ภายหลังเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abrham Lincoln (CVN-72) ถอนสมออกจากท่าเรือแหลมฉบัง เมื่อวันที่ 6 กันยายน ที่ผ่านมา ในเวลาเดียวกันนั้น ความสนใจของสังคมทั้งต่อพัทยาและความเป็นไปของ sex worker ก็ดูจะลดน้อยถอยลงไปด้วย
นี่เป็นอีกครั้งที่อาชีพซึ่งสร้างรายได้ให้ประเทศหลักพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี ถูกลดความสำคัญลงในสายตาของเทรนด์ข่าวสารซึ่งไหลบ่าอย่างรวดเร็วราวน้ำป่าไหลหลาก
ไม่ว่ามองในมุมไหน กลุ่มอาชีพที่สร้างเม็ดเงินและสำคัญต่อเศรษฐกิจประเทศ (ทุกอาชีพ) สมควรได้รับสวัสดิการและการคุ้มครองทุกมิติ แต่การขาดการคุ้มครองภายใต้กฎหมายแรงงาน รวมถึงอคติของสังคมไทยพุทธที่มีต่อาชีพผู้ค้าบริการ ก็กล่าวได้ว่า เรือนร่างของผู้ค้าบริการเป็นเพียงเครื่องมือสร้างรายได้ในสายตารัฐไทยและเป็นเพียงหัวข้อสนทนาเมามันเมื่อมีเรื่องให้พูดถึงเพียงครั้งคราว
ดังนั้น สิ่งที่น่าสนใจคือ คนกลุ่มไหนได้ประโยชน์จากภาวะคลุมเครือทางกฎหมายผสมกับสถานะอันน่ากระอักกระอ่วนในมุมต่อมศีลธรรมพุทธเถรวาท
นอกจากนี้ รัฐยังอุ้มท้องกฎหมายสำคัญสองฉบับอย่าง ร่าง พ.ร.บ. ยกเลิก พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณีฯ และ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศฯ อย่างยาวนานราวไร้กำหนดคลอด
เพื่อให้เห็นความเชื่อมโยงที่มากไปกว่าร่างกายและกฎหมาย เราอยากชวนทุกคนไล่ย้อนไทม์ไลน์ที่เกี่ยวข้องกับผู้ให้บริการหรือ sex worker ควบคู่กับประวัติศาสตร์เมืองพัทยา บทบาททางทหารของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคอินโดจีน และประวัติศาสตร์การค้าการลงทุนของภูมิภาคแห่งนี้
การเติบโตทางเศรษฐกิจบนเนินหัวหน่าว
ราวศตวรรษที่ 14 เชื่อกันว่า ย่านโคมแดง (redlight) มีที่มาจากย่านเก่าแก่อย่างเดอ วอลเลน ในอัมเตอร์ดัม เมื่อหญิงบริการจะเดินไปตามถนนพร้อมโคมไฟสีแดง ภาพของเมืองท่าอันมั่งคั่งจึงถูกจับคู่กับย่านบันเทิงเริงใจตั้งแต่นั้นก็ว่าได้
อีกหลายปีผ่านมา ย่านเดอ วอลเลน เป็นภาพสะท้อนที่กระจายไป ณ ตำแหน่งแห่งที่อันเป็นจุดตัดของการค้า การเดินทาง การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจ มิติสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์นี้ยังเกิดขึ้นกับหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ ริมฝั่งภาคตะวันออก และนี่คือเส้นทางเวลาที่เกิดขึ้นกว่าจะเป็นพัทยาในภาพจำปัจจุบัน
ราว 1687-1688 ลาลูแบร์บันทึกว่า กิจการโรงโสเภณีนับเป็นกิจการถูกกฎหมายในอยุธยา เพราะเจ้าของกิจการต้องส่งภาษีอากรแก่กษัตริย์ แต่โสเภณีกลับมีสถานะคล้ายทาสและถูกจัดเป็นบุคคล 33 จำพวก คือเป็นกลุ่มคนบาป ไม่น่าเชื่อถือ วิกลจริต และไม่สามารถให้การในชั้นศาลได้
1767 พระเจ้าตากสินยกทัพมาตั้งค่ายบริเวณบ้านหนองไผ่ ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวประมงขนาดเล็ก หมู่บ้านแห่งนี้จึงรู้จักกันอีกชื่อในนาม ‘ทัพพระยา’ ก่อนกร่อนเสียงเป็น ‘พัทยา’
1855 สยามทำสนธิสัญญาเบาว์ริง ให้สิทธิพิเศษแก่พลเมืองอังกฤษในประเทศ สยามจึงมีสถานะรัฐกันชนระหว่างจักรวรรดิอังกฤษและฝรั่งเศส
1954 ประเทศไทยในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เข้าเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาร่วมป้องกันแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEATO) ไทยกลายเป็นฐานทัพชั่วคราวของสหรัฐอเมริกา โดยมีอู่ตะเภาเป็นหนึ่งในฐานทัพสำคัญ
1955 สหรัฐฯ ส่งทหารเข้าสู่เวียดนามใต้เพื่อสกัดกั้นลัทธิคอมมิวนิสต์
1959 ทหารอเมริกากลุ่มแรกราว 500 นาย จากฐานทัพชั่วคราวในนครราชสีมา ขึ้นรถบรรทุกมาพักผ่อนที่พัทยา เพราะมีชัยภูมิและสภาพอากาศที่เหมาะสม

1960 พ.ร.บ.ปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2503 ถูกประกาศใช้ มีเนื้อหากำหนดบทลงโทษ ควบคุม และปราบปรามการค้าประเวณี สนองนโยบายของสหประชาชาติที่ต้องการให้สมาชิกปราบปรามการค้ามนุษย์และการหาประโยชน์จากการค้าประเวณี
1961 ประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 เพื่อพัฒนาเศรฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน และเร่งการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
1962 บริษัทจากญี่ปุ่นเริ่มเข้ามาลงทุนในไทย โดยมีนิสสันเป็นบริษัทแรก ก่อนทุนจากญี่ปุ่นและโรงงานจะขยายตัวในทศวรรษ 1980 – 1990
1964 เมืองพัทยาอยู่ภายใต้สุขาภิบาลนาเกลือ
1964 รัฐบาลไทยและสหรัฐฯ ลงนามในข้อตกลงอย่างเป็นทางการเพื่อจัดหาสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ (R&R) สำหรับทหารอเมริกัน ซึ่งเปลี่ยนพัทยาและพื้นที่อื่นๆ เป็นศูนย์รวม “ความบันเทิง” ขนาดใหญ่
1964 สหรัฐฯ เริ่มปฏิบัติการทิ้งระเบิดในลาวและกัมพูชา
1966 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ถูกก่อตั้งขึ้น ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุนเพื่อกิจการอุตสาหกรรม เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติด้วยมาตรการทางภาษีและเพื่อยืนยันว่าจะปราศจากการโอนเป็นกิจการของรัฐ
1973 สหรัฐฯ ถอนกองกำลังออกจากลาวและกัมพูชาตามข้อตกลงสันติภาพปารีส
มีนาคม 1975 นักศึกษาและประชาชนดินขบวนจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปยังสถานทูตสหรัฐอเมริกาบนถนนวิทยุ เพื่อกดดันให้สหรัฐอเมริกาถอนทหารและฐานทัพทั้งหมด 12 แห่ง ได้แก่ อู่ตะเภา ตะคลี อุบลราชธานี อุดรธานี นครพนม น้ำพงษ์ สัตหีบ ลพบุรี น้ำผุดดำ โคราช และกาญจนบุรี
เมษายน 1975 สงครามเวียดนามสิ้นสุดลง
1976 ทหารอเมริกากลุ่มสุดท้ายออกจากไทยและพัทยาถูกรับรู้ในฐานะเมืองตากอากาศระดับโลก
1978 พ.ร.บ.ระเบียบบริหาราชการเมืองพัทยา พ.ศ. 2521 ถูกประกาศใช้ พัทยาจึงมีสถานะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษเพื่อให้มีอำนาจ ‘ส่งเสริม’ และ ‘ควบคุม’ กิจการท่องเที่ยว

1982 เริ่มประกาศโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก (Eastern Seaboard Development Program) มุ่งเปลี่ยนภาคตะวันออกสู่การเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมหนัก โดยเริ่มที่บริเวณแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี บริเวณมาบตาพุด จังหวัดระยอง และพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา
1990 สหรัฐฯ ทำสงครามอ่าวในตะวันออกกลาง
1991 ชาวรัสเซียเริ่มหลั่งไหลเข้าประเทศไทยและพัทยามากขึ้น หลังสงครามเย็นสิ้นสุดและสหภาพโซเวียตล่มสลายอย่างเป็นทางการ
1996 ประกาศใช้ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มีเนื้อหาคุ้มครองและพัฒนาทักษะอาชีพให้เด็กหรือผู้ที่ถูกบังคับ แต่ไม่ได้รับรองสิทธิและคุ้มครองผู้ค้าบริการในฐานะอาชีพหนึ่ง
1997 วิกฤตต้มยำกุ้ง
2000 เนเธอร์แลนด์ยกเลิกคำสั่งห้ามเปิดซ่อง ทำให้การค้าประเวณีและผู้ค้าบริการถูกกฎหมาย โดยต้องเสียภาษีเหมือนกลุ่มอาชีพอื่นๆ
2001 สหรัฐฯ รุกรานอัฟกานิสถานภายหลังเหตุการณ์ 9/11
2003 สหรัฐฯ ทำสงครามอิรักเพื่อขับไล่ซัดดัม ฮุซเซน
2003 สหรัฐฯ ประกาศให้ไทยเป็นพันธมิตรนอกกลุ่มนาโต (Major Non-NATO Ally : MNNA)
2003 นิวซีแลนด์ผ่านกฎหมายยกเลิกความผิดทางอาญาเต็มรูปแบบประเทศแรกของโลกและให้ธุรกิจทางเพศอยู่ภายใต้กฎหมายแรงงาน
2006 รัฐประหาร 2549
2008 วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ หรือวิกฤตสินเชื่อซีบไพรม์ (subprime crisis)

2014 เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ และรัฐประหารในปีเดียวกัน ส่งผลให้ต่างชาติและค่ายรถยนต์เริ่มย้ายฐานการผลิตไปประเทศใกล้เคียง
2017 ประกาศใช้ พ.ร.บ. EEC
2022 เบลเยียมยกเลิกความผิดทางอาญาต่อผู้ค้าบริการ ก่อนออกกฎหมายรับรองเพิ่มเติมในปี 2024 ให้พวกเขาเซ็นสัญญาจ้างงานและได้รับสวัสดิการเต็มระบบเหมือนอาชีพทั่วไป
2023 จีนเป็นผู้ลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มากที่สุดในไทย จากอุตสาหกรรมรถยนต์ EV อิเล็กทรอนิกส์ และดิจิทัล โดยจีนขอรับเงินส่งเสริมการลงทุนในช่วงปี 2018-2024 กว่า 7.7 แสนล้านบาท
2023 สหภาพแรงงานทางเพศระหว่างประเทศ (IUSW) คาดว่ามี sex worker ในไทยกว่า 250,000 คน พิจารณาจากทั้งผู้ค้าบริการ คนคอลเสียว นักเต้นในคลับเปลื้องผ้า OnlyFans และอื่นๆ โดยสร้างรายได้กว่า 6.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
2025 ผู้แทนมูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ (SWING) และคณะ ยื่นร่าง พ.ร.บ. ยกเลิก พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 พ.ศ. … พร้อมรายชื่อผู้สนับสนุนกว่า 13,000 รายชื่อ เพื่อให้การค้าบริการทางเพศโดยสมัครใจไม่เป็นความผิดทางอาญา ให้ผู้ค้าบริการเป็นส่วนหนึ่งของระบบแรงงานซึ่งต้องเข้าถึงสิทธิ
2025 เรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abrham Lincoln (CVN-72) เริ่มปฏิบัติภารกิจสนับสนุนทางทหารร่วมกับอิสราเอลเพื่อทำลายเป้าหมายทางทหารของอิหร่าน
2025 รัฐบาลยุบสภาฯ กระบวนการพิจารณา ร่าง พ.ร.บ. ยกเลิก พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามฯ ชะงักลงชั่วคราว
พฤษภาคม 2026 ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ ของมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ ถูกยื่นต่อประธานสภาฯ พร้อมผู้สนับสนุนกว่า 11,000 รายชื่อ มีเนื้อหาคุ้มครองสิทธิแรงงาน เรียกร้องค่าตอบแทนและปฏิเสธงานได้ มีเกณฑ์อายุขั้นต่ำ (ผู้ให้บริการต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไป ผู้ใช้บริการต้องมีอายุ 20 ปีขึ้นไป) และจัดให้มีศูนย์บริการสวัสดิการ คุ้มครอง และฝึกอาชีพ
มิถุนายน 2026 ภาคประชาชนรวมตัวยื่นรายชื่อกว่า 13,000 รายชื่อ อีกครั้ง เพื่อขอให้ ร่าง พ.ร.บ. ยกเลิก พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามฯ กลับเข้าสู่กระบวนการพิจารณา
กรกฎาคม 2026 ที่ประชุมประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานกรรมาธิการสามัญ มีมติให้ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ เป็นร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเงินและต้องรอคำรับรองจากนายกรัฐมนตรี ก่อนส่งพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎรอย่างไร้กำหนดการ
กันยายน 2026 หลังจากปฏิบัติภารกิจติดต่อกัน 9 เดือน เรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abrham Lincoln เข้าเทียบท่าเรือแหลมฉบังเพื่อให้ทหารกว่า 5,000 นายได้พักผ่อนเป็นเวลา 5 วัน ก่อนมีกำหนดกลับแคลิฟอร์เนีย

รู of Law
หากพิจารณาจากไทม์ไลน์ข้างต้นและอธิบายอย่างกำปั้นทุบดิน เราจะเห็นได้ว่าพัทยา (และย่านท่องเที่ยวราตรีอื่นๆ) ถูกพัฒนาจากปัจจัยภายนอกอย่างสงครามในภูมิภาคและการลงทุนจากต่างประเทศ ควบคู่ไปกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่เติบโตควบคู่ไปกับอุตสาหกรรมหนักภายในประเทศ โดยที่ฟันเฟืองของการท่องเที่ยวนั้น กลับเป็นผู้ให้บริการที่ไร้ตัวตนทางกฎหมาย หนำซ้ำยังถูกทำให้เป็นชายขอบของสังคมเสมอมา
แม้จะมีความพยายามที่ไร้ผลมากมาย หน่วยงานรัฐยังคงเดินหน้าปฏิเสธการการมีอยู่ของค้าประเวณี (แบบสมัครใจ) ทั้งพฤตินัยและนิตินัยต่อไป แต่ท่าทีนี้ก็ไม่มีใครสามารถลบล้างภาพของ sex tourism ออกไปจากทั้งสายตาชาวต่างชาติ หรือแม้แต่คนไทยเอง
อาการปากว่าตาขยิบนี้ ถูกอธิบายหลายครั้งหลายคราทั้งจากสื่อไทยและสื่อต่างชาติ ตัวอย่างคือ Matija Šerić จาก Actualitica ที่อธิบายภาวะนี้อย่างเห็นภาพว่า “แหล่งท่องเที่ยวของไทยดึงดูดผู้คนนับล้านจากทั่วโลก ซึ่งใช้จ่ายเงินจำนวนมหาศาลและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ […] ด้วยเหตุนี้ ทางการไทยจึงยอมผ่อนปรนต่อการค้าประเวณีมากกว่าที่ควรจะเป็น และตำรวจในพัทยาก็คอยดูแลผู้ค้าบริการทางเพศและรักษาความสงบเรียบร้อยเพื่อให้ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น ตราบใดที่ระบบนี้ยังคงทำงานได้ จำนวนที่พักและการมาเยือนของนักท่องเที่ยวชาวตะวันตกและชาวจีนก็จะเติบโตไป และการใช้จ่ายที่วัดได้เป็นหลักพันล้านดอลลาร์ก็จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

ขณะเดียวกัน รายงานจาก BBC ตั้งข้อสังเกตว่า ทหารสหรัฐฯ จากเขตสงครามอาจมาเยือนพัทยามากที่สุดนับแต่สงครามเวียดนามในปี ค.ศ.1975 และแม้ตำรวจไทยจะย้ำว่าการค้าประเวณีเป็นสิ่งผิดกฎหมาย แต่คาดว่ามีผู้ค้าบริการทางเพศในพัทยาราว 25,000-50,000 คน “หลายคนยืนอยู่หน้าร้านเหล้า ทำงานอยู่ในซอย 6 และเชียร์ให้ผู้ชายเข้าข้างในร้าน”
อย่างไรก็ตาม ความลักลั่นในภาวะหลับตาหนึ่งข้างและในสายธารของความพยายามต่อสู้เพื่อสิทธิของผู้ให้บริการ ในด้านหนึ่งก็สะท้อนความย้อนแย้งของตัวบทกฎหมายเอง (ไม่ว่าจะมีใครได้ประโยชน์จากมันหรือไม่)
จากหนังสือ เริ่มต้นใหม่จากจุดเริ่มต้น ทฤษฎีสังคมมาร์กซิสต์ในศตวรรษที่ 21 (2560) โดย เก่งกิจ กิติเรียงลาภ มีคำอธิบายว่า ภายใต้รัฐสมัยใหม่ ความมีเหตุผล (rational) เป็นฐานรากของสรรพสิ่งในสังคม หลักการที่ค้ำจุนความมีเหตุมีผลนี้ เราจะรู้จักกันในชื่อ “นิติรัฐ” (rule of law) ซึ่งคือกฎหมายหรือคำตัดสินจากศาลที่ได้กลายมาเป็นความจริงให้ผู้คนในสังคมยึดถือ หลักการนี้เป็นหัวใจของสังคมเสรีประชาธิปไตยและถูกเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่มีเหตุผลในตัวเอง
ทว่าในความเป็นจริง หลักการดังกล่าวกลับไม่มีอยู่จริง หากแต่เป็นระเบียบที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการปกครองรัฐ กล่าวให้เห็นภาพ สิ่งใดใดจะถูกรับรองโดยกฎหมายได้ย่อมต้องมี ‘ผู้รับรอง’ ฉะนั้น หลักนิติรัฐจึงอนุญาตให้บางอย่างไม่ต้องขึ้นอยู่กับกฎหมายเพื่อทำหน้าที่รับรองกฎหมาย สิ่งที่อยู่ตรงกลางระหว่างข้างนอกกับข้างในกฎหมายนี้คือ ‘องค์อธิปัตย์’ ผู้มีหน้าที่ปกปิดความขาด รู หรือความไม่สมบูรณ์ของตัวบทกฎหมายเอง ในที่นี้ อำนาจตุลาการซึ่งอ้างอิงมาจากหลักการแบ่งอำนาจ 3 ส่วนในสังคมเสรีประชาธิปไตย จึงไม่ได้มีหน้าที่ยุติข้อเรียกร้อง สลายความขัดแย้ง รับรองหรือยุติข้อถกเถียงใดใดให้สังคมโดยสมบูรณ์ แต่มีหน้าที่ปกปิดรูหรือช่องโหว่ทางกฎหมายหรือ รู of Law นั่นเอง

สิ่งนี้อาจอธิบายภาพความย้อนแย้งและอาจช่วยทำให้เราเห็นว่า เมื่อพ้นไปจากสายตากฎหมายที่ต้องคุ้มครองผู้ให้บริการแล้ว สายตาและความเข้าอกเข้าใจจากผู้คนในสังคมต่างหากที่อาจมีความหมายต่อผู้ให้บริการมากกว่าโครงสร้างอันไร้จิตวิญญาณของกฎหมายซึ่งต้องรอกระบวนการอันยาวนานจนกว่าจะถูกรับรอง
กระนั้น ขั้นตอนนี้ยังจำเป็น เพราะเหตุผลที่ว่า กฎหมายคือกติกาและระเบียบทางสังคมที่เราอยู่อาศัย
สู่การปลดล็อกคุณภาพชีวิตพนักงานบริการ
ปัจจุบัน พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 เป็นกฎหมายที่ข้องเกี่ยวโดยตรงกับผู้ให้บริการ พูดถึงเพียงโทษทางอาญา ซึ่งนำไปสู่การตีตรา และปราศาจากการเคารพพนักงานบริการ กลับกัน ลักษณะงานยังต้องเผชิญความเสี่ยงจากความรุนแรง การล่วงละเมิด หรือการถูกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม ทำให้พนักงานบริการยิ่งเผชิญความเปราะบางในชีวิตมากยิ่งขึ้น ในปีที่ผ่านมา กลุ่ม SWING และมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ จึงพยายามผลักดัน พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศที่จะเข้ามาคุ้มครองพนักงานบริการในประเด็นนี้
จำรอง แพงหนองยาง รองผู้อำนวยการ SWING กล่าวถึงประเด็นข้อกฎหมายที่ยังติดขัดในเพจเฟซบุ๊ก Bangkok Pride และ Swing Thailand ว่า กฎหมายอนุญาตให้สถานบริการเปิดดำเนินการ แต่กลับทำให้คนทำงานกลายเป็นผู้กระทำผิด การทำให้งานบริการทางเพศไม่เป็นอาชญากรรมจึงไม่ใช่เพียงการแก้ถ้อยคำในกฎหมาย แต่เป็นการยืนยันว่าพนักงานบริการคือคนทำงานที่ควรได้รับสิทธิ ความปลอดภัย และความคุ้มครองเช่นเดียวกับแรงงานอื่น

มากไปกว่านั้น สำหรับพนักงานบริการ ความภาคภูมิใจหมายถึงการสามารถพูดถึงอาชีพของตนโดยไม่ถูกตีตรา ไม่ถูกทำให้เป็นอาชญากร และไม่ต้องซ่อนตัวเพื่อหลีกเลี่ยงการเลือกปฏิบัติ เช่นเดียวกับคู่รักทุกเพศ คนพิการ หรือผู้คนจากทุกสีผิวและภูมิหลังที่ควรได้รับพื้นที่อย่างเท่าเทียม
“เจ้าของเปิดสถานบริการได้อย่างถูกกฎหมาย แต่คนที่เข้าไปทำงานกลับผิดกฎหมาย กฎหมายจึงไม่สอดรับกับชีวิตจริงของคนทำงาน” จำรองระบุ
ท้ายสุด หากเราชำเลืองมองไปที่ศักยภาพของผู้คน สิ่งแวดล้อม ประวัติศาสตร์ และองคาพยพของทั้งสังคมไทย เราจะพบว่าการเปลี่ยนแปลงทางทัศนคติของผู้คนแม้จะเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ แต่เราจำเป็นต้องเชื่อว่ามันกำลังเปลี่ยนไปในเชิงบวก
ที่สำคัญ สิทธิของผู้ให้บริการ พนักงานบริการ หรือ sex worker ควรเป็นเป็นสิ่งที่อยู่ในบทสนทนาและข้อถกเถียงที่ไม่ได้มาเป็นครั้งคราวคล้ายพลุที่ถูกจุดทุกช่วงเทศกาลแล้วหายไปในความมืด
หรือเงียบสงบลงหลังการมาเยือนเพียงเพื่อจากไปของเรือบรรทุกเครื่องบิน

อ้างอิง
-
เก่งกิจ กิติเรียงลาภ. (2564). เริ่มต้นใหม่จากจุดเริ่มต้น: ทฤษฎีสังคมมาร์กซิสต์ในศตวรรษที่ 21 (พิมพ์ครั้งที่ 2). Illuminations Editions.
-
britannica.com
-
dindeng.com
-
thematter.co
-
theactive.thaipbs.or.th
-
nationthailand.com
-
actualitica.com
-
facebook.com/bangkokpride.official
-
epigramnews.co
-
bbc.com
-
Reporter Journey
เรื่องโดย ยสินธร กลิ่นจำปา


