คนตะวันออกอาจได้โรงไฟฟ้าฟอสซิลแห่งใหม่กันอีก 1 โรง และนั่นคือ โครงการโรงไฟฟ้าบูรพาพาวเวอร์ จำนวน 540 เมกะวัตต์ ที่ตั้งอยู่ที่ตำบลเขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา
โรงไฟฟ้าแห่งนี้ ได้ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเป็นระยะเวลา 25 ปี ไปตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2562 ซึ่งก่อนหน้านั้นเป็นโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน ก่อนถูกคัดค้านจากประชาชนในพื้นที่ และเปลี่ยนเชื้อเพลิงมาเป็นก๊าซฟอสซิลแทน
เราชวนไปสำรวจร่วมกันว่าโรงไฟฟ้าฟอสซิลแห่งใหม่ในภาคตะวันออกมาได้ยังไง แล้วคนตะวันออกได้อะไรจากโรงไฟฟ้าแห่งนี้

ใครเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าแห่งใหม่นี้
จุดเริ่มต้นของโรงไฟฟ้าบูรพาพาวเวอร์ อาจต้องย้อนไปไกลเสียหน่อย โดยข้อมูลจาก Fossil Free Thailand ได้ให้ข้อมูลว่า แต่เดิม โรงไฟฟ้าแห่งนี้เตรียมก่อสร้างในฐานะ ‘โรงไฟฟ้าถ่านหินเขาหินซ้อน’ ในปี 2550 โดยมีบริษัทเนชั่นแนล เพาเวอร์ ซัพพลาย จำกัด (มหาชน) หรือ NPS เป็นเจ้าของโครงการ ตามแผน PDP2007
อย่างไรก็ตาม โครงการไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ เพราะถูกคัดค้านจากชุมชนที่ต่อสู้กว่า 10 ปี เนื่องจากกังวลถึงผลกระทบจากโรงไฟฟ้าที่จะส่งผลต่อสุขภาพประชาชน และกระทบต่อการทำเกษตรอินทรีย์ การเพาะเห็ดฟาง รวมถึงการปลูกมะม่วงเพื่อส่งออก ซึ่งสร้างรายได้ให้เกษตรกรถึงปีละ 1,000 ล้านบาท รวมไปถึงปัญหาการแย่งชิงน้ำ เนื่องจากการใช้น้ำจากคลองท่าลาด เต็มศักยภาพแล้ว อีกทั้งในพื้นที่ภาคตะวันออกกำลังเผชิญปัญหามีโรงไฟฟ้ามากเกินความต้องการใช้ไฟฟ้าในภูมิภาค ประกอบกับมีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่ม
กระทั่งแผนพัฒนากาลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561 – 2580 (PDP2018) ได้ส่งผลให้โรงไฟฟ้าแห่งนี้ฟื้นคืนมาในชื่อใหม่ และเชื้อเพลิงใหม่ โดยทางบริษัทได้เปลี่ยนเชื้อเพลิงจากถ่านหินเป็นก๊าซ และเปลี่ยนชื่อโครงการเป็น ‘โรงไฟฟ้าบูรพาพาวเวอร์’ และดำเนินการโดย บูรพา พาวเวอร์ โฮลดิ้ง

แล้ว บูรพา พาวเวอร์ โฮลดิ้ง เป็นใคร มาจากไหน?
บูรพา พาวเวอร์ โฮลดิ้ง จดทะเบียนประกอบกิจการหรือลงทุนในโรงผลิตพลังงานไฟฟ้าทุกประเภท โดยจดทะเบียนอยู่ที่ตำบลท่าตูม อำเภอศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี ซึ่งก่อตั้งในฐานะบริษัทย่อยของ บริษัท เนชั่นแนล เพาเวอร์ ซัพพลาย จำกัด (มหาชน) (NPS) ที่มี นายโยธิน ดำเนินชาญวนิชย์ เป็น ประธานกรรมการบริหาร ซึ่งในอีกขาหนึ่งเขาคือ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท บริษัท ดั๊บเบิ้ล เอ (1991) จำกัด (มหาชน) อีกด้วย
ต่อมาในในวันที่ 17 มกราคม 2563 บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) ได้เข้าลงทุนในบริษัท บูรพา พาวเวอร์โฮลดิ้ง จำกัด (BPH) ได้ซื้อหุ้นสามัญของ BPH จาก NPS ในสัดส่วน 35% ที่ราคา 10 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็นมูลค่าเท่ากับ 120,750,000 บาท
อาจเรียกได้ว่าเป็นโรงไฟฟ้าที่มีชื่อที่คุ้นหูเข้ามาทำกิจการนั่นเอง
เราและคนฉะเชิงเทราจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าฟอสซิลแห่งใหม่หรือไม่?
อย่างที่ทราบกันดีว่าในภาคตะวันออกนั้น มีโรงไฟฟ้าฟอสซิลอยู่แล้วถึง 52 โรง และมีกำลังการผลิตรวมกันถึง 14,765 เมกะวัตต์ ในขณะที่ข้อมูลจาก JustPow ได้นำเสนอว่า ในปี 2567 ภาคตะวันออกมีปริมาณการใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ 7,518.44 เมกะวัตต์ ซึ่งถือว่าเกินความต้องการใช้ไฟกว่าเท่าตัว
นอกจากนี้หากมองย่อยลงมาถึงจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งปัจจุบันมีโรงไฟฟ้าบางปะกง และโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติเกาะขนุน แล้ว กำลังจะจะเป็นที่ตั้งของโรงไฟฟ้าบูรพาพาวเวอร์นี้ ทาง JustPow ได้ให้ข้อมูลว่า ในปี 2567 จังหวัดฉะเชิงเทรามีปริมาณการใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ 670.08 เมกะวัตต์ โดยแบ่งเป็นภาคอุตสาหกรรม 66.06% ภาคครัวเรือน 14.15% ภาคธุรกิจ 12.66% IPS 5.69% และอื่นๆ 1.44% การมีโรงไฟฟ้าแห่งใหม่เข้ามาจึงอาจจะเป็นการตั้งคำถามว่าเราต้องการโรงไฟฟ้าแห่งใหม่เพื่อส่งกระแสไฟไปให้ใคร?
ในขณะที่กำลังการผลิตของโรงไฟฟ้า 3 โรงในจังหวัดฉะเชิงเทรานั้นอยู่ที่ 3,428 เมกะวัตต์ มากกว่าการใช้ไฟฟ้าถึง 5 เท่า ซึ่งทำให้เห็นว่าจังหวัดฉะเชิงเทราไม่ได้ขาดแคลนไฟฟ้าในขณะเดียวกันยังอยู่ในภาวะล้นเกินอย่างมากอีกด้วย
หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่า ไฟฟ้าที่ผลิตได้อาจจะส่งไปให้จังหวัดอื่นๆ ที่ขาดแคลน แต่เช่นเดียวกัน ข้อมูลจาก JustPow ได้นำเสนอข้อมูลการใช้ไฟทั่วประเทศว่า ข้อมูล ณ เดือนมิถุนายน ปี 2568 ระบุว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของประเทศในปี 2568 มีการคาดการณ์ไว้ อยู่ที่ 34,568.30 เมกะวัตต์ ในขณะที่กำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญาระหว่างโรงไฟฟ้ากับกฟผ. อยู่ที่ 51,991.80 เมกะวัตต์

คนตะวันออกได้อะไรจากโรงไฟฟ้าแห่งนี้
ตัวเลขด้านบนอาจชวนให้เราเห็นภาพความล้นเกินแล้วล้นเกินอีกของปริมาณไฟฟ้าที่รัฐรับซื้อเข้ามา และแน่นอนว่าเรื่องหนึ่งที่จะเกิดขึ้นหากโรงไฟฟ้าแห่งนี้ก่อสร้างสำเร็จคือประชาชนที่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายจากความล้นเกินผ่านค่าไฟที่จ่ายทุกเดือน ยังไม่รวมถึงปัญหาทางสิ่งแวดล้อมที่ตามมาจากโรงไฟฟ้าฟอสซิล ซึ่ง EPIGRAM เคยนำเสนอไปในซีรีส์ พลังงาน / คน / ตะวันออก
แต่มากไปกว่านั้น สำหรับชาวตะวันออกที่ถูกขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจ คนทำธุรกิจในภาคตะวันออกกำลังจะเจอกับมาตรการ CBAM หรือมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นการกำหนดราคาสินค้านำเข้าบางประเภทที่ปลดปล่อยคาร์บอนให้สูงขึ้น เพื่อป้องกันการนำเข้าสินค้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงเข้ามาใน EU เช่น ซีเมนต์, เหล็กและเหล็กกล้า, อะลูมิเนียม, ปุ๋ย, ไฟฟ้า, ไฮโดรเจน และอาจมีรายการอื่นๆ ในอนาคต โดยมาตรการนี้จะเริ่มอย่างเข้มงวดในวันที่ 1 มกราคม 2569 ที่จะถึงนี้
เรื่องนี้อาจส่งผลต่อต้นทุนการส่งออกสำหรับผู้ประกอบการในภาคตะวันออกมากขึ้น แม้ว่าสหภาพยุโรปอาจจไม่ใช่ตลาดหลักของการส่งออก แต่ทว่าในประเทศอื่นๆ เองก็มีแนวคิดที่จะใช้มาตรการเช่นเดียวกับ CBAM เช่นกัน

เรื่องนี้เชื่อมมาสู่การที่ประเทศไทยและตะวันออกยังพยายามสร้างโรงไฟฟ้าฟอสซิลเพิ่ม ในวันที่โรงไฟฟ้าคือตัวการหลักในการปลดปล่อนก๊าซเรือนกระจก ซึ่งกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุว่าใน พ.ศ. 2565 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทยมาจากภาคพลังงาน 66% โดยอุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้าปล่อยมากที่สุด คิดเป็น 24% หรือประมาณ 1 ใน 4 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของไทย
ดังนั้นแล้ว โรงไฟฟ้าฟอสซิลแห่งใหม่นี้อาจส่งผลต่อผู้ประกอบการในภาคตะวันออก ในวันที่ทั่วโลกใส่ใจปัญหาสิ่งแวดล้อมและพิถีพิถันในการเลือกสินค้าปลอดคาร์บอนเข้าประเทศ
นอกจากส่งออกได้ยากขึ้น การชวนคนมาลงุทนก็อาจยากขึ้นเช่นกัน แม้ว่าทุกวันนี้รัฐพยายามผลักดันชวนนานาชาติมาลงทุน เช่น คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่ประกาศมอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับนักลงทุนที่เข้ามาในประเทศไทย พร้อมประกาศตัวว่าจะสนับสนุนอุตสาหกรรม Data Center อย่างไรก็ตามอุตสาหกรรม Data Center นั้นต้องการไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน และจะไม่เลือกลงทุนหากไฟฟ้าที่ผลิตยังมาจากก๊าซฟอสซิล เพราะพวกเขาต่างตระหนักถึงภาพลักษณ์ที่ต้องรักษ์โลกและยั่งยืน
และไม่ว่าจะส่งออกยากขึ้น หรือคนไม่มาลงทุน นี่คือผลกระทบที่คนตะวันออกต้องเผชิญแบบไม่ได้เป็นคนเลือก ในวันที่รัฐปล่อยให้ตะวันออกกลายเป็นภูมิภาคที่ต้องพึ่งพาอุตสาหกรรมจากนโยบาย EEC แต่ก็ไม่ได้สร้างสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการลงทุนที่ยั่งยืน
ท้ายที่สุดแล้ว ตะวันออกอาจจะมีแต่ธุรกิจรีไซเคิลกากอุตสาหกรรมสีเทา ที่เข้ามายึดครองภูมิภาคแห่งนี้ ในวันที่อุตสาหกรรมอื่นๆ ไม่อาจเติบโตได้ ภายใต้โรงไฟฟ้าฟอสซิลทั่วภูมิภาค
การเกิดขึ้นของโรงไฟฟ้าฟอสซิลหนึ่งโรง จึงอาจสะเทือนคนตะวันออกมากกว่าที่คิด

ชวนอ่าน ข้อเรียกร้องของกลุ่ม Fossil Free Thailand ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของกลุ่มชุมชนผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้า และเครือข่ายภาคประชาชน จ. ฉะเชิงเทรา ตลอดจนกลุ่มองค์กรที่ทำงานขับเคลื่อนประเด็นการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ยุติธรรมในประเทศไทย ให้ยกเลิกโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซบูรพาพาวเวอร์ ณ ต.เขาหินซ้อน จ.ฉะเชิงเทรา ได้ที่ https://burapa-power.justpow.co


