ข่าวการฟ้องคดีอาญาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาต่อนักรณรงค์ นักข่าว หรือนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม การคุกคามความปลอดภัย การติดตามอย่างใกล้ชิดจากเจ้าของโครงการต่อสื่อมวลชนระหว่างลงพื้นที่ทำข่าวเชิงลึกเรื่องมลพิษหรือโครงการพัฒนา¹ หรือไปจนถึงการขู่ฆ่าประชาชนที่ออกมาร้องเรียนเรื่องมลพิษหรือความผิดปกติของโครงการข้างบ้าน
เรื่องราวเหล่านี้ดูเหมือนเป็นความปกติของหน้าข่าวในภาคตะวันออก ทั้งที่สิ่งนี้ไม่ควรเป็นเรื่องปกติต่อชีวิตประชาชนที่ลุกขึ้นมาปกป้องสิ่งแวดล้อมและยืนยันในสิทธิสิ่งแวดล้อมที่ดี หรือทางสากลเรียกผู้คนที่ลุกขึ้นมาทำสิ่งนี้ ว่า ‘นักปกป้องสิทธิมนุษยชน’ การตอบโต้อย่างกว้างขวางต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ลุกขึ้นมาคัดค้านการดำเนินงานที่เป็นอันตรายของโครงการต่างๆ ที่ไม่ได้มาตรฐานตามนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกของไทยนี้ถูกบันทึกไว้ในหลายรายงานสาธารณะและรายงานขององค์การสหประชาชาติ² มากนักต่อนัก รวมถึงเรื่องราวของ สมเจตน์ เนรัญรัตน์ แห่ง ต.บ่อกลางทอง จ.ชลบุรี ที่เป็นหนึ่งในกรณีศึกษาของการตอบโต้อันไร้ขีดจำกัดจากการลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อบ้านเกิดของตน บทความนี้จะขอพาไปรู้จักนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและภาพฝันของการปกป้องประชาชนกันให้มากยิ่งขึ้น
เราขอเริ่มที่ วันเริ่มต้นสัปดาห์ที่สุดแสนธรรมดากลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ในความเรียงว่าด้วยความเป็นไปของประเทศแถบฝั่งตะวันออก³ รายงานความโดดเดี่ยวของชายผู้หนึ่งที่กล่าวว่า “ที่ข้อเท้าสวมกำไลอิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM) ไม่ได้โพสต์ลงโซเชียลในความเป็นไปของบ้านเกิด แต่ยังคงถูกแจ้งข้อกล้าวหาเพิ่มเติม” เป็นตัวอย่างผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการถูกดำเนินคดีอาญาซ้ำซ้อนต่อสมเจตน์ เนรัญรัตน์
“สมเจตน์ เนรัญรัตน์ นักเคลื่อนไหวภาคประชาชนที่ติดตามปัญหาโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ตำบลบ่อกวางทอง จังหวัดชลบุรี …” ความเรียงกล่าวไว้แบบนั้น หลายคนอาจสงสัย หรือเขาจะเป็นตัวป่วน หรือเป็นชายพวกรับจ้างมาค้าน หรือมองอีกมุมหนึ่ง เขาติดตามเรื่องโรงงาน ปัญหาโรงงานบนพื้นที่อุตสาหกรรม ซึ่งอุบัติเหตุโรงงาน น้ำเสีย การอนุมัติอนุญาตโรงงานอุตสาหกรรมถูกต้องหรือไม่ เป็นประเด็นฮอตฮิตในพื้นที่ภาคตะวันออกมานับทศวรรษ
ผู้ชายคนนี้ต้องมีส่วนช่วยให้เกิดความสนใจประเด็นเหล่านี้ไม่มากก็น้อย ในทางสากล เขานับได้ว่าเป็นคนที่ทำงานส่งเสริมและสนับสนุนการคุ้มครองธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และยืนยันในสิทธิสิ่งแวดล้อมที่ดี แม้ไม่ใช่อาชีพแต่ก็เป็นบทบาทหนึ่งในสังคมที่มีศัพท์แสงวิชาการเป็นถึง ‘นักปกป้องสิทธิมนุษยชน’ (Human Rights Defender, HRD) ซึ่งในมุมหนึ่งสมเจตน์ก็ยังเป็น ‘นักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อม’ กันเลยทีเดียว

นักปกป้องสิทธิมนุษยชนทำอะไร
มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่ลงไปพูดคุยกับนักปกป้องสิทธิมนุษยชนหลายภูมิภาค หลากหลายประเด็น รวมถึงกลุ่มประชาชนที่มีความเสี่ยงจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ เขียนเอาไว้ว่า นักปกป้องสิทธิมนุษยชน คือ บุคคลที่ทํางานส่งเสริมและปกป้องสิทธิมนุษยชน⁴ ทำได้ทั้งระดับบุคคล กลุ่ม หรือสถาบัน ไม่ใช่อาชีพ แต่เป็นอีกสถานทางสังคมหรือบทบาทหนึ่งในสังคม คนเหล่านี้มีอาชีพที่หลากหลาย ไม่จำกัด และมักเป็นผู้ที่เดินออกมาแถวหน้าเพื่อปกป้องประโยชน์สาธารณะหรือส่วนรวมในประเด็นสิทธิมนุษยชนด้านต่างๆ ลองนึกถึง คนที่ออกมาส่งเสียงด้านเด็ก สตรี ชนเผ่าพื้นเมือง น้ำเน่าเสียหลังบ้านจากเหมืองหรือโรงงาน หรือด้านผู้มีความหลากหลายทางเพศ เหล่านี้ล้วนเป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชน จุดตัดความเป็นหรือไม่เป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอยู่ที่นิยามนี้ไม่ครอบคลุมถึงกลุ่มหรือบุคคลที่ส่งเสริมความรุนแรงหรือมุ่งทำลายเนื้อตัวร่างกาย หรือมุ่งเอาชีวิต แต่ทว่า การพูดออกมาพูดหรือรณรงค์เรื่องเพื่อประโยชน์สาธารณะมีราคาที่ต้องจ่ายเช่นกัน เช่น เมื่อฝ่ายตรงข้ามมักใช้กฎหมายปิดปากนักปกป้องสิทธิมนุษยชนหรือที่เรารู้จักกันในชื่อ การฟ้องคดีปิดปากหรือการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชน (Strategic Lawsuit Against Public Participation – SLAPP)⁵

เมื่อการปกป้องบ้าน กลายเป็นการถูกคุกคาม
กลับมาดูกรณีสมเจตน์เป็นตัวอย่าง ที่ตัวเขาได้สื่อสารว่า “… ติดตามปัญหาโรงงานอุตสาหกรรม … ยังคงเผชิญกระบวนการทางกฎหมายอย่างต่อเนื่อง แม้จะสวมกำไลอิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM) หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้พื้นที่โรงงานที่เคยร้องเรียน และไม่ได้โพสต์เกี่ยวกับบางประเด็นเหมือนที่ผ่านมาแล้ว… ”
จะเห็นว่า สมเจตน์ถูกโต้กลับถึงสามระดับ หนึ่งถูกฟ้องคดีอาญาซึ่งมีโทษถึงจำคุก (SLAPP) สองถูกจำกัดอิสรภาพการเดินทางจากการสวมกำไลฯ ติดตามตัว ต้องเข้าบ้านตามเวลาที่กำหนด เจ้าหน้าที่รัฐรู้ได้ว่าเขาอยู่ที่ไหน หรือเมื่อไหร่ จากสัญญาณกำไลอิเล็กทรอนิกส์นี้ สามถูกทำให้ต้องเซ็นเซอร์ตัวเอง ไม่เข้าใกล้พื้นที่พิพาทหรือไม่ทำการรณรงค์ออนไลน์อีกแล้ว
จากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รูปแบบที่ถูกคุกคามมีหลากหลาย ตั้งแต่ การข่มขู่ บางรายถึงระดับขู่ฆ่า การคุกคาม การติดตาม การทำให้เสียชีวิต การอุ้ม (หาย) การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม รวมถึงการใช้กระบวนการทางการปกครองและกระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือ หรือถูกฟ้องเป็นคดีปิดปาก และการพยายามลดความน่าเชื่อถือของบุคคลหรือการรณรงค์ของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน เหล่านี้ส่งผลให้เกิดความเสี่ยง การชะลอการรณรงค์เพราะต้องมาปกป้องตัวเองจากความเสี่ยงด้านต่างๆ บางรายได้รับผลกระทบอย่างมากต่อจิตใจและล่าถอยต่อบทบาทนี้ไป
รายงานของสหประชาชาติรายงานว่า⁶ กว่า 20 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2544 ถึง พ.ศ. 2564 ภาคธุรกิจโจมตีนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในหลากหลายรูปแบบ โดยเป็น ‘การฟ้องคดีปิดปาก’ ประชาชนหรือการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชนถึง 109 คดี ธุรกิจเหมืองแร่ริเริ่มดำเนินคดีมากที่สุด ส่วนภาคธุรกิจในกิจการพลังงานริเริ่ม ร้อยละ 13.8 และทางสถิติที่ชี้ให้เห็นว่าในประเด็นคดีฟ้องปิดปากทั้งหมดเป็นประเด็นทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเกินครึ่ง หรือ 53%

ใครจะปกป้อง นักปกป้องสิทธิ?
ในทางสากลมีข้อตกลงกันระหว่างประเทศว่าจะร่วมกันปกป้องคนทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ปกป้องนักปกป้องสิทธิมนุษยชนผู้ที่ทำหน้าที่ช่วยรัฐอีกทีในการส่งเสริม ปกป้อง และจัดให้มีการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน ปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นสมบัติของมวลมนุษยชาติ รัฐมีหน้าที่รับผิดชอบการกระทำของตัวเอง รวมถึงของบุคคลอื่นที่ไม่ใช่รัฐ ซึ่งก็คือภาคธุรกิจเอกชนหรือแม้กลุ่มใช้ความรุนแรง ประเทศไทยในฐานะเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ และขณะนี้มีที่นั่งในคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) ยิ่งต้องทำตามที่นานาชาติได้ตกลงกันไว้
แนวปฏิบัติเหล่านี้ศึกษาได้จากหลากข้อตกลงและข้อแนะนำ ทั้งปฏิญญาว่าด้วยนักปกป้องสิทธิมนุษยชน (UN Declaration on Human Rights Defenders) หลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (United Nations Guiding Principles on Business and Human Rights: UNGPs) และข้อเสนอแนะจากการทบทวนสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชน (Universal Periodic Review) ของประเทศไทย⁷ ซึ่งมีมาตรการโดยสรุปเพื่อการปกป้องและการรับรองการมีอยู่ของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน การอำนวยความสะดวกให้คนทำงานด้านนี้ทำงานได้เพื่อส่งเสริมสิทธิมนุษยชน การเข้าถึงกระบวนการร้องเรียนและการเยียวยาของผู้ได้รับผลกระทบ และมาตรการที่สำคัญ คือ การสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยต่อการทำงานด้านนี้
และในบริบทที่ไทยต้องเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) และขอเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ประเด็น ‘สิทธิมนุษยชน’ เป็นเสาหลักที่ต้องพิจารณาควบคู่ไปกับ ‘การค้าและการลงทุน’
เวทีเศรษฐกิจโลกได้ให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ตามมาตรฐานสากลที่ทุกภาคส่วนต้องยึดถืออย่างเคร่งครัด⁸ ในภาคตะวันออกซึ่งเป็นพื้นที่ที่รัฐไทยเปิดประตูสู่การลงทุนในทุกมิติ รัฐไทยยิ่งต้องแก้ไขปัญหาประเด็นสิทธิมนุยชน หนึ่งในนั้น คือการทำให้นักปกป้องสิทธิมนุษชนหรือประชาชนทั่วไปมีความปลอดภัยทั้งชีวิต ทรัพย์สิน ทั้งพื้นที่ออฟไลน์และออนไลน์ และทำการรณรงค์ในประเด็นที่พวกเขาสนใจได้ รวมถึงบางกรณีต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐในการทำหน้าที่นี้ด้วย
ดังที่นักวิชาการด้านการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบ กล่าวไว้ว่า “ … แนวทางปฏิบัติการดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบ (Responsible Business Conduct: RBC) ซึ่งกำหนดให้ธุรกิจในประเทศสมาชิกต้องเคารพสิทธิมนุษยชนและหลักธรรมาภิบาลตลอดห่วงโซ่อุปทาน ครอบคลุมตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบต้นน้ำไปจนถึงผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ โดยมี กระบวนการตรวจสอบอย่างรอบด้าน (Due Diligence) เป็นกลไกหลักในการประเมินความเสี่ยงและกำหนดมาตรการชดเชย ซึ่งในปัจจุบัน หลายประเทศทั่วโลกได้ยกระดับกระบวนการเหล่านี้จากภาคสมัครใจสู่การเป็นข้อบังคับทางกฎหมาย เช่นเดียวกับในประเทศไทยที่กระทรวงยุติธรรมกำลังพยายามผลักดัน”
ก่อนจะไม่มีสิทธิในการปกป้องอีกต่อไป กลไกไหนควรทำอะไรบ้าง
บรรทัดสุดท้ายของความเรียงจากสมเจตน์ เขียนไว้อย่างน่าคิดว่า “คำถามต่อสังคม … ผู้ที่ออกมาเรียกร้องหรือเปิดเผยปัญหาที่กระทบต่อชุมชนควรได้รับการคุ้มครองอย่างไร … ให้สามารถใช้สิทธิตามกฎหมายได้โดยไม่ต้องเผชิญภาระเพียงลำพัง” การถูกฟ้องคดีอาญาปิดปากในกรณีแบบสมเจตน์มีให้เห็นได้มาตลอด 20 กว่าปีจนมีการผลักดันให้แก้ไขกฎหมายเมื่อปี 2562 โดยเพิ่มมาตรา 161/1 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพื่อสกัดกั้นการฟ้องคดีปิดกั้นการรณรงค์ ร้องเรียน หรือแม้แต่การขยับตัวของประชาชนต่อโครงการที่จะเกิดข้างบ้านตัวเอง
ความของมาตรามานี้เขียนไว้ ดังนี้
“ในคดีราษฎรเป็นโจทก์ หากความปรากฏต่อศาลเองหรือมีพยานหลักฐานที่ศาลเรียกมาว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่สุจริตหรือโดยบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อกลั่นแกล้งหรือเอาเปรียบจําเลยหรือโดยมุ่งหวังผลอย่างอื่นยิ่งกว่าประโยชน์ที่พึงได้โดยชอบ ให้ศาลยกฟ้อง และห้ามมิให้โจทก์ยื่นฟ้องในเรื่องเดียวกันนั้นอีก
การฟ้องคดีโดยไม่สุจริตตามวรรคหนึ่งให้หมายความรวมถึงการที่โจทก์จงใจฝ่าฝืนคําสั่งหรือคําพิพากษาของศาลในคดีอาญาอื่นซึ่งถึงที่สุดแล้วโดยปราศจากเหตุผลอันสมควรด้วย”
เราจะเห็นได้ว่ามาตราที่เพิ่มขึ้นมานี้มีไว้เพื่อเป็นตะแกรงกรองการใช้สิทธิโดยชอบกับการใช้สิทธิโดยไม่ชอบไว้ เมื่อศาลได้เห็นความไม่สุจริต การบิดเบือน การกลั้นแกล้ง หรือการเอาเปรียบแบบอำนาจไม่เท่ากันในการฟ้องคดีหนึ่ง ศาลเองสามารถพิจารณายกฟ้องได้เลย โดยไม่ต้องรอให้มีการพิสูจน์หรือสืบพยานในเนื้อหาคดี หรือปล่อยให้เวลาล่วงเลยยาวนาน จนฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีซึ่งก็คือประชาชนเกิดความอ่อนล้า สูญเสียทรัพยากรทั้งเงินและเวลา หรือเกิดความกังวลใจ เหน็ดเหนื่อย จนต้องถอยหลังให้กับบทบาทความเป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชน
เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 หลักการนี้ถูกเน้นย้ำด้วย คำแนะนำประธานศาลฎีกา⁹ เกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา พ.ศ. 2569 ซึ่งออกมาภายหลังการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 นี้กว่าเจ็ดปี เพื่อถ่วงดุลระหว่างสิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของโจทก์และการคุ้มครองสิทธิของจำเลยที่ต้องถูกดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรม โดยมีสาระสำคัญถึงการนิยามความหมายของ การฟ้องคดีโดยไม่สุจริตว่า ให้รวมถึง การฟ้องคดีที่มีลักษณะก่อกวน ข่มขู่ คุกคาม สร้างความอับอายอย่างไม่เป็นธรรมหรือสร้างความยากลำบากเดือดร้อนแก่จำเลยในการต่อสู้คดีเกินสมควร หรือมีลักษณะกดดันให้จำเลยต้องกระทำหรือละเว้นการกระทำเพื่อประโยชน์อันมิชอบ หรือต่อรองผลประโยชน์ที่ไม่ควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย หรือการฟ้องคดีโดยจงใจกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญที่ไม่ถูกต้องหรือปกปิดข้อเท็จจริงนั้น เป็นต้น
กล่าวถึงที่สุด บุคลากรในกระบวนการยุติธรรม ทั้งผู้พิพากษา อัยการ และทนายความ เป็นผู้มีบทบาทสำคัญต่อการคุ้มครองและการเข้าถึงการเยียวยาของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนได้ไม่มากก็น้อย ทั้งนี้ การทำงานเชิงรุกนี้ต้องทำควบคู่ไปกับการที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหา การบังคับใช้กฎหมาย หรือการดำเนินงานทางราชการควรได้เข้ามาอยู่ในสมการข้อพิพาทด้วยตั้งแต่ต้น การบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ ทันต่อเหตุการณ์ของหน่วยงานรัฐต่อการตอบสนองต่อปัญหาหรือข้อร้องเรียนควรเป็นปราการหนึ่งให้ประชาชนหรือนักปกป้องสิทธิมนุษยชนได้ เพื่อไม่ให้นักปกป้องสิทธิมนุษยชนต้องลงมือติดตาม ตรวจสอบ เผชิญหน้ากับธุรกิจเอกชน และแก้ปัญหาต่างๆ ด้วยตนเองอีกต่อไป
หากเราช่วยกันคนละไม้คนละมือ รับรู้การมีอยู่ของสมเจตน์และผู้เป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อมทุกๆ คน พร้อมกันสร้างสภาวะแวดล้อมให้เอื้อต่อการทำงานของเขา และลุกขึ้นมาทำหน้าที่ของตัวเองเชิงรุก เราอาจจะช่วยคลายความโดดเดี่ยวของสมเจตน์และคนอีกหลายๆ คนที่ลุกขึ้นมาปกป้องบ้านเกิด และเกิดภาพฝันถึงการเข้าถึงคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่ดีได้บ้าง



