/

เมื่อ ‘เมืองยอง’ ถูกมองผ่านเลนส์ : สำรวจ Rayong Film Festival จุดเริ่มต้นที่น่าจับตามองของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในภาคตะวันออก

ต้องบอกว่าไม่บ่อยนักที่เราจะได้เห็นเทศกาลหนังในต่างจังหวัด แต่ไม่นานมานี้ ในจังหวัดระยองเองเพิ่งมีความพยายามผลักดันอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในพื้นที่ เช่น เทศกาลหนังเมืองฮิ๊ (ระยอง เลิฟ สตอรี่) ที่จบลงไปช่วงสิงหาคม 

การจะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในพื้นที่นั้นก็เรียกว่าต้องอาศัยความจริงจัง ต่อเนื่อง และทางแคปฟิล์ม ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนนี้ก็ไม่รอช้า จัดเวิร์กชอปสอนทักษะการแสดง เทคนิคการตัดต่อ การเขียนบทให้แก่ประชาชนและเยาวชนในภาคตะวันออกต่อทันที จากนั้นก็จัดประกวดภาพยนตร์สั้น ‘Rayong Film Festival’ ในหัวข้อ ‘เมืองยองน่าอยู่’ ขึ้น งานนี้เปิดรับผลงานทั้งประเภทภาพยนตร์สั้น สารคดี โฆษณาการท่องเที่ยว วีดิโอไวรัล ที่สร้างสรรค์ระยองในมุมมองของตัวเอง

โครงการประกวดหนังสั้นในธีม ‘เมืองยองน่าอยู่’ ได้รับความสนใจจากคนทำหนังทั้งจากภาคตะวันออกและภาคอื่นๆ ทั่วไทย มีผู้ส่งผลงานเข้าประกวดเป็นจำนวนมาก ทั้งในรุ่นประชาชนและเยาวชน รวมๆ แล้วมีการส่งผลงานเข้ามามากกว่า 90 เรื่อง

และในวันที่ 16 พ.ย. ที่ผ่านมา แคปฟิล์มและองค์กรร่วมจัดงานประกวดก็ได้จัดงานประกาศผลและฉายงานที่ผ่านเข้ารอบจำนวน 11 ทีมสุดท้าย ณ Rayong Hall ชั้น 2 เซนทรัลระยอง 

งาน Rayong Film Festival ประเดิมกันด้วยการเดินพรมแดงของบรรดานักแสดง คนทำหนัง และผู้ใหญ่ที่ให้การสนับสนุนการจัดงาน จากนั้นก็ต่อด้วยชุดการแสดง ‘นาฏยรังสรรค์’ ของเด็กๆ จากสถาบัน RILA การเสวนา ‘ภาษาคนทำหนัง’ โดย 2 ผู้กำกับชื่อดังอย่าง คุ้ย-ทวีวัฒน์ วันทา ผู้กำกับ ท่าแร่, ธี่หยด 1 และ 2 และ สืบ-บุญส่ง นาคภู่ นักแสดงอาวุโสและผู้กำกับอิสระ การฉายหนังสั้นเรื่อง รัก พอ แรง หนังจากแคปฟิล์มที่ผลิตร่วมกับสถาบัน RILA กำกับโดย อนุพงษ์ บุญอารีย์ ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มเทศกาลหนังในครั้งนี้ ต่อจากนั้นก็เป็นการทยอยฉายหนังสั้นอื่นๆ จำนวน 11 เรื่อง อันเป็นผลงานที่ถูกคัดเลือกให้ผ่านเข้ารอบ โดยเริ่มจากผลงานของรุ่นเยาวชน-นักเรียนนักศึกษา และปิดท้ายด้วยผลงานของรุ่นประชาชน

นอกเหนือไปจากการประกาศผลรางวัลแล้ว ภายในงานยังมีกิจกรรมอื่นๆ ด้วย เช่น นิทรรศการ “แท้” REAL ที่เป็นการแสดงผลงานภาพถ่ายระยองผ่านแผ่นฟิล์มกระจกโบราณ และการจัดแสดงโปสเตอร์ของหนังสั้นที่ส่งเขาประกวดแต่ไม่ผ่านเข้ารอบ โดยที่แต่ละโปสเตอร์ก็จะมี QR Code สำหรับสแกนเข้าไปรับชมหนังสั้น ก่อนที่ผลงานทุกชิ้นจะได้รับเผยแพร่อย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้

 

แม้การประกวดในครั้งนี้จะมีโจทย์หลักคือ การสร้างหนังหรือผลงานเพื่อการโปรโมทและนำเสนอภาพของระยอง ไม่ว่าจะในฐานะบ้าน ที่ท่องเที่ยว ฯลฯ แต่ถึงอย่างนั้นก็ถือว่าเป็นหมุดหมายสำคัญ และเป็นก้าวแรกที่น่าสนใจสำหรับความเคลื่อนไหวของแวดวงคนทำหนังและการทำหนังในภาคตะวันออก เราจึงได้เก็บเอาสิ่งที่อยู่ภายในงานมาเล่าสู่กันฟัง 

‘หาตัวตนให้เจอ ท่ามกลางกระแสธาร’ หลักใหญ่ใจความของการเสวนา ‘ภาษาคนทำหนัง’

“นิดนึงได้ไหมครับ ผมเห็นเยาวชนที่ทำหนังนั่งอยู่ด้านหลัง อยากจะให้เขามานั่งตรงแถวนี้ได้ไหม เพราะว่าเขาจะได้ฟังสิ่งที่เราจะคุยกัน” 

สืบ – บุญส่ง นาคภู่ กล่าวขึ้นก่อนที่จะบทสนทนาประสาคนทำหนัง เพื่อเชิญชวนให้ ‘คนรุ่นใหม่’ ที่เป็นคนทำหนังได้ขยับมานั่งด้านหน้า เพราะในที่จัดงานมีหลายสิ่งเร้าที่ชวนให้ละสมาธิจากเวที การเชิญชวนนี้จึงเปรียบได้กับการพยายามส่งสารของผู้ที่ฝ่าฟันอุปสรรค กลับมาจุดประกายให้แก่คนทำหนังตัวเล็กตัวน้อยในท้องถิ่น 

 

 

สำหรับสืบ บุคคลที่หลายคนอาจจะคุ้นหน้าในฐานะนักแสดงอาวุโส มีผลงานทั้งจอเงินและจอแก้ว เช่น อันธพาล, พนมนาคา หรือร่างทรง แต่ในอีกด้านหนึ่ง เขาคือผู้กำกับอิสระ มีสตูดิโอที่ชื่อว่า ‘ปลาเป็น ว่ายทวนน้ำ สตูดิโอ’ และในการเสวนาของคนทำหนัง สืบกล่าวถึงประสบการณ์ส่วนตัวที่ว่า แม้จะกำกับภาพยนตร์กระแสหลักมาบ้างประปราย แต่สิ่งหนึ่งที่ปฎิเสธไม่ได้ก็คือว่า ‘ชีวิต’ และ ‘ความลำบาก’ เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เขาทำหนังเองโดยไม่พึ่งสตูดิโอใหญ่ๆ

สืบเผยว่าแรงผลักดันในการทำหนังของเขามาจากรอยแผลและความยากลำบาก เขากล่าวว่า “ผมมีเรื่องเล่าเยอะมาก เพราะว่าชีวิตลำบากมาก ยิ่งลำบากมาก ก็ยิ่งรู้สึกว่าต้องทำหนัง” ดังนั้นแล้วหนังจึงไม่ใช่แค่ศิลปะเพื่อความสุนทรีย์สำหรับเขา แต่คือพลังและการสื่อสารที่จะเล่าเรื่องราวที่คนอื่นไม่กล้าเล่า ด้วยเหตุเพราะมันขายไม่ได้ โดยสรุปแล้วหนังของเขาจึงเป็นผลงานที่ถือกำเนิดขึ้นจากความจำเป็นที่ต้องปลดปล่อยเรื่องราวข้างใน ไม่ใช่เพียงทางเลือก

 

 

ขณะที่ คุ้ย – ทวีวัฒน์ วันทา ผู้กำกับสายเมนสตรีมที่เติบโตมาจากหนังสั้นส่งประกวด ผู้ผ่านหนาวผ่านร้อนในวงการคนทำหนังมาหลายครั้งหลายหน และปัจจุบันคือผู้กำกับที่มีผลงานฮิตอย่าง ธี่หยด ทั้ง 2 ภาค รวมไปถึง ท่าแร่, Attack 13 วิญญาณเลขที่ 13 และดำรงตำแหน่งผู้บริหารของ ‘13 Studio’ ได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นของเขาด้วยรอยยิ้มที่เรียบง่าย 

“เราทำแล้วเรามีความสุข แล้วเราก็อยากทำตรงนั้น มันเป็นกิจกรรมที่สนุก มันคือการได้ปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์ด้วยความรักและสนุกไปกับสิ่งที่สร้างโดยไม่มีเงื่อนไขอื่นใดมาสร้างความลำบากใจ” คุ้ยกล่าว

 

ในส่วนของสไตล์หรือลายเซ็นในการทำหนัง ทั้งสืบและคุ้ยต่างตอบตรงกันว่าให้ยึดถือกับ ‘ความเป็นจริง’ แต่ถึงอย่างนั้น ความเป็นจริงของทั้งสองผู้กำกับนี้ก็ต่างกัน สืบอธิบายว่าเขาเองมักจะสร้างหนังอิสระของตัวเองโดยยึดหลักสัจจะนิยม (Realism) และพยายามที่จะปฏิเสธความปรุงแต่งของตัวเอง

“หนังทุกเรื่องที่ผมทำ มักจะหยิบจากเรื่องจริงมาขยี้ ภาพไม่ต้องมีขาตั้งกล้องได้ยิ่งดี และการใช้นักแสดงที่ไม่ใช่มืออาชีพ ไม่ว่าจะเป็นคนธรรมดา แม่ น้อง หรือหลาน เพื่อให้ได้มาซึ่งสัจจะของชีวิตที่แท้จริง อย่าไปเสแสร้ง ต้องฟังหัวใจตัวเอง” สืบกล่าว

ด้านคุ้ยก็อธิบายว่าตามสไตล์ของตนเองนั้นไม่ว่าหนังจะเป็นเรื่องราวที่เหนือจินตนาการมากเพียงใด แต่สุดท้ายก็ต้องยึดหลักพื้นฐานความเป็นจริงเสมอ โดยเน้นย้ำว่าการทำหนังจำเป็นต้องใช้พื้นฐานความเป็นจริงเพื่อมาต่อยอดจินตนาการ

หากจะให้สรุปใจความบทสนทนาในประเด็นนี้ของทั้ง 2 ผู้กำกับ ก็จะคงไม่ใช่การบอกให้เลือกระหว่างการหยิบเรื่องจริงกับเรื่องแต่งมาทำหนัง แต่คือการชี้ชวนให้เกิดความอยากที่จะลองค้นหาความจริงในแบบของตัวเอง แล้วเอาความจริงนั้นมาเป้นพื้ฐานในการทำหนังนั่นเอง ซึ่งสืบก็ได้ย้ำเตือนอย่างเฉียบคมเอาไว้ว่า “อย่าไปเล่าความจริงอะไรที่ไม่รู้ ที่เราไม่รู้จัก เราไม่มีทางเล่าได้ เพราะความจริงที่ทรงพลังที่สุดคือความจริงที่เรา รู้สึก และ เข้าใจ อย่างลึกซึ้ง” 

 

ก่อนที่จะจบการเสวนาลง ทั้ง 2 ผู้กำกับก็ได้ฝากคำแนะนำที่ตกผลึกจากประสบการณ์ในวงการไว้สำหรับคนทำหนังรุ่นใหม่ โดยสืบได้เทียบให้เห็นภาพว่าในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ทั่วโลกผลิตหนังทุกวัน มีนักแสดงเกิดขึ้นใหม่เรื่อยๆ แต่ทางเดียวที่เราจะโดดเด่นออกมา คือการทำอะไรที่ ‘คนอื่นไม่มีแต่กูมี’ แล้วพัฒนามันและอดทนทำมันอย่างถึงที่สุด ลองท้าทายกับสิ่งที่ตัวเองสนใจจริงๆ แทนที่จะไหลตามกระแสของหนังผี หนังรัก หรือหนังวายที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในปัจจุบัน

ด้านคุ้ยก็เสริมต่อเป็นทำนองว่าเส้นทางนี้ยาวไกลและเต็มไปด้วยอุปสรรค แต่สิ่งสำคัญที่อยากบอกคือหาคุณค่าของความล้มเหลว และยังเสริมอีกด้วยว่าการทำภาพยนตร์สักเรื่อง ผลิตสื่อสักอัน การจะทำให้คนสนใจหรือโดดเด่นออกมา ต้องอาศัย ‘ลูกบ้า’ ในการสร้างขึ้นมา ยึดแนวทางของตัวเองให้มั่นคงและจำเป็นต้องมีหัวใจที่พร้อมจะเรียนรู้จากความล้มเหลวไปพร้อมกัน เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำแค่วันสองวันแล้วจะเสร็จสมบูรณ์เป็นมาสเตอร์พีชได้

ในตอนสุดท้าย สืบก็ได้ทิ้งท้ายไว้อีกนิดว่า อยากชวนให้คนทำหนังและผู้ที่นั่งฟังได้ทบทวนกับตัวเองว่า ‘เรารักอะไรในภาพยนตร์’ และบอกว่าคำตอบของคำถามนี้เองคือสิ่งที่จะกำหนดลายเซ็นอันเป็นเอกลักษณ์ เป็นพลังในการสร้างสรรค์ และเป็นจิตวิญญาณในผลงานของคนทำหนังทุกคนต่อไป

ส่องหนังสั้นน่าสนใจในงาน Rayong Flim Festival 

อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่างาน Rayong Flime Festival นี้มีผลงานส่งเข้ามาประกวดเป็นจำนวนมาก และมีผลงานเพียงจำนวนหนึ่งที่ได้รับรางวัล ยังคงเหลืออีกหลากหลายผลงานที่ยังไม่ได้เป็นที่รับรู้ ซึ่งไหนๆ เมื่อเราก็ได้ไปเข้าร่วมงานประกาศผลรางวัลมาแล้วทั้งที เลยไม่พลาดที่จะหยิบยกเอาผลงานที่น่าสนใจมาเล่าสู่กันฟัง

เริ่มกันที่เรื่อง ปวีณา หนังสั้นจากกลุ่ม E-SAN GANGSTER ที่คว้ารางวัลใหญ่ภายในงาน แม้จะมีข้อจำกัดด้านเวลาที่อาจทำให้หนังยังไม่ได้แสดงศักยภาพออกมาเต็มที่ แต่ประเด็นที่หนังนำเสนอนั้นหนักแน่นและกระแทกใจผู้ชมได้อย่างจัง โดยหนังได้โยนคำถามผ่านเรื่องราวของคนอีสานที่ย้ายถิ่นฐานมาทำมาหากินในระยอง และนำเสนอภาพของการ ‘ปากกัดตีนถีบ’ และการต่อสู้ในพื้นที่เมืองอุตสาหกรรม เช่นเดียวกับเรื่อง THE PARALLEL RAYONG ชีวิตที่สิบสององศาเหนือ จากกลุ่ม 576KM ที่ก็มีประเด็นคล้ายกัน

อย่างไรก็ดี สัดส่วนของผลงานที่ส่งเข้ามาประกวดในประเภทที่เยอะที่สุดคงจะหนีไม่พ้นงานประเภท Travelogue และ Vlog ที่เน้นขายสถานที่ท่องเที่ยว แต่ถึงอย่างนั้นผลงานเรื่อง ระยอง Place People ของกลุ่ม Goduction และเรื่อง Yong มา ของกลุ่ม Timeout Production ก็ถือว่าชนะใจของเราไปด้วยเทคนิคการถ่ายทำและเรียบเรียงที่น่าติดตาม แต่ถ้าเป็นประเด็นการท่องเที่ยวที่อยากสื่อสาร เราขอยกให้เรื่อง ยองยังไงก็น่าอยู่ ของกลุ่ม 1 Shot 1 Film ซึ่งเป็นเรื่องที่ตั้งคำถามถึงอนาคตของเด็กรุ่นใหม่ผ่านทริปสุดท้ายก่อนเรียนจบสอดแทรกไปด้วย

ในส่วนของงานประเภทสารคดีที่น่าสนใจ เราก็เห็นว่ามีผลงานเรื่อง A TRIP TO RAYONG โดยกลุ่ม NATO ที่เลือกใช้รูปแบบสารคดีรูปแบบ Talking Head โดยมีตัวละคร ‘ป้าเขียด’ เป็นผู้เล่าเรื่องราวความเปลี่ยนแปลงของระยองในสายตาของคนระยองด้วยกันเองจากอดีตสู่ปัจจุบัน และยังใช้เทคนิคการสลับกับฟุตเทจเกี่ยวกับพื้นที่มาเล่าเรื่อง เรียกว่าสร้างเรื่องราวและใช้เทคนิคมาช่วยเสริมได้อย่างน่าสนใจเลย

 

สำหรับผลงานที่ค่อนไปทางหนังรอมคอม ก็มีเรื่อง Rayong Zone ที่หยิบยืมกลิ่นอายของหนังรอมคอม อย่าง Friend Zone ระวัง..สิ้นสุดทางเพื่อน มาปรับใช้กับบริบทตัวละคร โดยมีฉากหลังเป็นเมืองระยองก็สร้างสรรค์ออกมาได้อย่างลงตัว เทคนิคการตัดสลับภาพความสัมพันธ์ของตัวละครร่วมกับฟุตเทจสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นวัดป่าประดู่ ถนนยมจินดาเมืองเก่า ร้านบ้านสะพานไม้ ก๋วยเตี๋ยวหมูเลียงรสเด็ดในภาคตะวันออก พิพิธภัณฑ์เมืองเก่าระยอง สวนพฤกษศาสตร์ ไปจนถึงพระเจดีย์กลางน้ำ ก็ยิ่งทำให้มีเส้นเรื่องที่ชวนให้ติดตามอย่างมาก แม้จะไม่ได้ฉีกไปจากที่เคยเห็นกันมากนัก

ขณะที่ผลงานเรื่อง STAY…ที่นี่ ยังคงอยู่ ของกลุ่ม Mao Film Production ก็ชวนให้หวนรำลึกถึงเรื่องราวเก่าๆ ของชายคนหนึ่งที่รู้จักและมีความทรงจำร่วมกับผู้หญิงคนหนึ่งในระยอง เป็นงานที่เล่าเรื่องด้วย Mood & Tone ที่อบอวลไปด้วยความเหงา ความอึมครึม ประกอบมีการตัดต่อและงานภาพที่สร้าง ‘Magic Moment’ หรือช่วงเวลาที่น่าจดจำ  ก็ยิ่งทำให้ตัวหนังก็เป็นที่น่าจดจำเช่นกัน

ทำนองเดียวกับ Lisztomania วาดฝัน ฟังเสียง ของกลุ่ม PLX ที่เป็นงานแอนิเมชันสื่อผสม เล่าเรื่องชายหนุ่มที่กลับมาบ้านเกิดและต้องจำยอมต้องหันหน้าออกหน้าจอโทรศัพท์ เพื่อหันมาฟังเสียงของธรรมชาติรอบตัว ทั้งเสียงลม เสียงคลื่น และวิถีชีวิตในชุมชน ก็ถือว่าเป็นอีกเรื่องที่ใช้วิธีการเล่าออกมาได้โดดเด่นและแตกต่างจากหลายเรื่อง และสามารถหยิบจับความเป็นระยองออกมานำเสนอได้อย่างน่าสนใจ

ส่วนเรื่อง ยักษ์รักยอง ของกลุ่ม คุ้นๆ ป่ะ ก็หยิบเอาหนังสุดฮิตอย่าง ธี่หยด มาทำเป็นหนังล้อเลียน (Parody) ผสมเข้ากับการท่องเที่ยวได้อย่างลงตัวและมีชั้นเชิง ซึ่งจะว่าไปแล้วการต่อยอดตัวละครให้มีอิสระและโรแมนติกในแบบของตัวเอง หลุดกรอบจากการล้อเลียนในช่วงแรก ก็ทำให้ผลงานเรื่องนี้โดดเด่นและเป็นที่จดจำ และก็ถือสอดคล้องมากๆ กับการนำเสนอระยอง เพราะแม้สถานที่ในเรื่องของธี่หยด 2 จะอยู่กาญจนบุรี  แต่สถานที่ถ่ายทำดงโขมดที่แท้จริงกลับอยู่สวนพฤกษศาสตร์ระยองนี่เอง  

สุดท้ายคือเรื่อง ราย็อง ก่อนจะลืม โดยกลุ่ม DC ALL STAR ก็เป็นผลงานที่กล้าเล่น กล้าทดลองกับมุมกล้อง Point of View และ Third Person ชวนให้นึกถึงสไตล์ในหนังหลากหลายเรื่องของ ฮิเดอากิ อันโนะ ผู้กำกับชาวญี่ปุ่น ซึ่งหนังเรื่องนี้ก็เล่าเรื่องของชายผู้ไร้ความทรงจำที่มีหญิงสาวคนหนึ่งเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งในการเล่านี้ก็ไม่เพียงแต่จะพาเราไปสำรวจพื้นที่ต่างๆ ในระยอง แต่ยังสอดแทรกประเด็นทางสังคมที่น่าขบคิด ทั้งเรื่องวัฒนธรรมไอดอล ไปจนถึงข้อมูลเกี่ยวกับการพยายามฆ่าตัวตายในพื้นที่ระยอง แม้ส่วนผสมทั้งหมดจะดูแปลกประหลาดดูไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่วิธีการเล่ากลับสนุกและชวนให้ติดตามเอาเรื่อง

ซึ่งจากทั้งหมดนี้ก็พอจะทำให้เราเห็นระยองในแง่มุมต่างๆ ที่ถูกบอกเล่าผ่านหนัง ด้วยสายตาคนอยากทำหนังกันมากขึ้น 

สำรวจระยองผ่านมุมมองหนังสั้นในงาน ‘Rayong Film Festival’

ถ้าว่ากันด้วยเนื้อหาของผลงานในงานหนังสั้น Rayong Flim Festival ไม่ว่าจะเป็นหนังสั้น สารคดี โฆษณาการท่องเที่ยว หรือวีดิโอไวรัลต่างๆ ที่อยู่ในงานนี้ ส่วนมากจะเป็นเรื่องราวการนำเสนอระยองผ่านเลนส์ของคนหลายกลุ่ม ตั้งแต่คนระยองแท้ๆ บรรดาเด็กนักเรียน นักศึกษาในพื้นที่จังหวัดระยอง รวมไปถึงคนทำหนังจากพื้นที่อื่นๆ ในภาคตะวันออก เรื่อยไปจนถึงคนที่ย้ายถิ่นฐานมาอยู่ในระยอง 

แต่ทว่าด้วยโจทย์และระยะเวลาที่กระชั้นชิดก็อาจเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้งานส่วนใหญ่มุ่งไปในทิศทางที่เน้นเนื้อหาเชิงส่งเสริมการท่องเที่ยวและให้ความรู้เสียส่วนใหญ่  

เกินกว่าครึ่งของผลงานทั้งหมดเลือกที่จะเล่าเรื่องในลักษณะ ‘บันทึกความทรงจำ’ คือพูดถึงระยองในฐานะเมืองที่เคยได้อยู่อาศัย บ้างก็เล่าในลักษณะของการบันทึกเรื่องราวที่เคยพบเจอในระยอง เรื่อยไปจนถึงการนำเสนอจุดเด่นน่าสนใจของระยอง เช่น ถนนยมจินดา ถนนที่มีบรรยากาศเป็นย่านเมืองเก่าที่มีประวัติศาสตร์และตั้งอยู่ท่ามกลางการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงของตัวเมืองระยอง หรือการดึงเอาเสน่ห์ของธรรมชาติในระยองมาเล่น เป็นต้นว่าใช้เรื่องราวนำพาคนดูไปรู้จักกับสวนพฤกษศาสตร์ระยอง ศูนย์การเรียนรู้ป่าชายเลนเจดีย์กลางนํ้า และยาวไปจนถึงยกเอาสิ่งที่คนทั่วไปมองว่าผูกพันกับระยองเป็นอย่างยิ่ง นั่นก็คือ ‘สุนทรภู่’ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการบันทึกเรื่องราวของระยอง

ในจำนวนผลงานทั้งหมด มีเพียงส่วนน้อยนิดที่เล่าประเด็น ‘แรงงาน’ หรือนำเสนอภาพ ‘เมืองอุตสาหกรรม’ แม้ว่าเราจะมีประโยค “อุตสาหกรรมก้าวหน้า” ขึ้นเป็นอันดับแรกในคำขวัญ แต่เรื่องนี้กลับหายไปจากการเล่าเรื่อง ‘ระยอง’ อย่างน่าเสียดาย

สุดท้ายแล้วภาพของระยองที่ถูกเล่าผ่านมุมมองของหนังสั้นในงานเทศกาลนี้ จึงดูเหมือนว่าระยองเป็นเพียงส่วนเสี้ยวของ ‘ความทรงจำ’ และเป็น ‘พื้นที่พักใจชั่วคราว’ มากกว่า อย่างไรก็ดี ถ้ามองผ่านมุมที่ว่าต้องการจะเชิญชวนให้คนภายนอกมาเที่ยว มาพักผ่อนหย่อนใจ การนำเสนอภาพเช่นนี้ก็คงเหมาะสมดีแล้ว แต่ว่านั่นจะทำให้ภาพระยองเป็นเมืองน่าอยู่เพียงแค่ช่วงเวลาระยะสั้นๆ หรือไม่นั้น ก็คงจะเป็นอีกเรื่องนึงที่น่าขบคิดกันต่อไป 

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่งาน Rayong Love Story มาจนถึงงาน Rayong Film Festival นี้ ถือได้ว่าเป็นการเปิดพื้นที่ให้คนในหลากหลายภาคส่วน ทั้งเยาวชน นักเรียน นักศึกษา และประชาชนธรรมดาทั่วไป ได้มีส่วนร่วมการสร้างสรรค์ผลงานเพื่อนำเสนอเรื่องราวของพื้นที่ระยอง ทั้งยังเป็นการต่อยอดทักษะและสร้างแรงบันดาลใจในอนาคต อย่างที่ในส่วนหนึ่งของงานเสวนาที่ได้เน้นย้ำความสำคัญของ ‘การหาตัวตน’ และ ‘การเล่าความจริง’ ในแบบฉบับของตัวเองอย่างซื่อสัตย์ที่สุด และสิ่งเหล่านี้ก็ปรากฎชัดผ่านหลากหลายผลงานที่ถูกส่งเข้ามาประกวดในเทศกาล 

ไม่แน่ว่า การจัดงานครั้งนี้อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่แข็งแรงและน่าจับตามองอย่างยิ่ง สำหรับการสร้างระบบนิเวศของคนทำหนังในท้องถิ่น ในภาคตะวันออก ให้เติบโตและยั่งยืนต่อไปในอนาคต คงต้องรอชมกันต่อไปว่าหากมีการจัดงานเช่นนี้ขึ้นมาในปีต่อๆ ไป จะเป็นงานที่มาในรูปแบบไหนและธีมอะไร

.

.

.

เขียนโดย พชร กาญจนพนัง

written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR