ในปีนี้ หากจะบอกว่าหนึ่งในเรื่องสำคัญที่คนตะวันออกต้องจับตาหลังยุบสภาคือการไปต่อของกฎหมายฉบับหนึ่งที่จะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของคนตะวันออก (และทั้งประเทศ) นั่นก็คือกฎหมาย PRTR
อย่างที่หลายคนน่าจะจดจำกันได้ดีว่าพื้นที่ภาคตะวันออกของไทยที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจของประเทศไทย และทำหน้าที่เป็นประตูการค้านั้น ในอีกมุมหนึ่งกลับสร้างผลกระทบในหลายๆ ด้านต่อคนในพื้นที่ โดยเฉพาะเรื่องมลพิษสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของผู้คนที่สะสมมานานหลายปี
และนี่คือจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่การเรียกร้องให้มีกฎหมายเพื่อปกป้องคุ้มครองประชาชน ที่ชื่อว่า ‘PRTR’ ที่ปีพ.ศ. 2568 ดูจะเป็นปีที่เข้าใกล้ความหวังมากที่สุด
เราชวนย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของกฎหมาย Pollutant Release Transfer Register (PRTR) เครื่องมือสำคัญเพื่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่ดีขึ้นของคนภาคตะวันออก ซึ่งมีคนสำคัญในการผลักดันมานานนับ 10 ปีอย่าง เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการ มูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH) และหนึ่งในผู้ผลักดัน PRTR ประเทศไทย

เริ่มต้นทำงานเรื่อง PRTR ตอนไหน?
ต้องบอกว่าปัญหามลพิษในภาคตะวันออกเนี่ย เป็นจุดเริ่มต้นให้พี่เข้ามาดูเรื่องนี้ โดยเฉพาะปัญหามลพิษที่มาบตาพุดจ.ระยอง เพราะตอนนั้นพี่มีการตั้งกลุ่มกัน และพื้นที่แรกที่พี่ไปทำและศึกษาก็คือมลพิษที่มาบตาพุดนี่แหละ ทำไปได้สักพักนึก ประมาณ 23 ปีอะ มันก็ต้องคิดละว่า โห ปัญหามันใหญ่ขนาดนี้เนี่ย เรามาสู้เพื่อหยุดโรงงานอุตสาหกรรมมันเป็นไปไม่ได้แล้ว ตอนนั้นมันมีเป็นร้อยกว่าโรงแล้วอะ แล้วก็เป็นอุตสาหกรรมอันตรายทั้งหมด มันทำให้เรารู้สึกว่า เราหยุดมันไม่ได้ มันก็ต้องหาทางแก้ปัญหาควบคุมเรื่องมลพิษให้ได้ อันนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้พี่มองหาวิธีการ และในท้ายที่สุดก็มารู้ว่า PRTR นี่แหละ จะเป็นเครื่องมือที่แก้ปัญหานี้ได้ และก็เป็นเครื่องมือที่ทั่วโลกเขาทำกัน

ถ้าให้อธิบายกับคนทั่วไป PRTR คืออะไร
PRTR ย่อมาจาก Pollutant Release Transfer Register ค่ะ หลักการของกฎหมายนี้คือ เอกชนต้องมีฐานข้อมูลที่เผยแพร่สู่สาธารณะ (Open Database) เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้ โดยการเข้าถึงที่ว่านั้น คือ ข้อมูลในเรื่องของการปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม โดยตัว Pollutant เนี่ย มันคือตัวสารมลพิษ อย่างเช่น ถ้าเป็นมลพิษอากาศก็อาจจะมีซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ตัวคาร์บอนไดออกไซด์ หรือตัวสารปรอท พวกนี้ถือว่าเป็น Pollutant ที่ปล่อยออกมาทางปล่องหรือรั่วไหลออกมาจากข้อต่อต่างๆ
ตัว Release ก็คือการปลดปล่อยออกมา อย่างในจังหวัดระยองมันจะมีปล่องไฟ ปล่องควันเยอะแยะไปหมด มีควันดำบ้าง ขาวบ้าง หรือเปลวไฟอะไรพวกเนี้ยค่ะ มันคือการ Release ปล่อยออกมาทางปล่อง
และ Transfer Register ก็คือ การทำบัญชีรายชื่อ หรือการรายงานเพื่อให้เกิดเป็นฐานข้อมูลว่าด้วยเรื่องมลพิษที่ปล่อยจากแหล่งกำเนิด และเคลื่อนย้ายตัวมลพิษไปจัดการให้ถูกต้อง

ที่ว่าเป็นเครื่องมือระดับโลกคือยังไง
PRTR เนี่ย เริ่มต้นมาจากนิยามแล้วก็ทำให้เป็นวาระของโลกที่สหประชาชาติกำหนดออกมา เกิดขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2535 ในตอนนั้นมันเกิดการประชุมสุดยอดสิ่งแวดล้อมโลก ที่เรียกว่า Earth Summitit ซึ่งเป็นปีที่มีความสำคัญมาก เป็นจุดเปลี่ยนของการเคลื่อนไหวระดับโลกที่ผู้นำนานาชาติไปรวมตัวกัน ไม่ว่าจะเป็นประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี ซึ่งของประเทศไทยในปีนั้น ถ้าจำไม่ผิด เป็นเจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์เดินทางไปร่วมประชุมด้วย
ในการประชุมครั้งนั้นมีฉันทามติ ที่เรียกว่า ปฏิญญาริโอ (Rio Declaration on Environment and Development) ฉบับแรกของโลกที่พูดว่า จะมุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งการพัฒนาที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ ก็ต้องอาศัย 3 เสาหลัก ที่เป็นหัวใจสำคัญ นั่นคือ เสาหลักที่หนึ่ง การมีส่วนร่วมของประชาชน เสาหลักที่สอง การเข้าถึงข้อมูลของประชาชน และเสาหลักที่สาม การเข้าถึงความเป็นธรรมของประชาชน
คือเขามองว่า โลกของเราได้พัฒนามาเป็นเวลาหลายปีแล้ว ย้อนตั้งแต่ปัจจุบันไปถึงยุคอุตสาหกรรมปี 1992 การพัฒนาอุตสาหกรรมทำลายโลกไปเยอะมาก ทำลายสิ่งแวดล้อมทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศ สุขภาพมนุษย์ ทำลายสิ่งมีชีวิตแล้วก็ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน ซึ่งปัญหาหลายๆ อย่างเนี่ย ถ้าไม่รีบแก้ไข ไม่รีบยับยั้ง โลกจะก้าวไปสู่หายนะ หรือภัยพิบัติทางสิ่งแวดล้อม อันเกิดจากผลงานหรือการกระทำของมนุษย์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แล้วปีนั้นก็ได้มีการยอมรับอย่างเป็นทางการทั่วโลกด้วย

ทั่วโลกเริ่มแล้ว ที่ไทยเป็นไงบ้าง?
ในช่วงปีพ.ศ.2545 สหประชาชาติเขาก็มีมติให้เพิ่มเติม ‘การพัฒนาที่ยั่งยืน’ ให้ละเอียดขึ้น รวมถึงมาดูความคืบหน้าด้วย ว่าตั้งแต่ปี 2535 แต่ละประเทศทำอะไรถึงไหนแล้ว และก็มีการขอให้สมาชิกของสหประชาชาติทั้งหมดที่มีอยู่ตอนนั้นประมาณ 178 ประเทศ ถ้าจำไม่ผิดไม่ผิดนะคะ จะต้องมีการพัฒนาระบบ PRTR ขึ้นมาบังคับใช้ในประเทศของตนเองให้ครบภายในปี 2558 อันนี้ก็เป็นไทม์ไลน์ที่สหประชาชาติวางไว้
แต่ในส่วนของพี่เนี่ย จริงๆ อาจจะพูดได้ว่า แทบจะเป็นองค์กรเดียวที่ติดตามเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง ตอนนั้นเนี่ยร่วมกับคุณธารา บัวคำศรีที่กรีนพีซ น่าจะประมาณปี 44 ที่เราเริ่มหารือกันว่า เออ เราจะแก้ไขปัญหามลพิษมาบตาพุดยังไงได้ เพราะว่าปัญหามลพิษมันรุนแรงมาก ในช่วงปีนั้น คือปี 40 และ 41 เนี่ย ชัดเจนว่าต้องพานักเรียนที่ป่วยเป็นร้อยคนอะ แอดมิทที่โรงพยาบาล เพราะมันเกิดมลพิษอากาศรุนแรงมาก
แล้วก็ต่อมาคณะมติครม. ก็มีมติให้ย้ายโรงเรียนมาบตาพุดพันพิทยาคาร แต่ว่ามันก็ไม่แฟร์ ไม่เป็นธรรม สำหรับชาวบ้านที่อยู่ที่เดิม แล้วรัฐก็ไม่ได้มีมาตรการเยียวยาอะไรเลย เราก็รู้สึกว่า เออตรงนี้มันจะแก้ปัญหายังไง เลยปรึกษากับคุณธารา เขาก็บอกว่าตามเรื่องนี่เหมือนกัน แต่คิดไม่ออกว่าต้องทำไง แต่ก็คุยกันว่า อาจต้องดูประสบการณ์ของต่างประเทศ
คุณธาราก็ได้ไปจัดประชุมที่ต่างประเทศ แล้วก็ได้รู้จักกับองค์กรหนึ่งที่เรียกว่า Global Community Monitor (GCM) อะค่ะ แล้วก็ได้ชักชวนมาช่วยกันที่มาบตาพุด เขาก็ได้มีการฝึกอบรมเราให้รู้จักการเก็บอากาศไปตรวจ เราตรวจจนกระทั่งเจอสาร EOC ที่เป็นสารก่อมะเร็งบางตัวในอากาศที่มาบตาพุด มันก็นำไปสู่การทำงานเชิงวิทยาศาสตร์ ภายใต้คอนเซ็ปต์ สิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูล ที่พูดกันมานานแล้วว่าให้มีการเปิดเผยข้อมูลว่า อากาศในมาบตาพุดมีการปนเปื้อนไปด้วยสารอะไรบ้าง ปล่อยมาจากที่ไหน อันนี้เราก็ทำมาตั้งแต่ปี 2544 แต่มันก็ไม่มีการปรับตัว ไม่เกิดอะไรขึ้นเลย
ที่พี่รู้อีกอย่างคือ PRTR เนี่ยมีโมเดลมาจาก Toxics Release Inventory (TRI) ของอเมริกา โดยใน 23 รัฐของบริการที่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมมากๆ เนี่ย เขาต้องหาสาเหตุโรคมะเร็งของประชาชนในพื้นที่ว่ามาจากอะไร แล้วก็ทดลองให้โรงงาน พวกโรงกลั่นน้ำมัน ปิโตรเคมีอะไรพวกเนี้ยส่งข้อมูลว่า น้ำเสีย อากาศที่ปล่อยออกมา วัตถุดิบที่ใช้เชื้อเพลิง มันทำให้เกิดมลพิษอะไรบ้าง แล้วก็เอาสารพิษเหล่านั้นมาเทียบเคียงว่าทำให้เกิดโรคมะเร็งได้จริงหรือเปล่า ซึ่งเขาค้นพบว่ามันสอดคล้องกัน
พอดีตอนนั้นมีอาสาสมัครจากอเมริกามาช่วยงาน ก็มีการศึกษาเพิ่มเติม เปรียบเทียบกันระหว่างกฎหมายสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยที่มีอยู่ทั้งหมดเนี่ย มันเพียงพอต่อการแก้ปัญหาไหม ถ้าไม่เพียงพอ PRTR จะไปอยู่ส่วนไหนของกฎหมายสิ่งแวดล้อมในไทย หรือควรแยกออกมาเป็นกฎหมายใหม่

กลายเป็นว่าภาคประชาชนต้องมาผลักดัน PRTR แล้วภาครัฐขยับอะไรบ้างไหม
เราสอบถามไปทางกรมควบคุมมลพิษว่า สหประชาชาติเรียกร้องให้ทุกประเทศมี PRTR ทำไมประเทศไทยยังไม่มี เราก็ได้คำตอบว่า ทางกรมควบคุมมลพิษเนี่ยเคยพยายามจะทดลองทำโครงการนำร่อง PRTR ที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดในช่วงประมาณปี 2546-2547 ประมาณนี้ หรืออาจจะก่อนหน้านี้ พี่จำปีแน่นอนชัดเจนไม่ได้นะคะ ผลคือทำไม่สำเร็จ เพราะว่า นิคมอุตสาหกรรมไม่ให้ความร่วมมือในการเข้าไปเก็บข้อมูล และก็ไม่ไดมีนโยบายให้โรงงานต้องส่งรายงานมาให้กรมควบคุมมลพิษ รายงานที่ว่าคือ มลพิษที่ปล่อยสู่สิ่งแวดล้อมทั้งทางปล่อง ทางน้ำ ทางท่ออะไรพวกนี้ สุดท้ายพอไม่มีข้อมูลก็ต้องพับโครงการนี้ไป

การพัฒนาอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกเป็นอุปสรรคกับการขับเคลื่อน PRTR ไหม
ในปี 2551-2552 เนี่ย มันจะมีการขยายอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเพิ่มเติมอีก 76 โครงการในจังหวัดระยอง ใกล้เคียงกับพื้นที่มาบตาพุด สร้างความตกใจให้ชาวบ้านที่มาบตาพุดมา เพราะว่า เท่าที่มีโรงงานอยู่กับมลพิษอากาศที่เขาสูดดมอยู่ทุกวันเนี่ย เขาก็จะตายกันอยู่แล้ว ถ้าเพิ่มเข้ามาอีก 76 โรงเนี่ยเขาจะรับไม่ไหวนะ เพราะรัฐบาลเองก็ไม่ได้มีมาตรการที่จะกำกับให้โรงานเหล่านี้ลดการปล่อยลง
จริงอยู่ที่ว่า รัฐบาลในช่วงประมาณปี 2540 ประเด็นเรื่องมลพิษที่มาบตาพุดมันหนักมาก คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติก็มีการแก้ไขปัญหาด้วยการทำมาตรการที่เรียกว่า emission trading มันคือการทำให้พวกอุตสาหกรรมตกลงกันเอง ว่าโรงงานคุณตั้งอยู่นี่ ผลิตสิ่งนี้ คุณทำให้เกิดอากาศเสียเท่านี้ ถ้าจะมีการขยายเพิ่ม หรือมีโรงงานเพิ่มเข้ามาเนี่ย โรงงานที่มาใหม่ต้องออกแบบระบบ สมมุติว่าโรงงานเอ ปล่ยมลพิษ เขามีโควต้าในการปล่อยสู่อากาศได้ 100% แต่ด้วยกำลังการผลิตและเชื้อเพลิงที่เขาใช้ ปล่อยอยู่ประมาณ 60% เขายังเหลืออีก 40% ตรง 40% เนี่ยก็อาจจะขายสิทธิ์ให้กับโรงงานที่จะเข้ามา โรงงานที่เข้ามาใหม่ก็จะมีสิทธิ์ปล่อยได้ไม่เกิน 40%
คือพี่ก็ไม่รู้รายละเอียด ไม่ค่อยรู้ว่ารัฐบาลไม่ได้มีมาตรการที่จะลดการปล่อย แต่ใช้วิธีการให้เขาไปเทรดกันเอง คือแทนที่คุณจะมองว่า การปล่อยเป็นร้อยเนี่ยมันสูงเกินไป มันทำให้ชีวิตประชาชนมีความเสี่ยงสูงมากที่จะได้รับอันตรายจากมลพิษทางอากาศ คุณต้องคุมให้ได้ และให้ลดการปล่อยลงเรื่อยๆ ปีละ 5% 10% แต่นี่คุณใช้วิธีเทรดไง จำนวนโรงงานไม่ได้ลดลงเลย
นอกจากนี้ ชาวบ้านได้รวมตัวกันฟ้องให้มีการยกเลิกการลงทุนอุตสาหกรรมปิโตรเคมี 76 โครงการ โดยถือว่าเป็นอุตสาหกรรมอันตราย และถ้าตามรัฐธรรมนูญ 76 โครงการนี้จะต้องมีการประเมินผลกระทบสุขภาพด้วย ไม่ใช่แค่สิ่งแวดล้อม ซึ่งต่อมาเขาเรียกว่า EHIA ก็คือศาลปกครอง รับคำฟ้องของชาวบ้านให้ระงับการลงทุน แล้วให้รัฐบาลจัดตั้งองค์กรอิสระ มีคณะกรรมการและมีผู้ประเมินว่า โครงการดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อสุขภาพไหม มีอะไรบ้าง และโครงการเหล่านี้ได้ประเมินผลกระทบทางสุขภาพหรือยัง ถ้ายัง ก็ต้องกลับไปทำ ซึ่งก็ทำให้เกิดภาวะการชะงักงันของการลงทุนอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในพื้นที่

ในช่วงภาวะชะงักงัน การลงทุนของญี่ปุ่น ก็มีลงทุนในพื้นที่หลายโครงการเหมือนกัน รัฐบาลญี่ปุ่นจึงเข้ามาหารือกับรัฐบาลไทยว่าปัญหามลพิษอากาศในพื้นที่จังหวัดระยอง โดยเฉพาะมาบตาพุดเนี่ย รัฐบาลไทยควรเร่งแก้ไข กลไกหนึ่งที่เอามาใช้ในการแก้ไขปัญหานี้คือ PRTR ถ้าตราบใดที่ไม่เอากลไกนี้มาใช้ก็จะแก้ไขปัญหามลพิษในอากาศในพื้นที่ที่ชาวบ้านวิตกกังวลไม่ได้ ถ้าคุณแก้ได้ การลงทุนมันก็จะขยายต่อไปได้
เพราะฉะนั้นทางรัฐบาลญี่ปุ่นเสนอความช่วยเหลือมา และรัฐบาลไทยโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กับกระทรวงอุตสาหกรรม ก็รับเรื่องมา จึงเกิดความร่วมมือที่เรียกว่า JICA PRTR Pilot ที่แรกที่จังหวัดระยอง เน้นไปที่อำเภอเมือง เพราะมีอุตสาหกรรมมากที่สุด โดยเริ่มสตาร์ทประมาณปี 2556
เราได้มีการถกเถียงกับทาง JICA ว่าเราศึกษาเรื่องนี้มารู้ว่า PRTR มันจะทำได้ต้องมีกฎหมายรองรับ เหมือนที่อเมริกาใช้ระบบ USTRI ที่เกิดขึ้นมาจากกฎหมาย Emergency planing and community right to know ของอเมริกา มันเกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์แก๊สรั่วที่เมืองนิวเดลี ประเทศอินเดีย ทำให้ USTRI พัฒนาเป็นกฎหมายที่ทำให้เกิด TRI ทั้งประเทศ ไม่ใช่แค่หนึ่งถึงสองมลรัฐ แต่ยกระดับเป็นระดับประเทศ แล้วก็พัฒนาต่อมาเป็น OECD ที่ใช้เป็นเงื่อนไข หรือก็คือ ทุกๆ ประเทศที่เป็นสมาชิกของ OECD จะต้องมีกฎหมาย PRTR
ญี่ปุ่นตอนหลังก็เข้าไปเป็นสมาชิกของ OECDก็ต้องมีการพัฒนากฎหมาย PRTR เช่นเดียวกันนะคะ อันนี้ทำให้ญี่ปุ่น โดยเฉพาะ JICA มีประสบการณ์แล้วก็เข้ามาเป็นพี่เลี้ยงให้กับประเทศไทย เราก็ได้เถียงกับหัวหน้าทีมของ JICA เราบอกว่าเราอยากให้มันไม่ใช่เป็นแค่โครงการนำร่องที่แหล่งกำเนิดมลพิษ หรือพวกโรงงานอุตสาหกรรมเนี่ย รายงานมลพิษสู่สิ่งแวดล้อมสู่ดินสู่น้ำหรืออากาศเนี่ยเป็นระบบสมัครใจ แต่เราอยากให้มันมีกฎหมายบังคับไปเลย พูดง่ายๆ ว่า ทุกโรงงานต้องรายงาน ไม่ใช่ว่าใครอยากส่งข้อมูลก็ส่ง ใครไม่พึงประสงค์จะส่งก็ไม่ต้องส่ง

แต่ว่าเราก็ถูกเบรก โดย JICA บอกว่า ถ้ามีกฎหมายบังคับมันก็จะทำให้ภาคประชาชนต่อต้านแล้วมันจะเกิดการไม่ยอมให้ความร่วมมือไปเลย เราจะยอมให้ PRTR ที่มันควรจะเริ่มต้นได้ในประเทศไทยเนี่ยล้มเหลวไปเลยอย่างงั้นรึเปล่า
เราก็บอกว่า ทำไมประเทศคุณยังมีออกกฎหมายได้ ประเทศไทยก็ควรต้องออกกฎหมายได้เช่นเดียวกัน เขาบอกว่ามันไม่เหมือนกัน เพราะว่าญี่ปุ่นเนี่ย เขาเป็นสมาชิกของ OECD ที่มีเงื่อนไขที่ต้องปฏิบัติตาม แต่ประเทศไทยไม่ได้มีเงื่อนไขตรงนี้
ตอนแรกภาคประชาชนของญี่ปุ่นเขาก็ต่อต้าน แต่ว่าเงื่อนไขการเป็น OECD เนี่ย ทำให้เขาลดการต่อต้านลง ส่วนประเทศไทยไม่มีอะไรเลย เพราะฉะนั้นคุณจะเอากฎหมายมาครอบเขาทันทีเลยเนี่ยมันเป็นไปไม่ได้
แต่เราก็ยังเถียงอะนะ เราคิดว่า โดยพัฒนาการเนี่ยเราเชื่อว่ากฎหมาย PRTR เป็นกฎหมายที่วินวิน มีแต่จะเกิดประโยชน์ต่อภาครัฐ ประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรม ประโยชน์ต่อสาธารณะ เพราะฉะนั้นมันไม่ควรมีการต่อต้าน
แต่ปรากฎว่า ในช่วงทำ Pilot Project ปี 2556-2559 เขาก็ขอขยายปิดรายงานไปเป็นปี 2560 ในช่วงปีสุดท้ายที่มีการสรุปผลการดำเนินงาน หัวหน้าทีม JICA คุยกับเราอีกครั้งหนึ่ง หลังจากผ่านไป 4 ปี เขาบอกว่า เขาค่อนข้างจะเห็นด้วยกับเราว่าประเทศไทยต้องมีกฎหมายจริงๆ ไม่อย่างนั้น มันทำไม่ได้ เพราะว่าในช่วงของการทดลองโครงการนำร่อง เขาให้แหล่งกำเนิดมลพิษอย่างพวกโรงงานต่างๆ เนี่ย สมัครใจส่งข้อมูลการปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อมกลับมาที่โครงการนำร่อง คือโรงงานในนิคมก็ต้องส่งการนิคมอุตสาหกรรมโรงงาน นอกนิคมก็ต้องส่งให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม แล้วอื่นๆ อย่าง พวกสารเคมีภาคเกษตร ก็ต้องส่งให้กรมควบคุมมลพิษ ปรากฎว่า ข้อมูลมันได้น้อยมาก
เพราะว่า โรงงานในนิคมอุตสาหกรรม กับโรงงานนอกนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งมีประมาณ 2000 กว่าแห่ง รายงานให้กับ JICA ประมาณ 11% คือมีอยู่ร้อยโรงงานส่งเข้ามาแค่ 11 โรงงาน ส่วนโรงงานที่อยู่นอกนิคมก็ส่งเข้ามาเพียง 10% เพราะฉะนั้น 90% ไม่ส่งข้อมูล มันจึงทำให้โครงการนำร่องเนี่ย โอเค ถือว่าได้ภาพว่ามีมลพิษอะไรบ้างที่ปล่อยสู่สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอากาศ แต่มันไม่ได้ภาพรวมทั้งหมด แต่ข้อมูลที่ได้มา ก็ถือว่ามีประโยชน์อยู่นะคะ ทำให้มองเห็นอะไรบางอย่าง แต่ก็น่าเสียดายตรงที่มันส่งกันน้อย ทางญี่ปุ่นก็เลยสนับสนุนพี่ว่าอยากให้เราอะ ผลักดันกฎหมายให้สำเร็จ

แปลว่ามีต่างประเทศที่เขาก็อยากผลักดัน ช่วยสนับสนุน แล้วเราทำยังไงต่อ
ตอนนั้น พี่ก็ขอทุนจากสสส. มาเพื่อร่างกฎหมายแล้วพี่ก็ยกร่างกฎหมายแล้วนะคะ ในช่วงภายหลังโปรเจกต์ไปหนึ่งปี พี่ก็เซ็ตทีมทำงานร่วมกับ Enlaw ยกร่างกฎหมายนี้ขึ้นมา กฎหมายของเราเนี่ยเรายกร่างเสร็จในปี 2557 เราก็กะว่าจะใช้ระดมชื่อ 10,000 รายชื่อ เพื่อที่จะเสนอเป็นกฎหมายภาคประชาชน
นอกนั้นพี่ทำออกแบบสอบถามด้วยนะคะ แบบสอบถามที่ส่งถามถึงโรงงานอุตสาหกรรมที่อยู่ในนิคมมาบตาพุดน่ะค่ะ ซึ่งผลที่ออกมาค่อนข้างจะเป็นที่น่าแปลกใจสำหรับเรา เพราะว่าโรงงานที่ส่งแบบสอบถามกลับมาเนี่ย 300 กว่าแห่งเนี่ย ประมาณ 80% เขาสนับสนุนให้เป็นกฎหมายค่ะ เพราะเขามองว่าถ้าไม่มีกฎหมายมันจะไม่เกิดความเป็นธรรมกับโรงงานอุตสาหกรรมด้วยกัน เพราะโรงงานที่ถือว่าปฏิบัติตัวดีก็จะให้ข้อมูล โรงงานที่เกเรก็จะไม่ให้ข้อมูล เพราะฉะนั้น มันก็ไม่รู้ว่าโรงงานที่เกเรปล่อยมลพิษอะไรออกมาบ้าง ข้อมูลที่รัฐจะมีก็ไม่มีสมบูรณ์ เพราะฉะนั้น เขาคิดว่าจะทำ PRTR ในประเทศไทยต้องเป็นกฎหมายภาคบังคับเท่านั้นนะคะ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เขาซัพพอร์ตการตัดสินใจของเราด้วย
เพียงแต่ว่าปี 57 มันเกิดรัฐประหารขึ้นมาซะก่อน ของที่เราจะเอามารวบรวมรายชื่อ เราก็เลยรู้สึกสถานการณ์การเมืองไม่มั่นคง และเราไม่รู้ว่าเราเหนื่อยฟรีรึเปล่า เราก็เลยเก็บตัวร่างกฎหมายนี้ไปก่อน จนกระทั่งผ่านไป 5-6 ปี ปัญหามลพิษมันก็แย่ลงในช่วงรัฐบาลคสช. ต่อด้วยรัฐบาลประยุทธ์ 2 เนี่ยค่ะ ที่มันมีการขยายโรงไฟฟ้าเยอะมาก เราก็มัวแต่ไปยุ่งกับงาน สู้กับเรื่องโรงไฟฟ้านู่น ก็เลยไม่มีเวลาทำเรื่อง PRTR อย่างต่อเนื่อง แแต่เราก็ยังเก็บเรื่องนี้อยู่ เรายังไม่ทิ้งเรื่องนี้ เราพยายามหาจังหวะ เพราะรู้สึกว่าประเทศไทยเนี่ย โรงงานอุตสาหกรรมเกิดขึ้นเยอะ โดยเฉพาะภาคตะวันออก ถือว่าเป็นเขตอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุด และพี่คิดว่าไม่ใช่ความเห็นของพี่คนเดียว เป็นความเห็นของคนจำนวนมากทั้งหน่วยราชการด้วย คือถ้าไปดูเอกสารการประชุม การนำเสนอของกรมควบคุมก็ดี คณะกรรมการสำนักคดีก็ดี หรือว่าหน่วยงานสาธารณสุขก็ดีเนี่ย เขามีการพูดถึง PRTR คือเขาจะเสนอปัญหานู่นี่นั่นอะ อย่างน้อยเนี่ยพี่เห็นประมาณ 3-4 ที่นะคะ

เราเห็นรายงานการประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติครั้งนึง ที่มีการพูดถึงการทำงานของเราในปี 2547-2549 ที่เราสามารถตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างอากาศและสารอินทรีย์ระเหยง่ายที่เป็นตัวก่อมะเร็ง เพราะว่าภาคประชาชนสามารถตรวจสอบได้แล้ว ก็เห็นว่ารัฐควรต้องเร่งตรวจสอบเรื่องนี้จริงจัง พูดง่ายๆ ว่า เสียหน้าประชาชนไม่ได้ ซึ่งก็มีการตรวจสอบ เพราะฉะนั้นในปี 2550-2551 มันก็มีการประกาศค่ามาตรฐานสารอินทรีย์โดยง่ายออกมา 2 ฉบับต่อเนื่อง อันนี้ก็เป็นการสะท้อนมาตอกย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ในช่วงทำโครงการนำร่องเนี่ย เขาก็จะมองว่า เอ้ย มันมีภาคประชาชนที่ตามเรื่องนี้อยู่ คือมีความที่อยากจะแก้ปัญหาและตั้งระบบ PRTR ขึ้นมาเนี่ย ของหน่วยงานราชการ เขาคิดอยากจะทำ แต่หน่วยงานราชการเนี่ยไม่มีความกล้าหาญพอที่จะลุกขึ้นมาต้านทานอิทธิพลของภาคอุตสาหกรรมได้ มันจึงไม่เกิดขึ้นสักที
สิ่งที่เขาทำมากที่สุดที่พี่รู้มาคือ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ได้มีการตั้งอนุกรรมการ PRTR ขึ้นมาทำงาน แต่ว่าเป็นอนุกรรมการที่ไม่แอคทีฟอะไรเลย ไม่เกาะผลอะไรในทางที่เป็นประโยชน์ต่อการลดปัญหามลพิษเลยไรเงี้ย เหมือนตั้งขึ้นมาเพื่อธิบายให้กับประชาคมโลกว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับ PRTR แต่ไม่ได้เอาจริงเอาจังนะคะ เหมือนกับตั้งเป็นตัวหลอกอยู่อย่างนั้นน่ะว่า เอ้ย ประเทศไทยใส่ใจเรื่องนี้นะ เรามีภาพลักษณ์ที่ดีในเรื่องการใส่ใจสิ่งแวดล้อมอะไรอย่างเงี้ย ซึ่งอันนี้เรารู้สึกว่ามันเป็นการหลอกลวง และที่แย่มากคือ ปล่อยให้ประชาชนเผชิญปัญหามลพิษอากาศอย่างต่อเนื่อง และก็มีสุขภาพที่เสี่ยงกับการเป็นโรคมะเร็งสูงมากนะคะ ที่เราวัดกันที่ระยอง เป็นจังหวัดที่มีผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งเยอะมาก แต่เรคคอร์ดมันไม่ปรากฎออกมาชัดเจน
การมี PRTR จะเปลี่ยนภาคตะวันออกอย่างไรบ้าง
ถ้าเกิดว่าประเทศไทยมีกฎหมาย PRTR ที่ถูกบังคับใช้จริง หนึ่งคือ ลดปัญหามลพิษอากาศแน่นอนค่ะ เราเชื่อว่าท้องฟ้าและอากาศในภาคตะวันออกจะสะอาดขึ้น ปลอดภัยมากขึ้นในการหายใจที่เอาความเสี่ยงที่จะเกิดโรคจากมลพิษอากาศหลายตัวก็จะลดลง
แล้วเรื่องของน้ำนะคะน้ำที่มีการปล่อยลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ แม่น้ำลำคลอง ลำห้วยต่างๆ เนี่ยจะปลอดภัยมากขึ้น การลักลอบปล่อยน้ำทิ้งอุตสาหกรรม การลักลอบขนกากอุตสาหกรรมไปทิ้งที่นู่นที่นี่เราเชื่อว่าจะลดน้อยลง จนกระทั่งอาจทำไม่ได้เลย
เหมือนเรามีพิมพ์เขียวให้หน่วยงานราชการเข้าไปตรวจสอบโรงงานว่าโรงงานนี้ ถ้าเกิดปัญหาปั๊ปเนี่ย จะต้องพุ่งไปที่การตรวจสอบตรงจุดไหน โรงงานหลายแห่งเป็นโรงงานที่ใหญ่มาก กว่าจะเข้าไปดูสาเหตุ นู่นนี่นั่นเนี่ย มันจะช้าไม่ทันการ ถ้ามี PRTR เนี่ยมันจะเท่ากับระบบต่างๆ ถูกเซ็ตไว้ค่อนข้างมาตรฐาน โดยตัวกลไกคือ หน่วยงานรัฐจะมีข้อมูลในมือ มันจะแชร์ให้หน่วยงานอื่นที่มีหน้าที่ใกล้เคียงกัน หรือซัพพอร์ตกันเนี่ย สามารถที่จะเอาข้อมูลมาใช้ประโยชน์ได้ แล้วการกำกับดูแลก็จะมีประสิทธิภาพสูง ซึ่งก็จะทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น
PRTR เนี่ยไม่ใช่กฎหมายที่จะไปกำกับมาตรฐานการปล่อยมลพิษนู่นนี่นั่น เพราะตรงนี้มันเป็นหน้าที่ของกฎหมายตัวพ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม และก็พ.ร.บ.โรงงานที่มีการใช้อยู่ และก็ไม่ได้ไปกำกับเรื่องปริมาณการกักเก็บ อันนี้มันอยู่ภายใต้พ.ร.บ.วัตถุอันตราย แต่กฎหมาย PRTR เนี่ยเอามาใช้ในการบังคับ ทุกแหล่งกำเนิดว่าจะต้องส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่กำกับดูแล ที่จะต้องมีการตรวจสอบข้อมูลว่าถูกต้องไหม ประมวลข้อมูลออกมา แล้วกรมควบคุมมลพิษ จะมีหน้าที่สังเคราะห์ข้อมูลเป็นแหล่งสุดท้าย ก่อนที่จะนำมาเผยแพร่สู่สาธารณะในรูปแบบที่ประชาชนเข้าถึงได้และเข้าใจได้
เมื่อมีปัญหาหรือว่าต้องการรู้อะไร เขาก็เข้าไปดูข้อมูลซัพพอร์ตหน่วยงานในด้านการเฝ้าระวังพื้นที่หรือป้องกันตนเอง เช่น หน่วยงานที่มีหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ก็สามารถเอาข้อมูลใน PRTR มาใช้ประกอบการเข้าไปผจญเพลิงในกรณีโรงงานระเบิด เขาก็จะรู้ว่าโรงงานนี้เก็บสารเคมีอะไร มีจุดเก็บสารเคมี หรือว่าผังโรงงานเป็นอย่างไร เขาก็จะปลอดภัยมากขึ้น
แต่ก่อนที่จะไปถึงขั้นนั้น PRTR จะทำให้โรงงานอุตสาหกรรมหรือภาคเอกชนมีข้อมูลของตัวเองในการตรวจสอบระบบภายในของตัวเองได้ดี เพราะเมื่อโรงงานจะต้องรายงานให้กับหน่วยงานรัฐ โรงงานเองจะเซ็ตทุกอย่างภายในโรงงานของตัวเองให้เป็นระบบที่ได้มาตรฐาน เพื่อที่จะได้รายงานอย่างถูกต้อง และการส่งข้อมูลไปเจ้าของกิจการเองก็จะรู้ด้วยว่า เอ๊ย ตรงนี้มันบกพร่อง ตรงนี้มันไม่ได้มาตรฐาน ตรงนี้มันเกิดจุดรั่วไหลนะ เขาจะได้ป้องกันตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะฉะนั้นโอกาสที่เกิดโรงงานระเบิด มันจะเป็นไปได้ยากขึ้น

สำหรับคนตะวันออก ทำไมเรื่อง PRTR ยิ่งสำคัญ
เราเชื่อว่า ประชาชนภาคตะวันออก ถ้ารู้ความสำคัญของกฎหมายนี้ เราเชื่อว่าทุกคนยินดี เท่าที่เราไปสอบถามมาในพื้นที่ต่างๆ ทุกคนก็สนับสนุน กฎหมายนี้จะช่วยเปลี่นแปลงสภาพแวดล้อมให้ภาคตะวันออกมีคุณภาพสิ่งแวดล้อมดีขึ้น กลิ่นเหม็นในอากาศจะลดน้อยลง ฝุ่นในอากาศจะลดน้อยลง หายใจได้สบายมากขึ้น คุณภาพน้ำก็จะดีขึ้น ระบบนิเวศจะฟื้นฟูตัวเองขึ้นมา สิ่งมีชีวิตในแม่น้ำลำคลองจะกลับคืนมาในสภาพที่ปลอดภัยต่อการบริโภคมากขึ้น คุณภาพชีวิตมันจะดีขึ้นไปเองนะคะ
PRTR นอกจากจะทำให้สิ่งแวดล้อมเหล่านี้ดีขึ้น ส่วนหนึ่งก็คือ เป็นการ Empower ภาคประชาชนด้วย ทำให้ภาคประชาชนมีเครื่องมือเครื่องไม้ในการป้องกันตัวเอง จากข้อมูลที่มีการเผยแพร่สู่สาธารณะ ก็ถือว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะจังหวัดระยอง ถ้าไม่เร่งแก้ปัญหาเรื่องมลพิษทางอากาศ พิษภัยที่มันแฝงเร้นอยู่ในสภาพสิ่งแวดล้อม ความอันตรายแบบนี้มันจะน่ากลัวมากขึ้นในอนาคต




