/

เรื่องมันมีอยู่ว่า… รวม 5 เรื่องเล่าประสบการณ์ผีๆ โกสต์ๆ จากภาคตะวันออก

ในช่วงเวลาก่อนจะถึงสิ้นเดือนตุลาคมนี้ ไม่ว่าจะหันไปทางใดก็จะเห็นการประดับตกแต่งห้างร้านด้วยสิ่งที่มีรูปผี เช่น หน้ากากผี หุ่นผี หรือสัตว์ประหลาด และที่สำคัญคือ ฟักทองแกะสลักหน้าผี หรือที่เรียกกันว่า Jack-o’-lantern 

นั่นก็เพราะในวันที่ 31 ตุลาคมของทุกปีคือช่วงเวลาของวันฮาโลวีน (Holloween) หรือเทศกาลงานเฉลิมฉลองยามค่ำคืนที่ผู้คนทั่วโลกนิยมจะประดับตกแต่งบ้านด้วยสิ่งของต่างๆ ที่เกี่ยวข้องภูตผีผิศาจและสัตว์ประหลาด

ขณะที่บ้างคนก็นิยมออกไปงานปาร์ตี้พร้อมแต่งกายเป็นผีและสัตว์ประหลาด และในต่างประเทศก็จะมีกิจกรรม ‘หลอกหรือแกล้ง’ (Trick or Treat) ที่เด็กๆ จะแต่งกายเป็นผีหรือสัตว์ประหลาดแล้วออกไปไปขอขนมหรือลูกอมจากบ้านใกล้เคียง 

แต่ถึงอย่างนั้น กิจกรรมอย่างหนึ่งที่ขาดไม่ได้ในช่วงเทศกาลฮาโลวีนและดูจะเป็นกิจกรรมที่นิยมกันมาก นั่นก็คือ การเล่าหรือการฟังเรื่องผี และเพื่อให้ชาวภาคตะวันออกได้สัมผัสและเพลิดเพลินไปกับบรรยากาศขนหัวลุกของเทศกาลฮาโลวีน เราได้รวม 5 เรื่องผีที่เล่าในรายการผีใน เดอะโกสต์ เรดิโอและหลอนตามสั่งมาให้ไปตามกัน (มีสปอยล์เนื้อหานะ)

1.

ของฝากจากระยอง โดย คุณส้ม

อยากฟังก่อนอ่านสรุป : https://www.youtube.com/watch?v=7yrF2pKYa6I

ของฝากจากระยอง เป็นเรื่องจากประสบการณ์ของคุณส้ม เป็นเหตุการณ์ที่ได้พบเจอในช่วงที่เดินทางมาเยี่ยมครอบครัวของน้องชายที่จังหวัดระยอง โดยเรื่องมีอยู่ว่า

ในช่วงวันหยุดติดต่อกันหลายวัน คุณส้มและแฟนได้เดินทางจากชลบุรีไปที่ระยอง เพื่อเยี่ยมน้องชาย น้องสะใภ้ และหลานตัวน้อยที่เพิ่งคลอด เมื่อมาถึงที่ น้องชายก็บอกให้คุณส้มและแฟนไปพักผ่อนเอาแรง เพราะในวันรุ่งขึ้นจะพาไปกินก๋วยเตี๋ยวร้านเด็ด

เช้าวันต่อมาน้องชายและน้องสะใภ้ก็พาคุณส้มและแฟนไปที่ร้านก๋วยเตี๋ยว ซึ่งตั้งอยู่ติดกับถนนสุขมวิท ด้านหลังร้านมีลักษณะเป็นป่าที่ค่อนข้างรก มีบ้านร้างขนาด 2 ชั้น และไม่ใกล้ไม่ไกลกันก็มีต้นมะขามขนาดใหญ่ตั้งอยู่ แต่เพราะบรรยากาศในร้านค่อนข้างคึกคัก มีลูกค้าแน่นขนัด ขณะที่ของกินก็มีให้เลือกหลากหลาย คุณส้มก็เลยไม่คิดอะไร ก่อนจะสั่งอาหารและนั่งกินกันตามปกติ จนเมื่อทุกคนอิ่ม แฟนของคุณส้มก็ขอตัวไปเข้าห้องน้ำ  แล้วบอกว่าถ้าเสร็จแล้วก็จะเดินตามไปที่รถเลย

แต่ในตอนที่เดินกลับมานั้น แฟนของคุณส้มไม่ได้ตรงมาที่รถ แต่ไปก้มๆ มองๆ ใต้ท้องแทน จากนั้นแฟนของคุณส้มก็ถามทุกคนว่าได้กลิ่นอะไรไหม ซึ่งในตอนแรกไม่มีใครได้กลิ่นอะไร จนเมื่อจบคำถาม กลิ่นนั้นก็ตลบอบอวลเข้ามาภายในรถทัน เป็นกลิ่นสาป คล้ายกลิ่นหนูตาย แต่เมื่อไล่ตรวจทั้งในและนอกรถต่างก็ไม่เจออะไร น้องชายคุณส้มจึงขับรถกลับบ้านโดยลดกระจกรถไล่กลิ่นเหม็นสาปไปตลอดทาง 

หลังจากนั้นแฟนของคุณส้มก็มีอาการผิดปกติ คือไม่ว่าจะไปสังสรรค์กับญาติพี่น้องที่ไหนในช่วงวันหยุดนั้น แฟนของคุณส้มก็อยากที่จะกลับบ้านตลอดเวลา ซึ่งคุณส้มเองก็เข้าใจไปอาจจะเพราะเหนื่อยที่ต้องขับรถไปมาหลายที่ แต่แล้วในกลางดึกของคืนหนึ่ง คุณส้มก็ได้ยินเสียงแฟนตัวเองกำลังทุบที่นอน โดยแฟนของคุณส้มบอกว่าทุบเพราะรู้สึกปวดแขน คุณส้มจึงเปิดไฟฉายจากโทรศัพท์ ตั้งใจจะส่องไปที่แขนของแฟน แต่ในระหว่างนั้นกลับเห็นว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งนั่งกอดเข่าอยู่บนของแฟนก่อนจะหายไป ในจังหวะคุณส้มตกใจมาก แต่ก็คิดว่าตนเองอาจจะเมาขี้ตา เพราะเพิ่งตื่น เลยจัดการหายาให้กินแล้วก็หลับต่อ

หลังจากนั้นทั้งคุณส้มและแฟนต่างเจอกับเหตุการณ์ผีอำและฝันประหลาด โดยเป็นการฝันถึงผู้หญิงคนเดียว ซึ่งแฟนคุณส้มฝันว่าผู้หญิงคนดังกล่าวมาขอให้แฟนของคุณส้มไปอยู่ด้วยกัน ซึ่งแฟนคุณส้มก็ปฏิเสธไป แต่เหตุการณ์กลับหนักมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกันแฟนของคุณส้มก็มีอาการแปลกไป มักจะรู้สึกหงุดหงิดกับคุณส้มบ่อยๆ ทั้งที่โดยปกติแล้วรักกันดี คุณส้มและแฟนจึงไปพากันปรึกษากับคุณตาคนหนึ่งที่เป็นคนมีวิชา ซึ่งคุณตาก็บอกกับคุณส้มและแฟนว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งติดตามแฟนของคุณส้มอยู่ ติดตามมาจากต้นมะขามที่ร้านก๋วยเตี๋ยวนั้น พร้อมกับแนะนำว่าให้ทำบุญไปให้ แล้วเขาไปตามทางของเขาเอง 

คุณส้มและแฟนก็ปฏิบัติตามคำแนะนำนั้น แต่ว่าเหตุการณ์กลับยิ่งรุนแรงมากขึ้น โดยในหลายๆ เหตุการณ์นั้นต่างบ่งชี้ชัดเจนว่าผู้หญิงคนดังกล่าวพยายามที่จะแย่งแฟนของคุณส้มไปให้ได้ เพราะรู้สึกว่าถูกชะตามาก ทั้งมาเข้าฝันของแฟนคุณส้มเพื่อชักชวนไปอยู่ด้วย มาเข้าคุณส้มเพื่อหลอกให้คุณส้มกลัว  ขณะที่แฟนของคุณส้มก็มีอารมณ์หงุดหงิดกับคุณส้มมากยิ่งขึ้น ถึงขั้นที่ชี้หน้าคุณส้มแล้วตะคอกว่า “น่ารำคาญ” จากนั้นคุณส้มที่อดทนมานานก็เริ่มจะทนไม่ไหว ออกโรงด่าทั้งผีทั้งคน จนในที่สุดวิญญาณของหญิงคนดังกล่าวก็หายไป ไม่มาปรากฏตัวในฝัน มาสร้างสถานการณ์ หรือมาทำให้แฟนของคุณส้มแสดงอาการหงุดหงิดใส่อีกเลย

2.

สี่แยกบางแสน โดย คุณตุ๊กตา

อยากฟังก่อนอ่านสรุป : https://www.youtube.com/watch?v=R5DBx4Pd8fI

สี่แยกบางแสน เป็นเรื่องคุณตุ๊กตาได้ยินได้ฟังมาจากเพื่อนบ้านในย่านบางแสน ตรงสี่แยกแหลมแท่น โดยเป็นเรื่องที่มาจากเหตุการณ์จริง

คุณตุ๊กตาเล่าว่าสี่แยกแหลมแท่นในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมายังไม่เจริญเท่าทุกวันนี้ โดยที่จรงนั้นจะมีร้านซุ้มกาแฟโบราณ มีวิเนมอเตอร์ไซค์ มีลานที่ถูกทำเป็นตลาดนัดในทุกๆ วันพุธ ซึ่งในลานก็จะมีต้นไม้ มีต้นหญ้าขึ้นอยู่ ทำให้บางจุดดูคล้ายป่ารกร้าง  และในครั้งหนึ่งเคยเกิดเหตุสะเทือนขวัญขึ้นที่นี่

เรื่องมันมีอยู่ว่าคืนหนึ่งมีวัยุร่นหญิงชายนั่งเล่นกันอยุ่ซุ้มร้านกาแฟ จากนั้นก็เกิดเหตุข่มขืนและฆาตกรรมขึ้น โดยมีการอำพรางให้ดูเหมือนว่าหญิงคนดังกล่าวกระทำการผูกคอตายบนถังน้ำแข็งที่อยู่ด้านหลังร้านกาแฟ ซึ่งผู้ที่พบเห็นเป็นคนแรกก็คือเจ้าของร้านกาแฟดังกล่าว โดยลักษณะเด่นของหญิงคนนั้นคือสวมใส่เสื้อยืดสีขาว มีลายเป็นตัวเลข 65 และนุ่งกางเกงขาสั้นลายการ์ตูน

ภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจและพยาบาลจัดการสถานที่เกิดเหตุเรียบร้อย ก็ได้มีการพยายามปกปิดเรื่องเอาไว้ อาจจะเพราะเหตุผลเรื่องคดี แต่ผู้คนในละแวกนั้นก็ได้เจอกับเหตุการณ์ประหลาดๆ หลายอย่าง เริ่มที่คนขับรถสองแถวคนหนึ่ง สายเฉลิมไทย-หนองมน ที่ต้องไปวนรถตรงสี่แยกแหลมแท่น และได้เจอผู้หญิงคนหนึ่งมายืนโบกรถ แต่ในตอนนั้นเป็นช่วงห้าทุ่มซึ่งหมดรอบที่จะวิ่งรถแล้ว เขาจึงไม่จอดรับ และปรากฏว่าผู้หญิงคนดังกล่าวได้วิ่งตามรถมาด้วยความโกรธ เมื่อเห็นดังนั้นคนขับรถสองแถวก็นึกขึ้นได้ว่าเพิ่งแถวนี้เพิ่งจะเกิดเหตุฆาตกรรมขึ้น จึงรีบเร่งเครื่องรถแล้วขับหนีไป

อีกเหตุการณ์หนึ่งคือวินมอเตอร์ไซค์ที่มาจอดรอรถรับส่งพนักงานจากโรงงานที่สี่แยกแหลมแท่นในช่วงเช้ามืด และระหว่างที่กำลังรอยู่นั้นก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาหาแล้วบอกว่าให้พาไปส่งที่บ้าน  วินมอเตอร์ไซค์ก็ตอบตกลงแต่เมื่อถามไปว่าบ้านอยู่ที่ไหน ผู้หญิงคนนั้นกลับบอกว่าจำไม่ได้ แล้วก็หายตัวไปในระหว่างเสี้ยววินาทีที่วินมอเตอร์ไซค์ละสายตาไปหยิบหมวกกันน็อก ซึ่งด้วยความเป็นคนนอกพื้นที่วินมอเตอร์ไซค์ก็ไม่ได้คิดอะไร จนกระทั่งช่วงสายก็ได้ไปนั่งคุยกับเพื่อนวินมอเตอร์ไซค์ในพื้นที่ และได้เล่าเรื่องให้ฟัง ก่อนที่เพื่อนจะถามถึงลักษณะของผู้หญิงว่าใส่เสื้อสีขาว มีลายเป็นตัวเลข 65 และนุ่งกางเกงขาสั้นลายการ์ตูนหรือไม่ พร้อมกับเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง เมื่อรู้เช่นนั้น วินมอเตอร์ไซค์คนดังกล่าวก็ไม่มาวิ่งรถที่แถวสี่แยกนั้นอีกเลย

อีกเหตุการณ์เป็นเรื่องของป้าขายข้าวแกงที่มักจะเข็นรถข้าวแกงจากบ้านแถวๆ สี่แยกไปขายตรงหน้าเทศบาลแสนสุข โดยจะออกจากบ้านตั้งแต่ช่วงเช้ามือ ราวๆ ตีห้าครึ่งของทุกวัน มีอยู่วันหนึ่งป้าก็เข็นไปตามปกติและระหว่างทางก็เจอผู้หญิงคนหนึ่งถือขวดเบียร์เดินวนไปวนมาคล้ายคนกำลังกลัดกลุ้ม ซึ่งป้าก็ไม่ได้คิดอะไรเพราะบางแสนเป็นแหล่งของวัยรุ่น ก็คิดไปว่าอาจเป็นคนที่มาสังสรรค์กับเพื่อน แต่ในวันที่สองและวันที่สามของการออกไปขาย ก็ยังเจอผู้หญิงคนดังกล่าวนี้อีก จึงได้ไปเล่าให้เพื่อนที่เปิดร้านขายของชำฟัง แล้วก็ได้ข้อสังเกตว่าผู้หญิงที่ตนเจอนั้นอาจไม่ใช่คน ทั้งยังสวมใส่เสื้อผ้าในลักษณะเดียวกับหญิงสาวที่ถูกฆาตกรรม

3.

คืนหลอนโรงแรมเฮี้ยน โดย คุณเอม

อยากฟังก่อนสรุป : https://www.youtube.com/watch?v=cAc4qVf4WHg

คืนหลอนโรงแรมเฮี้ยน เป็นเรื่องที่มาจากประสบการณ์การไปเล่นที่ดนตรีที่ร้านแห่งหนึ่งในภาคตะวันออก โดยที่ทางร้านได้จัดเตรียมสถานที่พักไว้ให้ เป็นโรงแรมเก่าที่มีลักษณะคล้ายกับอพาร์ทเม้น

เมื่อไปถึงโรงแรมและเตรียมเช็คอินเข้าที่พัก ปรากฏว่าห้องพักของทุกคนในวงอยู่ชั้น 7 แต่ลิฟต์ของทางโรงแรมเสียไม่สามารถหยุดที่ชั้น 7 ได้ คุณเอมและเพื่อนร่วมวงต้องเลือกว่าจะขึ้นไปถึงชั้น 8 และเดินลงมาหรือจะหยุดที่ชั้น 6 แล้วเดินขึ้นไป ซึ่งห้องพักของคุณเอมอยู่ริมสุด  ลักษณะเด่นของห้องนี้คือมีประตูเปิดออกไปที่ระเบียงได้ ซึ่งเมื่อคุณเอมเดินไปเปิดประตูด้านหลัง ประตูทางด้านหน้าก็ปิดลงทันที จากนั้นจึงสังเกตเห็นว่ามีรอยเท้า เป็นรอยเท้าเปล่าที่มีขนาดใหญ่กว่าเท้าของคุณ เดินจากประตูหลังไปที่ประตูหน้า ซึ่งตอนนั้นคุณเอมเข้าใจว่าเป็นรอยเท้าของพนักงานทำความสะอาด ด้วยความที่เป็นห้องซึ่งค่อนข้างเก่าและน้ำก๊อกในห้องน้ำก็ไหลออกมาเป็นสีสนิม คุณเอมจึงตัดสินใจเปลี่ยนห้องจากคือห้อง 705 ไปที่ห้อง 703

ในห้อง 703 ระหว่างที่คุณเอมนอนเล่นโทรศัพท์อยู่ หนึ่งในสมาชิกวงดนตรีก็มาที่หน้าห้องแล้วพยักหน้าให้คุณเอมคล้ายส่งสัญญาญอะไรบางอย่าง คุณเอมจึงออกมายืนคุยกับเพื่อนร่วมวงที่หน้าห้องตรงโถงทางเดินทำนองว่าที่นี่คงจะต้องมีอะไรบางแน่ๆ จากนั้นทั้งสองก็ได้ยินเสียงสัญญาณลิฟต์ที่ชั้นเจ็ด ซึ่งเป็นชั้นที่พนักงานบอกในตอนเช็คอินว่าลิฟต์เสีย เปิดที่ชั้นเจ็ดไม่ได้ โดยในระหว่างที่ทั้งสองพากันเดินไปดูตรงหน้าลิฟต์ จู่ๆ คุณเอมก็รู้สึกหายใจไม่ออก ทั้งๆ ที่ตรงนั้นคือช่องลม แต่ก็ไม่ได้มีอะไรไปมากกว่านั้น

จากนั้นเพื่อนร่วมวงของคุณฌอมก็ลงไปนวดที่ชั้นหนึ่งของโรงแรม ก่อนจะส่งข้อความมาให้คุณเอมว่า “รู้เรื่องแล้ว เดี๋ยวมาเล่าให้ฟัง” สักพักหนึ่งเพื่อนร่วมวงคนดังกล่าวพร้อมคนอื่นอีก 2 คน ก็มากันที่หน้าห้องของคุณเอม โดยประโยคแรกที่พูดเมื่อคุณเอมเปิดประตูคือ “เก็บของ” คุณเอมที่ตอนนั้นเต็มไปด้วยความสับสนก็พยายามถามหาสาเหตุจนเกิดเป็นความวุ่นวายเล็กน้อยก่อนที่ทุกอย่างจะหยุดนิ่ง จากนั้นคุณเอมก็มองหน้าเพื่อนแล้ว่า “หรอ” ซึ่งหมายถึง ‘มีผีหรอ’ และเมื่อเพื่อนยืนยันว่าใช่ การเก็บข้าวของทุกอย่างเพื่อออกจากห้อง 703 ก็เสร็จสิ้นภายในเวลาอันรวดเร็ว

คุณเอมและเพื่อนๆ รีบออกจากห้องนั้น แล้วไปรวมกันอยู่ที่อีกห้องหนึ่ง ก่อนที่เพื่อนๆ จะเล่าให้คุณเอมฟังถึงเรื่องที่ได้ยินมาจากหมอนวดที่ชั้นหนึ่ง โดยเรื่องมีอยู่ที่โรงแรมแห่งนี้เคยมีคนถูกฆาตกรรมแล้วนำร่างโยนลงไปที่ช่องทิ้งขยะ ซึ่งเมื่อรู้ที่มาที่ไปแล้ว คุณเอมและเพื่อนก็นึกถึงขึ้นได้ว่าช่วงก่อนที่จะเข้าห้องได้มีเพื่อนและนักดนตรีบางคนในกลุ่มพูดจาเชิงล้อเลียนสิ่งที่มองไม่เห็น ก็เกรงว่าเหตุการณ์จะยิ่งเลวร้าย จึงได้ตัดสินใจร่วมกันว่าคนที่รู้เรื่องนี้แล้ว ให้ไปเตรียมออกจากโรงแรมเพื่อไปพักที่อื่น ส่วนคนที่ยังไม่รู้ก็ให้พักผ่อนต่อไป เพราะคงไม่น่าจะมีอะไรเกิดขึ้น

แต่ในระหว่างที่คุณเอมและเพื่อนออกมายังที่พักใหม่ ก็ได้รับโทรศัพท์แจ้งว่ามีเพื่อนร่วมวงคนหนึ่งติดอยู่ในลิฟต์ และเพื่อนคนนั้นเพิ่งรู้เรื่องของโรงแรมไป จนในที่สุดคุณเอมและเพื่อนๆ ก็ต้องประสานตามช่างไฟ ช่างลิฟต์ไปช่วยเพื่อนของตัวเอง ซึ่งเมื่อช่วยได้แล้วก็พบเพื่อนของตนยังมีสติดีอยู่ แต่ที่นิ้วมือมีเลือดไหลออกมาก เพราะการตะกุยประตูลิฟต์นั่นเอง 

เมื่อเจอเหตุการณ์หลายๆ อย่างภายในช่วงเวลาไม่นานหลังจากเข้าพักที่โรงแรมนี้ คุณเอมจึงอธิษฐานเพื่อสื่อสารในทำนองว่าถ้ามีอยู่จริง ก็ขอให้ช่วยให้ได้เงินมากๆ หน่อยตอนที่เล่นดนตรี และถ้าได้เงินก็จะทำบุญไปให้ ซึ่งผลก็เป็นเช่นนั้นจริง คือคุณเอมได้เงินทิปเป็นจำนวนกว่า 2 หมื่นบาทจากการเล่นในหนึ่งคืน ทั้งที่ในร้านก็มีลูกค้าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งภายหลังจากเสร็จสิ้นการทำงาน คุณเอมและเพื่อนก็ได้เดินทางไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่เขาดังที่ได้กล่าวไว้

4.

ค่ายลูกเสือ โดย คุณหมี

อยากฟังก่อนสรุป : https://www.youtube.com/watch?v=4Ej8vF2s7uU

 

ค่ายลูกเสือ เป็นเรื่องจากประสบการณ์การเป็นครูพี่เลี้ยงในกิจกรรมเข้าค่ายลูกเสือ ณ ค่ายลูกเสือแห่งหนึ่งในจังหวัดระยอง โดยเรื่องมีอยู่ว่าในค่ายลูกเสือนี้จะมีการทำกิจกรรมโดยการแบ่งลูกเสือเป็นกลุ่มต่างๆ แล้วให้แยกย้ายกันไปเดินป่า ไปเข้าฐานทำกิจกรรม โดยที่ทุกกิจกรรมจะยุติลงที่เวลาสองทุ่ม อันเป็นช่วงเวลาการพักผ่อน และในช่วงเวลานั้น ครูพี่เลี้ยงจะเดินตรวจตราความเรียบร้อย 

ทว่าในคืนแรก ระหว่างครูพี่เลี้ยงกำลังเดินตรวจดูความเรียบร้อยอยู่นั้น ก็มีลูกเสือกลุ่มหนึ่งวิ่งมาบอกว่าที่เต้นท์นอนของพวกเขามีเด็กที่ไหนไม่รู้แอบเข้ามานอนด้วย โดยเขาใส่ชุดลูกเสือเต็มยศ มีผิวสีขาวซีดๆ และตัวเปียกน้ำ เข้ามาที่เต็นท์แล้วแย่งเอาผ้าห่มไป ซึ่งพวกตนไม่รู้ว่าและได้ไล่เขาออกจากเต้นท์ไปแล้ว 

ต่อมาในคืนที่สอง ระหว่างที่มีการทำกิจกรรมรอบกองไฟ หัวหน้าหมู่ลูกเสืออีกกลุ่มหนึ่งมาบอกครูพี่เลี้ยงว่าสมาชิกในกลุ่มหายไป 2 คน คาดว่าจะแอบหนีไปเล่นน้ำกัน เพราะในบริเวณค่ายมีบ่อน้ำอยู่ ซึ่งเมื่อพี่เลี้ยงไปตามหาที่บ่อน้ำก็พบเด็กทั้งสองจริง แต่ที่แปลกก็คือเด็กทั้งสองคนมีท่าทีเหม่อลอย และเมื่อถูกพาตัวมาที่จุดทำกิจกรรมรอบกองไฟแล้ว เด็กทั้งสองก็นั่งอยู่สักพักหนึ่งก่อนจะก็บอกแก่หัวหน้าหมู่ว่า “เดี๋ยวมานะ มีเพื่อนเรียก” หลังจากนั้นก็วิ่งกลับไปที่บ่อน้ำแล้วหายตัวไป

เมื่อเหตุการณ์เป็นอย่างก็เกิดความโกลาหลขึ้น บรรดาครูพี่เลี้ยงได้เกณฑ์เด็กลูกเสือทั้งหมดไปรวมกันไว้ที่บ้านพักครู แล้วระดมกันออกตามหาเด็กทั้งสองคนอีกครั้ง แล้วก็ได้เจอเด็กคนหนึ่งนั่งขดอยู่ที่ฐานกิจกรรมฐานหนึ่ง เมื่อสอบถามเด็กก็บอกว่าไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมจึงวิ่งออกมา รู้แต่เพียงว่ามีลูกเสือที่เป็นรุ่นพี่มาชวนไปเล่นน้ำ ซึ่งตนก็บอกไปว่าไม่อยากเล่น ประกอบกับได้สติและเกิดความรู้สึกกลัวมาก จึงได้วิ่งหนีมาหลบอยู่ที่ฐานกิจกรรมนี้

แต่เมื่อถามถึงเพื่อนอีกคน เด็กที่ถูกเจอคนนั้นก็บอกว่าเห็นเพื่อนถูกพาเข้าไปในป่าลึก แต่ไม่รู้ว่าไปทางไหน และจะไปที่ใด ครูพี่เลี้ยงพากันเข้าไปตามหาแต่ก็ไม่เจอ จึงได้ไปขอความช่วยเหลือจากชาวบ้านแถวนั้น แต่ก็ยังไม่พบ ชาวบ้านจำนวนหนึ่งจึงบอกว่าให้ลองขอกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดู แต่ก็ยังไม่พบเด็กอีกคนอยู่ดี

จนกระทั่งเช้าวันรุ่งขึ้น ชาวบ้านคนหนึ่งขับรถสามล้อเข้ามาที่ค่ายลูกเสือ แล้วบอกกับครูพี่เลี้ยงว่ามีคนพบเด็กที่หายไปอยู่ในโบสถ์เก่าของวัดร้างที่อยู่ห่างค่ายออกไป 6 กิโลเมตร จากนั้นครูพละที่เป็นพี่เลี้ยงคนหนึ่งจึงไปรับตัวเด็กคนนั้นกลับมา 

เมื่อเด็กคนที่สองได้พักผ่อนจนมีอาการดีขึ้น ครูพี่เลี้ยงก็สอบถามถึงเหตุการณ์ซึ่งเด็กก็ตอบเพียงว่ามีคนมาชวนไปเล่นน้ำ และพาไปเล่นฐานที่อยู่ในป่า โดยเขาชวนเล่นผูกคอแล้วก็สาธิตให้ดู เมื่อเห็นอย่างนั้นตนรู้สึกกลัวมากจึงพยายามจะวิ่งหนี แต่ว่ากลับหลงและเป็นลมอยู่ในป่านั้น มารู้สึกตัวอีกทีคือตอนที่ตายายคู่หนึ่งพาเดินออกจากป่า โดยตานุ่งผ้าขาวม้า ยายถือตะกร้าสานและไว้ทรงผมแบบคนโบราณ   ตาและยายได้พามาส่งไว้ที่โบสถ์แห่งนั้น พร้อมกำชับว่าอย่าออกไปจากที่นี่แล้วตาและยายก็จากไป ซึ่งเมื่อตาและยายไปแล้ว ตนก็เห็นว่าลูกเสือคนนั้นได้มาเดินอยู่รอบๆ โบสถ์ ตนจึงรู้สึกกลัวมาก ไม่กล้าไปไหน จึงได้แต่นั่งขดอยู่ในโบสถ์จนมีชาวบ้านมาพบเข้า

จากเหตุการณ์แปลกประหลาดที่เกิดขึ้น ก็ได้มีผู้ไปสืบหาที่มาที่ไปของเรื่องราวขนหัวลุกของค่ายลูกเสือแห่งนี้ ก่อนจะเล่ากันสืบต่อมาว่าที่ค่ายแห่งนี้เคยมีเด็กลูกเสือคนหนึ่งจมน้ำเสียชีวิตในบ่อน้ำที่อยู่ในค่ายนั้นเอง ซึ่งในครั้งนั้น ทั้งครูและชาวบ้านต่างก็พยายามงมหาร่างของเขา แต่กลับไม่พบ ทั้งๆ ที่เป็นบ่อน้ำปิด แต่ในระหว่างที่กำลังจะบุติการค้นหา ก็ปรากฏว่าเด็กนั้นได้โผล่ขึ้นมาจากบ่อน้ำ ก่อนวิ่งหายสาบสูญเข้าไปในป่า และหลังจากนั้น ก็ปรากฏว่ามีเหตุการณ์แปลกประหลาด เป็นเหตุการณ์ที่ไม่อาจอธิบายได้โดยง่ายเกิดขึ้น ณ ค่ายลูกเสือแห่งนี้เรื่อยมา

5.

ทางผีกลับบ้าน โดย คุณพี (นามสมมติ)

อยากฟังก่อนสรุป : https://www.youtube.com/watch?v=kVmHDMubq50

 

ทางผีกลับบ้าน เป็นเรื่องของ คุณพี (นามสมมติ) เป็นเรื่องราวที่พบเจอในช่วงชีวิตวัย 25 ปี ขณะที่ออกไปทำงานส่งของตามปกติ เพียงแต่ถนนที่เลือกใช้เพื่อกลับบ้านได้นำพาเรื่องราวขนหัวลุกเข้ามาเป้นส่วนหนึ่งของการเดินทาง ซึ่งเรื่องราวของทางกลับบ้านนี้มีอยู่ว่า

ในวันเกิดอายุครบ 25 ปี ครอบครัวของคุณพีได้จัดงานฉลองเล็กๆ และผู้ข้อมือเพื่อเป็นสิริมงคลให้แก่คุณพีที่เพิ่งก้าวเข้าสู่วัยเบญจเพสหมาดๆ โดยครอบครัวของคุณพีได้เลือกฉลองกันในช่วงเช้าก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายกันไปทำงาน ซึ่งที่บ้านของคุณพีอยู่ในพื้นที่ติดกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์เขาอ่างฤาไน และครอบครัวประกอบธุรกิจส่งของ 

ภายหลังการทานมื้ออาหารร่วมกับครอบครัวในเช้าวันเกิดแล้ว คุณพีก็ได้รับโทรศัพท์จากลูกค้าให้ไปส่งผ้าที่ตัวเมืองฉะเชิงเทรา ในตอนแรกคุณพีตั้งใจจะขอยืมรถกระบะของพ่อ แต่เนื่องจากพ่อของคุณพีก็ธุระที่จะต้องใช้รถเช่นกัน อันที่จริงคุณพีสามารถที่จะขับรถมอเตอร์ไซค์ไปส่งของให้ลูกค้าได้ เพียงเส้นทางที่ต้องใช้เดินทางเข้าไปยังตัวเมืองฉะเชิงเทรานั้นมักมีช้างป่าเดินผ่านไปผ่านมา และนั่นทำให้คุณพีรู้สึกสองจิตสองใจว่าจะทำอย่างไรดี แต่สุดท้ายแล้วด้วยค่าจ้างที่ค่อนข้างสมน้ำสมเนื้อ คุณพีก็ติดสินใจที่จะขับรถมอเตอร์ไซค์เป็นระยะทางกว่า 130 กิโลเมตร เพื่อไปส่งของให้ลูกค้า

เมื่อตัดสินใจได้แล้ว คุณพีออกไปรับของที่บ้านลูกค้า โดยสิ่งของนั้นคือผ้าจำนวน 6 พับ และมีจุดหมายปลายทางที่ต้องนำไปส่งคือที่เมืองฉะเชิงเทรา ในระหว่างที่เดินทาง คุณพีได้แวะพักรถเป็นระยะๆ แม้สองข้างทางจะเต็มไปด้วยป่ามากกว่าหมู่บ้านก็ตาม และเมื่อเข้าเขตอำเภอพนมสารคาม คุณพีก็แวะร้านอาหารเจ้าประจำ ทำการสั่งอาหารและพูดคุยกับป้าเจ้าของร้านตามความเคยชิน

ในระหว่างนั้น คุณพีมองเห็นชายสูงวัยคนหนึ่งจูงวัวเดินมาหยุดที่หน้าร้าน ลุงคนดังกล่าวมีท่าทางมอมแมมและท่าทางหิวโซ คุณพีจึงสั่งข้าวกล่องให้ชายคนนั้น แต่ป้าเจ้าของร้านกลับมีท่าทีตกใจ ก่อนจะเข้ามานั่งใกล้ๆ แล้วถามด้วยเสียงเบาๆ ว่า “เห็นด้วยหรอ” เท่านั้นเอง คุณพีก็รู้ได้ว่าตนเองอาจจะเจอเข้าแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นคุณพีก็ยังขอให้ป้าเจ้าของร้านทำข้าวกล่องพร้อมจุดธูปอธิษฐานให้ดวงวิญญาณของชายเลี้ยงวัวมารับไป พร้อมกับพูดทีเล่นทีจริงด้วยว่า “ถ้าผมเดือดร้อนก็มาช่วยด้วยนะ จะให้หวยหรืออะไรก็ว่ากันไป” จากนั้นคุณพีก็ออกเดินทางต่อ

คุณพีไปถึงบ้านลูกค้าที่ตัวเมืองฉะเชิงเทราตอนเวลาบ่ายสองกว่าๆ แต่ว่าลูกค้าติดธุระอยู่ต่างอำเภอ คุณพีจึงต้องรออยู่ภายในตัวเมืองก่อน จนกระทั่งช่วงเวลาเกือบๆ ห้าโมงเย็น ลูกค้าก็ติดต่อให้ไปรับของ และคุณพีก็ได้เริ่มต้นเดินทางกลับบ้านเมื่อตอนหกโมงเย็นกว่าๆ เส้นทางที่เคยพบเห็นเมื่อขามาเริ่มถูกความมืดเข้ามาปกคลุม มีรถราขับสวนทางมาบ้าง ขับมาได้สักพักจนเข้าสู่เขตอำเภอสนามชัยเขต บรรยากาศรอบข้างเริ่มเปลี่ยนไป รถราที่เคยขวักไขว่ก็ลดน้อยลง จนแทบจะเหลือรถมอเตอร์ไซค์ของคุณพีอยู่บนถนนเพียงคันเดียว มิหนำซ้ำบรรดาหมาที่นอนอยู่ข้างถนนก็พากันหอนรับเสียงรถมอเตอร์ไซค์ของคุณพีไปตลอดทาง และถัดออกไปจากเสียงเห่าหอนก็พลันมีหมอกหนาเข้ามาปกคลุมเส้นทาง ทำให้ทัศนวิสัยในการขับขี่ค่อนไปทางยากลำบาก

คุณพีพยายามประคองรถขับไปตามทางเรื่อยๆ จนได้เจอป้ายบอกทางเก่าๆ ที่ชี้ทางไปยังอำเภอบ้านของตน คุณพีจึงเลี้ยวรถไปทางนั้น แต่เมื่อขับไปสักระยะ ก็รู้สึกคล้ายกับมาได้หลงมาในเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย แต่ก็ได้ป้ายบอกทางอีกครั้ง ทำให้มั่นใจว่าแม้จะไม่ใช่เส้นทางประจำแต่ก็คงจะพาไปถึงบ้านได้แน่ แต่ในระหว่างนั้น จู่ๆ รถของคุณพีก็เริ่มผ่อนความเร็วลง คล้ายกับว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้น คุณพีจึงจอดรถที่ข้างทางเพื่อตรวจเช็คและในตอนนั้นเองที่คุณพีได้เห็นผ่านกระจกด้านข้างว่าเบาะนั่งด้านหลังของเขานั้นมีร่างหนึ่งนั่งอยู่ เป็นร่างที่เน่าเปื่อยเสียจนบอกไม่ได้ว่าอายุประมาณเท่าไหร่ เมื่อเห็นดังนั้นคุณพีก็รีบสตาร์ทเครื่องรถและพยายามเร่งความเร็วเพื่อสลัดให้ร่างเน่าเปื่อยนั้นร่วงลงไป แต่ในขณะเดียวเมื่อมองไปทางด้านหน้า คุณพีก็เจอเข้ากับร่างของผู้หญิงคนหนึ่งที่นอนบิดเบี้ยวเสียรูปอยู่บนถนน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้คุณพีเสียหลักล้มครูดไปกับถนน และเมื่อตั้งตัว ตั้งสติขึ้นได้แล้ว คุณพีก็สตาร์ทเครื่องรถอีกครั้งและพยายามขับรถหนีออกมาจากที่ตรงนั้น แต่ทว่าเงาดำๆ ร่างหนึ่งพยายามดึงรั้งรถมอเตอร์ไซค์ของคุณพีเอาไว้ เมื่อรถขับมาถึงใกล้ๆ โค้งหนึ่ง คุณพีก็มองเห็นลุงเลี้ยงวัวที่เจอเมื่อตอนกลางวันอีกครั้ง แต่ในคราวนี้ คุณพีสังเกตเห็นว่าตั้งแต่หัวเข่าของชายคนนั้นคือความว่างเปล่า ไม่มีสรีระอย่างที่มนุษย์ควรจะเป็น ชายคนดังกล่าวยืนอยู่ตรงหัวโค้งพร้อมกับวัว ก่อนที่จะวิ่งด้วยความเร็วสวนเข้ามาที่รถของคุณพี ซึ่งในตอนนั้นคุณก็เตรียมใจไว้แล้ว แต่ชายคนดังกล่าวก็ได้วิ่งผ่านไปด้านหลังของคุณพี แล้วจากเหตุการณ์ก็กลับสู่ภาวะปกติจนกระทั่งคุณพีกลับถึงบ้าน

คุณพีเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ครอบครัวฟัง ซึ่งเมื่อฟังจบ พ่อของคุณพีได้ถามย้ำว่าเกี่ยวกับเส้นทางที่คุณพีเลือกใช้เป็นเส้นทางกลับบ้าน ก่อนจะเล่าให้ฟังว่าเส้นทางนั้นเป็นทางที่แยกออกจากทางหลัก ไม่ค่อยมีคนนิยมใช้สัญจรไปมา เพราะเป็นเส้นทางที่ช้างป่าชอบออกมาหากินในตอนกลางคืน แต่ถึงอย่างนั้นแล้ว เหตุผลส่วนใหญ่ที่ทำให้คนส่วนใหญ่หลีกเลี่ยงเส้นทางดังกล่าวคือเชื่อกันว่าเป็นเส้นทางผีผ่าน ตลอดเส้นทางเต็มไปด้วยสัมภเวสีที่ต้องการจะหาตัวตายตัวแทน

.

written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR