
อ้อย
ตัวต้นเรื่องความหวานของภาคตะวันออกอย่างแรกเริ่มกันที่ อ้อย พืชดั้งเดิมของภูมิภาคเขตร้อนของเอเชียที่ถูกนำมาปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจของภาคตะวันออกมานานหลายร้อยปี เป็นพืชล้มลุกที่มีลักษณะเหมือนต้นหญ้า ต้นอ้อ มีลำต้นเป็นท่อนไม้แข็งๆ ทว่าให้ความหวานอย่างเอกอุ จนได้ชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งรสหวานในความรัก เป็นคันธนูของกามเทพ และยังเป็นส่วนประกอบสำคัญในขบวนแห่ขันหมาก ซึ่งในกระบวนการของการเก็บรักษาความหวานของอ้อย จำเป็นต้องใช้ความร้อนเพิ่มความเข้มข้น ก็คือเคี่ยวไปจนน้ำอ้อยเกิดการเปลี่ยนรูปเป็นน้ำตาลนั่นเอง
ในอดีตของภาคตะวันออกมีการตั้งโรงหีบคั้นน้ำอ้อยอยู่มากมาย และอ้อยก็เป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรที่เคยได้รับความนิยมของภูมิภาคนี้ มีพื้นที่เพาะปลูกที่กินอาณาเขตการกว้างใหญ่ไพศาลตั้งแต่จังหวัดฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี ระยอง จันทบุรี และชลบุรี ซึ่งในจังหวัดหลังนี้ได้นำเอาอ้อยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในคำขวัญประจำจังหวัด นั่นคือ “ทะเลงาม ข้าวหลามอร่อย อ้อยหวาน จักสานดี ประเพณีวิ่งควาย”
ตามประวัติแล้ว ชลบุรีเป็นจังหวัดแรกๆ ที่ถูกยอมรับว่ามีศักยภาพในการเป็นฐานการผลิตน้ำตาลทราย ตั้งแต่ในอดีตก็มีการปลูกอ้อยกันมาช้านาน มีโรงหีบอ้อยสำหรับบีบคั้นน้ำอ้อยจากอ้อยสด มีโรงงานน้ำตาลเพื่อแปรรูปน้ำอ้อยจากโรงหีบ ตลอดจนมีโรงหีบอ้อยชนิดที่สามารถผลิตน้ำตาลได้มากมาย มีข้อมูลว่าโรงหีบอ้อยทำน้ำตาลทรายที่เมืองชลบุรีสามารถผลิตน้ำตาลทรายแดงได้ถึง 110,000 – 150,000 หาบ หรือราว 6,600 – 9,000 ตันต่อปีเลยทีเดียว และจากการสำรวจในปี พ.ศ. 2460 ก็พบว่า เมืองชลบุรีมีเนื้อที่เพาะปลูกอ้อยประมาณ 7,807 ไร่ และมีจำนวนโรงหีบอ้อยทำน้ำตาลทรายขนาดเล็กถึง 107 แห่ง
ความผูกพันระหว่างอ้อยและจังหวัดชลบุรีนี้ทำให้เกิดการแซวกันทั่วไปว่าในคำขวัญประจำจังหวัดก็บอกอยู่แล้วอาหารที่นี่ติดหวาน ซึ่งอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกันหรือไม่ก็สุดแท้แต่จะสันนิษฐานกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เราก็รู้ได้อย่างแน่นอน ก็คือว่าที่ภาคตะวันออกมีวัตถุดิบให้ความหวานอยู่มากมายเหลือเฟือ สามารถที่จะใช้ได้อย่างไม่ต้องออมมือนัก ดังนั้นอาหารแถบนี้ไม่ว่าจะต้ม ผัด แกง ทอด ไล่ไปจนถึงยำ จึงมีการปรุงรสให้หวานนำไม่ย่อหย่อนกว่าใคร จนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่โดดเด่น

แม้ทุกวันนี้ ภาคตะวันออกจะไม่ใช่แหล่งผลิตน้ำตาลทรายขนาดใหญ่เช่นในอดีต แต่ก็ปรากฏว่ายังมีโรงงานผลิตน้ำตาลอยู่บ้าง และที่สำคัญเลยคือ ยังมีโรงงานน้ำตาลที่ยึดถือกรรมวิธีการผลิตน้ำตาลทรายอย่างสมัยก่อนเอาไว้ คือที่ชุมชนหนองบัว จังหวัดจันทบุรี ซึ่งมีโรงงานเล็กๆ ที่สืบทอดกิจการผลิตน้ำตาลทรายต่อเนื่องยาวนานมาร่วมร้อยปี โดยเป็นการผลิตน้ำตาลในแบบที่ไม่ใช่น้ำตาลทรายเกล็ดเล็กละเอียดและแห้ง หากแต่เป็นน้ำตาลที่มีลักษณะเหมือนทรายชื้นๆ สีน้ำตาลอมเหลือง ไล่ไปจนถึงสีน้ำตาลเข้มเกือบเหมือนสีเนื้อไม้ ซึ่งแบบนี้เรียกว่า ‘โอวทึ้ง’ หรือน้ำตาลอ้อย และสำหรับใครที่นึกไม่ออกว่าน้ำตาลชนิดนี้มีหน้าตาอย่างไร ก็ให้นึกถึงน้ำตาลที่เขาเอาไว้โรยหน้าเฉาก๊วย นั่นแหละคือโอวทึ้ง ความน่ามหัศจรรย์ก็คือน้ำตาลประเภทนี้จะมีสีสันที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับแต่ละแหล่งที่มา เพราะแต่ละแหล่งผลิตก็จะมีกรรมวิธีการผลิตที่ต่างกันไป และนั่นก็ทำให้ได้โอวทึ้งที่มีสีสัน ความหวาน และกลิ่นที่ต่างกัน
ภาคตะวันออกยังมีน้ำตาลที่ได้จากน้ำอ้อยที่ผ่านกระบวนการตกผลึกช้าๆ จนกลายเป็นก้อนเรียกว่าน้ำตาลกรวด ซึ่งให้รสชาติหวานแหลม แต่ทว่าละมุนกว่าน้ำตาลทราย ในบางที่จะมีการใช้ไม้ไผ่ตอกเป็นเส้น แล้วขดเป็นวงเหมือนวงแหวนกลัดด้วยไม้กลัด เพื่อทำเป็นพิมพ์หยอดน้ำตาล ซึ่งเมื่อแข็งตัวเราจะเรียกมันว่า ‘น้ำตาลงบ’ ซึ่งน้ำตาลจากอ้อยนี้ก็ได้เข้าไปอยู่ในอาหารจำนวนมากของภาคตะวันออก ถึงกับมีคนแซวกันว่าทอดมันเมืองชลและพนัสนิคมหวานเสียจนใส่น้ำแข็งกินเป็นขนมได้เลยทีเดียว
นอกจากอาหารแล้ว น้ำตาลจากอ้อยยังเข้าไปอยู่ในของหวานจำนวนมากในภาคตะวันออก ทั้งขนมบุ๋นกุ๊ก ขนมเหนียว ขนมกีจ่าง รวมทั้งขนมท้องถิ่นที่วางขายอยู่ในชุมชนขนมแปลกจันทบุรี หรือตามย่านตลาดเก่าในจังหวัดตราด ระยอง และชลบุรี ขนมหวานเหล่านั้นต่างใช้น้ำเชื่อม น้ำตาล ทั้งแบบโอวทึ้งและน้ำตาลทรายแดงเป็นส่วนประกอบความหวานหลัก ซึ่งสร้างเสน่ห์ให้กับรสชาติต่างกับน้ำตาลจากอุตสาหกรรมได้มากมาย
ตาล
มาว่ากันต่อที่ตัวต้นเรื่องลำดับที่สอง ตาล พืชตระกูลปาล์มที่ลำต้นสูงจนคอตั้ง กว่าจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ต้องใช้เวลา 20 ปีขึ้นไป รวมทั้งต้องมีทักษะและความชำนาญพิเศษในการเก็บเกี่ยว นับตั้งแต่การปีนขึ้นต้นตาล การใช้มีดคมๆ ปาด ‘งวงตาล’ ก่อนจะเอากระบอกไม้ไผ่ไปรองน้ำตาล ซึ่งในกระบอกนั้นจะต้องใส่ไม้เคี่ยมหรือไม้เนื้อแข็งอื่นๆ เช่น พะยอม เอาไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้แบคทีเรียกินน้ำตาลจนบูด จากนั้นก็ทิ้งกระบอกไว้บนต้นตาล รอจนข้ามคืนก่อนแล้วค่อยปีนขึ้นไปเอากลับมา
เมื่อได้น้ำตาลงมาแล้ว ก็นำมาต้มในกระทะใบบัวให้พอเดือด จากนั้นน้ำตาลก็จะกลายระเหย งวดข้น มองดูเหมือนๆ คาราเมล ก็จะได้เป็นน้ำตาลโตนดสดรสชาติหวานหอมนวล ซึ่งน้ำตาลนี้มีสีสันเปลี่ยนไปตามฤดูกาล ทั้งเหลืองทอง สีน้ำตาล สีน้ำตาลอมแดง เรื่อยไปจนถึงสีม่วงเทาเหมือนกะปิ

ปัจจุบันพื้นที่ภาคตะวันออกมีหมู่บ้านที่ใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากต้นตาลเป็นหลักคือที่ชุมชนแห่งประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี ที่นี่ยังมีต้นตาลมากมายจนว่ากันว่าเกือบถึงหมื่นต้น อีกที่หนึ่งคือเวิ้งบริเวณอำเภอคลองเขื่อน จังหวัดฉะเชิงเทรา ทั้งสองแห่งมีหมู่บ้านที่ผลิตน้ำตาลสดทำน้ำตาลโตนดรสเลิศ ทั้งยังขนมตาลวางขายให้ผู้คนสัญจรไปมาได้ลิ้มลอง นอกเหนือไปจากนี้ยังมีแหล่งผลิตน้ำตาลโตนดเล็กๆ อยู่ที่นาป่า จังหวัดชลบุรีอีกด้วย และถ้าหากใครได้ชิมน้ำตาลโตนดจากทั้ง 3 แห่งนี้ก็จะพบว่าน้ำตาลของแต่ละที่มีรสหวานที่ต่างกัน
อันที่จริงต้นตาลมีประโยชน์หลากหลายมาก ที่รู้จักคุ้นชินกันก็คงเป็นขนมตาลขนมที่เอาเนื้อตาลสุกที่หล่นจากต้นมาปอกเปลือก ล้างขยำกับน้ำ แล้วกรองเอาแต่เนื้อปลูกห้อยไว้กับผ้าขาวบางให้น้ำเมือกที่มีรสขื่นหยดออก เหลือแต่เนื้อสีเหลืองอร่าม แล้วนำมาผสมกับแป้งหัวกะทิและน้ำตาล จากนั้นก็นำไปนึ่งให้ฟูเด้ง ซึ่งกลิ่นและรสสัมผัสต่างกันขนมที่ใช้ยีสต์และผงฟูอย่างลิบลับ

อีกส่วนหนึ่งของตาลที่ใช้ประโยชน์ได้คือ ‘จาวตาล’ หรือลูกตาลอ่อน ที่เมื่อผ่าปอกเปลือกแล้วนำมาลอยแก้วก็จะเป็นกลายเป็นหนึ่งในเครื่องหวานที่รสชาติเรียบง่ายแต่มหัศจรรย์ และถ้าปล่อยให้แก่ไปกว่านั้น ลูกตาลแก่จนสุกหล่นพื้น เอาเนื้อมาทำขนมตาลได้ ส่วนด้านในก็จะมีจาวตาลแก่ที่สามารถนำมาหมักแช่น้ำไว้จนรกเปื่อย แล้ววางทิ้งไว้ให้งอกต้นออกมาแล้วค่อยผ่ากะเทาะกะลาตาลออกมาจะเจอกับจาวตาลหรือลอนตาลที่มีเนื้อหนึบๆ ตึงๆ ที่สามารถเชื่อมมาจนน้ำตาซึมเข้าไปข้างใน ก็จะได้ตาลเชื่อมที่หนึบหนับและมีรสหวานจัด
ในตำรากับข้าวอาหารไทยโดยเฉพาะตำรับชาววังและอาหารภาคกลางก็มีการใช้น้ำตาลโตนดเป็นส่วนประกอบเช่นกัน เพราะช่วยทำให้รสชาติกลมกล่อมมากขึ้น เช่น ในตำราแกงกะทิ เขาว่าเมื่อตั้งหัวกะทิและผัดกับพริกแกงแล้ว ให้ใส่น้ำตาลโตนดลงไปซักปลายนิ้วก้อยเพื่อฆ่ารสขื่นของเครื่องเทศสารพัดที่หลงเหลืออยู่ในพริกแกง อีกทั้งทำหน้ายังจะสร้างบาลานซ์ให้รสชาติก่อนจะใส่เนื้อสัตว์ลงไปผัด จากนั้นก็ถึงเวลาเติมกะทิส่วนที่เหลือและผักอื่นๆ ลงไป
สำหรับในภาคตะวันออก ก็มีตำรับแกงกะทิอยู่พอสมควร โดยส่วนใหญ่จะออกรสชาติโทนเผ็ดตามด้วยเค็มและหวาน โดยเฉพาะแกงคั่ว เครื่องคาวโบราณที่บ้างก็บอกว่าแกงคั่ว ก็คือแกงเผ็ดเติมปลากรอบ ปลาย่างโขลกเป็นผง แล้วเอาพริกแกงไปผัดไปคั่วให้นานหน่อย นานกว่าแกงเผ็ดทั่วไปสักพักค่อยใส่น้ำตาลลงไปฆ่าความขื่น แล้วผัดเคี่ยวให้พอสุกไม่ให้แตกมันแบบแกงเผ็ดอย่างอื่น ขณะที่บ้างก็ว่าแกงคั่วนั้นเพี้ยนเสียงมาจากชื่อแกงของมลายู

ที่จริงแกงคั่วนี้น่าสนใจมาก เพราะโดยส่วนใหญ่มักจะทำกับผักที่มีรสขมหรือฝาด อย่างชะพลู ชะอม มะระ ลูกตำลึง หน่อไม้ ดอกจาก หรือหัวตาล แต่ยังมีแกงคั่วอีกแบบหนึ่งที่เรียกว่าแกงคั่วส้ม ซึ่งเป็นแกงที่จะทำกับผลไม้รสอมเปรี้ยวอมหวาน และแกงนี้ก็หนึ่งในอัญมณีของภาคตะวันออก เพราะที่นี่ เรามีแกงคั่วหมูป่ากับระกำ แกงคั่วหอยแมลงภู่ แกงคั่วไข่แมงดาทะเลกับสับปะรด แกงคั่วกุ้งกับกระท้อน แกงคั่วหอยแครงกับมะยม และแกงคั่วปลากดทะเลกับมะดัน ที่ล้วนต่างเป็นเมนูสะท้อนเอกลักษณ์ของภาคตะวันออกที่เกิดจากการผสมผสานวัตถุดิบในพื้นที่ ทั้งสัตว์น้ำกร่อยและอาหารทะเลมาแกงกะทิร่วมกับผลไม้และปรุงให้เกิดรสเผ็ดหวานอมเปรี้ยว
นี่ยังไม่นับถึงแกงหมูชะมวงแกงท้องถิ่นภาคตะวันออกที่นิยมกินกันมีชื่อเสียงอย่างมากในแถบจังหวัดระยองและจันทบุรี ที่ใช้พืชท้องถิ่นใบชะมวงรุ่นกลางอ่อนกลางแก่ ซึ่งมีรสชาติเปรี้ยวมาเผามาปิ้งแล้วฉีกใส่แกง แล้วปรุงด้วยน้ำตาลทำให้แกงที่ควรจะเผ็ดกลับมีรสชาติหวานนำ นอกจากนี้ยังมีก๋วยตี๋ยวที่น้ำซุปได้รสหวานจากกระดูกหมูคาตั๊ง หรือกระดูกขาหมู ปลาหมึกแห้ง และหัวไชเท้าแล้ว ว่ากันว่าน้ำตาลก็มีบทบาทเด่นไม่น้อย ซึ่งคนที่เคยกินก๋วยเตี๋ยวภาคตะวันออกคงพอจะทราบรสชาติกันดี
พร้าว
อีกตัวต้นเรื่องหนึ่งที่สร้างชื่อเสียงลือเลื่องและมีบทบาทสำคัญในรสชาติหวานของอาหารตะวันออก คือ น้ำตาลมะพร้าว ซึ่งในปัจจุบันน่าจะที่นิยมใช้กันมาก เป็นรองก็แค่น้ำตาลทรายเท่านั้น เพราะหาได้ง่ายและมีกรรมวิธีในการผลิตที่ง่ายกว่าน้ำตาลโตนดมาก คือถ้าต้นตาลต้องใช้เวลา 20 ปี ตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว มะพร้าวจะใช้แค่ 5 – 7 ปีเท่านั้น และสามารถปลูกได้ในทุกพื้นที่ รวมถึงในภาคตะวันออก มะพร้าวกระจายตัวอยู่ตามสวนแถบจังหวัดฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี สระแก้ว และมีบ้างแถวๆ ชลบุรีในแถบคลองตำหรุ อำเภอเมือง ซึ่งมะพร้าวของที่นี่จะเป็นอุตสาหกรรมขนาดเล็ก ไม่ได้เฟื่องฟูและผลิตปริมาณมากเหมือนแถวแม่กลองหรืออัมพวา และจะรสชาติความหวานหอมเจือเค็มปะแล่ม ซึ่งรสชาติเช่นนี้ก็ทำให้น้ำตาลมะพร้าวของตะวันออกมีความน่าสนใจ

น้ำตาลสดจากมะพร้าว หรือที่เรียกกันว่า ‘น้ำช่อดอกมะพร้าว’ มีกรรมวิธีการได้มาคล้ายๆ กับน้ำตาลสด นั่นคือจะต้องมีการปีนขึ้นไปใช้มีดปาดช่อดอกหรือ ‘จั่นมะพร้าว’ โดยต้องปาดในช่วงที่ยังไม่บาน แล้วเอากระบอกรองไว้แบบเดียวกับการทำน้ำตาลสด ซึ่งน้ำตาลมะพร้าวที่ได้จะมีสีออกโทนสีเหลืองเข้มไปจนถึงออกอมน้ำตาลแต่ไม่หม่นคล้ำ มีรสชาติหวานใส รสและกลิ่นจะต่างชัดเจนกับน้ำตาลที่ได้จากงวงตาล และเมื่อนำมาเคี่ยวจนวงดข้นก็จะได้น้ำตาลมะพร้าวรสชาติหวานกลมๆ มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ คือหอมฟุ้งอบอวลแต่ก็ไม่ได้พุ่งเด่นดุดันออกมา
น้ำตาลมะพร้าวถือเป็นตัวต้นเรื่องความหวานที่ผลิตได้มาก และถูกใช้งานอย่างกว้างขวาง ในสมัยก่อนเวลาบรรจุขายก็จะต้องเทใส่ปี๊บ จนได้กลายเป็นที่มาของชื่อเรียกว่า ‘น้ำตาลปี๊บ’ นั่นแหละ แต่ถ้าน้ำตาลมะพร้าวหรือน้ำตาลโตนดมาหยอดเป็นก้อนขนาดตั้งแต่ฝ่ามือ กำปั้น เรื่อยไปจนใหญ่เท่าชามข้าวแล้วปล่อยให้แข็งตัว ก็จะมีชื่อเฉพาะที่เรียกว่า ‘น้ำตาลปึก’ โดยทั้งน้ำตาลปี๊บและน้ำตาลปึกส่วนใหญ่จะทำจากน้ำตาลมะพร้าว และในบางพื้นที่ก็ใช้ใบมะพร้าวขดเป็นวงเพื่อทำพิมพ์ คล้ายๆ กับการทำน้ำตาลงบ แต่สำหรับน้ำตาลปึกนี้อาจจะมีการผสมน้ำตาลทรายลงไปเพื่อให้สามารถเซ็ตตัวได้ดีกว่า
ถ้าว่ากันถึงความแตกต่าง น้ำตาลโตนดจะให้รสหวานนวลหอมฟุ้ง ส่วนน้ำตาลมะพร้าวจะหวานกลมหอมเรื่อๆ ดังนั้นในแถบภาคตะวันออก จึงนิยมเอาน้ำตาลมะพร้าวมาปรุงรสอาหารคาว และใช้น้ำตาลโตนดปรุงรสขนมหวาน แต่อันที่จริงก็ไม่ได้มีข้อบังคับตายตัวอะไรขนาดนั้น ใครใคร่ทำหรือปรุงด้วยอะไร หรือน้ำตาลแบบใดหาอะไรได้ง่ายกว่าก็ใช้กันตามนั้น
จาก
และสำหรับตัวต้นเรื่องสุดท้ายคือ ต้นจาก พืชที่มักขึ้นตามริมฝั่งคลองและแม่น้ำเรื่อยไปจนถึงชายเลนที่มีน้ำกร่อยเข้าถึง ทำให้พื้นที่ในภาคตะวันออกส่วนใหญ่ที่พบต้นจากคือโซนจังหวัดฉะเชิงเทราและบางส่วนของจังหวัดชลบุรี และเนื่องจากมีการกระจายตัวอยู่น้อยกว่าสารตั้งต้นความหวานชนิดอื่นๆ ทำให้การใช้งานต้นจากไม่แพร่หลายเท่ากับอ้อย ตาล และมะพร้าว แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม น้ำตาลจากดอกจากก็มีรสชาติหวานไม่เป็นรองใคร

ในการได้มาของความหวานจากต้นจาก ก็มีกระบวนการเช่นเดียวกับงวงตาลโตนด จั่นช่อดอกมะพร้าว โดยไม่ต้องลำบากไต่ปีนขึ้นไปสูง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีความยากเย็นอยู่ที่การเค้น บีบ ทุบ ผูกโยงก้านช่อ ‘โหม่งจาก’ เป็นร้อยรอ แม้โหม่งจากที่ใช้จะต้องไม่อ่อนไม่แก่จนเกินไป ทว่าก็ทั้งแข็งและเหนียว อีกทั้งยังต้องผ่านกรรมวิธีที่กินเวลาหลายสิบวันกว่าจะได้เริ่มทำน้ำตาลจาก กล่าวคือ เมื่อทุบได้แล้วจะต้องค่อยๆ เอามีดไปกรีดก้านโหม่ง แล้วใช้กระบอกรองน้ำหวานที่หยดออกมา พอข้ามคืนแล้วก็นำไปเคี่ยวจนข้นกลายให้เป็นไซรัปน้ำตาลจากสีคล้ำเข้ม รสชาติหวานหอมละมุน แต่ก็จะเจือไปด้วยความเค็มบางๆ นับเป็นรสหวานที่น่าตื่นตาตื่นใจอย่างมาก
ปัจจุบัน การผลิตน้ำตาลจากหาได้ยากขึ้น เพราะต้นจากส่วนใหญ่ไม่ใช่พืชเศรษฐกิจ ไม่ได้มีการปลูกมาเหมือนพืชอื่นๆ และที่สำคัญคือ พื้นที่บริเวณชายฝั่งริมน้ำริมลำคลองค่อยๆ หายไป อีกทั้งการใช้ประโยชน์หลักในปัจจุบันคือนำเอาใบจากมาทำตับจากสำหรับมุงหลังคา หรือตัดริดใบมาใช้ห่อขนมที่เรียกว่าขนมจาก ขนมของฝากยอดฮิตของเมืองแปดริ้ว หรือฉะเชิงเทรา และชลบุรี
ด้วยความหลากหลายทั้งปริมาณและชนิดของความหวานในภาคตะวันออกอย่างที่กล่าวมานี้ ส่งผลให้วัฒนธรรมการกินของตะวันออกค่อนไปทางติดหวานถ้าเทียบกับอาหารไทยภาคอื่น กล่าวคือ ถ้าสุ่มชิมไปสักสิบร้านก็จะพบว่าติดหวานไปแล้วเจ็ดร้าน แต่ข้อเท็จจริงนี้จะเป็นจริงหรือไม่ ก็อาจจะต้องชวนให้คุณไปลองลิ้นชิมอาหารในจังหวัดต่างๆ ของภาคตะวันออกดู

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าอาหารตะวันออกจะหวานนำมานานหลายชั่วอายุคนขนาดไหน แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่าในอนาคต อาหารตะวันออกอาจจะหวานน้อยลง ด้วยวัฒนธรรมการกินเพื่อสุขภาพและเทรนด์หวานน้อยที่ขยายตัวอยากมากในปัจจุบัน ที่อาจทำให้ในอนาคตคนคงไม่ได้ชอบกินหวานเท่าคนในยุคห้าสิบปีมานี้เป็นแน่ แล้วอีก 20 – 50 ปีข้างหน้า เราจะกลับมานิยมกินหวานใหม่ขึ้นก็เป็นได้ เพราะรสชาติเป็นเรื่องวัฒนธรรม เป็นเรื่องของยุคสมัย เป็นสิ่งที่สามารถเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้เสมอ
แต่มีสิ่งหนึ่งที่เราอยากให้ทุกคนลิ้มลองเมื่อหลังจากได้รับรู้เรื่องเล่านี้ นั่นคือ เฉดของรสหวาน เพราะในรสหวานนั้นมีหลายมิติ ทั้งหวานนวล หวานแหลม หวานกลม หวานปะแล่ม หวานเจื้อยหวานจ้อย และความหวานที่ได้จากอ้อย พร้าว ตาล จาก ในภาคตะวันออก ก็ล้วนแต่มีรสชาติเฉพาะที่เป็นเอกลักษณ์ สะท้อนที่มาที่ไป ทั้งจากแผ่นดินและผืนน้ำแต่ละแหล่ง รวมไปถึงสะท้อนภูมิปัญญาการผลิตซี่งทำให้เราได้เรียนรู้และเข้าใจความเชื่อมโยงของหลายสิ่งผ่านอาหารหนึ่งคำ ซึ่งถ้าได้อ่านจนมาถึงตรงนี้และมีโอกาสให้ได้ลองลิ้มอาหารตะวันออก เราก็อยากให้ได้ลองตามหารสหวานอันหลากหลายของที่นี่ดู
ไว้พบกับตอนต่อไปของ Eat East ลิ้มรสบูรพา
ว่าจะพาไปชิมหรือบอกเล่าถึงอาหารอะไรในตะวันออก เพื่อให้คุณรู้จักอาหารการกินของที่นี่มากขึ้น
.
.
เขียนโดย คัดไว้ พิชญกันตกุล


