หากช่วงนี้ลองสังเกตแถวบ้านหรือในพื้นที่ที่เราไป เราอาจจะพบกับนกแปลกตามากขึ้น เพราะช่วงนี้เองเป็นช่วงที่เหล่านกเริ่มอพยพมาจากตอนบนของทวีป
ที่ภาคตะวันออกเองก็มีแหล่งที่พักอาศัยของนกอพยพแหล่งสำคัญ ที่ทำให้เจอกับนกหายากที่ไม่เคยเจอที่ไหนมาก่อน นั่นคือที่ทุ่งใหญ่ปากพลี จังหวัดนครนายก
เมื่อเข้ามาในพื้นที่ 1000 กว่าไร่ที่พื้นที่อนุรักษ์นกอพยพทุ่งใหญ่ปากพลี สิ่งแรกที่ปรากฎในสายตาคือ ทุ่งนาสีเขียวที่ยาวสุดลูกหูลูกตาโดยระหว่างเส้นขอบฟ้าเป็นกลุ่มต้นยูคาลิปที่มีเงานกสีดำหลากหลายขนาดเกาะอยู่บนกิ่งนับพัน ถ้าเงยหน้าขึ้นมองบนท้องฟ้าก็จะพบฝูงเหยี่ยว อินทรีย์คู่ และนกหลายหลายชนิดบินฉวัดเฉวียนครอบครองผืนฟ้ากว้าง และถ้าสังเกตให้ดีในนาข้าว นอกจากต้นกระจูดที่ขึ้นแซม ก็จะเห็นเหล่านกเป็ดน้ำกำลังผลุบโผล่จับปลาอย่างสบายใจ และนี่คือ ทัศนีย์ภาพอันแสนมหัศจรรย์อันหาที่อื่นไม่ได้ของทุ่งใหญ่ปากพลี
“นกบางชนิดใกล้สูญพันธ์แต่ก็มาพบที่ทุ่งปากพลีเพิ่มขึ้น ซึ่งบอกถึงความปลอดภัยและการไม่มีสิ่งรบกวนของทุ่งปากพลีเรา”
โก๋ – สิทธิชัย อิ่มจิตร ประธานชมรมอนุรักษ์นกเหยี่ยวปากพลีที่เล่าเรื่องราวพลางชี้ให้เราดูฝูงนกสีดำแกมน้ำตาลที่มีลักษณะเด่นบริเวณปลายหางที่ตัดเล็กน้อยประมาณ 10 ตัว ที่บินเป็นวงกลมอยู่เหนือท้องทุ่งปากพลีก่อนร่อนลงมาเกาะต้นยูคาลิปแล้วสยายปีกตากลมอย่างสง่างาม สมเป็นหนึ่งในจ้าวเวหาอย่างนก ‘เหยี่ยวดำใหญ่’ จากหิมาลัย
นกเหยี่ยวดำใหญ่ เป็นเพียงหนึ่งในนกอพยพกว่า 170 ชนิดที่เข้ามาอาศัยและหาอาหารในพื้นที่ทุ่งใหญ่ปากพลี โดยเดือนธันวาคมจัดเป็นเดือนที่มีนกอพยพมาถึงทุ่งปากพลีหนาแน่นที่สุดและเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่เหมาะที่จะมาดูนกอพยพหายากเหล่านี้
ตามปกติในช่วงเดือนตุลาคมไปจนถึงเดือนพฤษภาคมของทุกปี ทุ่งใหญ่ปากพลีจะได้ต้อนรับการมาถึงของฝูงนกอพยพขนาดใหญ่ตาม ‘เส้นทางการบินอพยพเอเชียตะวันออก-ออสเตรเลีย’ (East Asian-Australasian Flyway: EAAF) โดยในแต่ละปีจะมีนกอพยพและเหยี่ยวบินมาจากหิมาลัยมาหาอากาศอุ่นๆ และหาแหล่งอาหารใหม่ที่ทุ่งใหญ่ปากพลี จังหวัดนครนายกเสมอ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการก่อตั้งชมรมอนุรักษ์นกเหยี่ยวปากพลีขึ้น
เราอยากชวนทุกคนไปดูนกพร้อมฟังบทสนทนากับ โก๋–สิทธิชัย อิ่มจิตร ผู้ก่อตั้งและประธานชมรมอนุรักษ์เหยี่ยวปากพลีเพื่อตามหาคำตอบว่าทำไมพื้นที่แห่งนี้จึงกลายเป็นพื้นที่สำคัญของเหล่านกอพยพ และอะไรทำให้ที่ทุ่งใหญ่ปากพลีกลายเป็นพื้นที่ที่คนกับนกอพยพอยู่ร่วมกันได้อย่างฉันท์มิตร

โก๋ – สิทธิชัย ผู้เติบโต และโผบินในฐานะผู้นำชุมชน ณ ทุ่งใหญ่ปากพลี
หากจะบอกว่าผู้นำในชุมชนส่วนใหญ่นั้นล้วนเกิดและเติบโตในพื้นที่และพากันเปลี่ยนพื้นที่เหล่านั้นให้เติบโตงอกงามขึ้นก็คงไม่ผิดเลย เพราะสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นด้วย ‘Sense of place หรือสำนึกต่อถิ่นที่อยู่’ ของตนเอง แน่นอนว่า โก๋ – สิทธิชัย ก็เช่นกัน โก๋เป็นหนึ่งในคนที่เกิดและเติบโตที่จังหวัดนครนายกโดยเขาบอกว่า “พ่อแม่ บรรพบุรุษอยู่ที่นครนายกทั้งหมด”
อาชีพของคนส่วนใหญ่ที่ทุ่งใหญ่ปากพลีก็คือการทำนาและประกอบอาชีพเกษตรกร ซึ่งเดิมทุ่งใหญ่ปากพลีส่วนใหญ่ก็เป็นเพียงท้องทุ่งที่ทำนากันมาตั้งแต่โบราณ
สำหรับพื้นที่ของทุ่งใหญ่ ตำบลท่าเรือ จังหวัดนครนายก ถูกเรียกว่าทุ่งใหญ่เพราะพื้นที่ตรงนี้เป็นหนึ่งในพื้นที่ทำนาข้าวน้ำลึกของประเทศไทยที่มีขนาดใหญ่กว่า 30,000 ไร่ โดยกั้นเป็นพื้นที่หากิน พื้นที่พักอาศัย และพื้นที่อนุรักษ์นกอพยพได้ประมาณ 1,000 ไร่
ทุ่งนาของทุ่งใหญ่ปากพลีเป็นนาข้าวน้ำลึกที่โก๋อธิบายลักษณะเด่นว่า ต้นข้าวของนาข้าวน้ำลึกจะยาวและใหญ่กว่าพันธุ์ข้าวทั่วไปมากโดยโก๋บอกกับเราว่า “ถ้าน้ำท่วมสูง 2 – 3 เมตรขึ้นไปหรือน้ำท่วมสูงเท่าไรต้นข้าวเขาก็จะโตสูงตามน้ำไปได้เรื่อยๆ เขาจึงเรียกข้าวลักษณะนี้ว่าข้าวน้ำลึกครับ” นอกจากลักษณะของข้าวแล้วลักษณะของการใช้น้ำก็เป็นอีกจุดเด่นหนึ่งซึ่งก็คือ นาข้าวน้ำลึกจะเป็นข้าวที่ทำปีละครั้งตามฤดูกาลของฝน เนื่องจากที่ทุ่งใหญ่ไม่มีน้ำคลองชลประทานเข้าถึง
และเนื่องจากปีนี้ฝนตกน้อยและไม่ถูกต้องตามฤดูกาลโก๋จึงบอกว่า “ปัจจุบันในนาข้าวของเราน้ำอยู่ที่ประมาณ 70 เซนติเมตร ตามปกติน้ำต้องไม่ต่ำกว่าเมตร ทำให้เป็นไปได้ว่าปีนี้ผลผลิตตกต่ำหน่อยนึง” ซึ่งในระยะหลังชาวบ้านได้เริ่มหันมาปลูกต้นยูคาลิปเยอะขึ้น และกลายมาเป็นแหล่งเกาะนอนหรือพักบินให้แก่นกอพยพ
และนั่นกลายมาเป็นจุดเปลี่ยนของตัวโก๋เอง ที่เข้าสู่การเป็นนักอนุรักษ์นกคนสำคัญของไทย

เรื่องนกที่ไม่นก
ปัจจุบันทุ่งใหญ่ปากพลีให้การต้อนรับนกอพยพโดยเฉพาะจากหิมาลัยและแถบทิเบตปีละมากกว่า 170 ชนิด ในปริมาณกว่าหมื่นตัว โดยนกอพยพที่เด่นๆ และเป็นที่รู้จักได้แก่ เหยี่ยวดำใหญ่ เหยี่ยวดำพันธุ์ไทย นกอินทรีย์ นกแร้งหิมาลัย นกกระติ๊ดแดง นกน้ำ และนกเป็ด ซึ่งโก๋บอกว่าในบรรดาพวกที่โดดเด่นเหมือนกันปีที่แล้ว “มีเหยี่ยวเข้ามาประมาณ 6,000 กว่าตัวและมีนกอินทรีย์ประมาณ 57 ตัว”
โดยโก๋บอกว่านกอพยพเหล่านี้เริ่มเข้ามาในพื้นที่ทุ่งใหญ่ “ตั้งแต่ปี 2550 และเข้ามาเพิ่มขึ้นในปี 2552” จุดแตกต่างกันของเหยี่ยวดำใหญ่และเหยี่ยวดำพันธุ์ไทยคือ หางของเหยี่ยวดำใหญ่จะมีตัดเว้าเพียงนิดเดียว ในขณะที่เหยี่ยวดำพันธุ์ไทยจะมีปลายหางเว้าลึกเหมือนหางปลาตะเพียน

ต่อมาในปี 2554 ก็เริ่มมีนกแปลกๆ เข้ามา หนึ่งในนั้นคือนกอินทรีย์ ซึ่งในระกว่างที่เขาเล่า โก๋ก็ได้ชี้ไปให้เราดูกลุ่มต้นยูคาลิปกลางทุ่งที่ตามกิ่งถูกครอบครองตัวครอบครัวของนกอินทรีย์ต้นละ 8 – 10 ตัว ซึ่งโก๋บอกว่า “นี่คือที่นอนของอินทรีย์ เวลาอินทรีย์เข้ามา”
นอกจากนกอินทรีย์แล้ว หลังๆ ก็เริ่มมีนกแร้งหิมาลัยมาด้วย โก๋เล่าให้ฟังว่าแก๊งแร้งหิมาลัยมานี่เป็นอะไรที่ทำให้คนแตกตื่นกันมากเพราะ “ปกติถ้าอยากจะชม อยากจะถ่ายภาพต้องใช้เงินไม่ต่ำจาก 150,000 บาทเพื่อเดินทางไปถ่ายภาพที่หิมาลัยหรือทิเบต แต่ตอนนี้มีมาให้ดูที่นครนายกซึ่งเสียค่าใช้จ่ายเพียงค่าน้ำมันไปกลับกรุงเทพฯ 500 บาท ประหยัดไปเยอะเลย”
อย่างที่เรารู้กันว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในเส้นทางของนกอพยพที่เรียกกันว่า เส้นทางการบินอพยพเอเชียตะวันออก-ออสเตรเลีย’ (East Asian-Australasian Flyway: EAAF) ซึ่งเป็นเส้นทางของนกอพยพที่อาศัยอยู่ในซีกโลกตอนบนบินอพยพลงมาหาอากาศอุ่นๆ และแหล่งอาหารใหม่ยังซีกโลกตอนใต้ โดยทุ่งใหญ่ปากพลีเป็นหนึ่งในพื้นที่แวะพักของนกหลายชนิด

ซึ่งโก๋เล่าวัฏจักรของนกอพยพที่เข้ามาในพื้นที่ทุ่งปากพลีให้ฟังว่า “เริ่มตั้งแต่ช่วงน้ำหลากก็จะเป็นนกเป็ดน้ำที่เขาจะมาถึงก่อนเพื่อน ในขณะที่นกเหยี่ยวจะเริ่มมาในเดือนกันยายน เมื่อปีที่แล้วมาวันที่ 4 กันยายนเป็นวันแรก ปีนี้มาวันที่ 18 กันยายนเนื่องจากสภาพอากาศเปลี่ยน และเขาจะอยู่ที่นี่ไปจนถึงช่วงเดือนพฤษภาคมก็จะกลับเกือบหมด โดยในเดือนเมษายนก็จะเริ่มขยับตัวบินกลับกันแล้ว”
แต่โก๋ก็ยังบอกอีกด้วยว่า ส่วนตัวเขาคิดว่า “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกมีผลต่อปริมาณอาหารในถิ่นกำเนิดของเหยี่ยวมาก และการเปลี่ยนแปลงของแหล่งอาหารและปริมาณอาหารเป็นปัจจัยสำคัญ เมื่ออากาศหนาวอาหารของเหยี่ยวมีไม่มากพอจึงต้องอพยพมาหาแหล่งที่มีอาหารมากพอ”
เมื่อถามว่าทำไมนกอพยพถึงเลือกมาแวะพัก หาอาหาร หรือวางไข่ที่ทุ่งปากพลี โก๋ตอบว่า “คิดว่าอินทรีย์กับเหยี่ยวมีสัญชาตญาณของนกนักล่า เขาจะรู้ว่าที่ไหนเป็นแหล่งอาหารของเขา ที่ไหนมีกลิ่นไอของอาหาร เขาจึงมาอยู่ที่นี่” นอกจากนั้นโก๋ยังให้ความเห็นเพิ่มเติมด้วยว่า เพราะทุ่งปากพลีเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความหลากหลายของระบบนิเวศสูง “ด้วยความที่เป็นทุ่งกว้างข้าวนาปีขนาดกว่า 30,000 ไร่ ซึ่งมันจะมีหนูนาที่เป็นอาหารอันโอชาของเหยี่ยวเขา เวลาหน้าเกี่ยวข้าวก็จะมีปลาเล็ก เขียด งู ทั้งหมดเป็นอาหารของนกนักล่า สมัยก่อนชาวบ้านไปหาหนูนาเอามารับประทานกันได้นะแต่เดี๋ยวนี้หายากเพราะว่าเหยี่ยวกินหมดครับ”
แต่มากไปกว่านั้น โก๋ยังสำทับเหตุผลที่นกทั้งหลายเลือกเดินทางมายังทุ่งใหญ่ปากพลี ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุด นั่นก็คือ “นาข้าวของเราไม่มีสารเคมีเพราะฉะนั้นเวลาสัตว์อะไรที่อยู่ในเนี้ยเขาก็กินได้หมดเลยครับ”
เพราะข้าวนาปีหรือข้าวน้ำลึกของทุ่งปากพลีเป็นข้าวต้นใหญ่ไม่จำเป็นจะต้องใช้สารเคมีต้นข้าวมีความแข็งแรงเพียงพอและชาวทุ่งปากพลีก็ทำนาแบบปลอดสารเคมีมาตั้งแต่แรก ดังนั้นอาหารในทุ่งใหญ่ปากพลีจึงปลอดภัยสำหรับเหล่านกทั้งหลาย

ชมรมอนุรักษ์นกเหยี่ยวปากพลี เจ้าบ้านผู้ดูแลนกอพยพดุจมิตร
ย้อนกลับไปก่อนที่โก๋จะกลายมาเป็นนักอนุรักษ์นกเต็มตัว เขาคือผู้นำชุมชนที่รักบ้านเกิดอย่างเต็มหัวใจ แต่จุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาเริ่มหันมาศึกษาเรื่องนก โก๋ได้เล่าย้อนกลับไปให้ฟังตั้งแต่สมัยแรกที่เริ่มมีนกแปลกๆ เข้ามาที่ทุ่งใหญ่ปากพลี เขาจึงเฝ้าดูนกเหล่านั้นก่อนจะพบว่านกเริ่มมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โก๋จึงส่งรูปภาพนกเหล่านี้ไปให้ทางนักวิจัยและนักดูนกได้ดู ในขณะที่ส่วนตัวก็เริ่มเข้าฟังนักวิจัยและนักดูนกหลายๆ ท่านจนกระทั่งได้เข้ามามีส่วนร่วมทำงานวิจัยเกี่ยวกับนกอพยพกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน และกลายมาเป็นนักอนุรักษ์นกอพยพอย่างในปัจจุบัน
แต่โก๋ยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น เพราะยังผลักดันให้เกิดชมรมอนุรักษ์เหยี่ยวปากพลี ที่ก่อตั้งขึ้นปี พ.ศ.2556 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อดูแลพื้นที่และดูแลนกอพยพที่เข้ามาอยู่ในพื้นที่โดยพี่โก๋บอกว่า “สำหรับเรา เราไม่ได้อนุรักษ์เพราะเขาใกล้จะสูญพันธุ์แต่เราอนุรักษ์เพราะเขาเข้ามาอยู่ในพื้นที่ของเรา เราก็เลยดูแลเขาให้ดีที่สุดเหมือนกับเป็นมิตร เป็นแขกพิเศษของหมู่บ้านเรา”
แน่นอนว่านกตัวแรกที่โก๋รู้จักก็คือ ‘เหยี่ยวดำพันธุ์ไทย’ ซึ่งความรู้สึกที่ทำให้การดูนกกลายเป็นความสุขของเขา โก๋บอกกับเราว่าเป็นเพราะ “ได้เรียนรู้สายพันธ์นกหลากหลายที่อพยพมาในพื้นที่ของตนแล้วอยู่ดีปลอดภัย”

ปัจจุบันชมรมอนุรักษ์เหยี่ยวปากพลีที่ริเริ่มโดยโก๋มีสมาชิกชมรมอยู่ร้อยกว่าคน โดยแบ่งเป็นคณะกรรมการ 36 คน ซึ่งทั้งหมดเป็นคนในชุมชนตำบลท่าเรือ นอกจากนั้นโก๋ยังบอกว่า “มีคณะเจ้าหน้าที่ของ อปพร. ตส. มาเข้าร่วมกับชมรมด้วย” เพื่อช่วยตรวจตราโดยเฉพาะในช่วงที่นกทำรังวางไข่เพื่อไม่ให้เกิดการลักลอบขโมยไข่นกไป
ยิ่งไปกว่านั้น หนึ่งในงานของชมรมอนุรักษ์นกเหยี่ยวปากพลีคือการรับรักษานกเหยี่ยวหรือนกอินทรีย์บาดเจ็บหรือประสานส่งต่อให้ศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าภาคกลางเข้าทำการรักษาและเมื่อรักษาดีแล้วแข็งแรงแล้วทางชมรมก็จะนํามาปล่อยที่เดิม
แม้ชมรมอนุรักษ์นกเหยี่ยวปากพลีจะก่อตั้งมาได้ 10 ปีแล้ว แต่การมีส่วนร่วมของชุมชนยังเป็นแก่นสำคัญที่ทำให้ชมรมประสบความสำเร็จในขณะเดียวกันก็ยังคงเป็นความท้าทายเสมอ

พึ่ง-พิง-อาศัย ให้คนกับนกได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
แต่ภาพของคนในชุมชนที่สามารถอยู่ร่วมกับนกได้ไม่ได้มาง่ายๆ โก๋เล่าว่า “ในช่วงแรกที่มีนกแปลกๆ เข้ามาชาวบ้านก็ไม่มีใครรู้จักนอกจากจะไม่รู้จักแล้วชาวบ้านยังมีการล่ากันด้วย โดยเฉพาะเหยี่ยวชาวบ้านจะไม่ค่อยชอบเพราะว่าสมัยก่อนเหยี่ยวชอบไปจับกินลูกเป็ด ลูกไก่ ลูกเจี๊ยบ หรือแม้กระทั่งหนูนาที่เป็นรายได้เสริมของชาวบ้าน ชาวบ้านเขาก็เลยพยายามไล่ยิง ไล่ให้ออกไป”
จนกระทั่งมีนกมากขึ้นโก๋ก็ได้ส่งรูปภาพนกไปให้ทางนักวิจัยและนักดูนกได้ดู “พอนักดูนกได้ดูได้เห็น เขาก็มีการเข้ามาถ่ายรูปมาเก็บภาพแล้วไปวิจัย จากนั้นก็มีการอบรมชาวบ้าน สอนชาวบ้านให้เห็นคุณค่าและเริ่มอนุรักษ์” แต่กว่าวิธีโน้มน้าวชาวบ้านจะได้ผลก็ใช้เวลาไปประมาณสองปี โดยโก๋บอกว่าปัญหาหลักคือ “ชาวบ้านยังไม่เชื่อว่า นกอพยพมันเข้ามานี่มันจะมีประโยชน์อะไรให้กับชุมชน” ซึ่งชาวบ้านมาเริ่มเข้าใจเมื่อรัฐทำถนนเข้ามา
โก๋อธิบายเพิ่มเติมว่า “อย่างสมัยก่อนทุ่งนาสามหมื่นกว่าไร่น่ะเราจะต้องเดินด้วยเท้าเปล่า ตีสามตีสี่ต้องออกเดินมาแปลงนาของตัวเองแล้ว เดี๋ยวนี้ระบบถนนหนทางมันก็เข้าถึงแปลงนาเพราะการมีนกอพยพมาที่ทุ่งใหญ่ปากพลี”
สุดท้ายโก๋บอกว่าหนึ่งในแนวทางของการมาดูนกอพยพในพื้นที่ทุ่งใหญ่ปากพลีภายใต้แนวคิดของชมรมอนุรักษ์นกเหยี่ยวปากพลีคือ “เราจะไม่เข้าไปทำอะไรในทุ่ง ไม่ทำกิจกรรมอะไรกับนกเหยี่ยวเลย เราให้แค่ขับรถวนถ่ายภาพตามถนนรอบทุ่งระยะ 8,500 เมตร แล้วเราก็ขายของแปรรูปที่ได้จากท้องถิ่นเท่านั้น” ซึ่งโมเดลนี้ถือเป็นการได้กระตุ้นเศรษฐกิจไปพร้อมๆ กับการไม่ไปรบกวนนกอพยพ

โดยโก๋อธิบายเพิ่มเติมว่า “ต้องเข้าใจก่อนว่าพื้นที่ทุ่งใหญ่เป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน ถ้าเกิดคนที่หนึ่งเอาเรือเข้าไปถ่ายภาพกันอย่างใกล้ชิด ไปถ่ายรังนกที่เห็นแล้วมีรายได้ คนที่สอง ที่สาม ที่สี่ ที่หก ที่เจ็ด ที่แปด ที่เก้า ก็ต้องทำใช่ไหมครับ แล้วมันก็จะกลายเป็นการรบกวนนกในที่สุด แล้วเมื่อไม่มีนกพวกนี้อยู่ในพื้นที่ของเราแล้ว ถามสิครับใครอยากจะมาเที่ยวบ้านเรา?”
ดังนั้นนับตั้งแต่มีการก่อตั้งชมรมอนุรักษ์เหยี่ยวปากพลีขึ้นทำให้คนในพื้นที่มีความรักและผูกพันกับการอนุรักษ์อย่างจริงจัง ทำให้นักท่องเที่ยวมั่นใจในการอนุรักษ์ของชมรมฯ ทำให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวชมเป็นจำนวนมาก สร้างความไว้วางใจจากคนในชุมชน ทำให้คนในชุมชนทุกคนล้วนได้ประโยชน์ร่วมกัน สุดท้ายส่งผลให้เกิดระบบการบริหารจัดการโดยผู้นําชุมชน โก๋เล่าให้ฟังเพิ่มอีกว่า “ไม่ว่าจะเป็นการตัดต้นไม้ ขุดคลอง ทำถนนทั้งตำบลจะมาร่วมคุยกันทุกครั้ง ไม่ว่าจะทำอะไร ชุมชนทุ่งใหญ่จะมีการปรึกษาและทำประชาพิจารณ์ร่วมกันก่อน” ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นแนวทางและกระบวนการสร้างความร่วมมือในการอนุรักษ์ที่ยั่งยืน
โดยในอีกสิบปีข้างหน้าโก๋มองว่าชมรมอนุรักษ์นกเหยี่ยวปากพลีจะมีการอบรมและฝึกฝนคนรุ่นใหม่ขึ้นเพื่อช่วยกันดูแลและรักษาพื้นตรงนี้ต่อไป และอยากให้ทุกคนมีส่วนร่วมและพัฒนาพื้นที่ทุ่งใหญ่ปากพลีอย่างต่อเนื่อง เป็นพื้นที่สีเขียวขาวตามผังเมืองจังหวัดถาวร

สำหรับความร่วมมือร่วมใจ ลงทุนลงแรงของชาวบ้านทุ่งใหญ่ปากพลีทำให้ในปัจจุบันจุดชมเหยี่ยวทุ่งใหญ่ปากพลี ติดหนึ่งในสิบสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดนครนายก และได้รับคําชมเชยจากหลายหน่วยงาน ทั้งนักอนุรักษ์ นักวิจัย จนทุ่งใหญ่ปากพลีกลายเป็นแหล่งนกอพยพระดับโลกเพราะได้มีการพบนกอ้ายงั่ว ซึ่งเป็นนกหายากใกล้สูญพันธุ์และไม่พบทั้งในประเทศไทยและในพื้นที่อื่นบนโลกอีกครั้ง
แต่กลับพบได้ที่ ทุ่งใหญ่ปากพลี แห่งนี้นี่เอง


