นอกจากยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ล็อกคนตะวันออกไว้กับ ‘การพัฒนา’ แบบที่ยังชวนตั้งคำถาม เพราะได้พาคนตะวันออกเผชิญกับมลพิษกากอุตสาหกรรม และการขยายตัวของอุตสาหกรรมที่ไม่หยุดยั้ง ทว่ายิ่งไปกว่านั้นคนตะวันออกอาจจะยังต้องอยู่กับแผนพลังงานไทย PDP 2026 ที่ออกแบบไว้ยาวๆ 24 ปีอีกด้วย
แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (Power Development Plan) เป็นดั่งพิมพ์เขียวหลักสำคัญในการพัฒนาการผลิตไฟฟ้าของประเทศ แผนนี้จะชี้ว่าจังหวัดไหนจะมีโรงไฟฟ้าใหม่เกิดขึ้น เราจะต้องอยู่กับโรงไฟฟ้าก๊าซหรือถ่านหิน หรือโซลาร์เซลล์ ค่าไฟของเราจะเท่าไหร่ หรือแม้แต่ว่าการผลิตไฟฟ้าของประเทศเราจะทำให้โลกร้อนขึ้นหรือเย็นลงกันแน่
หลังจากในปี 2024 ได้มีการเปิดเผยแผนพลังงานไทยออกมาแต่เป็นอันต้องพับไป ล่วงเลยมาสองปี ล่าสุด แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย กลับมาอีกครั้งในชื่อ PDP 2026 ที่มีการเปิดเผยผ่านสไลด์นำเสนอเพียง 52 หน้า นอกจากนี้ยังจัดเวทีรับฟังแค่ไหนกรุงเทพฯ ในวันที่ 8 กันยายน 2569 โดยลงทะเบียนรับฟังอย่างจำกัด และภูมิภาคอื่นๆ สามารถรับฟังได้ผ่านทางไลฟ์เฟซบุ๊กเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้นยังกำหนดรับฟังความคิดเห็นผ่านช่องทาง google form เพียง 7 วันหลังนำเสนอ โดยไม่มีข้อมูลอื่นๆ เพิ่มเติมนอกจากสไลด์การนำเสนอ
เมื่อข้อมูลยังเต็มไปด้วยคำถาม เราจึงชวน รศ. ดร. ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ จาก สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร และหัวหน้าโครงการ JET Program, SDG Move มาพูดคุยถึงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับ PDP 2026 ในฐานะที่ SDG Move และ Agora องค์กรด้านการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานของประเทศเยอรมนี ได้นำเสนอ ‘PDP ฉบับ Resilience’ ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อ 29 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา เพื่อเป็นข้อเสนอต่อแผนพลังงานไทยที่มุ่งสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานไปสู่ความมั่นคงทางพลังงานผ่านพลังงานหมุนเวียนได้มากขึ้น ค่าไฟถูกลง และตอบรับกับคำสัญญา Net Zero ที่ไทยได้ให้ไว้กับประชาคมโลก

PDP คืออะไร
แผน PDP หรือชื่อเต็มในภาษาไทยคือ ‘แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย’ (Power Development Plan) เป็นแผนหลักที่ใช้เป็นพิมพ์เขียวในการพัฒนาการผลิตไฟฟ้าของประเทศ ซึ่งเรามีมาหลายเวอร์ชันแล้ว ตั้งแต่ปี 2012 จนมาถึงร่าง PDP 2026 นี้
ตัวแผน PDP กำหนดทิศทางในการพัฒนากำลังการผลิต ซึ่งก็คือการสร้างโรงไฟฟ้า ทั้งโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ และโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก เช่น ฟาร์มพลังงานลม (Wind Farm) หรือฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Farm) ก็ถูกบรรจุอยู่ในแผนนี้ด้วย
เดิมที PDP อาจวางแผนมองไปข้างหน้า 20 ปี (ทำปีไหนก็บวกไปอีก 20 ปี) แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่วางยาวไปจนถึงปี 2050 ซึ่งจากปัจจุบันปี 2026 เท่ากับมองยาวไปอีก 24–25 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม เราคงไม่ได้ใช้ร่างนี้ยาวตลอด 25 ปี คิดว่าอีก 4–5 ปี ก็คงมีการอัปเดตเป็นแผนใหม่ เช่น PDP 2030 ขึ้นมา
การที่แผน PDP วางยาวไปถึง 20 ปี อาจารย์คิดว่าเป็นเรื่องที่ควรจะเป็นแบบนั้นไหม หรือจริงๆ ควรยืดหยุ่นและมีระยะสั้นลงในภาวะที่ผันผวน?
ในอดีตจำเป็นต้องวางแผนยาวครับ เพราะการสร้างโรงไฟฟ้าหนึ่งโรงใช้เวลานาน เช่น โรงฟ้านิวเคลียร์แบบปกติใช้เวลา 15–20 ปี หรือโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ก็ใช้เวลาสร้างประมาณ 6–8 ปี การมีแผนระยะยาวจึงครอบคลุมระยะเวลาการก่อสร้าง
แต่ปัจจุบัน พลังงานหมุนเวียนอย่าง ลม แดด หรือชีวมวล เป็นโรงไฟฟ้าขนาดเล็กที่สร้างได้รวดเร็ว ความจำเป็นของ PDP ระยะยาวในส่วนนี้จึงลดลงไปมาก ในอนาคตถ้าเราไม่สร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เพิ่ม เช่น หยุดสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซและถ่านหิน แผน PDP ก็ไม่จำเป็นต้องวางยาวนานขนาดนั้น
อย่างไรก็ดี ข้อดีของการวางแผนยาวคือช่วยในการเตรียมตัวและการมองเห็นทิศทางเพื่อไปสู่เป้าหมาย Net Zero 2050 ครับ

แผน PDP ส่งผลอย่างไรกับพวกเราบ้าง
ส่งผลเรื่องแรกคือ เรื่องค่าไฟฟ้า เมื่อมีการกำหนดการสร้างโรงไฟฟ้าแบบต่างๆ ก็จะนำไปสู่โครงสร้างค่าไฟที่แตกต่างกัน ผลกระทบที่ชัดเจนที่สุดคือ ค่าไฟจะถูกลง แพงขึ้น หรือผันผวน ก็ขึ้นอยู่กับการคาดการณ์และการวางแผนที่ดีของ PDP
เรื่องที่สองคือ เรื่องสภาพภูมิอากาศ ภาคการผลิตพลังงาน (ทั้งไฟฟ้าและเชื้อเพลิงยานพาหนะ) เป็นภาคที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดเกินครึ่งหนึ่ง แผน PDP จึงต้องกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วย หากแผน PDP ดี ก็เท่ากับว่าเราได้ช่วยลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก และนี่คือเหตุผลที่แผนวางยาวไปถึงปีค.ศ. 2050 เพราะเป็นปีที่ประเทศไทยตั้งเป้าหมาย Net Zero (ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์) แผน PDP จึงต้องสอดคล้องกับเป้าหมายประเทศครับ
เนื้อหาของ PDP 2026 เท่าที่เห็นคือมีการออกแบบให้เลือก 4 ฉากทัศน์ มีทั้งแบบใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักแบบเดิม ไปจนถึงการเพิ่ม RE (พลังงานหมุนเวียน) และ RE + แหล่งกักเก็บพลังงาน BESS + เทคโนโลยีดักจับคาร์บอน (CCS) ในมุมมองของอาจารย์ คิดเห็นอย่างไรกับทั้ง 4 ฉากทัศน์นี้
ในมุมมองของผม คำว่า 4 ฉากทัศน์นี้ แท้จริงแล้วไม่ได้มีอยู่จริงครับ เพราะในอดีตไม่เคยมีแผน PDP ฉบับไหนถูกใช้ยาวนานต่อเนื่อง เช่น แผนปี 2012 ใช้ถึงปี 2015 ก็อัพเดตใหม่ แผนปี 2015 ใช้ถึงปี 2018 (3 ปี) หรือแผนปี 2018 ใช้ถึงปี 2026 (8 ปี) ก็ต้องปรับใหม่ นั่นหมายความว่าส่วนที่เหลือของแผนจะถูกทบทวนและปรับปรุงอยู่เสมอ
สิ่งที่เราต้องโฟกัสมากที่สุดใน PDP ฉบับนี้คือ ช่วง 8–10 ปีแรก (ไม่เกินปี 2035) ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ส่วนฉากทัศน์ที่ต่างกันทั้ง 4 แบบนั้นถูกวางไว้ในช่วงปี 2038–2050 (12 ปีหลัง)
ขณะที่ 12 ปีแรกของทุกฉากทัศน์เขียนไว้เหมือนกันหมด แปลว่าเราไม่ได้มีทางเลือกจริงในระยะสั้น ตัวเลือกที่ให้มาเป็นเพียงการคาดการณ์ในอนาคตที่อาจไม่ได้เกิดขึ้นจริง เราจึงควรโฟกัสที่ 12 ปีแรกเป็นหลักครับ
แล้วช่วง 12 ปีแรก (2026–2037) ในร่าง PDP 2026 อาจารย์เห็นอะไรบ้าง มีส่วนไหนที่มองว่าน่าจะเวิร์ก หรือส่วนไหนที่น่ากังวล?
ในช่วง 12 ปีแรก จุดสำคัญคือเราต้องทอนเป้าหมาย Net Zero 2050 มาสู่เป้าหมายระยะสั้นคือ NDC 2035 ซึ่งเป็นพันธสัญญาที่เราให้ไว้กับประชาคมโลกในการลดก๊าซเรือนกระจก แต่จากการศึกษาของทีม SDG Move พบข้อกังวลหลักคือ
หนึ่ง แผน PDP ในช่วง 12 ปีแรก ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกในระยะสั้น (ปี 2035) ตามพันธสัญญา NDC ได้
สอง ยังมีการเพิ่มโรงไฟฟ้าก๊าซใหม่สูงถึง 9,100 เมกะวัตต์ โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม (CCGT) ที่ใช้ก๊าซฟอสซิล การใส่โรงไฟฟ้าก๊าซใหม่เข้ามามากขนาดนี้ เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เรายังปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง และไม่บรรลุเป้าหมายปี 2035

การเพิ่มโรงไฟฟ้าก๊าซใหม่สูงถึง 9,100 เมกะวัตต์ มาได้อย่างไร
ก๊าซธรรมชาติ 9,100 เมกะวัตต์นี้ มาจากการทดแทนโรงไฟฟ้าเก่าที่หมดสัญญาและสร้างขึ้นใหม่ แต่ปัจจุบันไทยมีโรงไฟฟ้าก๊าซล้นระบบอยู่แล้ว (เราใช้ก๊าซผลิตไฟฟ้ารูปแบบต่างๆ สูงถึง 50–60%) คำว่าล้นระบบดูได้จากโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ (IPP) 10 กว่าแห่ง มีอย่างน้อย 3–4 แห่งที่ไม่เคยถูกสั่งเดินเครื่องเลย เท่ากับเรากำลังสร้างสิ่งที่ไม่มีความจำเป็น และเป็นสิ่งที่โลกไม่ต้องการ
หลายคนมักอ้างว่าโรงไฟฟ้าก๊าซสร้างความมั่นคงเพราะผลิตได้ 24 ชั่วโมง แต่แท้จริงแล้วก๊าซธรรมชาติไม่มีความมั่นคง เพราะเราต้องนำเข้า LNG จากต่างประเทศถึง 30–40% หากเกิดสงครามหรือความขัดแย้งระหว่างประเทศ เช่น บริเวณช่องแคบฮอร์มุซที่เกดในปีนี้ เรือขนส่ง LNG ก็ไม่สามารถเดินทางมาได้ ระบบไฟฟ้าเราจะตกอยู่ในความเสี่ยงทันที
แล้วเรื่องนี้หากพิจารณาตามหลัก Energy Trilemma (สามเหลี่ยมความมั่นคงทางพลังงาน) ก๊าซธรรมชาติสอบตกทั้ง 3 ด้าน เพราะไม่ความมั่นคง เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ ราคาเองก็สูง เพราะก๊าซนำเข้ามีราคาสูงและผันผวนตามตลาดโลก (ก๊าซนำเข้าปัจจุบันต้นทุนสูงถึง 6 บาท/หน่วย แต่ที่ค่าไฟเราไม่ถึงเพราะนำไปถัวเฉลี่ยกับเชื้อเพลิงอื่น) ยิ่งพึ่งพาก๊าซมาก ค่าไฟก็จะยิ่งแพงและผันผวน
สุดท้ายคือไม่ตอบด้านสิ่งแวดล้อม/ความยั่งยืน เพราะโรงไฟฟ้าก๊าซ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 450 กรัม/หน่วยไฟฟ้า และหากคำนวณตลอดวงจรชีวิต (Life-cycle) ตั้งแต่การขุดเจาะและการรั่วไหลของก๊าซมีเทนระหว่างขนส่ง ตัวเลขอาจสูงถึง 500 กรัม/หน่วยไฟฟ้า
ที่บอกว่าปล่อยก๊าซเรือนกระจก 450–500 กรัมต่อ 1 หน่วยไฟฟ้า หมายความว่าประชาชนกลายเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามปริมาณค่าไฟที่จ่ายใช่ไหม?
ถูกต้องครับ ทุกๆ หน่วยที่เราจ่ายค่าไฟไป เรามีส่วนปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกือบครึ่งกิโลกรัม ถ้าเดือนหนึ่งใช้ไฟ 200 หน่วย เราปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปแล้ว 100 กิโลกรัม ในขณะที่ประเทศตั้งเป้า Net Zero สิ่งที่เราต้องการคือพลังงานสะอาดที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ เช่น ลมและแดด ซึ่งการปล่อยสุทธิแทบเป็นศูนย์
ส่วนพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ในแผนนี้ใส่มาเพียง 300 เมกะวัตต์ ดูเหมือนยังก้าวย่อๆ ลองผิดลองถูกใน 10 ปีแรก แล้วไปบรรจุไว้อีก 8,700 เมกะวัตต์ในช่วงท้ายแผน
ขณะเดียวกัน พลังงานสะอาดขนาดใหญ่ที่มั่นคง 24 ชั่วโมงอย่าง พลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal) แม้จะเคยได้รับการพิจารณา แต่สุดท้ายกลับถูกตัดออกอย่างน่าเสียดาย ทั้งที่ประเทศไทยมีศักยภาพพลังงานความร้อนใต้พิภพในหลายพื้นที่ ทั้งภาคตะวันตก ภาคเหนือ และภาคใต้ พลังงานชนิดนี้ไม่มีค่าเชื้อเพลิง ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำมาก และจ่ายไฟได้สม่ำเสมอโดยไม่ขึ้นกับสภาพอากาศ ซึ่งดีกว่านิวเคลียร์และก๊าซธรรมชาติ แต่กลับไม่ถูกนำมาใส่ในแผนครับ
พลังงานนิวเคลียร์ที่จะถูกนำเข้ามา อันนี้อาจารย์มีความเห็นอย่างไรบ้าง
นิวเคลียร์มีปัญหาสำคัญ 2 เรื่อง ตามหลัก Energy Trilemma ครับ
อันแรกคือ ความมั่นคงและราคา แน่นอนว่า SMR ไม่ได้ตอบโจทย์เรื่องราคา แม้จะวิ่งได้ 24 ชั่วโมง แต่ก็ต้องนำเข้าเชื้อเพลิงนิวเคลียร์จากต่างประเทศ ทำให้เราต้องพึ่งพาต่างชาติไปตลอดอายุโรงไฟฟ้า 40–50 ปี ผลการศึกษาของ BloombergNEF พบว่า ประเทศที่สร้าง SMR ได้จริงมีเพียงจีนและรัสเซียเท่านั้น การสร้างจริงใช้เวลานานและงบประมาณบานปลายมาก คาดการณ์ว่าต้นทุนไฟฟ้าอาจสูงถึง 13 บาท/หน่วย ซึ่งเอกสารของรัฐไม่เคยระบุราคาต้นทุนต่อหน่วยของ SMR เลย
ส่วนที่สองคือ ความยั่งยืนและมลพิษ แม้นิวเคลียร์ไม่ได้ปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่สร้างกากกัมมันตรังสีและแท่งเชื้อเพลิงใช้แล้วที่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต แม้จะส่งกากกลับประเทศต้นทาง แต่อุปกรณ์และน้ำหล่อเย็นในโรงงานก็ยังมีโอกาสปนเปื้อน นิวเคลียร์จึงเป็นความเสี่ยงที่เราไม่จำเป็นต้องแบกรับ ในเมื่อเรามีทางเลือกพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ อีกมาก

ตามสไลด์การนำเสนอแผน PDP 2026 สัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนดูสูงกว่าโรงไฟฟ้าก๊าซพอสมควร คนอาจจะคิดว่าพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นก้าวกระโดดแล้ว ตัวเลขนี้เป็นจริงแค่ไหน
เป็นจุดสังเกตที่ดีครับ ตารางของรัฐแสดงตัวเลขเป็นหน่วย เมกะวัตต์ (MW – กำลังการผลิตติดตั้ง) ซึ่งเปรียบเหมือนขนาดกำลังเครื่องยนต์ แต่สิ่งที่บอกว่าเราใช้พลังงานอะไรมากหรือน้อยจริงๆ คือ ปริมาณพลังงานที่ผลิตได้จริง (กิโลวัตต์/ชั่วโมง หรือ เมกะวัตต์/ชั่วโมง: MWh)
โซลาร์เซลล์ 24,000 เมกะวัตต์ ผลิตไฟได้เต็มที่แค่วันละ 4–5 ชั่วโมง ในขณะที่โรงไฟฟ้าก๊าซ 9,100 เมกะวัตต์ เดินเครื่องได้ตลอด 24 ชั่วโมง ปริมาณหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้จริงจากก๊าซจึงสูงกว่ามาก
เมื่อนำร่าง PDP 2026 มาคำนวณเป็นปริมาณหน่วยไฟฟ้าจริง (Generation Mix) จะพบว่า ปริมาณการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติแทบไม่ได้ลดลงเลย (จาก 153,000 ล้านหน่วย ลดลงเหลือเพียง 130,000 ล้านหน่วยในปี 2050) ส่วนพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นเป็นเพียงการรองรับความต้องการไฟฟ้าใหม่ที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น ร่างแผน PDP 2026 จึงดูเหมือนเขียนขึ้นมาเพื่อให้ผู้ขายก๊าซธรรมชาติต่างชาติต่างๆ ยังคงขายก๊าซได้ต่อไปครับ
เรื่องเทคโนโลยี CCS (Carbon Capture and Storage) ที่ถูกบรรจุในแผน PDP อาจารย์มองอย่างไร?
เป้าหมาย CCS ในแผน PDP ตั้งไว้สูงถึง 19 ล้านตัน/ปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่เกินจริงมาก สหรัฐอเมริกาทั้งประเทศยังทำได้ไม่ถึงครึ่งของตัวเลขนี้ นอกจากนี้ CCS ยังสร้างภาระต้นทุนสูงถึงประมาณ 1.20 บาท/หน่วยไฟฟ้า เนื่องจากร่าง PDP สมมติราคาคาร์บอนเครดิตไว้ต่ำเกินจริงที่ 135 ดอลลาร์/ตัน เพราะในต่างประเทศประเมินไว้ที่ 170–340 ดอลลาร์/ตัน หากนำ CCS มาใช้จริง ค่าไฟฟ้าจะกลายเป็นภาระหนักของประชาชนครับ
สำหรับ PDP ฉบับ Resilience ที่ทาง SDG Move ร่วมกับ Agora ทำขึ้นมา มีข้อเสนออย่างไรบ้าง
ข้อเสนอ Resilient PDP มีหลักการสำคัญคือ หนึ่ง สอดคล้องกับ NDC 3.0 และ Net Zero 2050 คือเน้นลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้อยู่ในกรอบเป้าหมายจริง
สอง เพิ่มเป้าหมาย Solar Rooftop เป็น 60 GW จากเดิม PDP ตั้งเป้า Solar Rooftop ไว้เพียง 24.3 GW ซึ่งน้อยกว่าศักยภาพจริงของประเทศไทยที่มีมากกว่า 400,000 เมกะวัตต์ (400 GW) การเพิ่มเป็น 60 GW จะช่วยลดการนำเข้า LNG จากต่างประเทศได้มหาศาล
สาม เพิ่มพลังงานลมและโซลาร์ฟาร์ม การเพิ่มการติดตั้ง Solar Farm และฟาร์มโซลาร์ลอยน้ำ รวมเป็น 100 GW และเพิ่มลม Onshore เป็น 73 GW
สี่ กระจายประเภทแบตเตอรี่ (BESS): ไม่ใช้แค่แบตเตอรี่แบบ 4 ชั่วโมงอย่างเดียว แต่ผสมผสานแบตเตอรี่แบบ 6 และ 8 ชั่วโมง เพื่อกักเก็บพลังงานได้นานขึ้นด้วยต้นทุนที่ต่ำลง
และห้า ไม่สร้างโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติใหม่เพิ่มแม้แต่โรงเดียว คือเน้นใช้โรงไฟฟ้าก๊าซเดิมที่มีอยู่ โดยค่อยๆ ลดการใช้งานลงตามลำดับ

การปรับเปลี่ยนมาใช้ข้อเสนอ PDP ฉบับ Resilience มีความท้าทายอย่างไร และจะเกิดขึ้นจริงได้อย่างไร?
ในเชิงวิศวกรรม เทคโนโลยี และเศรษฐศาสตร์ เรามีความพร้อมทำได้ทันทีครับ ตัวอย่างเช่น โครงการโซลาร์ประชาชน หรือการเปิดรับซื้อพลังงานหมุนเวียนล็อตใหญ่ 4,000–5,000 เมกะวัตต์ สามารถเกิดขึ้นได้จริงภายใน 3–5 ปี ปัญหาหลักไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยีหรือเงินทุน แต่เป็นเรื่อง กฎระเบียบ นโยบาย กฎหมาย และเจตจำนงทางการเมือง (Political Will)
สำหรับภาคตะวันออก ซึ่งมีโรงไฟฟ้าก๊าซเดิมอยู่ค่อนข้างมาก หากเปลี่ยนผ่านไปสู่ Resilient PDP จะกระทบต่อผู้ประกอบการอย่างไร และควรมีการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม (Just Energy Transition) อย่างไร
โรงไฟฟ้าก๊าซใหม่ 9,100 เมกะวัตต์ในแผน PDP คาดว่าจะไม่ได้ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกครับ เพราะแผนฉบับนี้กระจายโรงไฟฟ้าใหม่ออกไปตาม 7 ภูมิภาคเพื่อสร้างความมั่นคงในแต่ละพื้นที่ โรงไฟฟ้าก๊าซเดิมในภาคตะวันออกส่วนใหญ่ใกล้หมดสัญญาซื้อขายไฟฟ้า(PPA) อยู่แล้ว ผู้ประกอบการทราบดีถึงกรอบเวลานี้
การเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม (Just Energy Transition) สิ่งที่เราต้องทำคือ การยกระดับทักษะแรงงาน (Reskill) จากภาคโรงไฟฟ้าเดิมไปสู่อุตสาหกรรมพลังงานสะอาด หรือปรับเปลี่ยนวงจรการทำงานไปสู่ภาคเชื้อเพลิงและส่วนเกี่ยวเนื่องแทน ซึ่งเป็นเรื่องที่มีทางออกและสามารถบริหารจัดการได้ครับ
คนอาจจะมองว่ายังไงพลังงานหมุนเวียนก็ไม่เสถียรพอจะเป็นพลังงานหลัก อาจารย์มีความเห็นอย่างไร
เรื่องความเสถียรของพลังงานหมุนเวียน (RE) ก้าวข้ามไปได้แล้วครับ หลายประเทศ เช่น ออสเตรเลีย อังกฤษ หรือกลุ่มสแกนดิเนเวีย ทำได้สำเร็จแล้ว หากกังวลเรื่องความเสถียร ให้ใช้แนวทางต่ออายุโรงไฟฟ้าเก่าที่หมดสัญญาไว้เป็น โรงไฟฟ้าสำรอง (Cold Standby) โดยจ่ายเพียงค่าดูแลรักษา ไม่ต้องจ่ายค่าพร้อมจ่าย (Availability Charge) ที่แพง และปัจจุบันประเทศไทยมีสัดส่วน RE เพียง 20% เท่านั้น ยังห่างไกลจากจุดที่ต้องกังวล

ในการวางกรอบ Energy Trilemma ทาง SDG Move มีข้อเสนอแนะอย่างไร?
การพิจารณา Energy Trilemma ที่สมบูรณ์แบบ ต้องมองให้ครอบคลุม 5 มิติย่อยครับ คือ หนึ่ง ความมั่นคงของระบบ เช่น มีไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอ ไฟไม่ดับ สอง การพึ่งพาตนเอง โดยใช้เชื้อเพลิงภายในประเทศ ไม่พึ่งพาการนำเข้า LNG หรือเชื้อเพลิงนิวเคลียร์
สาม ราคาที่เป็นธรรม (Affordability) โดยต้นทุนไฟฟ้าต้องแข่งขันได้กับประเทศเพื่อนบ้าน ปัจจุบัน พลังงานลม + แดด + แบตเตอรี่ สามารถทำราคาได้ที่ 2.60–2.80 บาท/หน่วย ซึ่งแข่งขันได้ดีมาก
สี่ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ ต้องสอดคล้องกับ NDC 3.0 และ Net Zero และห้าคือ มลพิษต่ำและไม่สร้างภาระต่อดิน น้ำ อากาศ ไม่มีขยะพิษหรือกากกัมมันตรังสี
สำหรับภาคตะวันออก มีโอกาสที่จะเดินหน้าไปสู่ภาพ PDP ฉบับ Resilience ได้มากน้อยแค่ไหน?
ภาคตะวันออกมีศักยภาพสูงมากครับ ทั้งการเป็นเขตเศรษฐกิจ EEC มีนิคมอุตสาหกรรมที่มีความต้องการเรื่อง Direct PPA มหาศาล มีพื้นที่สำหรับ Solar Farm และยังมีศักยภาพพลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal) อีกด้วย
เนื่องจากภาคตะวันออกเป็นฐานการผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก การใช้ Low-Carbon Product จากพลังงานสะอาด จึงเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับโลก การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของภาคตะวันออกจึงเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ และสามารถเกิดขึ้นได้จริงแน่นอนครับ



