หากเรากำลังกล่าวถึง ‘เสียง’ โดยทั่วไปมักหมายถึงกริยาที่ส่งเสียงของผู้คน อย่างไรก็ตามเสียงไม่ได้หมายถึงการพูดเพียงเท่านั้น แต่หมายถึงการแสดงให้เห็นอำนาจของผู้คนด้วยเช่นกัน
ผู้เขียนจึงย้อนกลับไปตั้งคำถามว่า เหตุใดในภาคตะวันออกเรามักไม่ได้เคยได้ยิน ‘เสียง’ ของผู้หญิงในมิติต่างๆ ไม่ว่าจะ ‘เสียง’ ของผู้หญิงในนโยบาย สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และงานวิชาการ ความเงียบนี้อาจหมายถึงการปิดกั้นเสียงของผู้หญิงในภาคตะวันออกหรือไม่?
งานเขียนชิ้นนี้จึงอยากชักชวนให้ผู้อ่านลองหันมาทบทวน พร้อมกับนำเสนอ ‘เสียง’ และตัวตนของเกษตรกรผู้หญิงในมิติการพัฒนาของภาคตะวันออก เพื่อให้เกิดความหลากหลายทางความคิดในพื้นที่สาธารณะ รวมถึงนำเสนอความต้องการของผู้คนที่มีความหลากหลายมากขึ้น เพื่อสร้างพื้นที่ของการเข้าถึงและจัดการทรัพยากร การนำเสนอเชิงนโยบายและบอกเล่าผลกระทบที่ได้รับอาจมีความแตกต่างกันระหว่างผู้คนในสังคมภาคตะวันออก
อีกทั้งเวลาเราพูดถึงการพัฒนามักกล่าวถึงในมุมเศรษฐกิจขนาดใหญ่ หรือด้านสิ่งแวดล้อมเพียงมิติทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่หากในมุมมองของเกษตรกรหญิงได้มีการอธิบายมิติทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และความเป็นอยู่ของผู้คนที่ยึดโยงกับแหล่งอาหาร เป็นการนิยามใหม่ของการพัฒนาเพื่อชุมชน ครอบครัว รวมถึงชาติด้วยเช่นกัน
จากความเป็นอื่นสู่ ‘เสียง’ ของผู้หญิงในพื้นที่การพัฒนา
“…การพัฒนาที่เน้นอุตสาหกรรมและความเจริญไปสู่ชนบท หากอุตสาหกรรมเข้มแข็งก็จะดึงทรัพยากรจากชนบทไปใช้ ช่องว่างระหว่างชนชั้นจะเพิ่มขึ้น ปัญหาคือ อาหารจะไม่เพียงพอในครอบครัวเกษตร…” วัน [นามสมมติ], สัมภาษณ์ 30 มิถุนายน 2567
จากคำกล่าวข้างต้นสะท้อนปัญหาของการพัฒนาทางเศรษฐกิจแบบสมัยใหม่มุ่งเน้นไปที่การเติบโตทางเศรษฐกิจเชิงตัวเลขคือ การสร้างเศรษฐกิจเชิงอุตสาหกรรม ซึ่งจะทำให้เกิดรายได้ที่สูงขึ้น รวมถึง GDP ที่สูงขึ้นเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้นยังสะท้อนความเชื่อว่าเศรษฐกิจที่เติบโตสูงผู้คนจะอยู่ดีกินดี อย่างไรก็ตาม การเติบโตที่มุ่งเน้นเศรษฐกิจเชิงตัวเลขมากเกินไป นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงจากสังคมเกษตรกรรมไปสู่อุตสาหกรรม และส่งผลกระทบในวงกว้าง แม้ว่าผู้คนจะมีงานทำก็จริงอยู่ แต่ไม่ได้บ่งบอกว่าจะมีชีวิตที่ดีขึ้นจากการเป็นแรงงาน อีกทั้งแหล่งทรัพยากรที่ผลิตอาหารก็เสื่อมโทรมลงจนอาจกระทบต่อผู้คนในทุกระดับ

ยิ่งไปกว่านั้น หากการพัฒนาในพื้นที่ขยายมากเท่าไร ยิ่งสร้างความเหลื่อมล้ำระหว่าง ผู้คน การเข้าถึงทรัพยากร และเพศของเกษตรกรมากขึ้น เนื่องจากศูนย์กลางอำนาจอยู่ที่การนิยามความหมายของการพัฒนา ที่มักให้ความสำคัญเพียงความรู้ทางเศรษฐศาสตร์มิติเดียว ผู้หญิงจึงมักถูกกีดกันในการเข้ามาทำงานด้วยการให้ค่าแรงและสวัสดิการต่ำ โดยเฉพาะตำแหน่งแห่งหนและการผลิตของเกษตรกรหญิงจะไม่ถูกให้ความสำคัญ เพราะถูกมองว่ามีกำลังเรี่ยวแรงการผลิตที่น้อยและทำได้เฉพาะงานเบากว่าผู้ชาย สถานะของเกษตรกรผู้หญิงจึงอยู่ในสถานะรองลงมาจากเกษตรกรชาย นอกจากบทบาทอาชีพเกษตรกรที่เป็นรองแล้ว พวกเธอยังเป็นทั้งแม่และเมีย แบกรับหน้าที่ทางสังคมเป็นสองเท่า
ในจังหวัดฉะเชิงเทรา เกษตรกรหญิงบางกลุ่มมีการเคลื่อนย้ายตัวเองออกจากบ้านเพื่อเข้าไปเป็นแรงงานในเมืองช่วงเวลาหนึ่ง จึงต้องห่างครอบครัวรวมถึงทรัพยากรที่บ้านของพวกเธอ เมื่อเกิดสภาวะของความไม่แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรายได้ในการหาเลี้ยงครอบครัว ประกอบกับความเป็นอยู่ที่ลำบาก ทำให้พวกเธอต้องกลับบ้านเกิดมาทำเกษตร แต่เมื่อหันกลับมาทำเกษตรกลับพบว่า บ้านของพวกเธอกำลังจะเปลี่ยนไปด้วยการพัฒนาเชิงอุตสาหกรรม พื้นที่เกษตรกรรมห้อมล้อมไปด้วยอุตสาหกรรม เกษตรกรหญิงจึงพยายามปกป้องพื้นที่เกษตรกรรมที่หมายถึงชีวิตและแหล่งอาหารของครอบครัวและชุมชน ดังนั้นจึงเกิดการรวมกลุ่มกันเพื่อการทำเกษตรอินทรีย์ที่สะท้อนถึงการปกป้องจากการรุกล้ำพื้นที่อาหารปลอดภัย รวมถึงการนำเสนอความคิดและแนวทางการแก้ไขปัญหาที่อยู่ในระดับปฏิบัติของผู้หญิงด้วยเช่นกัน โดยเสียงผู้หญิงแห่งการพัฒนาของวัน [นามสมมติ] ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มเกษตรอินทรีย์เล่ากับผู้เขียนในการลงพื้นที่ภาคสนามว่า
“การรวมกลุ่มของเกษตรอินทรีย์เพื่อเป็นแหล่งอาหารปลอดภัย โดยในตอนแรกมีผู้ชายเป็นบทบาทหลัก ทำให้ผู้หญิงไม่มีพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็นและเสนอแนะ การนำนโยบายไปปฏิบัติจึงเป็นคนละทิศทางเพราะผู้ชายเข้าประชุมแก้ปัญหา แต่ผู้หญิงปฏิบัติ ตอนหลังผู้หญิงจึงกลายเป็นกำลังสำคัญในการสร้างกระบวนการการเรียนรู้ จัดประชุมเพื่อพูดคุย ผลิตข้อมูลเพื่อประกอบการวิเคราะห์ปัญหา”
การรวมกลุ่มของเกษตรกรอินทรีย์จึงมีทั้งเกษตรกรหญิงและชาย โดยมีการแบ่งหน้าที่กันภายใน ส่วนงานการขับเคลื่อนมีเกษตรกรผู้หญิงเป็นกำลังในการจัดการเครือข่ายเกษตรกรอินทรีย์และสมาชิกในกลุ่ม จากการพัฒนาที่สร้างความเป็นอื่นแก่เกษตรกรในพื้นที่ ส่งผลให้ผู้หญิงตระหนักถึงแหล่งทรัพยากรทางอาหารที่กำลังจะเสื่อมโทรมลงและควรจะต้องรักษาไว้ รวมถึงสร้างความพยายามในการนิยาม ‘การพัฒนา’ ในความหมายใหม่ ที่ไม่ได้เน้นตัวเลขทางเศรษฐกิจเพียงมิติเดียว

เกษตรอินทรีย์ : การต่อรองของผู้หญิงเพื่อกำหนดความหมายการพัฒนา
วาทกรรมที่ว่าความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอยู่กับตัวเลขทางเศรษฐกิจและรายได้ที่สูงเพียงมิติเดียว อย่างไรก็ตามการทำเกษตรอินทรีย์ของผู้หญิงในจังหวัดฉะเชิงเทรามีความหมายที่ต่างออกไป การเป็นอยู่ที่ดีคือ การมีแหล่งอาหารปลอดภัยให้ครอบครัว ชุมชน และสังคม พร้อมกับการรักษาพื้นที่ทางเกษตรกรรมไว้
เกษตรกรอินทรีย์หญิงจึงอยู่ในฐานะแม่ พร้อมกับขับเคลื่อนร่วมไปกับชุมชนในพื้นที่สาธารณะไปพร้อมกัน เนื่องจากการรุกคืบของทุนอุตสาหกรรมนั้นอาจหมายถึงการไม่มีแหล่งอาหารและที่ดินทำกิน เกษตรกรอินทรีย์จึงมีความหมายทั้งแง่ของชีวิต และการพยายามกำหนดความหมายใหม่ของการพัฒนา ผ่าน ‘เสียง’ ของเกษตรกรหญิงที่อธิบายว่า ความเป็นอยู่ที่ดี นั้นไม่ใช่เพียงการเจริญเติบโตของตัวเลขทางเศรษฐกิจแบบฉาบฉวยในโลกของการพัฒนาเหมือนที่เป็นมา แต่หมายถึงอนาคตของคนรุ่นหลังด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น ฟ้าและอิน [นามสมมติ] ผู้อยู่ในสถานะของแม่ที่ต้องมองถึงอนาคตของคนรุ่นหลัง ทำให้พวกเธอต้องออกมาสู่พื้นที่ของการต่อสู้ในฐานะแม่ที่คำนึงถึงอนาคตของลูกของตน ในอดีต ฟ้าและอิน เคยทำงานอยู่ในโรงงาน แต่หันกลับมาต่อสู้กับทุนอุตสาหกรรมกับกลุ่มเกษตรอินทรีย์
ฟ้าเล่าประสบการณ์ก่อนทำเกษตรอินทรีย์ว่า เธอเคยเป็นแรงงานรับจ้างในโรงงานที่กรุงเทพฯ เพื่อส่งเงินกลับมาบ้านให้แม่ของเธอ หลังจากที่เธอมีลูกคนแรกและต้องอยู่ห่างจากลูก จึงตัดสินใจกลับมาบ้านเพื่อเลี้ยงดูลูกและคอยดูแลแม่ของเธอ ทำให้เธอต้องค่อยๆ ห่างจากสามีไป หลังจากที่ฟ้าได้กลับมาอยู่บ้านทำเกษตรเคมี ได้เกิดอาการปวดหัว เวียนหัว และน้ำลายไหล เธอจึงเลิกทำเกษตรเคมีและหันไปทำเกษตรอินทรีย์กับกลุ่มฯ แทน แต่ภายหลังรัฐมีแผนก่อสร้างโรงไฟฟ้าและกลุ่มเกษตรกรอินทรีย์เห็นว่ามลพิษจะส่งผลต่อภาคเกษตรกรรมในมิติของสิ่งแวดล้อม ทำให้ฟ้าต้องออกมาขับเคลื่อนกับกลุ่มฯ เพื่อไม่ให้กลุ่มทุนรุกคืบเข้ามาสู่พื้นที่เกษตรกรรม โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อคนรุ่นหลัง เธออธิบายว่า
“ถ้าเรานึกถึงคนรุ่นหลังรุ่นลูกเรารุ่นหลานเรา เราก็จะเต็มที่กับการที่จะคัดค้านอะไรสักอย่างหนึ่ง เพราะว่าคิดถึงอนาคตของลูกเราว่าเขาจะอยู่ยังไง ชีวิตเขาต้องยืนยาวเหมือนกับอากาศที่เขาหายใจ เราก็ต้องคิดเผื่อถึงเขาด้วย”
การเคลื่อนไหวของฟ้าไม่ได้เป็นเพียงการเคลื่อนไหวลำพัง แต่ลูกๆ ของเธอก็รับรู้ด้วยเช่นกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการพยายามส่ง “เสียง” ให้ดัง และสื่อถึงตัวตนของเกษตรกรอินทรีย์หญิงในฐานะแม่ที่ต่อสู้เพื่ออนาคตของลูกและคนรุ่นหลัง พยายามปกป้องทรัพยากรที่เป็นแหล่งอาหารของบ้าน

เรื่องราวคล้ายกันกับอินที่มีลูก 2 คน อดีตเคยเป็นสาวโรงงานและทำเกษตรเคมีมาก่อน ภายหลังหันมาทำเกษตรอินทรีย์บนที่ดินของตัวเองด้วยเหตุผลของอาหารปลอดภัย ลดเคมีในเกษตรกรรม และเพื่อสิ่งแวดล้อม อินจึงเข้ามาสู่กลุ่มเกษตรอินทรีย์พร้อมกับความรับผิดชอบมากมายทั้งในบ้านและพื้นที่สาธารณะ
กระทั่งเกิดเหตุการณ์การเคลื่อนไหวที่เกิดจากผลกระทบจากนโยบายรัฐที่มีต่อเกษตรกร อินเห็นว่าความหมายกับการพัฒนาไม่จำเป็นต้องเน้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ แต่พวกเธอมีแหล่งอาหารที่ปลอดภัย โดยอินอธิบายว่า
“ทุกคนอยู่ได้เพราะแหล่งอาหาร แต่ถ้าพื้นที่หายไปเป็นตึกแทน อาหารก็หายไปด้วย ซึ่งอย่างน้อยเราต้องมีอาหารในครัวเรือนให้พอเพียงมากกว่า ถ้าหมดพื้นที่เกษตร คนก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน”
การเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องของฟ้า อิน และการต่อสู้ร่วมกันของกลุ่มเกษตรกรอินทรีย์ เกิดขึ้นเพื่อยืนยันว่า การทำเกษตรอินทรีย์เป็นการสร้างพื้นที่ของการพัฒนาและความยั่งยืนของแหล่งอาหารไปพร้อมกันกัน โดยอินเน้นย้ำว่า “กินผักกินข้าวดีกว่ากินหญ้า” นอกจากนี้อินได้สร้างภูมิปัญญาทางอาหารมากมายด้วยวัตถุดิบจากพืชผักอินทรีย์อีกด้วย เป็นภูมิปัญญาทางอาหารที่อินสามารถส่งต่อเป็นมรดกไว้ให้ลูกหลานได้รับประทาน
ในขณะที่จัน ผู้ผูกพันกับการทำเมล็ดพันธุ์อินทรีย์ อธิบายว่าความเป็นอยู่ที่ดียึดโยงกับแหล่งอาหาร หลังจากการที่เธอต้องประสบภัยธรรมชาติน้ำท่วมในเมืองครั้งใหญ่ ทำให้ไม่มีอาหารที่เพียงพอสำหรับผู้คน เธอจึงตระหนักได้ว่าการที่มนุษย์จะอยู่ต่อไปได้คือการมีอาหาร ทำให้เธอกลับมาบ้านเกิดและต่อยอดเรื่องการเพาะพันธุ์พืช ที่จะเป็นการสานต่อความยั่งยืนทางอาหารให้กับผู้คนได้ เธอเล่าว่าได้ความรู้การทำเมล็ดพันธุ์มาจากครอบครัว
“อย่างแม่รุ่นแม่ เขาก็เก็บเมล็ดพันธุ์และก็สอนกันมาเป็นภูมิปัญญาอยู่แล้วเราก็ทำตามในช่วงวัยเด็ก แม่ก็เก็บเมล็ดพันธุ์เองอย่าง ข้าว ข้าวโพด และถั่ว ก็ได้ความรู้จากแม่อย่างการแยกประเภทเมล็ดพันธุ์ในดอกและในลูก”
ความรู้จากประสบการณ์การทำเมล็ดพันธุ์ของจันนั้นไม่ใช่ความรู้ที่หาได้จากบทความทางวิทยาศาสตร์ แต่เป็นความรู้ที่มาจากประสบการณ์การคัดเลือกและศึกษาเมล็ดพันธุ์ที่สะสมไว้ รวมทั้งการคำนึงถึงวิธีการปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของสภาพดินฟ้าอากาศ
นอกจากนี้จันเล่าต่อว่า การพัฒนาก็ส่งผลต่อการจัดการเมล็ดพันธุ์และลิขสิทธิ์ ที่ในอนาคตหากเกิดกฎหมายคุ้มครองพันธุ์หรือ UPOV อาจทำให้เกษตรกรมีข้อจำกัดในการเพาะปลูกเมล็ดพันธุ์และส่งผลกระทบต่อการขายพันธุ์ท้องถิ่น เพราะให้สิทธิ์การขายและขยายพันธุ์ตกอยู่กับบรรษัทใหญ่

สุดท้ายการขับเคลื่อนของกลุ่มเกษตรอินทรีย์เพื่อการพยายามให้การพัฒนาไม่ตกอยู่ภายใต้การให้ความสำคัญกับมิติทางเศรษฐกิจเชิงตัวเลขมิติเดียว แต่ยังมีทางเลือกของการพัฒนาที่ควบคู่ตระหนักถึงชีวิตของครอบครัว ชุมชนและสิ่งแวดล้อม เพราะหากเกษตรกรรมถูกห้อมล้อมไปด้วยโรงงานอุตสาหกรรม จะทำให้ผู้คนไม่เหลือแหล่งอาหารที่ปลอดภัยในพื้นที่เกษตรกรรมที่ถือว่าเป็นทรัพยากรสำคัญของชาติด้วยเช่นกัน


