ผ่านการเลือกตั้งมาแล้ว 2 เดือน จนกระทั่งรัฐบาลใหม่ (อนุทิน 2) แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9–10 เมษายน พ.ศ.2569 รัฐบาลใหม่ประกาศเดินหน้าการทำงานท่ามกลางการตั้งข้อสังเกตที่ยังไม่ยุติจากหลายฝ่ายถึงความโปร่งใสของการจัดการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
โดยเฉพาะประเด็นการออกแบบบัตรเลือกตั้งให้มีเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดในบัตร ซึ่งอาจจะทำให้การลงคะแนนไม่เป็นความลับตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้หรือไม่ รวมถึงการนับคะแนนในหลายเขตเลือกตั้งที่ยังคาใจประชาชนอย่างยิ่งว่านับถูกหรือไม่ มีการทำงานอย่างเป็นระบบจนทำให้ผลการนับคะแนนเทไปที่ผู้สมัครคนใดคนหนึ่งหรือไม่ เป็นต้น เหล่านี้เป็นเชื้อไฟเริ่มต้นให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งอยากให้ กกต. ต้องรับผิดชอบทางกฎหมาย ตาม มาตรา 157 ซึ่งเป็นกฎหมายอาญา เราลองมาสำรวจกันว่า ฟ้อง กกต. ด้วยมาตรานี้ ยากง่ายขนาดไหน

เจ้าพนักงานละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริต มาตรา 157 ประมวลกฎหมายอาญา ยาแรงที่มีโทษจำคุก
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองไทยหลายครั้งเกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อประชาชนและผลประโยชน์สาธารณะ และในหลายครั้งที่เกิดขึ้นก็เป็นหลายครั้งที่จับมือใครดมไม่ได้จนเกิดเป็นวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด หรือการที่เจ้าหน้าที่รัฐไม่ต้องรับผิดในการกระทำของตนเองและความเสียหายที่เกิดขึ้น เมื่อมีมูลเหตุที่พอจับต้องได้เป็นอย่างยิ่ง ดังเช่น ข้อสงสัยต่อการทำงานของ กกต. ในการเลือกตั้งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ผู้คนจึงมีความหวังให้เจ้าหน้าที่รัฐรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเองเสียบ้าง เพื่อให้เป็นตัวอย่าง เพื่อให้การทำงานสาธารณะดีขึ้น และ เพื่อสร้างบรรทัดฐานให้กับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐที่สมควรถูกตรวจสอบได้ตามกฎหมาย มาตรา 157 ข้อหาเจ้าพนักงานละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริตจึงเป็นข้อหาสำคัญลำดับต้นๆ ที่ถูกพูดถึง และผู้คนอยากเห็นกระบวนการยุติธรรมที่นำมาปรับใช้ได้จริงเสียที
มาตรา 157 เขียนเอาไว้ว่า “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ” จะเห็นว่าข้อหานี้มีโทษจำคุกถึง 10 ปีเขียนไว้อย่างชัดเจน ซึ่งเหมาะสมถ้าเจ้าหน้าที่รัฐทำผิดแล้วได้รับโทษจำคุก ในฐานะที่สร้างความเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะ แต่ทว่ากว่าจะถึงจุดนั้น ข้อหานี้ยังมีส่วนที่เราต้องพิจารณากันอีก
นอกจากนี้ ความยุ่งยากของประชาชนในความพยายามยื่นฟ้อง กกต. เพื่อตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายในการทำหน้าที่ เป็นผลมาจากรัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ.2560 ที่ตัดกลไกการเข้าชื่อ เพื่อคัดค้านถอดถอนองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่ชื่อว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจึงต้องฟ้องศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ เพื่อให้ กกต. รับผิดเป็นส่วนตัว หรือฟ้องที่ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีผลต่อความสมบูรณ์ของการเลือกตั้ง หรือศาลปกครองเพื่อให้ตรวจสอบความโปร่งใสของการเลือกตั้ง และมีมาตรการที่เหมาะสมต่อบัตรเลือกตั้งที่อาจโยงกลับมาหาว่าตนเองเลือกพรรคหรือเลือกผู้สมัครคนใดในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา

องค์ประกอบความผิดของข้อหาทางอาญา – ขาดข้อไหนไปก็เหมือนรถยนต์ที่ขาดอะไหล่จนเคลื่อนที่ไม่ได้
หากเรากลับไปดู มาตรา 157 ตอนต้น คำแรกที่เราเห็น คือ คำว่า “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน” หมายความว่าคนทำต้องมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ไม่ว่าจะเรียกว่าข้าราชการ พนักงาน พนักงานรัฐวิสาหกิจ/องค์การมหาชน ผู้บริหารท้องถิ่น กรรมการ อนุกรรมการ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายให้มีอำนาจตามกฎหมาย ซึ่งบุคคลเหล่านี้จะต้องมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายให้ไว้ถึงจะทำผิดตามข้อหานี้ได้ ถ้าไม่มีอำนาจหน้าที่แล้วเข้ามาดำเนินการ จะถูกดำเนินการตามความผิดตามข้อหาอื่นไป
คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญมีหน้าที่ในการจัดการเลือกตั้ง การทำประชามติ การออกกฎระเบียบ สืบสวนสอบสวนเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง และสั่งระงับสิทธิหรือเพิกถอนสิทธิรับเลือกตั้งได้ ตามรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (พ.ร.ป. กกต.ฯ) กกต. ที่มีทั้ง 7 คน จึงอยู่ในนิยามของคำว่า เจ้าพนักงาน ตาม มาตรา 157
คำต่อมาที่เราพบ คือ 1) เจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด และ 2) เจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ซึ่งเป็นการกำหนดให้เพียงการกระทำ 2 อย่างนี้เท่านั้นที่เข้าข่ายต้องรับผิดตามข้อหานี้

คำถามถัดไปของการรับผิดทางอาญา คือ ผู้กระทำมีเจตนาหรือไม่ ซึ่ง 2 การกระทำข้างต้นได้กำหนดไว้แตกต่างกัน คือ 1) ถ้าเป็นการกระทำหรือละเว้นหน้าที่โดยมิชอบแล้ว กฎหมายกำหนด “เจตนาพิเศษ” ไว้ด้วยว่า คนทำต้องกระทำเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ซึ่งรวมถึงความเสียหายในทุกด้าน ทั้งด้านทรัพย์สินเงินทอง ด้านชื่อเสียง หรือด้านสิทธิและเสรีภาพ เป็นต้น ในทางกลับกัน 2) ถ้าเป็นการกระทำหรือละเว้นหน้าที่โดยไม่สุจริตแล้ว กฎหมายกลับไม่ได้กำหนดเจตนาพิเศษไว้ เพียงแค่คนทำที่เป็นเจ้าพนักงานทำหน้าที่ของตนโดยทุจริต เจ้าพนักงานคนนั้นก็เข้าข่ายต้องรับผิดตามมาตรานี้ ในกรณีของ กกต. กับการจัดการเลือกตั้งปี 2569 จึงต้องเข้าไปดูในสำนวนคดีที่ถูกฟ้องเข้าไปในศาลว่าเขียนว่า กกต. กระทำการอย่างไร กระทำโดยมิชอบ หรือว่ากระทำโดยทุจริต
กล่าวโดยสรุป ข้อหาเจ้าพนักงานละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริต ตาม มาตรา 157 ประมวลกฎหมายอาญานี้ ต้องดูองค์ประกอบทั้ง 3 ส่วน ว่าเป็นเจ้าพนักงานหรือไม่ เจ้าพนักงานมีอำนาจหน้าที่ที่ต้องทำสิ่งนั้นที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ และสิ่งที่กระทำนั้นกระทำไปโดยมิชอบ โดยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นหรือไม่ หรือกระทำไปโดยทุจริตอย่างไร หากว่าขาดองค์ประกอบข้อใดข้อหนึ่งไปแล้ว ข้อกล่าวหาตามข้อหานี้ก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ เสมือนรถยนต์ที่ขาดอะไหล่จนต้องจอดอยู่นิ่งๆ เคลื่อนที่ไม่ได้ ส่วนจะเป็นความผิดตามกฎหมายอื่นหรือไม่นั้น ก็คงต้องพิจารณาข้อเท็จจริงแต่ละเรื่องไป

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ผู้ลงดาบ กกต. ให้หยุดพักปฏิบัติหน้าที่หรือสั่งจำคุก 10 ปี
มาตรา 157 ประมวลกฎหมายอาญา อยู่ในหมวดความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ที่ผู้กระทำผิดต้องมีคุณสมบัติเป็นเจ้าพนักงานที่กระทำผิดในหน้าที่ราชการของตน กฎหมายไม่ได้กำหนดให้เจ้าหน้าที่รัฐหรืออัยการเท่านั้นที่มีสิทธิฟ้องคดี บุคคลทั่วไปจึงสามารถเป็นผู้ริเริ่มในการนำคดีขึ้นสู่ศาลได้ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งมีหน้าที่ในการพิจารณาความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการนี้
โดยศาลอาญาคดีทุจริตฯ ใช้ระบบไต่สวนซึ่งศาลสามารถแสวงหาข้อเท็จจริงเองได้ โดยเรียกพยานหลักฐาน หรือเรียกบุคคลจาก กกต. มาชี้แจงได้โดยไม่ต้องรอให้โจทก์นำเสนอเพียงอย่างเดียว และหากว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นโจทก์ฟ้องเอง ศาลจะทำการ “ไต่สวนมูลฟ้อง” ก่อน เพื่อดูว่าคดีมีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับไว้พิจารณาหรือไม่
ศาลอาญาคดีทุจริตฯ มีอำนาจพิจารณาได้ทั้ง การฟ้องว่า กกต. จงใจจัดการเลือกตั้งโดยไม่เป็นความลับ เช่น การจัดคูหาเลือกตั้งให้บุคคลอื่นสามารถเห็นเครื่องหมายกากบาทได้ การทำเครื่องหมาย/สัญลักษณ์บนบัตรเลือกตั้งที่สามารถย้อนกลับไประบุตัวบุคคลได้ การที่กกต. จัดสรรแบ่งเขตให้เอื้อประโยชน์ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง รวมไปถึงการที่ กกต. ทุจริตในการนับคะแนน การจงใจไม่ประกาศผลการเลือกตั้งโดยไม่มีเหตุอันควร หรือแม้แต่การช่วยเหลือผู้สมัครบางรายให้ชนะการเลือกตั้ง
ศาลอาญาคดีทุจริตฯ มีอำนาจสั่ง “พักการปฏิบัติหน้าที่” หากศาลรับฟ้องและเห็นว่าพฤติการณ์จำเลยมีความร้ายแรง หรืออาจไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ศาลมีอำนาจสั่งให้จำเลยรายนั้น/กลุ่มนั้น หยุดปฏิบัติหน้าที่ เป็นการชั่วคราวจนกว่าจะมีคำพิพากษาได้ และที่สุดแล้วศาลอาญาคดีทุจริตฯ มีอำนาจในการชั่งน้ำหนักความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐาน ว่าฝ่ายโจทก์หรือจำเลย ฝ่ายไหนน่าเชื่อถือกว่ากัน และเขียนคำพิพากษาออกมา ซึ่งอาจใช้เวลาหลายเดือน หรือเวลาเป็นปีจนกว่าคดีจะถึงที่สุด

เราคงต้องรอดูว่าศาลอาญาทุจริตฯ จะเชื่อใครในข้อกล่าวอ้างที่สำคัญเรื่องบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดที่อยู่บนบัตรเลือกตั้ง ระหว่างผู้ฟ้องคดีฝ่ายหนึ่งในคดีหนึ่งที่เห็นว่า “การออกเสียงโดยลับต้องไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปได้ว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกากบาทให้กับพรรคการเมืองใด ไม่ว่าจะในเชิงทฤษฎีหรือปฏิบัติ หรือเข้าถึงข้อมูลบัตรเลือกตั้งในหีบและต้นขั้ว ต้องไม่มีกลไกที่สามารถตรวจสอบได้ว่าบุคคลชื่ออะไร กากบาทให้กับใคร” กับ จำเลยฝ่ายหนึ่งที่เห็นว่า “การเลือกตั้งยังเป็นไปในทางลับ… บาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด มีได้ เป็นการรักษาความปลอดภัย … หลังปิดหีบเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตรมันไปคนละที่แล้ว … บัตรที่นับคะแนนเสร็จจะถูกแยกบัตรดี บัตรเสีย บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนนให้กับผู้ใด ซึ่งแต่ละถุงถูกผนึกด้วยสายรัดหรือเคเบิลไทร์ของ กกต. ไม่มีใครสามารถเปิดได้…จะเปิดได้ในกรณีเดียว คือมีคำสั่งให้นับคะแนนใหม่เท่านั้นเอง ”
โดยมีข้อเท็จจริงที่ยอมรับกันทุกฝ่ายแล้วว่า บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เมื่อสแกนไปแล้ว “จะสามารถระบุได้ถึงตัว ‘เลขที่’ ที่อยู่บนบัตรเลือกตั้ง” ได้ ตามรูปบัตรเลือกตั้งที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์ ที่ปรากฏว่าสแกนตัวเลขตรงกับต้นขั้วบัตรที่ยังไม่ถูกฉีกออก
การฟ้องคดีคณะกรรมการการเลือกตั้งต่อศาลอาญาทุจริตฯ จึงกล่าวได้ว่าเป็น “ยาขม” ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่มากก็น้อย ทั้งการรวบรวมพยานหลักฐาน การปรับข้อเท็จจริงเข้ากับข้อกฎหมาย การสู้คดีในชั้นศาล และการมีกำลังทรัพย์และเวลามากพอในการสู้คดี ทำให้ความเป็นพลเมืองตื่นรู้จึงไม่จบแค่ปลายปากกาในวันเลือกตั้งแต่อย่างใด

อ้างอิงข้อมูลจาก
กกต. สั่งนับคะแนนใหม่ 8 หน่วย พบบัตรเขย่ง 6.6 หมื่นใบ
ภาคประชาชน-นักการเมือง รุมฟ้อง กกต. ปมความไม่โปร่งใสจัดการเลือกตั้ง
จากผู้ประท้วง “นับใหม่” จะพัฒนาสู่อะไร หาก กกต. ไม่ทำให้ผลเลือกตั้งโปร่งใส
ลอยนวลพ้นผิด: รื้ออดีต ในวันที่รัฐยุติ(ความเป็น)ธรรม


