/

โปรดฟังเสียงของ ‘เกษตรกรหญิง’ ที่หายไปในสายธารนโยบายการพัฒนา

ที่ผ่านมาเมื่อเกิดนโยบายการพัฒนาขึ้น เสียงของชุมชนที่แผ่วเบาแทบไร้ควาหมายก็นับเป็นเรื่องที่น่ากังวลแล้ว แต่ภายใต้มิติกดทับและความซับซ้อน เสียงของ ‘ผู้หญิง’ กลับเงียบหายไปในสายธารการเปลี่ยนแปลง แม้ว่าพวกเธอคือหนึ่งในกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบและพยายามส่งเสียงถึงทางออกที่อยากเห็น

เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2569 ณ สำนักงานกลุ่มเกษตรอินทรีย์สนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา มีการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ภายใต้ประเด็น เสียงที่ไม่เคยเงียบ?: เมื่อเกษตรกรหญิงไม่ใช่คนอื่นในโลกของการพัฒนาภาคตะวันออก โดย ธัชชนก สัตยวินิจ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยบูรพาซึ่งงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานโครงการวิจัย อัตตาภาวะ ความเป็นอื่น และการสร้างเสริมอำนาจ ของ ศาสตราจารย์ ดร. ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

และเรื่องราวต่อไปนี้คือเสียงที่ไม่ควรเงียบหายไป ในวันที่การพัฒนาเดินหน้าไม่หยุด พวกเธอได้มองเห็นทางรอดในยุคแปรปรวน แต่ใครกันบ้างที่ฟังเสียงของพวกเธอ

ผู้หญิงอยู่ตรงไหนในนโยบายการพัฒนา : เมื่อประสบการณ์เกษตรกรหญิงอาจบอกอะไรได้มากกว่าที่คิด

ย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของงานวิจัย เสียงที่ไม่เคยเงียบ?: เมื่อเกษตรกรหญิงไม่ใช่คนอื่นในโลกของการพัฒนาภาคตะวันออก ของ ธัชชนก สัตยวินิจ เธอตั้งคำถามสำคัญไว้ว่า การเติบโตด้านเศรษฐกิจของภาคตะวันออก นำไปสู่ ‘คุณภาพชีวิตที่ดี’ จริงหรือไม่ เพราะในอีกด้านหนึ่ง การพัฒนาแบบนี้กลับสร้างผลกระทบเชิงลบที่ตกอยู่กับคนในพื้นที่ โดยเฉพาะเกษตรกรและผู้หญิงมากกว่ากลุ่มอื่น

จากคำถามนี้ทำให้เธอเองเลือกจะศึกษาทำความเข้าใจชีวิต ประสบการณ์ และความหมายของการทำเกษตรอินทรีย์ในมุมของผู้หญิง ที่ได้ทุ่มเทและอยู่กับชีวิตเกษตรกรอินทรีย์มาอย่างยาวนาน เพราะเธอเชื่อว่า เกษตรกรหญิงไม่ใช่คนอื่นในโลกของการพัฒนาตะวันออก 

นอกจากนี้ ในงานศึกษาของเธอที่อยู่ในขั้นตอนเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ในเชิงสังคมศาสตร์ ยังต้องการตั้งคำถามต่อทิศทางการพัฒนาในภาคตะวันออก และทำความเข้าใจว่าเหตุใด ‘ผู้หญิง’ โดยเฉพาะเกษตรกรหญิง จึงควรถูกนำมาเป็นศูนย์กลางของการศึกษาในบริบทนี้ และการพัฒนาที่เกิดขึ้นในภาคตะวันออกรวมถึงโครงการอย่าง EEC แท้จริงแล้วกำลังเกิดขึ้นเพื่อใคร

ซึ่ง ธัชชนก มองว่าที่ผ่านมาผู้หญิงต้องอยู่ในทุกสถานการณ์ แต่เสียงของผู้หญิงกลับไม่ค่อยถูกหยิบยกขึ้นมาอย่างชัดเจนในงานวิชาการหรือเชิงนโยบาย โดยเฉพาะการพัฒนาภาคตะวันออกที่เน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นหลัก เช่น การเพิ่ม GDP โดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับความแตกต่างของผู้คนในพื้นที่ ทำให้เกิดการกีดกันหรือทำให้บางกลุ่มไม่ถูกนับรวมอยู่ในกระบวนการพัฒนา โดยเฉพาะเมื่อพูดถึง ‘เกษตรกร’ ก็มักถูกมองแบบเหมารวม ทั้งที่ในความเป็นจริงมีความหลากหลาย ทั้งเกษตรเชิงเดี่ยว เกษตรอินทรีย์ หรือกลุ่มคนที่มีบริบทต่างกัน และได้รับผลกระทบไม่เหมือนกัน

อีกทั้งภายใต้การพัฒนาเดียวกัน ผู้คนแต่ละกลุ่มเผชิญผลกระทบต่างกัน โดยเฉพาะผู้หญิงที่มักเผชิญ ความซ้อนทับของปัญหา ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ สังคม และครัวเรือน เช่น ต้องทำงานทั้งในบ้านและนอกบ้าน แต่ได้รับค่าตอบแทนน้อยกว่าผู้ชาย ดังนั้น การเลือกศึกษาผู้หญิงจึงไม่ใช่การยกให้เป็นศูนย์กลางเหนือกลุ่มอื่น แต่เป็นการทำให้เสียงที่มีอยู่แล้วแต่ไม่ถูกมองเห็นถูกนำขึ้นมาทำความเข้าใจ เพื่ออธิบายให้ชัดว่า การพัฒนาที่เกิดขึ้นส่งผลต่อผู้หญิงอย่างไร แตกต่างจากกลุ่มอื่นอย่างไร และจะทำให้เห็นภาพของปัญหาได้ครบมากขึ้นในฐานะส่วนหนึ่งของโครงสร้างการพัฒนาเดียวกัน

ในวงเสวนาครั้งนี้ ธัชชนก จึงได้หยิบยกประสบการณ์ของผู้หญิงที่เธอได้มีโอกาสพูดคุย มาให้ผู้เข้าร่วมได้ฟัง

คนแรกคือ วรรณ (นามสมมติ) เธอเป็นคนที่ย้ายมาจากพื้นที่อื่นและเข้ามามองการพัฒนาในภาคตะวันออกในฐานะปัญหาโดยเฉพาะการรุกคืบของภาคอุตสาหกรรมที่รุกเข้าสู่พื้นที่เกษตรกรรม เมื่อเผชิญปัญหานี้มาอย่างยาวนานจึงเกิดการรวมตัวกันของชุมชนเพื่อตั้งกลุ่มและหาทางออก โดยมีรากฐานมาจากวิกฤตหนี้สินของเกษตรกรในอดีต ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากระบบเกษตรเชิงเดี่ยวที่ทำให้ต้องพึ่งพาการกู้ยืมและติดอยู่ในวงจรเดิม สิ่งแรกที่กลุ่มของเธอทำคือการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อแก้ไขปัญหาปากท้อง ก่อนจะค่อยๆ พัฒนาไปสู่กลุ่มเกษตรอินทรีย์ที่มุ่งแก้ปัญหาทั้งด้านเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตไปพร้อมกัน เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร และอนุรักษ์ผักพื้นบ้านและภูมิปัญญาท้องถิ่น ทำให้วรรณกลายเป็นตัวแทนของผู้หญิงที่มีบทบาทในการพัฒนาอย่างชัดเจน และมองเห็นถึงความยั่งยืน

คนต่อมาคือ จันทร์ (นามสมมติ) เธอเป็นผู้หญิงที่เติบโตในพื้นที่ชนบท ก่อนจะออกไปทำงานในเมืองกระทั่งเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ เธอต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรง เห็นภาพผู้คนแย่งชิงทรัพยากรพื้นฐานแม้กระทั่งอาหารง่ายๆ อย่างไข่ เหตุการณ์นั้นทำให้เธอตระหนักว่าอาหารคือความมั่นคงที่แท้จริงของชีวิต จันทร์จึงตัดสินใจกลับบ้านและหันมาทำเกษตรอินทรีย์อย่างจริงจัง พัฒนาองค์ความรู้เฉพาะตัวเกี่ยวกับ ‘เมล็ดพันธุ์’ จนกลายเป็นสิ่งที่เธอเรียกว่า ‘มรดกจากเมล็ดพันธุ์’

คนที่สามที่ ธัชชนก ได้ลงพื้นที่พูดคุยด้วยคือ วี (นามสมมุติ) เธอคือผู้หญิงที่ถูกผลักเข้าสู่การเป็นแรงงานในเมือง ร่างกายจึงถูกใช้ไปกับงานหนักจนสุขภาพเริ่มถดถอย อีกทั้งเธอเคยทำงานในโรงพยาบาล จึงได้เห็นภาพความเจ็บป่วยและการเสียชีวิตของผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคมะเร็งที่อาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว

ประสบการณ์นั้นทำให้เธอตั้งคำถามกับชีวิตว่า อะไรคือสิ่งที่จะทำให้มนุษย์อยู่รอดได้จริง และทำอย่างไรจึงจะมีร่างกายที่แข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย และ ‘เกษตรอินทรีย์’ คือคำตอบ แม้ในทางกายภาพอาจมีความเหนื่อยล้า บาดเจ็บ หรือสุขภาพค่อยๆ เป็นตามวัย แต่ในอีกด้านหนึ่ง เธอกลับรู้สึกว่าร่างกายแข็งแรงขึ้น เพราะได้กินอาหารที่ปลอดภัยและมีชีวิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติ

คนที่สี่อย่าง ปลา (นามสมมติ) เป็นภาพสะท้อนของคนรุ่นใหม่ที่เคยเป็นแรงงานในเมือง ใช้ชีวิตแบบทำงานประจำ เข้าออฟฟิศเช้าเย็นซ้ำๆ จนวันหนึ่งเธอเริ่มตั้งคำถามกับชีวิตว่าจะต้องอยู่ในระบบแบบนี้ไปจนแก่จริงหรือไม่ แม้สามีจะทำงานในภาคอุตสาหกรรมอยู่เพื่อสร้างความมั่นคงเบื้องต้น แต่เธอก็เริ่มมองหาทางสร้างอาชีพของตัวเองจากทรัพยากรที่มีอยู่ นั่นคือที่ดินและบ้าน จึงหันมาปลูกผักอินทรีย์ เส้นทางนี้ทำให้ร่างกายของปลาค่อยๆ เปลี่ยนจากแรงงานในระบบโรงงานมาเป็นร่างกายของเกษตรกร แม้ต้องใช้แรงมากขึ้นและทำงานหนักในอีกแบบหนึ่ง แต่เธอกลับรู้สึกว่าร่างกายแข็งแรงขึ้นและมีอิสระในการกำหนดชีวิตของตัวเองมากกว่าเดิม

เรื่องราวสุดท้ายเป็นของ ฟ้าและอิฐ ครอบครัวที่ต่อสู้เพื่ออนาคตของลูกที่สะท้อนบทบาทของพ่อแม่ที่เชื่อมโยงกับการเป็นเกษตรกรอินทรีย์อย่างลึกซึ้ง ทั้งสองเคยทำงานนอกภาคเกษตรมาก่อน แล้วกลับมาบ้านและเปลี่ยนจากเกษตรเคมีสู่เกษตรอินทรีย์ โดยจุดเปลี่ยนสำคัญไม่ได้อยู่แค่เรื่องสุขภาพของตัวเอง แต่คือ ‘อนาคตของลูก’ พวกเธอตั้งคำถามว่า หากวันหนึ่งไม่มีอาหารที่ปลอดภัย ไม่มีความมั่นคงทางอาหาร หรือแม้แต่อากาศที่บริสุทธิ์ ลูกของตนจะเติบโตอย่างไร ความคิดนี้ทำให้การทำเกษตรอินทรีย์ไม่ใช่เพียงอาชีพ แต่กลายเป็นภารกิจในการปกป้องชีวิตของคนรุ่นถัดไป

อย่างไรก็ตาม ธัชชนก ได้นิยามว่าเรื่องราวเหล่านี้ยังไม่จบ เพราะชีวิตของเกษตรกรและกระบวนการต่อสู้ของกลุ่มเกษตรอินทรีย์โดยเฉพาะผู้หญิงยังคงดำเนินต่อไป และยังมีอีกหลายประเด็นที่ต้องศึกษาและขับเคลื่อนต่อ งานวิจัยจึงเป็นเพียงจุดหนึ่งของการทำความเข้าใจ ไม่ใช่ปลายทาง

แต่จากบทสนทนาและประสบการณ์ที่เธอได้รับการแบ่งปันมา ก็ทำให้เห็นว่าสำหรับเกษตรกรหญิงความเป็นอยู่ที่ดีไม่ได้ถูกวัดจากรายได้หรือการเป็นแรงงานในเมืองตามที่รัฐมอง แต่หมายถึงการมีอาหารที่ปลอดภัย มีน้ำ มีที่ดิน และมีระบบการผลิตที่ทำให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคง ทั้งในระดับตัวเอง ครอบครัว และชุมชน ไปจนถึงสังคมในวงกว้าง นอกจากนี้ เกษตรอินทรีย์ยังไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่เพาะปลูกหรือแหล่งอาหาร แต่มีความหมายในฐานะ พื้นที่ความปลอดภัยและเครื่องมือปกป้องที่ช่วยต้านทานการรุกคืบของทุนอุตสาหกรรม และเปิดทางให้ผู้คนสามารถกำหนดชีวิตและอนาคตของตนเองได้มากขึ้น

เมื่อผู้หญิงลุกขึ้นพูดถึงอนาคตและนิยาม ‘ความเป็นอยู่ที่ดี’

งานเสวนาดำเนินมาถึงช่วงถัดไป เมื่อได้มีการเปิดวงสนทนาให้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน

คนแรกที่ร่วมแลกเปลี่ยนคือ นันทวัน หาญดี ที่มองว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนต้องเริ่มจากการพัฒนาที่สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ และวิถีชีวิตของคนในชุมชนเอง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีฐานเป็นชุมชนเกษตรกรรม

เธอเล่าว่าที่ผ่านมาชุมชนต้องเผชิญกับผลกระทบจากนโยบายเกษตรเชิงเดี่ยวที่รัฐส่งเสริม ซึ่งนำไปสู่ปัญหาหนี้สิน ความไม่มั่นคงทางอาหาร และการเสื่อมโทรมของทรัพยากรในพื้นที่

การปรับเปลี่ยนมาสู่ ‘เกษตรยั่งยืน’ จึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนวิธีการผลิต แต่เป็นการเชื่อมโยงมิติของระบบนิเวศ สุขภาพ และเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะการรวมตัวของกลุ่มเกษตรกร ที่พยายามสร้างทางเลือกใหม่ให้หลุดพ้นจากกลไกตลาดเสรีที่ไม่เป็นธรรม

นันย้ำว่า เบื้องหลังอาหารคือเกษตรกรรายย่อยที่ทำหน้าที่ดูแลความหลากหลายทางชีวภาพ และเป็นฐานสำคัญของระบบอาหารที่ยั่งยืน หากเกษตรกรไม่สามารถลุกขึ้นมารวมกลุ่มและเข้มแข็งได้ ระบบการผลิตอาหารก็มีแนวโน้มจะถูกครอบงำโดยอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ซึ่งอาจนำไปสู่การผูกขาดและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของทั้งชุมชนและสังคมในระยะยาว

นอกจากนี้เธอยังเสริมอีกด้วยว่า ในอดีตภาพของผู้หญิงมักถูกวางไว้เบื้องหลังขณะที่ผู้ชายเป็นผู้ตัดสินใจในพื้นที่สาธารณะ แต่จากประสบการณ์ทำงานของนัน ภาพนั้นไม่ใช่ความจริงทั้งหมด เพราะในหลายครอบครัวผู้หญิงมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางและการตัดสินใจ เพียงแต่ไม่ได้ถูกมองเห็น อย่างไรก็ตาม ความไม่เท่าเทียมก็ยังคงมีอยู่จริง ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยยังไม่มีอำนาจในการตัดสินใจอย่างเต็มที่

การทำงานผ่านกลุ่มเกษตรและกลุ่มออมทรัพย์จึงกลายเป็นพื้นที่สำคัญในการเปิดโอกาสให้ผู้หญิงได้พัฒนาศักยภาพ ทั้งด้านความรู้ การวิเคราะห์ และความมั่นใจในการตัดสินใจ

ศิริพร ผู้เข้าร่วมอีกท่าน ได้แลกเปลี่ยนเพิ่มเติมว่า  ‘ความเป็นอยู่ที่ดี’ อาจเริ่มต้นจากเรื่องพื้นฐานอย่างอาหารปลอดภัยแต่ไม่ควรหยุดอยู่แค่นั้น เธอมองว่า สิ่งที่ต้องถูกขยายให้ชัดขึ้นคือ ความสามารถของชุมชนในการเข้าถึงและควบคุมระบบอาหารของตัวเองได้อย่างยั่งยืน

เธอยังเล็งเห็นว่าความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชนเกษตรไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องปากท้อง แต่เชื่อมโยงไปถึง ‘สิทธิในการมีส่วนร่วม’ โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการพัฒนาไม่ว่าจะเป็นระดับนโยบายหรือโครงการขนาดใหญ่ เธอยกตัวอย่างกรณีการพัฒนาในพื้นที่ EEC ที่ถูกกำหนดขึ้นโดยรัฐ โดยที่ชุมชนในพื้นที่เดิมซึ่งมีฐานเป็นเกษตรกรรมแทบไม่มีโอกาสได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ

“พื้นที่เกษตรของเรากลับถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่อุตสาหกรรม โดยที่เราไม่ได้ถูกถามเลย”

ศิริพรยังได้พาเชื่อมโยงไปถึงประเด็นคุณภาพชีวิต เธอมองว่า สำหรับคนเมือง การรับมือกับอากาศเป็นพิษอาจหมายถึง เครื่องฟอกอากาศหรืออุปกรณ์ป้องกันต่างๆ แต่สำหรับเกษตรกร สิ่งเหล่านี้คือ ‘ต้นทุน’ที่ไม่ใช่ทุกคนจะเข้าถึงได้ เธอจึงทิ้งท้ายว่า “คนที่สร้างปัญหาอาจมีทรัพยากรพอจะป้องกันตัวเอง แต่คนที่รับผลกระทบอย่างพวกเรา กลับต้องแบกรับต้นทุนโดยไม่มีทางเลือก”

อย่างไรก็ตามประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจและเกิดการแลกเปลี่ยนในวงคือคำถามจาก เอื้องฟ้า เธอสะท้อนว่า แม้ภายในกลุ่มเกษตรเองจะมีการยอมรับกันระหว่างผู้หญิงและผู้ชายมากขึ้น แต่เมื่อก้าวออกไปนอกกลุ่ม เสียงของผู้หญิงกลับ เบาลงอย่างเห็นได้ชัด

“ในกลุ่มเรายอมรับกันนะ แต่พอออกไปข้างนอก เสียงของผู้หญิงมันไม่ค่อยดัง ถ้าไม่รวมตัวกันเยอะๆ เสียงเราจะแผ่วมาก”

เธอเล่าต่อว่านอกจากโครงสร้างระดับนโยบายแล้ว ความไม่เท่าเทียมยังฝังอยู่ในระดับครอบครัวแม้ผู้หญิงจำนวนมากจะทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้ชายในภาคเกษตร ทั้งทำไร่ ไถนา หาเลี้ยงครอบครัวแต่การยอมรับในบทบาทความเป็นผู้นำกลับยังไม่เกิดขึ้นอย่างเต็มที่ ในบางครอบครัว ผู้หญิงที่แสดงความเป็นผู้นำหรือมีความคิดแตกต่าง ยังถูกตั้งคำถาม หรือแม้กระทั่งเผชิญแรงต้าน แม้สถานการณ์กำลังค่อยๆ เปลี่ยนไปในบางพื้นที่ แต่ก็ยังมีอีกหลายพื้นที่ที่ความคิดแบบเดิมยังคงอยู่

ทว่าในวงเสวนาก็ได้มีการแลกเปลี่ยนน่าสนใจ โดย ชัย หนึ่งในผู้เข้าร่วมเกษตรกรชาย ได้เล่าว่า เดิมทีเขาเคยทำเกษตรเชิงเดี่ยวในระดับใหญ่ มีรายได้เป็นหลักพันไร่ และอยู่ในระบบนั้นมาอย่างยาวนาน ก่อนจะค่อยๆ เข้ามารู้จักกับกลุ่มเกษตรอินทรีย์ ซึ่งต้องใช้เวลาปรับตัวนานกว่า 20 ปี กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ โดยมีแรงผลักสำคัญจากคนใกล้ตัว โดยเฉพาะภรรยาที่เป็นเภสัชและใส่ใจเรื่องสุขภาพ คอยย้ำเตือนเรื่องผลกระทบของสารเคมีอยู่เสมอ จนทำให้เขาเริ่มหันมามองทางเลือกอื่นอย่างจริงจัง

เขาย้ำว่าหากไม่ได้แรงสนับสนุนจากภรรยาอย่างศิริพรที่ช่วยลงมือทำงานอย่างละเอียดและต่อเนื่อง เขาเองอาจไม่สามารถเดินมาถึงจุดนี้ได้

จากเกษตรอินทรีย์สู่ทางรอดของผู้หญิงและชุมชนในยุคแปรปรวน

คำถามหนึ่งที่เกิดขึ้นท่ามกลางการแลกเปลี่ยนเรื่องบทบาทของผู้หญิง และนโยบายการพัฒนาที่เข้ามาคุกคามชุมชน ก็คือ เส้นทางการหาทางรอดผ่านเกษตรอินทรีย์ ที่มีเรื่องน่าสนใจว่าการเปลี่ยนแปลงจากเกษตรเคมีมาเป็นอินทรีย์นั้นแสนยาก แต่อะไรทำให้ผู้หญิงและผู้คนในพื้นที่สนามชัยเขตลุกขึ้นสร้างการเปลี่ยนแปลงผ่านเกษตรอินทรีย์

นันทวัน จึงได้เล่าย้อนกลับไปในช่วงที่รัฐผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่เสือตัวที่ 5 ราคาที่ดินในพื้นที่พุ่งสูง เกิดการกว้านซื้อที่ดินอย่างกว้างขวาง พร้อมกับนโยบายที่ผลักให้เกษตรกรรวยจากการขายที่ดิน แต่สำหรับนัน นี่คือจุดเริ่มต้นของหายนะ

“ถ้าเกษตรกรไม่มีที่ดิน แล้วจะทำเกษตรได้ยังไง จะพึ่งตัวเองเรื่องอาหารได้ยังไง”

ผลลัพธ์ที่ตามมาไม่ใช่แค่หนี้สินจากพืชเศรษฐกิจ แต่คือวงจรการสูญเสียทั้งที่ดิน สุขภาพ และความมั่นคงในชีวิต จนหลายครอบครัวต้องกลายเป็นแรงงานไร้ที่ดิน หรืออพยพออกจากพื้นที่ และในวิกฤตนั้นผู้หญิงกลายเป็นคนที่แบกรับผลกระทบหนักที่สุด ทั้งความเครียดในครอบครัว ความไม่มั่นคงทางอาหาร และความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากปัญหาเศรษฐกิจ

ซึ่งนันเล่าว่าการเปลี่ยนผ่านไปสู่เกษตรอินทรีย์ หนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่สุด คือ การออมทรัพย์ ที่ทำให้คนมาเจอกันทุกเดือน แลกเปลี่ยนข้อมูลวิเคราะห์ปัญหาและออกแบบทางออกร่วมกัน ผลที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่เงินที่เพิ่มขึ้น แต่คือ ความเชื่อมั่นและความเป็นเจ้าของ

ขณะเดียวกัน ปราโมทย์ หนึ่งในผู้เข้าร่วม เขาเล่าว่าตัวเองมาเริ่มเข้ากลุ่มประมาณปี 2560 จุดเริ่มต้นของการหันมาทำเกษตรอินทรีย์ของเขาเริ่มจากตั้งคำถามกับชีวิตเพราะในความทรงจำของเขาคนในชุมชนโดยเฉพาะคนใกล้ตัวเจ็บป่วยและเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งจำนวนมาก

“เมื่อก่อนมันตายกันบ่อยมาก พอเรามานั่งคิด มันเกิดจากอะไร”

คำตอบที่เขาค่อยๆ ประกอบขึ้นจากการอ่านและการสังเกต คือความเชื่อมโยงระหว่างอาหารกับสารเคมีที่แทรกอยู่ในทั้งพืชและสัตว์ จากคำถามเรื่องสุขภาพ นำไปสู่ความสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม เขาเริ่มเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมคัดค้านโครงการต่างๆ ทั้งโรงไฟฟ้า ระบบน้ำเสีย และปัญหาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ และในวงสนทนาเหล่านั้น เกษตรอินทรีย์เริ่มกลายเป็นคำตอบ

ผู้เข้าร่วมเกษตรกรหญิงอีกท่านได้เสริมประเด็นสำคัญคือการกลับมาทบทวนความหมายของคำว่า ‘เกษตรอินทรีย์’ ใหม่ โดยชี้ว่าสิ่งที่ทำอยู่ไม่ใช่เพียงเกษตรอินทรีย์ แต่คือ ความสัมพันธ์ของดิน พืช และระบบนิเวศเป็นองค์รวม

เพราะจุดตั้งต้นของเกษตรอินทรีย์ไม่ใช่ผลผลิต แต่คือ การฟื้นฟูดิน ดังนั้นการทำเกษตรอินทรีย์จึงไม่ใช่แค่การงดใช้สารเคมี แต่คือการดูแลระบบชีวิตทั้งหมดตั้งแต่ฐานราก

ขวัญ หนึ่งในผู้เข้าร่วมอีกคนได้แชร์ประสบการณ์สำคัญที่ทำให้ตัวเขาตั้งคำถามและหันมาทำเกษตรอินทรีย์ ขวัญกล่าวว่าเขาได้ยินคำพูดหนึ่งที่สะเทือนใจมากคือ

“ทำไมโรงพยาบาลถึงสร้างไม่พอกับคนป่วยสักที”

ซึ่งเขาได้รับคำอธิบายต่อว่าเชื่อมโยงกับพฤติกรรมการบริโภคของคน โดยเฉพาะอาหารที่ปนเปื้อนสารเคมี ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของโรคร้ายอย่างมะเร็ง และกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เขาหันกลับมาดูแลตัวเองมากขึ้น

เกษตรกรหญิงอีกท่านลุกขึ้นแลกเปลี่ยน โดยเธอกล่าวว่า การทำเกษตรอินทรีย์ไม่ได้จบแค่ในแปลง แต่ต้องต่อสู้ในตลาดด้วย โดยเฉพาะเมื่อปลูกพืชหลากหลายกว่า 15 ชนิด และนำไปขายให้สมาชิกหรือผู้บริโภคในเมือง ทำให้เธอพบว่าคนเมืองโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่แทบไม่รู้จักผักพื้นบ้าน เธอจึงต้องขนอุปกรณ์ไปสาธิตถึงตลาด แนะนำตั้งแต่พื้นฐานว่า ผักแบบนี้กินกับอะไร อร่อยยังไงกว่าผู้บริโภคจะเปิดใจและเริ่มนำไปปรุงกินได้ต้องใช้เวลาพอสมควร แต่เมื่อเริ่มเข้าใจแล้ว สิ่งที่น่าสนใจคือการเรียนรู้กลับทาง ผู้บริโภคในเมืองกลับนำไปต่อยอด สร้างเมนูใหม่ๆ แล้วกลับมาเล่าให้เกษตรกรฟัง และทำให้ผักพื้นบ้านที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงวัชพืช คุณค่าทั้งทางโภชนาการและเศรษฐกิจมากขึ้น

โดยนันทวันได้สรุปให้เห็นภาพสำคัญว่า ภายใต้เงื่อนไขใหม่นี้ คำถามสำคัญคือ ภาคตะวันออกควรเดินหน้าต่อไปในทิศทางเดิมของอุตสาหกรรมหนัก หรือควรหันกลับมาให้ความสำคัญกับศักยภาพเดิมของพื้นที่ที่มีฐานเกษตรกรรม ความหลากหลายทางทรัพยากร

เพื่อให้คนตะวันออกได้มี ‘ความเป็นอยู่ที่ดี’ และสร้างพื้นที่ ‘ความเท่าเทียม’ ให้เกิดขึ้นในสังคม

written by
photo by

ก้องกนก นิ่มเจริญ

Photographer

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR