ในโลกยุคเทคโนโลยีสมัยใหม่ การขยายตัวอย่างรวดเร็วของ AI, Cloud Computing และบริการดิจิทัล กำลังผลักดันให้ ‘Data Center’ กลายเป็นอุตสาหกรรมที่นานาบริษัท ต่างเร่งขยายการลงทุน ขณะเดียวกัน พื้นที่ภาคตะวันออกของไทย โดยเฉพาะ 3 จังหวัดในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ก็กำลังถูกผลักดันจากรัฐให้กลายเป็นหมุดหมายของนักลงทุน ซึ่งมีทั้งกลุ่มทุนระดับโลกและกลุ่มทุนภายในประเทศ
แต่เมื่อ Data Center กำลังทยอยเข้ามาปักหมุดในภาคตะวันออก คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า การเติบโตของธุรกิจแห่งยุคสมัยใหม่จะนำผลประโยชน์อะไรมาสู่ประเทศ และผลประโยชน์เหล่านั้นต้องแลกมาด้วยอะไร ในเมื่ออุตสาหกรรมและชุมชนต่างกำลังอาศัยอยู่บนฐานทรัพยากรเดียวกัน
ในบทความชิ้นแรกนี้ Burapunch พาผู้อ่านสำรวจผ่านแผนที่ในแต่ละจังหวัด ตั้งแต่ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ไปจนถึงระยอง เพื่อฉายภาพรวมให้เห็นว่าในพื้นที่ EEC มี Data Center อยู่ตรงไหนบ้าง แต่ละแห่งมีกำลังติดตั้งเท่าไร รวมถึงใครบ้างที่เป็นเจ้าของ และเมื่อเอาข้อมูลทั้งหมดมาจัดวางรวมกัน จะทำให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า Data Center กำลังจะเข้ามาเปลี่ยนโฉมภูมิทัศน์ของการลงทุนและฐานทรัพยากรในภาคตะวันออกอย่างไร
Data Centers ในภาคตะวันออกอยู่ตรงไหนบ้าง?

จากการรวบรวมข้อมูลของ Burapunch (ข้อมูล ณ วันที่ 3 กันยายน 2569) พบว่า ในพื้นที่ 3 จังหวัด EEC ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง มี Data Center ที่สามารถระบุตำแหน่งที่ตั้งได้ทั้งหมด 32 โครงการ จาก 26 บริษัท โดยมีข้อมูลกำลังติดตั้ง (IT Load) ที่สามารถระบุได้รวมประมาณ 3,702 เมกะวัตต์ (MW)
ตัวเลข IT Load ดังกล่าวเป็นกำลังติดตั้งของโครงการที่สามารถระบุได้ โดยอ้างอิงจากกำลังที่แต่ละโครงการประกาศไว้สำหรับการพัฒนา ‘ครบทุกเฟส’ ตามแผน ดังนั้น ตัวเลข IT Load ที่รวบรวมได้จึงหมายถึง ขนาดกำลังติดตั้งรวมของโครงการ Data Center หากทุกโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จครบทุกเฟส และเปิดดำเนินการตามแผนที่ประกาศไว้ต่อสาธารณะ
ทั้งนี้ เมื่อแยกตามจังหวัด จะพบว่า Data Center ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในจังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ตามลำดับ โดยหากแยกตามตำแหน่งที่ตั้งของโครงการ Data Center จะพบว่า
‘ชลบุรี’ มากสุดในพื้นที่ EEC มีทั้งหมด 20 โครงการ จาก 15 บริษัท

สำหรับจังหวัดชลบุรีพบว่ามีโครงการ Data Center ทั้งหมด 20 โครงการ จากทั้งหมด 15 บริษัท โดยมีกำลังติดตั้ง (IT Load) ที่สามารถระบุได้ (16 จาก 20 โครงการ) รวม 2,190.50 เมกะวัตต์ ทั้งนี้หากแบ่งออกตามสถานะการดำเนินการของแต่ละไซต์จะพบว่า
เปิดดำเนินการแล้ว 6 โครงการ /
กำลังก่อสร้าง 9 โครงการ /
อยู่ระหว่างการขออนุมัติ 3 โครงการ /
อยู่ในแผนพัฒนา 2 โครงการ
เมื่อเจาะลงไปในระดับพื้นที่จะพบว่า Data Center ในชลบุรีกระจายอยู่ใน 4 อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองชลบุรี อ.ศรีราชา อ.หนองใหญ่ และ อ.พานทอง
ใน อ.เมืองชลบุรี มีทั้งหมด 10 โครงการ โดยอยู่ใน ต.คลองตำหรุ 4 โครงการ และ ต.ดอนหัวฬ่อ 6 โครงการ
ส่วน อ.ศรีราชา มีทั้งหมด 5 โครงการ โดยอยู่ใน ต.ทุ่งสุขลา 2 โครงการ, ต.บ่อวิน 2 โครงการ และ ต.เขาคันทรง 1 โครงการ
ขณะที่ อ.หนองใหญ่ มี 3 โครงการ โดยอยู่ใน ต.หนองเสือใหญ่ทั้งหมด 3 โครงการ
สำหรับ อ.พานทอง มีทั้งหมด 1 โครงการ โดยอยู่ใน ต.หนองตำลึง 1 โครงการ
รองลงมา ‘ระยอง’ มีทั้งหมด 10 โครงการ จาก 9 บริษัท

จังหวัดระยองมี Data Center ที่สามารถระบุตำแหน่งที่ตั้งได้ทั้งหมด 10 โครงการ จาก 9 บริษัท โดยมีกำลังติดตั้ง (IT Load) ที่สามารถระบุได้ (6 จาก 10 โครงการ) รวม 1,311.50 เมกะวัตต์ (สามารถระบุ IT Load ได้ 7 จาก 10 โครงการ) ทั้งนี้หากแบ่งออกตามสถานะการดำเนินการของแต่ละไซต์จะพบว่า
เปิดดำเนินการแล้ว 3 โครงการ /
กำลังก่อสร้าง 6 โครงการ /
อยู่ระหว่างการขออนุมัติ 1 โครงการ
เมื่อเจาะลงไปในระดับพื้นที่ พบว่า Data Center ในจังหวัดระยองกระจายอยู่ใน 3 อำเภอ ได้แก่ อ.นิคมพัฒนา อ.ปลวกแดง และ อ.บ้านฉาง
ใน อ.นิคมพัฒนา มีทั้งหมด 4 โครงการ โดยอยู่ใน ต.มาบข่า ทั้งหมด และอยู่ในระหว่างการก่อสร้างทั้ง 4 โครงการ
ขณะที่ อ.ปลวกแดง มี 3 โครงการ โดยอยู่ใน ต.ตาสิทธิ์ 1 โครงการ และต.แม่น้ำคู้ 2 โครงการ โดยทั้งหมดเปิดดำเนินการเรียบร้อยแล้ว
และ อ.บ้านฉาง มี 2 โครงการ โดยอยู่ใน ต.บ้านฉาง ทั้งหมด โดยเปิดดำเนินการแล้ว 1 โครงการ อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 1 โครงการ
และยังไม่สามารถระบุตำแหน่งที่ตั้งของโครงการได้ 1 โครงการ
‘ฉะเชิงเทรา’ อันดับสุดท้าย ด้วย 2 โครงการ จาก 2 บริษัท

ในจังหวัดฉะเชิงเทราพบว่ามีทั้งหมด 2 โครงการ จากทั้งหมด 2 บริษัท โดยมีกำลังติดตั้ง (IT Load) ที่สามารถระบุได้ (1 จาก 2 โครงการ) รวม 200 เมกะวัตต์ ทั้งนี้หากแบ่งออกตามสถานะการดำเนินการของแต่ละไซต์จะพบว่า
กำลังก่อสร้าง 2 โครงการ
และหากดูในระดับพื้นที่ จะพบว่า Data Center ทั้ง 2 โครงการ ตั้งอยู่ใน ต.บางวัว อ.บางปะกง
จากทั้งหมด 24 บริษัท ในพื้นที่ EEC พบว่าผู้ถือหุ้นหลักเป็นสัญชาติสิงคโปร์มากถึง 45.83% ตามมาด้วยไทย 41.67% อเมริกัน 4.17% อังกฤษ 4.17% และอีก 4.17% ที่ไม่สามารถระบุสัญชาติได้
หากขยับออกมามองในมุมของสัญชาติผู้ถือหุ้นหลักของกลุ่มบริษัท Data Center ที่จดทะเบียนในไทยและลงทุนในพื้นที่ EEC จะพบว่า จากทั้งหมด 24 บริษัท มีบริษัทที่ผู้ถือหุ้นหลักเป็นสัญชาติสิงคโปร์มากถึง 11 บริษัท (45.83%) ขณะที่บริษัทที่มีผู้ถือหุ้นหลักเป็นสัญชาติไทยมี 10 บริษัท (41.67%) ส่วนสัญชาติอเมริกันมี 1 บริษัท (4.17%) อังกฤษ 1 บริษัท (4.17%) และอีก 1 บริษัท (4.17%) ยังไม่สามารถระบุสัญชาติของผู้ถือหุ้นหลักได้
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การลงทุน Data Center ในพื้นที่ EEC ไม่ได้มาจากบริษัทไทยเพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนให้เห็นถึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ โดยเฉพาะบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นหลักเป็นชาวสิงคโปร์ เข้ามามีบทบาทอย่างมากในอุตสาหกรรมนี้
นอกจากนี้ ข้อมูลจาก DBD DataWarehouse+ ยังระบุว่า บริษัททั้ง 24 แห่งที่ลงทุนในกิจการ Data Center ในพื้นที่ EEC มี ‘ทุนจดทะเบียน’ รวมกันประมาณ 143,864,640,588 บาท หรือราว 1.43 แสนล้านบาท
แกะให้ลึกกว่าบริษัทในไทย: กลุ่มทุน ‘เบื้องหลัง’ พบว่าจีน มีสัดส่วนมากสุดรองจากไทย

อย่างไรก็ตาม หากแกะโครงสร้างการลงทุนย้อนกลับไปถึงระดับ ‘บริษัทแม่’ ภาพของแหล่งทุนที่อยู่เบื้องหลัง Data Center ใน EEC กลับแตกต่างจากสิ่งที่เห็นจากทะเบียนบริษัทไทยอย่างมีนัยสำคัญ
จากบริษัททั้ง 24 แห่ง เมื่อจำแนกตามสัญชาติของบริษัทแม่ (นับเฉพาะกรณีสัญชาติเดียว) พบว่า ทุนไทยและทุนจีนมีจำนวนมากที่สุดเท่ากันที่ 5 บริษัท คิดเป็น 20.83% ของทั้งหมด ตามมาด้วยทุนสิงคโปร์และทุนอเมริกันที่ 3 บริษัท คิดเป็น 12.5% เท่ากัน ขณะที่ญี่ปุ่น อินเดีย มาเลเซีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีสัญชาติละ 1 บริษัท คิดเป็น 4.17% นอกจากนี้ยังมีบริษัทแม่ที่เป็นการร่วมทุนข้ามชาติ (Joint Venture) อีก 4 บริษัท หรือ 16.67% ได้แก่ ไทย-สิงคโปร์ 1 บริษัท, จีน-สิงคโปร์ 1 บริษัท, ไทย-จีน 1 บริษัท และไทย-อเมริกัน-สิงคโปร์ 1 บริษัท
หากนับรวมทุกกรณี ซึ่งนับรวมไปถึงการร่วมทุนหลายสัญชาติ (Joint Venture) ด้วย จะพบว่า ทุนไทยมีความเกี่ยวข้องในระดับบริษัทแม่มากที่สุดถึง 8 ใน 24 บริษัท ตามด้วยทุนจีน 7 บริษัท ทุนสิงคโปร์ 6 บริษัท และทุนอเมริกัน 4 บริษัท สะท้อนว่าทุนไทยและทุนจีนมีบทบาทเบื้องหลัง Data Center ในพื้นที่ EEC อย่างมีนัยสำคัญ
ตัวเลขนี้ทำให้เห็นความแตกต่างระหว่าง ‘สัญชาติของบริษัทที่ปรากฏในไทย’ กับ ‘สัญชาติของกลุ่มทุนที่อยู่เบื้องหลัง’ ได้ชัดเจนขึ้น เพราะในระดับบริษัทที่จดทะเบียนในไทย สิงคโปร์ปรากฏเป็นผู้ถือหุ้นหลักมากที่สุดถึง 45.83% (11 บริษัท) แต่เมื่อไล่โครงสร้างย้อนกลับไปยังบริษัทแม่แบบสัญชาติเดียว สัดส่วนทุนสิงคโปร์กลับลดลงเหลือเพียง 12.5% ขณะที่ทุนไทยและทุนจีนกลับมีบทบาทมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ความแตกต่างระหว่างสองภาพนี้ชี้ให้เห็นว่า สัญชาติที่ปรากฏอยู่ในทะเบียนบริษัทไทย อาจไม่ใช่ภาพเดียวกับสัญชาติของกลุ่มทุนที่อยู่เบื้องหลังการลงทุน บริษัทที่จดทะเบียนในไทยอาจเป็นเพียงแค่ระดับหนึ่งของโครงสร้าง ขณะที่อำนาจการควบคุม เงินทุน หรือผู้ลงทุนที่แท้จริงอาจอยู่ในบริษัทแม่ซึ่งตั้งอยู่ในอีกประเทศหนึ่ง หรืออยู่ภายใต้โครงสร้างการร่วมทุนระหว่างหลายสัญชาติ
ไทยจะจัดวางตัวเองอย่างไร ในวันที่ข้อครหาเรื่องฐานทรัพยากรชุมชนยังคงเป็นประเด็นหลักที่กำลังถูกจับตา
คำถามถัดมาที่สำคัญ ในวันที่รัฐไทยกำลังเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติในอุตสาหกรรม Data Center คือ ประเทศไทยกำลังแลกอะไรกับการลงทุนเหล่านี้ และการเข้ามาของอุตสาหกรรม Data Center จะสร้างความขัดแย้งระหว่างฐานทรัพยากรชุมชนมากน้อยเพียงใด เพราะโครงการเหล่านี้ต้องพึ่งพาระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานร่วมกับชุมชนในพื้นที่บริเวณใกล้เคียง
สำหรับพื้นที่ EEC ข้อถกเถียงดังกล่าวยิ่งมีความสำคัญ เพราะพื้นที่แห่งนี้เป็นฐานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีความต้องการใช้ทรัพยากรเป็นทุนเดิม การเข้ามาของ Data Center จำนวนมากจึงยิ่งสร้างความท้าทายต่อระบบไฟฟ้าและแหล่งน้ำของพื้นที่ ในขณะที่รัฐก็กำลังเร่งลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเติบโต สวนทางกับแรงกดดันจากชุมชน
ท้ายที่สุด Data Center จะสร้างประโยชน์ให้กับประเทศมากเพียงใด จึงต้องมองควบคู่กับทรัพยากรที่แต่ละโครงการต้องใช้ ซึ่งในรายงานชิ้นถัดๆ ไป Burapunch จะพาผู้อ่านไปสำรวจว่า Data Center แต่ละแห่งใน EEC มีปริมาณการใช้ไฟฟ้าและน้ำเท่าไหร่ และตัวเลขเหล่านี้มีขนาดใหญ่เพียงใดเมื่อเทียบกับความพร้อมของแหล่งทรัพยากรในภาคตะวันออก
บทความและภาพประกอบบทความอินโฟกราฟิกโดย Burapunch


