/

153 ครั้งที่ถูกซ้ำเติม เปิดสถิติการลักลอบทิ้งน้ำเสียและกากขยะอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก 2560 – 2569

ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาข่าวการลักลอบทิ้งน้ำเสียและกากขยะอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกไม่เคยแผ่วและมีแต่จะทวีจำนวนครั้งบ่อยมากขึ้นในหน้าสื่อ ซึ่งการลักลอบทิ้งน้ำเสียและกากขยะอุตสาหกรรมเป็นผลพวงขากการขยายตัวของอุตสหากรรมและโรงงานรีไซเคิลที่เข้ามาอยูในพื้นที่ภาคตะวันออกเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยยังไม่มีมาตรการป้องกันปัญหาอย่างชัดเจน 

ที่ผ่านมา มูลนิธิบูรณะนิเวศ ซึ่งเป็นองค์กรที่คอยติดตามสถานการณ์การลักลอบทิ้งกากขยะและน้ำเสียจากอุตสาหกรรมได้เปิดเผยรายงานสถิติการลักลอบทิ้งน้ำเสียและกากขยะอุตสาหกรรมทั่วประเทศตั้งแต่ปี มกราคม 2560 –  22 กรกฎาคม 2569 ที่ปรากฏบนหน้าสื่อ โดยในภาคตะวันออกเองมีสถิติการลักลอบทั้งสิ้น  153 ครั้ง แบ่งเป็น

  • ระยอง 46 ครั้ง
  • ชลบุรี 38 ครั้ง
  • ปราจีนบุรี 35 ครั้ง
  • ฉะเชิงเทรา 20 ครั้ง
  • สระแก้ว 11 ครั้ง
  • จันทบุรี 2 ครั้ง
  • ตราด 1 ครั้ง
  • ส่วนนครนายกยังไม่พบการลักลอบทิ้งน้ำเสียและกากขยะอุตสาหกรรมที่รายงานตามหน้าสื่อ

ทว่าเรื่องนี้อาจไม่ได้เป็นเพียงแค่ปัญหาเฉพาะจังหวัดใครจังหวัดมันเพียงอย่างเดียว แต่คือภาพสะท้อนภาพเครือข่ายโยงใยผู้ก่อมลพิษที่เชื่อมถึงกัน และปัญหาระบบการตรวจสอบมลพิษในประเทศไทย

เมื่อพื้นที่ลักลอบทิ้งมลพิษเชื่อมโยงกันทั้งภาคตะวันออก

ปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก ไม่อาจมองเป็นภาพปัญหาของแต่ละจังหวัดได้อีกต่อไป เพราะเมื่อสำรวจสถานการณ์ในปัจจุบัน เช่น เหตุการณ์การลักลอบทิ้งล่าสุดที่บ้านโคกไม้แดง ตำบลวังท่าช้าง อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี จะพบว่าต้นตอของกากขยะอุตสาหกรรมไม่ได้มาจากพื้นที่ภายในจังหวัดโดยตรง

โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุดในพื้นที่ปราจีนบุรีที่กล่าวไปนั้น มูลนิธิบูรณะนิเวศ ได้สืบค้นข้อมูลจากคำบอกเล่าของชาวบ้านและข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติม พบว่ากากอุตสาหกรรมที่เป็นผงสีดำ–สีเทา เศษเปลือกสายไฟที่ผ่านการแยกทองแดงออกแล้ว และซากถุงบิ๊กแบ็ก รวมไปถึงบ่อน้ำที่มีคราบและสีของน้ำผิดปกติ ส่งกลิ่นเหม็นคล้ายน้ำมัน ที่เจอในพื้นที่นั้น มีลักษณะเดียวกันกับที่พบในพื้นที่ตำบลห้วยโจด อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว โดยที่จังหวัดสระแก้วนั้นพบในปริมาณจำนวนมาก

ซึ่งสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรีได้ลงพื้นที่บ้านโคกไม้แดงเพื่อตรวจสอบในวันที่ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมา และระบุรายละเอียดชัดเจนว่า “พบการลักลอบทิ้งน้ำเสียลงในบ่อน้ำในพื้นที่การเกษตร จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าเป็นกลิ่นของน้ำมันเครื่องใช้แล้ว อีกทั้ง พบคราบน้ำมันลอยเต็มผิวหน้าบริเวณบ่อน้ำดังกล่าว อีกทั้งสีของน้ำเป็นสีเทา คาดว่าจะมีการปนเปื้อนเต็มพื้นที่ของบ่อน้ำแห่งนี้”

เครดิตภาพ : นราธิป ทองถนอม จาก มูลนิธิบูรณะนิเวศ

อีกทั้งยังรายงานถึง สิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ใช้แล้วว่า “มีลักษณะสีดำเป็นผงละเอียดปะปนกับผงสีน้ำตาล และผงสีเทา ขณะเก็บตัวอย่างพบ ว่าวัสดุดังกล่าวมีการคายความร้อนออกมาเป็นระยะ และพบร่องรอยว่ามีเศษของเปลือกสายไฟที่ผ่านการคัดแยกนำทองแดงออกมาแล้ว ปะปนกันอยู่จำนวนหนึ่ง ในการตรวจสอบพื้นที่จุดนี้พบว่าการทิ้งลักษณะดังกล่าว เป็นการทิ้งเป็นการทิ้งเพื่อถมที่ในบริเวณนั้น”

แต่เมื่อย้อนไทม์ไลน์ไปก่อนหน้านั้น เจ้าหน้าที่จากมูลนิธิบูรณะนิเวศได้สอบถามพันตำรวจเอกพงศ์อนันต์ รักษาชาติ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรวังตะเคียน ซึ่งมีการระบุว่า เมื่อวันที่ 11 กรกฏาคม 2569 เวลา 00.24 น. ได้ทำการตรวจยืดรถบรรทุกพ่วง 3 คัน พร้อมลูกพ่วง พบคนขับ 2 ราย หลังพบเหตุลักลอบเทเศษขยะซึ่งได้มีการลงบันทึกประจำวันไว้ แต่อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรวังตะเคียนให้ข้อมูลว่า “ต้องให้อุตสาหกรรมเข้ามาตรวจ เราลงไว้คร่าวๆ ไม่ได้ลงให้ดำเนินคดี ลงคร่าวๆ ไว้ว่ามีการนำมาทิ้งไว้แค่นั้นเอง”

ด้าน สุเมธ เหรียญพงษ์นาม เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง ให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่จากมูลนิธิบูรณะนิเวศว่า สถานการณ์การลับลอบทิ้งกากขยะอุตสาหกรรมในปราจีนบุรีถี่มากขึ้น ซึ่งในข้อมูลสถิติจากมูลนิธิบูรณะนิเวศพบว่าเฉพาะในเดือนกรกฎาคม 2569 อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี เกิดเหตุลักลอบทิ้งของเสียอุตสาหกรรมอย่างน้อย 3 กรณี กระจายอยู่ใน 3 ตำบล ได้แก่ ต.หาดนางแก้ว ต.วังท่าช้าง และ ต.วังตะเคียน

ต่อมาทางมูลนิธิบูรณะนิเวศได้ข้อมูลเพิ่มเติมจากคนขับรถบรรทุกที่นำกากขยะอุตสาหกรรมมาทิ้ง โดยได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับพิกัดโรงงานต้นทางเอาไว้ หลังจากนำพิกัดดังกล่าวมาตรวจสอบเบื้องต้น พบว่ามีความเกี่ยวข้องกับโรงงานประเภท 106 (ประกอบกิจการเกี่ยวกับการนำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่ไม่ใช้แล้วหรือของเสียจากโรงงานกลับมาใช้ใหม่) แห่งหนึ่งในพื้นที่ ม.9 ตำบลเขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา

เครดิตภาพ : ธันยาภัทร์ ดอกผล เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง

โดยโรงงานแห่งนี้ขออนุญาตประกอบกิจการที่ครอบคลุมกิจกรรมหลายประเภทตั้งแต่ทำเชื้อเพลิงทดแทนจากน้ำมันที่ใช้แล้ว ตัวทำละลายที่ใช้แล้ว และน้ำมันปนเปื้อนน้ำ สกัดโลหะมีค่าจากน้ำยาชุบโลหะ อบกากตะกอนที่มีโลหะมีค่าจากอุตสาหกรรมชุบโลหะและอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ บดย่อยชิ้นส่วนอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

และยังประกอบกิจการเพื่อทำสารปรับปรุงดินจากวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่ไม่เป็นของเสียอันตราย ทำวัสดุภัณฑ์ในการก่อสร้าง เช่น อิฐบล็อก อิฐประสานจากวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่ไม่เป็นของเสียอันตราย เช่น ทรายหล่อแบบ ผงเหล็กยิงทราย/ขัดผิดหล็ก ฝุ่นทรายดำ ผลิตเชื้อเพลิงแข็งอัดก้อนจากเศษผ้า เศษยาง เศษพลาสติก เศษกระดาษ เศษไม้ และบดย่อยตะกรันเหล็กที่ไม่เป็นของเสียอันตราย

ทว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น

ต่อมามูลนิธิบูรณะนิเวศได้ติดตามข้อมูลเพิ่มเติม ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม เราได้รับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเส้นทางการเดินรถจากระบบติดตามตำแหน่ง (GPS) ของรถบรรทุกพ่วงที่ถูกตรวจยึดในกรณีลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี พบว่า ในช่วงประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมา รถบรรทุกกลุ่มดังกล่าวเดินทางเข้า-ออกพื้นที่เอกชนแห่งหนึ่งใน ต.ห้วยโจด อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว หลายครั้ง นอกจากนี้ ข้อมูล GPS ยังบ่งชี้อีกว่า รถบรรทุกพ่วงกลุ่มเดียวกันได้เดินทางเข้า-ออกโรงงานประเภท 106 (โรงงานรีไซเคิล) แห่งหนึ่งใน ต.เขาหินซ้อน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา หลายครั้ง ในช่วงเวลาเดียวกัน

เครดิตภาพ : ธันยาภัทร์ ดอกผล เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง

โดยเครือข่ายปราจีนเข็มแข็งได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและพบว่า ในพื้นที่ ต.ห้วยโจดมีจุดที่พบการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมอย่างน้อย 4 จุดหลัก โดยพบกองเศษสายไฟบดย่อยจำนวนมากกระจายอยู่หลายพื้นที่ รวมถึงจุดที่พบการลักลอบทิ้งน้ำเสียลงในบ่อน้ำ ซึ่งมีกลิ่นฉุนผิดปกติ

สุนทร คมคาย เครือข่ายปราจีนเข้มแข็งกล่าวว่า ความจริงแล้วการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมประเภทนี้พบเจอต่อเนื่องมาหลายปี น่าสังเกตว่าส่วนใหญ่มักจะจับผู้กระทำผิด เช่น รถบรรทุกหรือคนขับได้ แต่ไม่เคยเห็นมีการสาวไปถึงต้นตอที่กลุ่มโรงงานที่เป็นต้นทางได้เลยซักครั้ง ดูเหมือนว่าเครือข่ายผู้กระทำผิดไม่เกรงกลัวกฎหมาย ส่วนหน่วยงานกำกับดูแลก็ไม่มีมาตรการป้องกันการเกิดเหตุลับลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมซ้ำซาก

จากข้อมูลทั้งหมดที่ทางมูลนิธิบูรณะนิเวศและเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง พยายามสืบหาต้นตอ จะพบว่าปัญหาการลักลอบทิ้งกากขยะอุตสาหกรรมไม่ได้เกิดขึ้นจากโรงงานอุตสาหกรรมภายในจังหวัดของตัวเอง แต่ล้วนเกี่ยวข้องกับภูมิภาค ทำงานกันเป็นเครือข่าย และส่งผลกระทบวงกว้าง

PRTR ที่ยังไม่เกิด และกฎหมายสิ่งแวดล้อมอันล้าหลัง

ที่ผ่านมา EPIGRAM ได้เคยนำเสนอประเด็นสำคัญด้านกฎหมาย 2 ประเด็น นั่นก็คือเรื่องของ PRTR ที่ปัจจุบันถูกปัดตกโดยคณะรัฐบาลของอนุทิน ชาญวีรกุล และทำให้ต้องเริ่มดำเนินการนับหนึ่งใหม่ในการผลักดันกฎหมายนี้เข้าสภาอีกครั้ง ในคณะเดียวกันกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่ผ่านมาเป็นอีกประเด็นที่เราเคยนำเสนอ และพบช่องโหว่ความล้าหลังของกระบวนการทางกฎหมาย

สำหรับ PRTR หรือ กฎหมายการรายงานและเปิดเผยการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ นั้นเป็นกฎหมายสำคัญที่จะเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิของชุมชนในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร (Community Right-to-Know)

โดยกฎหมาย PRTR จะบังคับให้โรงงานอุตสาหกรรมเปิดเผยข้อมูลแบบ open data ซึ่งข้อมูลเหล่านั้นจะแสดงชนิดและปริมาณของสารเคมีหรือมลพิษที่มีการปล่อยสู่สิ่งแวดล้อมทุกประเภท จากแหล่งกำเนิดประเภทต่างๆ ทั้งจากโรงงานอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า เหมืองแร่ รวมถึงรถยนต์ประเภทต่าง ๆ หรือแแม้กระทั่งการใช้สารเคมีในภาคเกษตร รวมถึงแสดงข้อมูลการนำของเสียหรือมลพิษจากแหล่งกำเนิดทั้งหมดไปบำบัดหรือกำจัดต่อไป โดยไม่ต้องร้องขอจากหน่วยงานราชการให้ยุ่งยาก

โดย EPIGRAM เคยพูดคุยกับ เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการ มูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH) และหนึ่งในผู้ผลักดัน PRTR ประเทศไทย ถึงสถานการณ์ PRTR ก่อนจะพบว่า ได้มีความพยายามจะทำ PRTR มาหลายสิบปี

โดยเธอกล่าวว่า “เราสอบถามไปทางกรมควบคุมมลพิษว่า สหประชาชาติเรียกร้องให้ทุกประเทศมี PRTR ทำไมประเทศไทยยังไม่มี เราก็ได้คำตอบว่า ทางกรมควบคุมมลพิษเนี่ยเคยพยายามจะทดลองทำโครงการนำร่อง PRTR ที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดในช่วงประมาณปี 2546-2547 ประมาณนี้ หรืออาจจะก่อนหน้านี้ พี่จำปีแน่นอนชัดเจนไม่ได้นะคะ ผลคือทำไม่สำเร็จ เพราะว่า นิคมอุตสาหกรรมไม่ให้ความร่วมมือในการเข้าไปเก็บข้อมูล และก็ไม่ไดมีนโยบายให้โรงงานต้องส่งรายงานมาให้กรมควบคุมมลพิษ รายงานที่ว่าคือ มลพิษที่ปล่อยสู่สิ่งแวดล้อมทั้งทางปล่อง ทางน้ำ ทางท่ออะไรพวกนี้ สุดท้ายพอไม่มีข้อมูลก็ต้องพับโครงการนี้ไป”

ซึ่งเมื่อถามถึงความจำเป็นของ PRTR สำหรับคนภาคตะวันออก เพ็ญโฉมบอกว่า “PRTR เนี่ยไม่ใช่กฎหมายที่จะไปกำกับมาตรฐานการปล่อยมลพิษนู่นนี่นั่น เพราะตรงนี้มันเป็นหน้าที่ของกฎหมายตัวพ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม และก็พ.ร.บ.โรงงานที่มีการใช้อยู่ และก็ไม่ได้ไปกำกับเรื่องปริมาณการกักเก็บ อันนี้มันอยู่ภายใต้พ.ร.บ.วัตถุอันตราย”

“แต่กฎหมาย PRTR เนี่ยเอามาใช้ในการบังคับ ทุกแหล่งกำเนิดว่าจะต้องส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่กำกับดูแล ที่จะต้องมีการตรวจสอบข้อมูลว่าถูกต้องไหม ประมวลข้อมูลออกมา แล้วกรมควบคุมมลพิษ จะมีหน้าที่สังเคราะห์ข้อมูลเป็นแหล่งสุดท้าย ก่อนที่จะนำมาเผยแพร่สู่สาธารณะในรูปแบบที่ประชาชนเข้าถึงได้และเข้าใจได้”

ท่ามกลางกาลักลอบทิ้งกากขยะอุตสาหกรรมเอง PRTR คือกระบวนการหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาที่ต้นตอ ผ่านการรับรู้ข้อมูลมลพิษของแต่ละโรงงาน เพื่อนำไปสู่การป้องกันหรือตรวจสอบได้อย่างทันท่วงที ทว่าการที่ประเทศไทยยังไม่กฎหมาย PRTR นี้ ก็นำมาสู่ปัญหาที่คนภาคตะวันออกต้องเผชิญกับการลักลอบทิ้งกากขยะอุตสาหกรรมอย่างน้อย 141 ครั้งในช่วง 8 ปีทีผ่่านมา โดยไม่มีทีท่าจะเกิดการฟื้นฟู เยียวยา หรือมาตรการป้องกันกำกับดูแล

อย่างไรก็ตาม แค่ PRTR อาจไม่ใช้คำตอบของการแก้ปัญหาทั้งหมด เพราะเมื่อย้อนดูกฎหมายสิ่งแวดล้อมไทย ทนายใหญ่ – ชำนัญ ศิริรักษ์ ทนายด้านสิ่งแวดล้อมที่ติดตามประเด็นมลพิษในภาคตะวันออกมาอย่างยาวนาน ก็เคยให้สัมภาษณ์กับ EPIGRAM ว่า “จริงๆ มันต้องพูดว่า กฎหมายมันเก่าครับ แล้วที่ผ่านมาอัตราโทษก็ค่อนข้างต่ำ ดังนั้นเลยทำให้คนให้ความสำคัญกับเรื่องของข้อกฎหมายเหล่านี้น้อยมากครับ คือพูดง่ายๆ ว่า ค่าปรับที่เกิดขึ้นจากการละเมิดเรื่องสิทธิด้านสิ่งแวดล้อม หรือมลพิษเหล่านี้มันคุ้มค่ากับการที่จะฝ่าฝืนแล้วก็เสียค่าปรับ ทำให้เราแก้ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้ตลอดมาเหมือนกัน”

นอกจากนี้เขายังเสริมในส่วนการทำงานของหน่วยงานรัฐที่พบว่ากฎหมายสิ่งแวดล้อมของไทยยังขาดความเป็นเอกภาพ เนื่องจากกระจัดกระจายอยู่ในกฎหมายหลายฉบับ หลายหน่วยงาน และหลายกระทรวง แต่ละหน่วยงานดูแลเพียงส่วนของตนเอง และที่สำคัญคือแม้กฎหมายจะกำหนดให้ผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบในการฟื้นฟูสภาพแวดล้อม แต่หลายกรณีล้วนจบลงด้วยข้ออ้างเรื่อง ‘ไม่มีงบประมาณ’ ทำให้ภาระการฟื้นฟูตกอยู่กับหน่วยงานรัฐ ที่ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ก็มาจากเงินภาษีของประชาชน โดยทนายใหญ่เสริมว่า

“เท่าที่เราเห็นโมเดลคล้ายๆ กันก็คือ มีการฟ้องเรียกเรียกค่าเสียหาย มีบ้างที่หน่วยงานรัฐก็มีการฟ้องล่วงหน้าไปถึงการฟื้นฟูเหมือนกัน อย่างเช่น ของที่อ่าง 16 ที่ฉะเชิงเทรา หรือกรณีวินโพรเสส ที่มีการเรียกร้องเป็นตัวเงินแต่ปรากฏว่าก็บังคับคดีไม่ได้ เพราะว่าผู้ก่อมลพิษไม่มีเงินปริมาณมากขนาดนั้น เลยกลายเป็นสภาพได้คำพิพากษามีตัวเลข แต่ไม่มีเงิน และหน่วยงานรัฐเองก็ไม่มีเงิน เพราะเงินงบประมาณที่จะมาจัดการด้านฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมเหล่านี้เราไม่เคยตั้งกัน”

จากข้อมูลทั้งหมดที่กล่าวมานั้น เรียกได้ว่าจำนวน 153 ครั้งที่มีการลักลอบทิ้งกากขยะอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของความมักง่ายเท่านั้น แต่ได้สะท้อนปัญหาสำคัญระดับโครงสร้างถึงกฎหมายและการกำกับดูแลที่จริงจัง ซึ่งยังเป็นเรื่องที่เงียบงันในสังคมไทย ท่ามกลางการร่ำไห้ของธรรมชาติและประชาชนในพื้นที่ผู้ได้รับปลกระทบ

เครดิตภาพ : นราธิป ทองถนอม จาก มูลนิธิบูรณะนิเวศ
อ้างอิงข้อมูลจาก
สถิติการลักลอบทิ้งน้ำเสียและกากขยะอุตสาหกรรมทั่วประเทศ จากมูลนิธิบูรณะนิเวศ
ตามรอยการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม เศษสายไฟบดย่อย จากปราจีนบุรีสู่สระแก้ว
written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR