จากกระแสข่าว ‘น้ำสีรุ้ง’ ที่ปรากฏในแม่น้ำปราจีนบุรี และคลองเขาไม้แก้ว อำเภอกบินทร์บุรี และอำเภอศรีมหาโพธิ์ จังหวัดปราจีนบุรี ภาพนี้ถูกแชร์ต่อไปยังผู้คนมากมายที่ไม่ใช่เพียงชาวปราจีนบุรีเท่านั้น การตั้งคำถามของคนมากมายเกี่ยวกับที่มาของน้ำสีรุ้ง สู่การเปิดเผยรายชื่อโรงงานรีไซเคิลขยะอันตราย 3 แห่ง ทางอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรีได้สั่งปิดและตรวจสอบ แต่คำถามที่ว่า “โรงงานทุนจีนเหล่านี้เข้ามาเปิดได้อย่างไร เจ้าหน้าที่รัฐไทย กฎหมายไทย ปล่อยให้ประเทศเดินมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร” คำถามเหล่านี้ยังไร้คำตอบที่ชัดเจนจากเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงมหาดไทยที่ดูเหมือนจะต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ไปเต็มๆ
ความจริงแล้ว ‘โรงงานรีไซเคิลขยะทุนจีน’ ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในปีนี้เท่านั้น แต่โรงงานเหล่านี้เสมือนเป็นไวรัสที่แพร่ระบาดหนักในปีช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สร้างบาดแผล ความเจ็บปวด สิ่งสารเคมีปนเปื้อนในแหล่งที่ดิน แหล่งน้ำธรรมชาติ ส่งผลให้ชาวบ้านพื้นที่มาแล้วหลายจังหวัด โดยเฉพาะในภาคตะวันออกทั้งในและนอกเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก

คลองกิ่วแห่งชลบุรี กับการระบาดแรกๆ ของไวรัสทุนจีน
ย้อนกลับไปในปี พ.ศ.2567 ผู้เขียนได้รับเรื่องร้องเรียนจากชาวบ้านในต.คลองกิ่ว อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี แจ้งข้อมูลว่ามีทุนจีนมาเช่าที่นาชาวบ้าน ตั้งโรงงานคัดแยกขยะ ส่งกลิ่นสารเคมีคละคลุ้ง น้ำสีรุ้งปนเปื้อนสนิทรั่วไหลจากโรงงาน ทำให้พื้นที่เกษตรกรรมข้างเคียงเสียหาย ต้นไม้ล้มตาย น้ำใต้ดินใช้บริโภค-อุปโภคไม่ได้ ร้องเรียนไปยังอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรีแล้ว มีคำสั่งให้ปิดปรับปรุง แต่สุดท้ายก็แอบดำเนินการไม่สนใจประกาศที่ติดไว้ที่หน้าโรงงาน
เมื่อผู้เขียนลงพื้นที่พบว่า พื้นที่โรงงานทุนจีนที่ตั้งอยู่ในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลคลองกิ่ว รายล้อมด้วยไร่สัปปะรด ทุ่งนา และชุมชน ผู้เขียนลัดเลาะไปตามถนนคันนาห่างจากถนนทางหลวง บนพื้นดิน 88 ไร่ กลายเป็นอาณาจักรโรงงานรีไซเคิลขยะขนาดใหญ่ ภายในมีอาคารโรงงานและโกดังกว่า 30 หลัง บางหลังมีชื่อบริษัทติดไว้เป็นภาษาจีน บางหลังมีป้ายประกาศสั่งปิดปรับปรุงโรงงาน แต่ยังพบแรงงานข้ามชาตินั่งคัดแยกขยะอยู่ สิ่งที่ตกใจคือ กองขยะอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมหาศาลตั้งกองทั้งที่แจ้งและในร่ม มีทั้งแผงวงจร กล่องฮาร์ดดิสก์ สายไฟ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์เก่า และเศษโลหะ ที่ต้องตกใจมากที่สุดคือ บ่อชะล้างที่มีเพียงผ้าใบปู ตั้งกลางแจ้ง ภายในบ่อน้ำสีดำเต็มไปด้วยสารเคมีปนเปื้อนล้นทะลักไหลลงสู่พื้นที่ดินซึมเข้าแหล่งน้ำธรรมชาติ

เมื่อกฎหมายไทยเอื้อทุนจีนเปิดโรงงานรีไซเคิลขยะ ย้ายถังขยะโลกจากแดนมังกรสู่สยาม
คำถามว่า “เจ้าหน้าที่รัฐทำอะไร ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ได้อย่างไร” ดังก้องในหัวของผู้เขียน สู่การไล่หาคำตอบจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง พบว่าโรงงานรีไซเคิลขยะกลุ่มนี้คือกลุ่มนักลงทุนชาวจีน หรือทุนจีนเทา ที่กล้าใช้คำว่าทุนเทา เพราะมีการลักลอบฝ่าฝืนกฎหมายและใช้ช่องประโยชน์จากกฎหมายไทยโดยมีคนไทยเอื้อประโยชน์เพื่อแลกกับเศษเงินเมื่อเทียบกับความสูญเสียทางทรัพยากรธรรมชาติและกำไรมหาศาลของทุนจีนเทา
โรงงานรีไซเคิลขยะ บนที่ 88 ไร่ ในที่อบต.คลองกิ่วเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนในการเปิดเผย ‘วงจรธุรกิจโรงงานรีไซเคิลขยะของชาวจีน’ จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ.2560 มีข้อมูลว่า มีบริษัทรายหนึ่งที่มีคนไทยมาสำรวจขอเช่าที่นาเพื่อสร้างโรงงาน เมื่อตกลงกับเจ้าของที่ได้ ก็มีการก่อสร้างอาคารและไปขอใบอนุญาตก่อสร้างอาคารกับท้องถิ่นจากนั้นได้ไปยื่นจดทะเบียนบริษัท และ ยื่นขอใบอนุญาตจัดตั้งโรงงาน หรือ (รง.4) กับสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี

ที่มาอันลักลั่นของการตั้งโรงงานในเขตพื้นที่เกษตรกร หรือพื้นที่สีเขียวได้
คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่ 4/2559 ที่ลงนามโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ลงนามเรื่องการยกเว้นการบังคับใช้กฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมสำหรับการประกอบกิจการบางประเภทมีผลบังคับใช้ภายใน 1 ปีนับตั้งแต่มีคำสั่งให้สำหรับผู้ประกอบกิจการลำดับที่ 88 ของกฎกระทรวง (พ.ศ.2535) ออกตามความในพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 กำหนดไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยปี พ.ศ.2558- 2579 คณะรัฐมนตรีเห็นชอบเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2558 และแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกปี พ.ศ.2558-2579 ให้ยกเว้นโรงงานคัดแยกวัสดุที่ใช้แล้ว โรงงานบำบัดน้ำเสีย เตาเผาขยะ และโรงงานนำเข้าผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่ไม่ใช้แล้วสามารถตั้งในพื้นที่ใดก็ได้ โดยไม่อยู่ในเขตพื้นที่อุตสาหกรรม เป็นผลให้โรงงานประเภท 105 โรงงานคัดแยกและฝังกลบสิ่งปฏิกูล และวัสดุไม่ใช่แล้วเพื่อประกอบกิจการหลุมฝังกลบขยะ และโรงงานประเภท 106 โรงงานรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ โรงงานหลอมโลหะ ได้รับการยกเว้นผังเมืองด้วย
ไม่เพียงเรื่องการยกเว้นผังเมืองที่กลายเป็นช่องโอกาสให้กลุ่มทุนจีนเทาโรงงานรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์เข้ามา ยังมีช่องโหว่ของกฎหมายด้านการจดทะเบียนบริษัทของกระทรวงพาณิชย์อีกด้วย ตามพระราชบัญญัติประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ระบุว่าประเภทธุรกิจที่ชาวต่างชาติห้ามทำนั้นจะต้องขออนุญาตตามใบแนบท้าย แต่หากเป็นธุรกิจประเภทโรงหลอมขยะพลาสติก หรือขยะรีไซเคิล สามารถจดจัดตั้งบริษัท โดยมีกรรมการผู้ถือหุ้นเป็นชาวต่างชาติได้ 100%ได้ และเป็นสถานะธุรกิจต่างด้าวประกอบกิจการได้เลยโดยไม่ต้องขออนุญาตจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า อีกทั้งกฎหมายไม่ได้กำหนดจำกัดจำนวนบริษัท ชาวต่างชาติในกลุ่มธุรกิจสามารถจดทะเบียนกี่บริษัทก็ได้ และสามารถนำใบนิติบุคคลไปขออนุญาตสร้างโรงงานกับกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้

วงจร ‘ธุรกิจการจัดสรรเพื่อการรีไซเคิล’ ที่ไม่ได้รักษ์โลก
ช่องว่างของคำสั่งคสช.ฉบับที่ 4/2559 นี้เอง ทำให้กลุ่มทุนจีนและกลุ่มคนไทยที่เห็นโอกาสนี้ได้ใช้เป็นเครื่องมือสร้างวงจรธุรกิจใหม่ ดาวัลย์ จันทรหัสดี เจ้าหน้าที่อาวุโสและผู้ประสานงานเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากมลพิษอุตสาหกรรม มูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH) ขนานนามวงจรธุรกิจนี้ คือธุรกิจการจัดสรรเพื่อการรีไซเคิล พฤติการณ์หลักๆ คือ กลุ่มคนไทยเปิดบริษัทนอมินีมีหน้าที่ดำเนินการหาที่ตั้งโรงงานทั้งแบบเช่าหรือซื้อ จากนั้นบริษัทไทยนอมินีดำเนินการขอใบอนุญาตปลูกสร้างอาคาร ใบอนุญาตจัดตั้งโรงงาน ซึ่งส่วนใหญ่จะขออนุญาตตั้งโรงงานประเภทที่ 53 เป็นโรงงานประกอบกิจการเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์พลาสติก หลอม หล่อ บดอัดพลาสติก จากนั้นให้บริษัทนอมินีไทยติดประกาศรับฟังความเห็นของชาวบ้านในพื้นที่ แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่รู้ว่ามีการตั้งโรงงานหรือบางพื้นที่ได้จัดตั้งกลุ่มประชาชนมารับฟัง เมื่อไม่มีเสียงคัดค้าน สามารถไปออกใบอนุญาตตั้งโรงงานอุตสาหกรรมได้ จากนั้นเริ่มมีทุนจีนเข้ามาเปิดบริษัทหลายบริษัทมีทั้งแบบถือหุ้นร่วมกับคนไทย
ตัวอย่าง ‘คลองกิ่วโมเดล’ จากการตรวจสอบหนังสือบริคณห์สนธิของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับโรงงานในพื้นที่ 88 ไร่ พบว่า มีกลุ่มที่ตั้งโรงงานนี้มีการจดทะเบียนตั้งบริษัท 3 แห่ง แต่ละบริษัทมีชื่อคนไทยและคนจีนสลับไปสลับมา และในกลุ่มบริษัทที่อยู่ในพื้นที่เดียวกันมีรายชื่อกรรมการเป็นคนจีนถือหุ้น 100 % และที่สำคัญทั้ง 3 บริษัทได้ยื่นขออนุญาตใบประกอบกิจการประเภท โม่ บด ย่อย เหมือนกันรวม 4 ฉบับ และมีขอใบประกอบกิจการประเภททำพลาสติก คัดแยกวัสดุ และผลิตเม็ดพลาสติกอีก 3 ฉบับ สังเกตได้ว่ามีการอนุญาตใบอนุญาตคล้ายกันในกลุ่มบริษัทเดียวกัน
ความน่าสงสัยของการขอใบอนุญาต
อ้างอิงตาม พระราชบัญญัติโรงงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 ทำให้ใบขออนุญาตประกอบกิจการ โรงงาน โกดัง และคลังสินค้าเพื่อตั้งโรงงานสามารถปล่อยให้เช่าได้ เช่าซื้อได้ ข้อมูลจากวงในอุตสาหกรรมพบว่า ใบอนุญาตตั้งโรงงานและใบอนุญาตขอประกอบกิจการ มีการซื้อขายราคาหลักล้านบาท กลุ่มธุรกิจจีนเทาเห็นช่องการค้าของวงจรธุรกิจนี้ได้ นำไปแนะนำบอกต่อให้กลุ่มธุรกิจทุนจีนรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ให้มาลงทุนซื้อช่วงหรือเช่าช่วงต่อในประเทศไทย เพราะไม่ได้สามารถดำเนินธุรกิจนี้ได้ในสาธารณรัฐประชาชนจีน หลังมีกฎหมายคุมเข้มโรงงานที่สร้างมลพิษจากขยะอิเล็กทรอนิกส์ในช่วงปี พ.ศ.2559 กลุ่มทุนจีนธุรกิจประเภทกิจการโรงงานรีไซเคิลขยะพิษ ขยะอิเล็กทรอนิกส์ และโรงงานหลอมพลาสติก/โลหะ ได้ย้ายฐานการผลิตออกจากจีน และหลั่งไหลเข้ามาตั้งโรงงานที่เกิดจากช่องโหว่กฎหมายไทยในพื้นที่ฉะเชิงเทรา, ระยอง, ชลบุรี และปราจีนบุรี เป็นต้น
เมื่อทุนจีนเทาเหล่านี้ดำเนินธุรกิจรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ไปแล้วสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ชุมชนข้างเคียง มีคำร้องเรียนไปยังหน่วยงานระดับจังหวัด หากมีคำสั่งปิด บริษัทที่ถูกสั่งปิด ได้ย้ายไปหาเช่าโรงงานในพื้นที่อื่น ส่วนโรงงานที่ถูกสั่งปิดนั้น ได้ปล่อยเช่าช่วงต่อให้กับอีกบริษัทหนึ่งมาเปิดดำเนินการต่อโดยที่ไม่ได้ปรับปรุงแก้ไขให้ถูกตามระเบียบ พฤติการณ์เป็นลักษณะนี้หมุนเวียนกันไปในหลายพื้นที่

สมนึก จงมีวศิน นักวิชาการอิสระ EEC Watch และเครือข่ายเพื่อนตะวันออก ให้คำนิยามกับวงจรธุรกิจนี้ว่า “ทุกอย่างเป็นจีนทั้งหมด ระบบครบวงจร เช่น บริษัท ก. เป็นห่วงโซ่อุปทานให้บริษัทอื่น มีลักษณะการทำธุรกิจที่ต่อเนื่องกัน นอกจากนี้พบว่ามีหลายบริษัทเช่าช่วงกัน พอเข้าไปจับ สั่งปิด ออกใบเตือนบริษัทที่ถูกสั่งปิดหนีไปทำที่อื่น และให้ที่ตั้งโรงงานนั้นให้อีกบริษัทหนึ่งมาเช่าช่วงต่อ มีทั้งมีใบอนุญาตและไม่มีใบอนุญาต เพราะโทษปรับหากพบการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมนอกโรงงานหรือ ไปฝังกลบไม่ถูกต้อง ต้องใช้กระบวนการพิสูจน์ทราบถึงการกระทำผิดของโรงงานที่ต้องใช้เวลา และโทษปรับไม่เกิน 200,000 บาท ทำให้กลุ่มทุนจีนเทาเข้ามาจำนวนมาก เพราะหากเทียบรายได้กับค่าปรับที่เปลี่ยนเป็นสกุลเงินหยวนแล้วมันเล็กน้อยมาก”
นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2559 หลังคำสั่ง คสช.มีผลบังคับใช้ แม้ว่าในคำสั่งจะระบุให้เวลา 1 ปี แต่ทางการปฏิบัติชัดเจนว่าการก่อตั้งโรงงานรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมากที่ลามเป็นไวรัสกระจายไปหลายจังหวัดในภาคตะวันออก ได้สร้างมะเร็งร้ายให้กับทรัพยากรไทย สิ่งแวดล้อม ชุมชน เศรษฐกิจและรายได้ ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยว่าโรงงานเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมๆ กันภายในปี พ.ศ. 2560
คำถามคือ เจ้าหน้าที่รัฐทั้งที่อยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงพาณิชย์รับรู้บ้างหรือไม่ ที่ผ่านมาได้มีการยับยั้ง และแก้ไขหรือเข้าไปตรวจสอบอย่างไร หรือจะปล่อยให้ไวรัสนี้ระบาดไปในอีกหลายพื้นที่ของจังหวัดอื่นๆ สร้างความเสียหาย ลุกลามเป็นมะเร็งร้ายจนต้องตัดอวัยวะไปเพื่อป้องกันเชื้อ แต่ประเทศไทยเป็นอาณาเขต ไม่สามารถเฉือนจังหวัดใดจังหวัดหนึ่งได้
เพราะชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบคือประชาชนคนไทยที่ต้องรับสิทธิการคุ้มครองและดูแลจากเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่รัฐจะปฏิเสธไม่ได้

เรื่องโดย พรทิพย์ โม่งใหญ่


