/

นายจ้างรุมทำร้าย จ่ายค่าแรงล่าช้า ไม่มีค่าล่วงเวลา ยึดเอกสาร : สำรวจ ‘แรงงานบังคับข้ามชาติ’ ทาสสมัยใหม่ในภาคตะวันออก

30 เมษายนที่ผ่านมา ‘ตาต้า’ ชาวเมียนมาวัย 27 ปี ทำงานเป็นล่ามให้นายจ้างชาวจีนที่ไซต์ก่อสร้างแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี เวลาเคลื่อนคล้อยถึงบ่ายสามโมง มีคนมารับตัวเขาที่ไซต์งาน อ้างว่าจะพาไปรับเงินเดือน ทันทีที่ตาต้าเข้าไปในห้องที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในจังหวัดระยอง เขาถูกกลุ่มคนรุมทำร้ายด้วยท่อเหล็กยาว ถูกน้ำร้อนราดตามร่างกาย และถูกทรมานหลายชั่วโมง ตาต้าอาศัยจังหวะทีเผลอหลบหนีด้วยเท้าเปล่า ระหกระเหินกว่า 10 กิโลเมตร ในสภาพบาดเจ็บสาหัส สาเหตุมาจากปัญหาจ่ายค่าแรงล่าช้า คนงานกว่า 200 ชีวิต จึงลาออก และตาต้าถูกกล่าวหาจากนายจ้างว่าเป็นผู้ปลุกปั่น

ไม่ใกล้ไม่ไกล โรงงานแห่งหนึ่งในอำเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรี แรงงานข้ามชาติชาวเมียนมากว่า 50 คนถูกเลิกจ้าง เพราะบริษัทไม่มีออเดอร์การผลิต ทว่านายจ้างกลับยึดพาสปอร์ตและเอกสารการทำงานของพวกเขา เพื่อให้กลับเข้าทำงานได้ทันทีเมื่อมีออเดอร์ใหม่ สภาพการณ์นี้เกิดขึ้นแรมเดือน ก่อนที่เพื่อนคนงานชาวเมียนมาจะขอความช่วยเหลือพ่อค้าแม่ค้าคนไทยบริเวณนั้นและติดต่อไปยัง กลุ่มพัฒนาแรงงานสัมพันธ์ตะวันออก ก่อนประสานกรมจัดหางาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งเข้าช่วยเหลือ

“ทั้งโรงงานมีพนักงานคนไทย 3 คน เป็นคนจีน 20 คน นอกนั้นเป็นแรงงานสัญชาติเมียนมา” อภิสิทธิ์ เหล่าลุมพุก ผู้ประสานงานกลุ่มพัฒนาแรงงานสัมพันธ์ตะวันออก บอกกับเรา “แต่สุดท้ายนายจ้างไหวตัวทัน คืนเอกสารทุกอย่างให้คนงานและให้ออกจากโรงงาน จากนั้นก็ปิดตัวลงเพื่อหลบหนีความผิด”

อภิสิทธิ์ชี้ว่า นี่คือตัวอย่างของปัญหาแรงงานบังข้ามชาติ ซึ่งสำหรับประเทศที่มีจำนวนแรงงานนอกระบบถึง 21 ล้านคน ในปี 2567 (ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ) พ่วงด้วยการเป็นพื้นที่ชุมชนผู้อพยพขนาดใหญ่ในภูมิภาค แรงงานข้ามชาติจึงมีความเสี่ยงสูงต่อการถูกเอารัดเอาเปรียบในไทย

“ผมคงอาจตอบไม่ได้ในเรื่องสัดส่วนของแรงงานบังคับว่ามีมากน้อยแค่ไหน แต่ผมพูดได้ว่า การที่คนหนึ่งคนต้องเผชิญชะตากรรมการเป็นแรงงานบังคับ ก็ถือว่ามากเกินไปแล้วสำหรับผม” อภิสิทธิ์กล่าว

‘ทาสสมัยใหม่’ ในนาม ‘แรงงาน’

แรงงานบังคับ (Forced Labour) คือ แรงงานหรือบุคคลที่ถูกบังคับให้ทำงานผ่านการข่มขู่ ค้ามนุษย์ หรือริดรอนสิทธิเสรีภาพ ซึ่งมักนำไปสู่การไม่ได้รับค่าจ้าง รวมถึงการถูกใช้ความรุนแรงจากนายจ้าง

อภิสิทธิ์เพิ่มเติมว่า แรงงานบังคับเกิดจากการกระทำที่เป็นการค้ามนุษย์ในรูปแบบของทาสสมัยใหม่ (Modern slavery) หรือคนที่ถูกบังคับให้ทำงานภายใต้อำนาจของนายจ้างโดยไม่มีอิสระ และมักไม่ได้รับค่าจ้างหรือการตอบแทนที่เป็นธรรม ขณะที่ทาสในอดีตจะถูกนับว่าเป็นทรัพย์สินของนายทาสและสามารถซื้อขายได้เหมือนสิ่งของ “ซึ่งแรงงานบังคับในปัจจุบันก็มีสภาพไม่ได้ต่างจากทาสในอดีตเลย”

สอดคล้องกับคำนิยามขององค์กร Anti-Slavery International ซึ่งให้ความหมายว่า ทาสสมัยใม่ คือ บุคคลที่ถูกเอารัดเอาเปรียบเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวหรือเชิงพาณิชย์ ทั้งจากการหลวกลวง บังคับ ข่มขู่ และไม่จำกัดเพียงเฉพาะการค้ามนุษย์ การบังคับใช้แรงงาน การบังคับแต่งงาน หรือการมีใช้หนี้สินผูกพัน

ดังนั้น ความเป็นทาสยังไม่ได้หมดไปจากโลกยุคปัจจุบันอย่างที่เราหลายคนคิด จากรายงาน Global Estimate of Modern Slavery : Forced Labour and Forced Marriage ประมาณการณ์ว่า ปี 2021 ทั่วโลกมีการบังคับใช้แรงงานถึง 27.6 ล้านคน ในแต่ละวัน ทั้งในภาคอุตสาหกรรม การก่อสร้าง การเกษตร การประมง กิจการห้างร้าน หรือแม้กระทั่งงานในครัวเรือน

แน่นอนว่าในตัวเลขเหล่านั้น มีแรงงานบังคับในภาคตะวันออกซึ่งถูกแฝงฝังภายใต้ฉากของการทำงานทั่วไป ก่อนจะถูกเปิดเผยตามรายงานข่าวอย่างต่อเนื่อง “ถ้าจะพูดถึงสัดส่วนอย่างเป็นทางการที่ชัดเจนคงไม่สามารถระบุได้แน่นอน เนื่องจากแรงงานบังคับเป็นประเด็นการค้ามนุษย์ที่ผิดกฎหมายและมักซ่อนเร้นในอุตสาหกรรมหรือกิจการต่างๆ” อภิสิทธิ์อธิบาย

มากไปกว่านั้น การบังคับใช้แรงงานเปลี่ยนหน้าค่าตาจากการเอารัดเอาเปรียบแบบโต้งๆ เป็นการกระทำแบบเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งทำให้ยากต่อการตรวจจับ คัดกรองผู้เสียหาย หรือดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด ปัญหาบังคับใช้แรงงานจึงเพิ่มระดับความยากไปอีกขั้นหนึ่ง

รายงานศึกษาในปี 2023 ของมูลนิธิ IJM (International Justice Mission) เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมต่อปัญหาการค้ามนุษย์และแรงงานบังคับในไทย เมียนมา และกัมพูชา เผยว่า แรงงานข้ามชาติมักเดินทางมาถึงไทยพร้อมหนี้สินจำนวนมาก ไม่ว่าพวกเขาจะเข้ามาผ่านระบบบันทึกความเข้าใจ (MoU) หรือผ่านช่องทางผิดกฎหมายก็ตาม ทั้งยังเผชิญอุปสรรคด้านภาษาและการถูกเลือกปฏิบัติ แรงงานข้ามชาติจึงมักถูกเอารัดเอาเปรียบตั้งระดับเล็กน้อยไปจนถึงระดับรุนแรง เช่น การจ่ายค่าจ้างน้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำ ไม่จ่ายค่าล่วงเวลา หักค่าที่พักและค่าอาหาร การยึดบัตรเอทีเอ็มของลูกจ้าง การไม่จ่ายเงินประกันสังคมและประกันสุขภาพ ตลอดจนการบังคับใช้แรงงานหรือการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน

อภิสิทธิ์ เหล่าลุมพุก ผู้ประสานงานกลุ่มพัฒนาแรงงานสัมพันธ์ตะวันออก

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ผู้ที่เผชิญความเปราะบางในชีวิตมากที่สุด คือแรงงานบังคับข้ามชาติที่เข้ามาอย่างผิดกฎหมาย เมื่อไม่ได้รับค่าแรงที่ต่ำกว่าเกณฑ์หรือกระทั่งไม่ได้รับเลย ก็ยากที่จะร้องเรียนกับเจ้าหน้าที่ เพราะการไร้ตัวตนทางกฎหมายทำให้ต้นทุนการขอความช่วยเหลือสูงยิ่งขึ้น

อภิสิทธิ์เสริมว่า “แรงงานบังคับข้ามชาติเอาตัวเองเข้าสู่วงจรชั่วร้ายนี้ด้วยความจำเป็นทางการเงิน ทำให้พวกเขายอมรับสภาพการทำงานที่เสี่ยงอันตรายหรือและเสี่ยงต่อการถูกทารุณกรรม”

อย่างไรก็ดี ไม่เพียงเฉพาะกับแรงงานข้ามชาติ แรงงานไทยก็มีปัญหาได้รับค่าจ้างไม่เป็นธรรมและมักถูก ‘ขอความร่วมมือ’ ให้ทำงานตลอดเวลาและกลายเป็นปัญหา ‘แรงงานกึ่งบังคับ’ ที่คนไทยสามารถเผชิญด้วยเช่นกัน

“แรงงานบังคับเกิดขึ้นได้ในทุกอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นงานบ้าน เกษตรกรรม ประมง หรือการผลิตในโรงงาน สามารถเป็นใครก็ได้ไม่ว่าจะเป็นแรงงานคนไทยหรือแรงงานข้ามชาติ” อภิสิทธิ์สรุป

ฉากสีเทาของภาคตะวันออก เบื้องหลังการบังคับใช้แรงงาน

แม้แรงงานบังคับจะเกิดขึ้นทั่วโลก แต่คงยากหากจะบอกว่าพื้นที่ EEC อย่างภาคตะวันออก ไม่มีผลต่อปมปัญหานี้อย่างมีนัยยะสำคัญ

โดยทั่วไปแล้ว ภาคตะวันออกถูกจับจ้องว่าเป็นพื้นที่แห่งอาชญากรรมไซเบอร์และการฟอกเงิน หนำซ้ำ ยังมีประเด็นอาชญากรรมทางสิ่งแวดล้อม เช่น กรณีไฟไหม้วิน โพรเสส และยังเป็นดินแดนของมนุษย์โรงงานที่ไม่วายถูกค่อนขอดจากสังคมคนไทยด้วยกันเอง หากลุกขึ้นมารักษาสิทธิของตัวเองดั่งกรณีโบนัสพนักงานบริษัทไดกิ้นฯ

รศ. ดร. ทศพล ทรรศนพรรณ อาจารย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เคยกล่าวถึงพื้นที่ภาคตะวันออกต่อประเด็นธุรกิจสีเทาอย่างน่าสนใจ โดยเขาอธิบายว่า รัฐมีมุมมองต่อภาคตะวันออกเป็น ‘การอำนวยความสะดวก’ เพราะเป็นพื้นที่ที่มีการไหลเวียนของแรงงานและเงินมหาศาล นำมาสู่การปล่อยให้เสรี (Laissez-faire) หรือ “ทำไปก่อน ควบคุมทีหลัง” หนำซ้ำ พื้นที่นิคมฯ มักต้องได้รับอนุญาตจากผู้ดูแลพื้นที่เอกชนก่อนจึงจะเข้าไปได้ ซ้ำยังมีลักษณะการสร้างพื้นที่ปิดล้อม และหลบซ่อนอำพรางธุรกิจ จึงยากต่อการเข้าไปตรวจสอบหรือจับกุม

ภายใต้ฉากทัศน์ข้างต้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ หากเราจะเห็นแรงงานบังคับในพาดหัวข่าว ในโรงงานตามถนนสายรองซึ่งห้อมล้อมด้วยกำแพงคอนกรีต และร้านค้าที่ไร้ผู้คนในภาคตะวันออก หรือแม้แต่ในอคติของคนไทยหัวใจนายทุนที่มีต่อแรงงานทุกประเภทเช่นกัน

อภิสิทธิ์ให้ความเห็นต่อประเด็นพื้นที่อุตสาหกรรมกับแรงงานบังคับว่า การลดต้นทุนการผลิตเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราพบเห็นแรงงานบังคับในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม บางแห่งใช้แรงงานผิดกฎหมายเพื่อลดค่าใช้จ่าย หากลูกจ้างไม่ยอมทำงานตามก็เสี่ยงถูกใช้ความรุนแรง พวกเขาจึงต้องจำใจทำงานให้ เพราะ “ทุนกับการขูดรีดแรงงานเป็นความชั่วร้ายที่เป็นของคู่กัน”

หนทางต่อไปของการแก้ปัญหาแรงงานบังคับข้ามชาติ

รายงานศึกษาของ IJM ชี้ว่าช่องว่างทางกฎหมายไทยมีบทบาทสำคัญที่ทำให้เกิดการใช้แรงงานบังคับ นั่นคือ มาตรา 88 พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ที่ห้ามมิให้แรงงานข้ามชาติจัดตั้งสหภาพแรงงานของตน ขณะที่ผู้นำสหภาพแรงงานต้องมีสัญชาติไทยเท่านั้น การไม่มีสหภาพทำให้พวกเขาขาดอำนาจต่อรองร่วมกัน ไม่กล้าพูดแสดงคามคิดเห็น ไม่แม้กระทั่งรวมกลุ่มเล็กๆ ส่วนสหภาพแรงงานของคนไทยก็ถูกมองว่าแทบไม่ช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติอย่างจริงจัง

ขณะเดียวกัน เมื่อมีการร้องเรียนการทำผิดกฎหมายแรงงาน คดีอาจต้องใช้เวลา 1-2 ปี ไล่ตั้งแต่ตรวจสอบเรื่องร้องเรียน การสืบสวนสอบสวน รวมถึงกระบวนการในชั้นศาล ซึ่งนับว่าเป็นระยะเวลาที่ยาวนานและมักจบลงที่ชั้นไกล่เกลี่ยพร้อมเงินเยียวยา ซึ่งบ่อยครั้งก็ชดเชยเพียงค่าจ้างค้างจ่ายเท่านั้น

ความเห็นหนึ่งของผู้ให้สัมภาษณ์ในรายงานชิ้นนี้กล่าวว่า เมื่อกระทรวงแรงงานเข้าตรวจสอบสถานที่ทำงาน เจ้าของและผู้จัดการโรงงานจะกำหนดว่าใครเป็นผู้พูดและพูดอะไร ถ้าพูดถึงบริษัทในแง่ลบและเจ้าของรู้ คนนั้นจะถูกไล่ออกหลังพนักงานตรวจแรงงานกลับไปแล้ว

แต่นอกจากปัจจัยด้านกฎหมาย กระบวนการดำเนินคดี และการควบคุมแรงงานในโรงงานแล้ว ยังมีปัจจัยของเจ้าหน้าที่ ซึ่งหากไม่นับรวมเหตุการณ์ซ้อมทรมานหรือทารุณกรรม สถานการณ์แรงงานบังคับมักข้องเกี่ยวกับการละเมิดกฎหมายการจ้างงานของแรงงาน ประเภทของความผิดที่ไม่มากทำให้เจ้าหน้าที่รัฐสับสนว่าจะจัดให้อยู่ในกรอบคดีแรงงานหรือคดีอาญา กล่าวคือความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้น รุนแรงถึงขั้นเพียงพอเป็นคดีอาญาหรือไม่ นั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เจ้าหน้าที่อย่างตำรวจ พนักงานตรวจแรงงาน นักสังคมสงเคราะห์ มุ่งหาพยานหลักฐาน มากกว่าเน้นคุ้มครองผู้เสียหาย ซึ่งเป็นความท้าทายสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ปี 2022 คณะกรรมการขับเคลื่อนกลไกการส่งต่อระดับชาติ กระมรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จัดทำกลไกการส่งต่อระดับชาติ (National Referral Mechanism – NRM) เพื่อคัดแยกผู้กระทำผิดออกจากผู้เสียหายและทำงานตามหลักสากล ประกอบกับยังมีความพยายามของภาคประชาสังคมและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อคุ้มครองผู้เสียหาย สะท้อนความพยายามหนึ่งที่ปกป้องแรงงานและผู้เสียหายภายใต้โครงสร้างสังคมที่ยังมีรอยรั่ว

ในฐานะที่อภิสิทธิ์ทำงานด้านการรณรงค์สิทธิแรงงาน เขาให้ความเห็นว่า กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน ควรรับผิดชอบในเรื่องนี้โดยตรง เจ้าหน้าที่ควรใช้อำนาจหน้าที่ที่มีดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด ซึ่งจะต่อยอดไปถึงส่วนอื่นๆ ทั้งการเยียวยาและการฟื้นฟูรักษาผู้เสียหาย

เขาชวนมองต่อไปว่า ปัญหานี้ต้องแก้ไขที่โครงสร้างกฎหมาย จำเป็นต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อรับรองสิทธิแรงงานทุกประเภท เพราะรัฐธรรมนูญ 2560 ระบุคำว่า “แรงงาน” เพียง 3 แห่ง ซึ่งพูดถึงในเชิงพัฒนาทักษะและคุ้มครองสิทธิอย่างกว้างๆ เท่านั้น แสดงให้เห็นว่าแรงงานในประเทศล้วนเผชิญความเปราะบางอย่างถ้วนหน้า

“เมื่อกฎหมายที่ใหญ่ที่สุดอย่างรัฐธรรมนูญมีรายละเอียดที่รับรองสิทธิแรงงาน กฎหมายลูกต่างๆ ที่เกี่ยวข้องด้านแรงงานก็ต้องปรับปรุงแก้ไขให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ”

“ไม่ว่าจะเป็นแรงงานที่เป็นคนไทยหรือแรงงานข้ามชาติ เราหรือเขาก็คือมนุษย์ การละเมิดสิทธิแรงงานก็คือการละเมิดสิทธิมนุษยชน การมีรัฐธรรมนูญที่รับรองสิทธิแรงงานเป็นความฝันที่อยากเห็นมันเกิดขึ้นจริง และเรายังคงร่วมรณรงค์เพื่อให้ฝันนี้เป็นจริง” อภิสิทธิ์ทิ้งท้าย

แต่ทว่าหากย้อนกลับไปที่ข้อมูลจาก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ปี 2568 มีคดีค้ามนุษย์รวม 279 คดี ออกหมายจับและดำเนินคดีกับผู้ต้องหา 366 ราย และสามารถช่วยเหลือผู้เสียหายได้ 317 ราย

แบ่งเป็นคดีแสวงหาประโยชน์ทางเพศ จำนวน 246 คดี รองลงมาคือคดีบังคับใช้แรงงาน จำนวน 33 คดี ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงการบังคับใช้แรงงานในลักษณะแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือสแกมเมอร์ จำนวน 15 คดี และมีผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์เป็นเด็กและเยาวชนถึง 213 ราย

ปลายทางของการแก้ปัญหาเรื่องนี้ก็ยังคงเป็นทางเดินอีกยาวไกล


อ้างอิง
antislavery.org
ijm.org
police9.go.th
tna.mcot.net
thematter.co

เขียนโดย ยสินทร กลิ่นจำปา

written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR