้มันเป็นวาระ ช่วยกันผลักดันให้มันไปทางนั้น เราคิดว่ามันยังไม่ประสบผลสําเร็จเท่าที่ควรหรอก
เพียงแต่ว่าเราจะทํายังไงที่จะขยายให้คนรับรู้ แล้วก็หาเพื่อนให้เพิ่มขึ้น ซึ่งเราอยากได้เพื่อนที่เดินไปด้วยกัน ขับเคลื่อนประเด็นไปด้วยกันเนอะ



