ว่ากันว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่คนเราตามหาคุณค่าและความหมายในการใช้ชีวิตของตัวเองเจอ เมื่อนั้นคนเราจะใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขอย่างแท้จริง โดยปราศจากความหวั่นไหวในจิตใจ และ กิ๊บ-มณีรัตน์ นานาประเสริฐ คือหนึ่งในนั้น หลายคนอาจแยกการทำงานกับการใช้ชีวิตออกจากกัน แต่ไม่ใช่กับเธอ เพราะเธอกำลังอยู่ในเส้นทางของงานที่ตอบความหมายในชีวิตของเธอด้วยเช่นกัน
กิ๊บ คือผู้ก่อตั้ง ‘บ้านบ้านงานแต่ง’ ออแกไนซ์รับจัดงานมงคลต่างๆ โดยเฉพาะงานแต่งงาน ที่ความพิเศษอยู่ตรงที่เธอเลือกเป็นออแกไนซ์จัดงานแต่งงานที่อยากให้คนรักกันไปพร้อมๆ กับรักษ์โลก
เมื่อเดินเข้ามาในออฟฟิศของ ‘บ้านบ้านงานแต่ง’ สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือความอบอุ่น และความสบายใจ ยิ่งเดินขึ้นไปเรื่อยๆ ผ่านชั้นลอยที่ใช้เก็บอุปกรณ์จัดงานแต่งงานไม่ว่าจะเป็นดอกไม้ประดิษฐ์ ป้ายไม้ และพร็อพอื่นๆ ไปจนถึงชั้นสามซึ่งเป็นชั้นที่กิ๊บและ อกไก่ – อกนิษฐ์ ศรีสุทธิวงศ์ ตั้งใจจะใช้เป็นสตูดิโอหรือห้องทำงานหลัก เราก็ยิ่งสัมผัสถึงความสุขที่โอบล้อมอยู่โดยรอบ
ห้องทำงานหลักบนชั้นสามของบ้านบ้านงานแต่งเป็นห้องโล่งๆ ตกแต่งเรียบง่าย มีแสงแดดอุ่นๆ กับสายลมที่พัดผ่านม่านสีขาว ตัดกับเฟอร์นิเจอร์ไม้สีน้ำตาลที่กิ๊บชื่นชอบและสะสมไว้ส่วนตัว พร้อมๆ กับใช้เป็นพร็อพที่บางครั้งกิ๊บก็หยิบยืมไปใช้จัดสถานที่ให้ลูกค้าไปในตัว ทั้งหมดนี้เป็นบรรยากาศที่ทำให้ออฟฟิศของบ้านบ้านงานแต่งเป็นเหมือนบ้านมากกว่าที่ทำงาน และที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นเป็นพิเศษคือ ความรักและความสุขของกิ๊บที่มีต่อการจัดงานแต่งงาน
งานแต่งงานเป็นหนึ่งงานที่ห้อมล้อมไปด้วยความรัก ความสุข และความยินดี แต่ในวันนี้เราจะพาไปรู้จักกับสตูดิโอจัดงานแต่งงานที่อบอวลไปด้วยความรักไม่แพ้กัน แต่ไม่ใช่เฉพาะความรักของกิ๊บที่มีต่อการจัดงานแต่งงานแต่ยังเป็นความรักของกิ๊บและอกไก่ที่เผื่อแผ่ไปยังโลกใบนี้ผ่านการจัดงานแต่งที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-Friendly) อีกด้วย

เมื่อเด็กสาวคนหนึ่งโตขึ้นอยากเป็นนักจัดงานแต่งงาน
หากย้อนกลับไปในวัยเด็ก หลายๆ คนก็อาจจะฝันอยากแต่งงานกับใครสักคน แต่กิ๊บเอง เธอฝันถึงการได้เป็นนักจัดงานแต่งงานให้ใครหลายๆ คน
กิ๊บเป็นคนระยองแต่กำเนิด เธอบอกว่าจริงๆ แล้วเธอเพิ่งมาเป็นนักจัดงานแต่งงานหรือ wedding planner เต็มตัวได้ 5 ปี ก่อนหน้านี้กิ๊บเคยเป็นฟรีแลนซ์รับจัดงานอีเวนต์อยู่ในกรุงเทพมหานคร ก่อนตัดสินใจกลับมาอยู่บ้านเกิดและเดินตามความฝันของตัวเองที่อยากเป็นนักจัดงานแต่งงานมาตั้งแต่เด็ก
กิ๊บเล่าให้ฟังว่า “สมัยที่พี่รู้จัก wedding planner ครั้งแรกเนี่ย พี่รู้สึกว่ามันดูเป็นอาชีพอาชีพที่น่าสนใจ แต่ตอนนั้นรุ่นๆ เดียวกับพี่ก็ไม่มีใครรู้จักอาชีพนี้ว่าคืออะไร พี่ก็คิดว่าพี่จะทํายังไงให้พี่รู้จักได้วะ? ในความรู้สึกตอนนั้นนะพี่รู้สึกว่าพี่อยากมีประสบการณ์อยากเข้าไปรู้จักอะไรอย่างงี้ พี่ก็คือไปขอช่างภาพงานแต่งเขาไปเป็นเด็กถือไฟในงาน เพื่อที่จะทำยังไงก็ได้ให้ตัวเองจะได้เข้าไปอยู่ในงานแต่งให้เยอะที่สุด”
กิ๊บก็เลยได้พาตัวเองเข้าไปอยู่ในงานแต่งได้เยอะที่สุดตามที่เธอตั้งใจ โดยบางครั้งเธอก็ไปเป็นเด็กถือไฟ บางครั้งก็ไปเป็นเด็กถือของ และคอยถามพี่ที่ทำออแกไนซ์ว่าเขากำลังทำอะไร อันนี้คือยังไง คอยสังเกตดูว่าเขาทำพิธีการอะไรบ้างซึ่งเธอได้เก็บประสบการณ์ตอนนั้นมาเยอะมากและได้มาใช้ในการเป็นนักจัดงานแต่งงานในปัจจุบัน
การเปลี่ยนอาชีพในฝันให้กลายมาเป็นความจริงได้ ไม่ได้อาศัยแค่คำพูด แต่กิ๊บพิสูจน์มาด้วยตัวเธอเองว่า มันต้องอาศัยทั้งความสนใจ การเข้าไปเรียนรู้ สะสมประสบการณ์ การลงมือทำ และจังหวะเวลา

นักจัดงานแต่งงาน ที่เป็นทั้งเพื่อน ที่ปรึกษา และนักแก้ปัญหาให้คู่แต่งงาน
ในสายตาของกิ๊บ ความเป็นนักจัดงานแต่งงาน คือ เป็นทั้งที่ปรึกษาและนักแก้ปัญหา เพราะทุกคู่ที่จะเข้ามาแต่งงานไม่ได้มีประสบการณ์การแต่งงานกันมาก่อน ดังนั้นการเป็นนักจัดงานแต่งงานสำหรับกิ๊บจึงไม่ใช่แค่การเป็นนักจัดการ บางครั้งกิ๊บก็เลือกวางตัวเหมือนเป็นเพื่อนกับลูกค้าเพื่อเข้าไปช่วยแก้ปัญหาในระดับต่างๆ ไปจนถึงเข้าไปช่วยอธิบายทำความเข้าใจกับครอบครัวของบ่าวสาวหากจำเป็น
“พี่รู้สึกว่ากลุ่มเป้าหมายของพี่คือลูกค้าที่จัดงานที่บ้าน เป็นกลุ่มลูกค้าหนุ่มสาวที่อยากได้ความมินิมอล อยากได้ความน้อย ไม่ต้องดอกไม้เยอะ ให้ความอบอุ่นเหมือนบ้านมีงานแต่ว่าไม่ต้องยกโรงแรมเอาไว้ที่บ้าน รวมกับความเชื่อของคนระยองที่ก้ำกึ่งระหว่างคนสมัยใหม่กับคนสมัยก่อนที่รู้สึกว่าการแต่งงานน่ะยังไงก็ต้องแต่งที่บ้านก่อน แต่ทีนี้ถ้าจัดงานแต่งที่บ้านแล้วจะทำยังไงให้บ้านมันสวยหรือว่าทำยังไงให้มันเข้ากับบ้านเราดี”

จุดเริ่มต้นของ ‘บ้านบ้านงานแต่ง’ ที่มาพร้อมกับความเข้าใจลูกค้า
กิ๊บเริ่มต้นจัดงานแต่งงานครั้งแรกให้กับรุ่นพี่รุ่นน้องที่รู้จักกันซึ่งเขาทราบอยู่แล้วว่าเธออยากเป็นนักจัดงานแต่งงาน จากนั้นงานที่สอง สาม สี่ ก็ตามมาโดยอาศัยการบอกต่อแบบปากต่อปาก เมื่อเริ่มจัดงานแต่งมากขึ้น กิ๊บก็เริ่มมองเห็นข้อจำกัดของธุรกิจจัดงานแต่งงานที่เรียกกันว่า แพ็คเกจการจัดงานแต่งงาน
กิ๊บเจอว่าบางทีลูกค้าก็ไม่ได้อยากได้ทั้งหมดที่เป็นแพ็คเกจ บางครั้งลูกค้าก็อาจอยากได้แต่งงานที่ขนาดเล็กลงมา และโดยส่วนมากการจัดงานแต่งงานที่ต่างจังหวัดก็ยังมีความนิยมจัดที่บ้าน และด้วยความที่เป็นออแกไนซ์เซอร์มาก่อน ทำให้เธอเรียนรู้ที่จะทำตามความต้องการของลูกค้า การจัดงานแต่งของกิ๊บจึงมีความยืดหยุ่นมากกว่า ซึ่งนี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอกลายเป็นที่รักของคู่รักที่ได้จัดงานแต่งงานด้วยฝีมือการจัดการของเธอ
“พอเราทำมา เราก็เห็นว่ามันมีความต้องการอะไรในตลาดของธุรกิจนี้ที่เราก็รู้สึกว่าความสามารถของเรา เราสามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้” ซึ่งทำให้เห็นว่าการผ่านการทำงานมาหลายๆ อย่าง บางครั้งประสบการณ์เหล่านั้นมันก็ได้นำมาใช้ในงานปัจจุบันเหมือนทฤษฎีจุดต่อจุดที่กิ๊บเชื่อ
กิ๊บอธิบายเพิ่มเติมว่า “ลูกค้าหลายคู่เขาเข้ามาด้วยความรู้สึกว่าอยากออแกไนซ์งานของตัวเอง บางส่วนเขาก็อยากทําด้วยตัวเอง มันเหมือนกับเขาอยากมีส่วนร่วม ยิ่งพอหลังโควิดมามีลูกค้าที่เป็นลักษณะแบบนี้มีมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วพอเราเป็นออแกไนซ์ เรามีความยืดหยุ่นค่อนข้างสูงให้กับลูกค้าเนอะ มันก็เลยทำให้ลูกค้าเนี่ยสารถบริหารงบประมาณของเขาได้เองด้วย”
หลังจากรับจัดงานแต่งงานได้ 2 ปี ในปีที่ 3 กิ๊บก็เปิดเพจ ‘บ้านบ้านงานแต่ง’ ซึ่งกลายมาเป็นเพจหลักในการรับงานของเธอ โดยกิ๊บเล่าให้ฟังว่าจุดเริ่มต้นของ ‘บ้านบ้านงานแต่ง’ มาจาก ‘บ้านบ้านไม้พาเลท’ ของพี่ชายเพราะเมื่อก่อนพี่ชายของเธอทําไม้พาเลท เดิมก่อนที่จะมีเพจบ้านบ้านงานแต่ง กิ๊บก็รับลูกค้าผ่านเพจบ้านบ้านไม้พาเลท โดยเริ่มจากการทำโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับงานแต่งที่เป็นงานไม้ก่อนจะขยับขยายมาเปิดเพจรับจัดงานแต่งงานของตัวเอง
และด้วยความที่จังหวัดระยองเป็นเมืองอุตสาหกรรมที่มีไม้พาเลทค่อนข้างเยอะเวลาที่มีการขนส่งเครื่องจักร กิ๊บจึงได้นำไม้พาเลทที่ถูกใช้งานมาแล้วหนึ่งครั้งมาสร้างโครงสร้างประกอบที่ใช้ในงานแต่งงานก่อนที่ไม้พาเลทเหล่านั้นจะถูกนำไปใช้เป็นฟืน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้วัสดุอย่างคุ้มค่าตามแนวคิด eco-friendly ที่กิ๊บและอกไก่เชื่อ

เมื่อการคิดถึงสิ่งแวดล้อมอยู่ทั้งในงานและตัวตน
สำหรับกิ๊บแนวคิด eco-friendly ไม่ใช่แค่ไอเดียโก้เก๋ที่มีอยู่ในการจัดงานแต่งงานให้ลูกค้าอย่างเดียว แต่ยังเป็นความเชื่อและแนวคิดในการดำเนินชีวิตของกิ๊บด้วย ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตแบบพยายามลดขยะโดยเลือกใช้แก้วน้ำส่วนตัว การทำถังย่อยเศษอาหาร หรือ food waste composter สำหรับใช้เองในครัวเรือน โดยที่มาของแนวคิดนี้ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยกิ๊บเรียนมัธยมที่โรงเรียนระยองวิทยาคม ตอนนั้นเธอได้มีโอกาสไปทำกิจกรรมเก็บขยะที่แม่น้ำระยอง และหลังจากที่กิ๊บและเพื่อนเก็บขยะเสร็จ ก็มีชาวบ้านที่อยู่อาศัยติดริมแม่น้ำระยองทิ้งขยะลงแม่น้ำต่อหน้าต่อตากิ๊บและเพื่อนๆ
“นั่นเป็นจุดแรกที่พี่รู้สึกว่าวิธีการเก็บขยะไม่ใช่วิธีที่ดี เข้าใจป่ะ พอเราเดินออกไปเขาก็ทําเหมือนเดิม
แต่ว่าเราจะทํายังไงให้เขาใช้ถุงพลาสติกน้อยลง ใช้โฟมน้อยลง หรือว่าสร้างขยะน้อยลง ตอนนั้นก็เหมือนเป็นการเริ่มตั้งคําถามกับตัวเอง แล้วจากนั้นพี่ก็เลยเขียนโครงการหนึ่งไปประกวด เป็นโครงการแบบรักษ์แม่น้ำระยอง ชวนไปปลูกป่าชายเลนสร้างจิตสํานึก แต่สิ่งที่พี่เจอ คือพี่รู้สึกว่าเฮ้ย! มันไม่ใช่ทุกคนที่อิน น้องที่เข้าร่วมโครงการหรือเพื่อนก็ไม่ได้อินไปกับพี่ขนาดนั้น พี่ก็เลยรู้สึกว่า เราบอกใครมันก็ไม่ได้มีใครเชื่อขนาดนั้น นอกจากการที่เราเริ่มทําจากตัวเราเอง”

หัวใจของการจัดงานแต่งงานแบบ eco-friendly
“หัวใจหลักในการจัดงานหนึ่งครั้งสิ่งที่มันต้องคํานึงถึงมากๆ เลยก็คือ ขยะที่มันจะเหลือจากงานเพราะว่ามันเป็นเรื่องที่ใหญ่ที่สุดในการจัดงานหนึ่งงานแล้ว” กิ๊บก็เลยหาวิธีอื่นที่จะลดขยะตรงนี้ให้น้อยที่สุดเพราะมันคือหัวใจของ eco-friendly ในแบบของกิ๊บ
โดยเธอเริ่มจากกล่องใส่ซองก่อน ย้อนกลับไปเมื่อ 4 – 5 ปีที่แล้ว กล่องใส่ซองที่นิยมกันมักเป็นกล่องกระดาษรูปหัวใจบ้าง รูปบ้านบ้าง แต่ส่วนใหญ่สกรีนเป็นชื่อบ่าวสาวซึ่งไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก พอใช้เสร็จแล้วบ่าวสาวก็มักจะทิ้งเป็นขยะไป นอกจากนั้นรูปแบบกล่องกระดาษก็ไม่เข้ากับงานแต่งงานในแบบของบ้านบ้าน กิ๊บจึงมองหาวัสดุรอบตัวแล้วมาจบที่เศษไม้พาเลทของพี่ชายก่อนจะลองมาประกอบเป็นโครงและติดอะคริลิคเจาะรูกลายมาเป็นกล่องใส่ซองสุดน่ารัก
สำหรับกล่องใส่ซองกิ๊บรู้สึกว่า “เราทําแล้วมันน่ารักมาก แรกๆ เลย พี่ขายลูกค้าในลักษณะของการใช้ซ้ำเนอะ เราพยายามบอกว่าถ้าคุณเลือกซื้อกล่องใส่ซองของเรามันก็จะเป็นการช่วยยืดอายุให้ไม้พวกเนี้ยไม่ต้องไปทําฟืน นอกจากนั้นหลังจากลูกค้าใช้สำหรับงานแต่งเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เอาไปไว้เป็นของประดับตกแต่งบ้านได้นะ ไปวางต้นไม้ได้ เอาไปวางจานได้ เพื่อให้ลูกค้าเห็นว่ามันใช้ต่อได้นะ มันมีประโยชน์ต่อ”
ถัดจากกล่องใส่ซอง สิ่งที่เธอเห็นว่าถูกทิ้งเป็นขยะทุกครั้งที่จัดงานแต่งคือดอกไม้สด “มันจะเหลือขยะที่เป็นดอกไม้สดเยอะมากๆ บางทีมันเยอะจนเรารู้สึกเกรงใจในการทิ้งขยะหนึ่งครั้ง”
กิ๊บและอกไก่ก็เลยหันมาใช้ดอกไม้ประดิษฐ์แทน โดยตัวดอกไม้ประดิษฐ์ที่กิ๊บเลือกใช้เป็นดอกไม้ประดิษฐ์ที่คุณภาพสูงมีความเหมือนจริงสูง ซึ่งเธอมองว่าเป็นการลงทุนในระยะยาวที่นอกจากดีกับสิ่งแวดล้อมแล้วยังดีกับลูกค้าด้วยเพราะการเลือกใช้ดอกไม้ประดิษฐ์ประหยัดงบมากกว่าการเลือกใช้ดอกไม้สด นอกจากนั้นงานแต่งที่กิ๊บจัดส่วนใหญ่เป็นงานแต่งงานที่จัดแบบ out door จึงอากาศค่อนข้างร้อน การเลือกใช้ดอกไม้ประดิษฐ์จึงตอบโจทย์เพราะทนต่อสภาพอากาศและไม่โทรมง่ายเหมือนดอกไม้สด แต่ถ้าบางงานที่ลูกค้าอยากได้ดอกไม้สดจริงๆ กิ๊บก็จะเสนอทางเลือกให้ลูกค้าว่าขอเป็นแบบผสมผสานกันได้ไหมแทน

“อันต่อมาที่พี่เจอก็คือ จะเป็นเรื่องของป้ายชื่อบ่าวสาว ที่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นป้ายโฟมตัดที่นิยมใช้กันซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยเก็บ เราก็พยายามคิดกันต่อว่ามันจะเป็นอะไรได้บ้างถ้ามันไม่ใช่โฟม มันมีรูปแบบอื่นๆ ได้อีกมั้ย? จนกระทั่งมีลูกค้าที่พอเราได้คุยกันแล้วลูกค้าก็อินกับเรื่อง eco-friendly เหมือนกัน เราก็เลยตกลงกันว่าเราจะสกรีนชื่อบ่าวสาวบนผ้าแทน”
นับตั้งแต่นั้นการสกรีนชื่อบ่าวสาวบนผ้าก็เลยกลายเป็นโมเดลที่กิ๊บเอาไปเสนอให้ลูกค้ารายถัดไปหรือบางครั้งลูกค้าเองก็ฝ่ายเซฟรูปตัวอย่างสำหรับทำแบล็คดรอปหรือฉากถ่ายรูปมาให้เธอเองว่าอยากได้แบบนี้ โพอเป็นผ้าส่วนใหญ่ลูกค้าก็จะขอกลับ “บางครั้งเขาก็เอาไปติดบ้าน เอาไปแขวนไว้เป็นของตกแต่งบ้าน เอาไปทําผ้าคลุมเตียงอะไรอย่างเงี้ย บางคนเค้าก็เอาไปเก็บไว้เฉยๆ นะ แต่ว่าพี่ก็รู้สึกว่ามันก็ยังเป็นสิ่งที่เค้าเอากลับไปเก็บไว้เพื่อเป็นที่ระลึกได้ไม่ได้ถูกทิ้งเหมือนโฟม”
สุดท้ายเป็นเรื่องของอาหารซึ่งเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่หลังจบทุกงานแต่งจะกลายเป็นสัดส่วนขยะที่ต้องทิ้งมากที่สุดไม่ได้น้อยไปกว่าดอกไม้สด โดยเฉพาะเมื่อเป็นการจัดอาหารในรูปแบบของโต๊ะจีนซึ่งกิ๊บบอกว่าสิ่งเหล่านี้เหลือกลายเป็น food waste ที่เกิดขึ้นเยอะมากๆ เธอเลยสังเกตดูว่าการรับประทานวิธีไหนที่เกิด food waste น้อยที่สุด ซึ่งคําตอบที่ได้ก็คือการทานอาหารแบบบุฟเฟ่ต์
“ถ้าเป็นอาหารแบบโต๊ะจีนหลังจากกินเสร็จแล้วถ้าอาหารบนโต๊ะก็ไม่มีใครกินต่อกลายเป็นขยะอย่างเดียว แต่ถ้าเป็นแบบบุฟเฟ่ต์พออาหารเหลือเจ้าภาพก็สามารถเอาใส่ถุงแจกแขกกลับบ้านได้ อันนี้ก็จะลดขยะจากอาหารไปได้เยอะ เพราะฉะนั้นเวลาที่พี่บอกลูกค้า พี่ก็เสนอลูกค้าว่าแต่ละแบบมีข้อดีข้อเสียเป็นยังไงแต่ว่าสุดท้ายการตัดสินใจเป็นของลูกค้า”

นอกจากรักษ์โลก ก็ยังได้รักษ์เงินในกระเป๋าอีกด้วย
กิ๊บบอกว่าเธอรู้อยู่แล้วว่าไม่ใช่ทุกคนที่อิน แต่เวลาที่เธอนำเสนองาน กิ๊บไม่ได้นำเสนองานว่าลูกค้าจะสามารถช่วยโลกได้มากแค่ไหน แต่เธอเสนองานในมุมของการที่ลูกค้าจะลดงบประมาณในการจัดงานได้เท่าไหร่บ้าง ซึ่งเธอยืนยันว่าการจัดงานแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในแบบที่เธอทำมาประหยัดกว่าการจัดงานแต่งงานในแบบทั่วไปแน่นอน
ประจวบกับก่อนหน้านั้น เธอได้มีโอกาสไปอบรมกับทาง Noise Market ซึ่งเป็นคนจัดงานอีเวนต์ที่พยายามลดขยะ ซึ่งกิ๊บได้ยืมรูปแบบรวมถึงภาชนะในงานมาใช้ในการจัดงานแต่งงานที่เจ้าของต้องการลดขยะของเธอด้วย ในงานครั้งนั้นกิ๊บจัดรูปแบบการทานอาหารเป็นแบบซุ้มอาหาร โดยแขกแต่ละคนจะได้รับชุดจาน ชาม ช้อนคนละชุด และในจุดตักอาการจะมีการแจกใบตองเพื่อใช้สำหรับการรองจานให้แขก จากนั้นแขกก็จะสามารถเดินไปตักอาหารตามซุ้มอาหารต่างๆ พอแขกทานอาหารชนิดที่หนึ่งเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ดึงใบตองทิ้งแล้วก็หยิบไปตองแผ่นใหม่มารองเพื่อไปอาหารชนิดอื่นต่อไป
กิ๊บเล่าว่า “งานนั้น แขกประมาณ 300 คน เสร็จเรียบร้อยแล้วมีการแยกขยะแบบจริงจังก็คือมีขยะที่เกิดขึ้นจาก 300 คน แค่ประมาณ 3 ถุงดําซึ่งมันน้อยมาก ถ้าเทียบก็คงเป็นประมาณ 1 ถังขยะฟ้าของเทศบาลในขณะที่เคยจัดงานอื่นมีขยะต้องทิ้งเป็นประมาณ 1 คันรถกระบะ”
ซึ่งในมุมหนึ่งยิ่งขยะมาก ก็ยิ่งหมายถึงงบประมาณที่เราเสียไปฟรีๆ ด้วยเหมือนกัน

งานแต่งงานในฝันของนักจัดงานแต่งงาน
สำหรับกิ๊บที่จัดงานแต่งงานมาหลากหลายคู่ เธอเองก็แอบมีรูปแบบงานแต่งงานในฝันด้วยเหมือนกัน โดยเธอมองว่าอยากให้งานแต่งงานของเธอสามารถส่งต่อความรักของคนสองคนที่รักและเติมเต็มกันและกัน และถ่ายทอดไปให้กับคนอื่นต่อได้ ซึ่งเธอบอกว่าเคยคิดไว้มีสองรูปแบบ หนึ่งคือกิ๊บอยากไปจัดงานแต่งที่บ้านเด็กกําพร้า
“ให้เหมือนกับเรารู้สึกว่าเป็นความรักของเราที่มันเต็ม มันส่งต่อไปให้กับคนอื่นที่เขาต้องการได้ เคยพูดกับแฟนว่า เงินที่แขกให้ ก็จะเป็นเงินที่เอาไปทําบุญเลี้ยงอาหาร อยากให้เขาได้อยู่ในวันนั้นด้วย อยากให้รู้สึกว่างานที่มีความรักทั้งจากเราสองคน มีความรักจากทุกคนที่มางาน แล้วก็ส่งต่อไปให้ที่พวกเขาด้วย”
แบบที่สองคือเธออยากจะข้ามผ่านวัฒนธรรมประเพณีโดยการเปลี่ยนจากการจัดงานแต่งงานไป “แอดเวนเจอร์ไม่ต้องเป็นทางการเปลี่ยนไปเป็นแบบปลูกป่ากัน ไปปล่อยเต่ากันเลย เหมือนได้ไปส่งต่อให้ธรรมชาติ ให้สิ่งแวดล้อม อันนี้นะเป็นภาพที่แบบอยากทํา”
กิ๊บทิ้งท้ายว่า แต่ถ้ามีลูกค้าคนไหนอยากทำเธอก็พร้อมขายไอเดียให้ด้วย
เมื่อความรักของเราไม่ไปเบียดเบียนสิ่งแวดล้อม
แน่นอนว่าเมื่อเป็นนักจัดงานแต่งงานก็ต้องถามเรื่องนิยามความรัก ซึ่งในสายตาของเธอเองก็สามารถตอบได้หลายแบบ
ความรักรูปแบบที่หนึ่งสำหรับเธอคือ ความรักที่ได้เผื่อแผ่ไปยังโลกและสิ่งแวดล้อม ในทุกการทำงานในฐานะนักจัดงานแต่งงาน เธอมักชวนบ่าวสาวเห็นถึงความสำคัญของเรื่องนี้เสมอเพราะ “การจัดงานแต่งงานมันเห็นชัดเจนเลยถึงความแตกต่างของปริมาณของขยะ ถ้าลองเทียบงานสเกลเท่ากันระหว่างงานที่จัดโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมกับงานที่แต่งแบบประเพณีดั้งเดิมหรือสายโต๊ะจีนทุกอย่างกินเต็มที่ ดังนั้นมันจะดีกว่าหรือเปล่าถ้าความรักของเราไม่ไปเบียดเบียนสิ่งแวดล้อม”
ส่วนความรักอีกรูปแบบ คือความรักในงานของเธอ สิ่งเหล่านี้ถ่ายทอดออกมาทั้งแววตา น้ำเสียง บรรยากาศออฟฟิศ หรือแม้กระทั่งในเฟอร์นิเจอร์และพร็อพสำหรับจัดงานแต่ง การเป็นนักจัดงานแต่งงานเป็นงานที่กิ๊บทําแล้วมีความสุข ซึ่งเธอเล่าให้ฟังพร้อมรอยยิ้มว่า
“การจัดงานแต่งงานเป็นงานที่เราทําแล้ว เราเห็นความสุขของคนอื่นอยู่ตรงหน้าเรา เห็นความสำเร็จของงาน เห็นรอยยิ้ม เห็นเสียงหัวเราะ เห็นคําขอบคุณ เห็นความรัก เห็นเรื่องราวของบ่าว-สาวที่บางทีมันเกิดขึ้นไม่กี่นาที เห็นเรื่องราวของผู้มาร่วมงาน เห็นเรื่องราวของคุณพ่อคุณแม่ที่เลี้ยงบ่าวสาวมา เรารู้สึกว่าเราได้เป็นส่วนหนึ่งของความรักในครั้งนี้ เราได้เป็นส่วนหนึ่งของการที่ทำให้ความรักของเขามันเติมเต็มมากขึ้น แล้วเราก็รู้สึกว่าเออเราแฮปปี้กับการทํางานมากๆ”



