สำหรับอากาศร้อนๆ แบบนี้นอกจากน้ำแข็งไส น้ำหวานที่เย็นชื่นใจแล้ว ไอศกรีมก็เป็นอีกเมนูที่ใครหลายๆ คนนึกถึง เพราะทั้งหวานและเย็น และถ้าพูดถึงร้านไอศกรีมที่ระยอง ชื่อ ติมฮิ (Tim Hii) คงเป็นหนึ่งในร้านที่อยู่ในใจของทั้งคนระยอง และนักท่องเที่ยวที่แวะเวียนมา
ด้วยชื่อที่ฟังครั้งเดียวก็ติดหูทั้งยังรู้เลยว่า ‘เป็นร้านไอศกรีมที่ระยอง’ และการแวะเวียนมาลองชิมไอศกรีมที่นี่ก็ไม่ผิดหวัง เพราะที่นี่มีไอศกรีมหลากหลายกว่า 50 รสชาติ และที่สำคัญคือ มีรสชาติโลคอลที่หากินไม่ได้จากที่อื่น อย่างรสน้ำปลา รสกระปิ รสมะม่วงอกร่อง รสทุเรียนและผลไม้ขึ้นชื่ออื่นๆ ของจังหวัดระยอง
เราชวนมาฟังเรื่องราวของ โบว์ – พิชามญชุ์ เพ่งพิศ เจ้าของร้านติมฮิ กับที่มาที่ไปของร้านและประสบการณ์ออกแบบไอศกรีมหลากหลายรสชาติที่ครองใจทั้งคนระยองและคนต่างถิ่นที่แวะเวียนมาชิม ไปด้วยกัน

อยากให้กินไอติมได้ทุกวันเหมือนกินกาแฟ
ใจกลางเมืองระยองที่เต็มไปด้วยอาคารราชการ อาคารพาณิชย์ ห้างสรรพสินค้า และร้านอาหารที่เรียงรายอยู่ตลอดแนวถนนสุขุมวิท เราอาจเห็นป้ายชื่อร้านขนาดใหญ่ที่มีฟอนต์เฉพาะตัวเขียนว่า ติมฮิ (Tim Hii) ผ่านตาด้วยความสงสัย
แต่ที่แสนพิเศษแห่งนี้คือร้านไอศกรีมโฮมเมดแบบอิตาเลียนเจลาโต้ที่ตั้งอยู่เยื้องกับศาลปกครองระยองที่คอยต้อนรับผู้ตามหาจุดคลายร้อนให้ผ่อนคลาย
เมื่อจอดรถเทียบหน้าร้าน ภาพแรกที่ต้อนรับไม่ใช่แค่ตัวอาคารในทันที แต่เป็นแนวต้นไม้สีเขียวที่เรียงตัวตลอดทางเดินที่ค่อยๆ พาเราเข้าสู่พื้นที่เล็กๆ ที่ดูเป็นกันเอง พอเปิดประตูเสียงกระดิ่งสีทองที่แขวนไว้กับที่จับก็ดังกรุ๊งกริ๊งทักทาย และทันทีที่ก้าวเข้าไปด้านใน ฝั่งขวามือเราจะเห็นตู้ไอศกรีมสองตู้ที่เรียงรายด้วยสีสันและรสชาตินับไม่ถ้วน ซึ่งนับว่าเป็นหัวใจของร้าน ความหลากหลายที่อัดแน่นอยู่ตรงหน้า ทำให้รู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่หน้าตู้สมบัติเล็กๆ ทำให้เราลังเลขึ้นมาเพราไม่รู้ว่าจะเลือกรสชาติไหนดี
ขณะที่ฝั่งซ้ายมือเป็นพื้นที่นั่งทานเรียบง่าย โปร่งสบาย เปิดโอกาสให้ลูกค้าได้นั่งใช้เวลาอย่างช้าๆ กับไอศกรีมในมือไม่ว่าจะมาคนเดียวหรือมากับเพื่อน ถัดเข้าไปอีก ด้านในมีตู้ไอศกรีมแบบถ้วยวางเรียง ทั้งขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่สำหรับซื้อกลับบ้าน

และลึกเข้าไปกว่านั้นคือ พื้นที่หลังร้านซึ่งเป็นเบื้องหลังของความอร่อยทั้งหมด ที่แห่งนี้คือพื้นที่ที่ไอศกรีมทุกรสถูกทำขึ้นอย่างตั้งใจ ผ่านฝีมือและความสร้างสรรค์จากเจ้าของร้านไอศกรีมแห่งนี้อย่าง โบว์ – พิชามญชุ์ เพ่งพิศ ผู้เรียนจบด้านสถาปัตยกรรม ก่อนจะได้ทุนไปศึกษาด้านการออกแบบที่ประเทศอิตาลี ประเทศที่ไม่ได้ขึ้นชื่อแค่เรื่องศิลปะและการออกแบบ แต่ยังเป็นแหล่งวัฒนธรรมอาหารระดับโลก โดยเฉพาะ ‘เจลาโต้’ ที่กลายเป็นหนึ่งในความทรงจำสำคัญระหว่างการใช้ชีวิตที่นั่น
เธอเล่าว่า “ตอนที่อยู่อิตาลี พี่ไปอยู่บ้านเพื่อนที่บางบ้านเขาสามารถตื่นขึ้นมาแล้ว นอกจากมีกาแฟ มีอาหารอินตาเลียน แล้วยังมีไอติมกินที่บ้านได้ มันไม่ได้เป็นเรื่องแปลกใหม่ อารมณ์เหมือนไม่ได้ง่าย แต่ก็ไม่ได้ยาก มันคล้ายกับทางบ้านเรา อย่างบ้านคุณแม่พี่ที่อยุธยา ก็จะทำทองหยิบทองหยอดกินเองที่บ้านในยุคก่อน อะไรอย่างนี้”
ประสบการณ์เล็กๆ ในครัวของบ้านเพื่อนที่อิตาลี ทำให้เธอเริ่มมองไอศกรีมต่างออกไป จากของหวานที่จะได้กินในโอกาสพิเศษ กลายเป็นสิ่งธรรมดาที่กินได้ในชีวิตประจำวัน และในความรู้สึกนั้นเอง ไอศกรีมจึงค่อยๆ กลายเป็นเมนูของหวานที่เธอเชื่อว่า ‘ไม่ยากเกินกว่าจะทำขึ้นเองได้’
และเมื่อถึงวันที่โบว์ต้องกลับมาอยู่ระยอง เธอพบว่าเส้นทางอาชีพในฐานะสถาปนิกและดีไซเนอร์กลับไม่เป็นอย่างที่คิด เพราะงานในต่างจังหวัดไม่ได้เปิดโอกาสให้เธอได้ทำงานในสเกลและรูปแบบที่ถนัดเหมือนตอนอยู่กรุงเทพฯ เธอจึงกลับมาคุยกับครอบครัว ว่าจะลองทำธุรกิจดีไหม?
คำถามนั้นพาไปสู่การมองหาสิ่งที่ยังไม่มีในระยอง และในขณะเดียวกันก็ต้องเป็นสิ่งที่ไม่ยากเกินไปและคำตอบที่ผุดขึ้นมา ก็คือ ‘ไอศกรีม’

โบว์จึงเริ่มต้นหัดทำไอศกรีมจากการดูยูทูปและเสิร์ชกูเกิ้ล แต่การที่ต้องเริ่มใหม่และเรียนรู้ทุกอย่างด้วยตัวเอง โบว์ก็ยังมีความสัมพันธ์เล็กๆ ที่ติดตัวเธอกลับมาจากอิตาลี อย่างเจ้านายของเธอ ซึ่งทั้งคู่ยังคงติดต่อกันอยู่เสมอ และเมื่อเขารู้ว่าเธอเริ่มทำไอศกรีม และได้มีโอกาสเดินทางมาเมืองไทยอยู่บ่อยครั้ง การมาเยือนครั้งหนึ่งจึงไม่ใช่แค่การท่องเที่ยว แต่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์การทำไฮศกรีมตามแบบฉบับคนอิตาลีแท้
เขาสอนโบว์ตั้งแต่เทคนิคเบื้องต้นไปจนถึงการทำของหวานในกลุ่มเดียวกันอย่าง ‘เซมิเฟรดโด้’ ไอศกรีมสไตล์อิตาเลียนที่มีเนื้อสัมผัสกึ่งแช่แข็ง ที่ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องจักรเฉพาะทางมากนัก แต่ยังคงโครงสร้างรสชาติและความเนียนที่เป็นหัวใจของไอศกรีมไว้
บทเรียนจากประสบการณ์ของคนอิตาลีที่ทำไอศกรีมกินเองในบ้านจริงๆ กลายเป็นทั้งพื้นฐาน โครงสร้าง เทคนิค ความเชื่อเรื่องไอศกรีม และจุดเริ่มต้นของร้านไอศกรีมของโบว์ในเวลาต่อมา
ขณะเดียวกัน เมื่อมองกลับมาที่ระยองในช่วงเวลานั้น เธอพบว่าระยองแทบไม่มีร้านไอศกรีมโฮมเมดให้เลือกเลย ช่องว่างเล็กๆ นี้เอง ที่ค่อยๆ กลายเป็นโอกาส และกลายมาเป็นร้านไอศกรีมร้านแรกของโบว์ที่ชื่อว่า เชา เบลล่า (Ciao Bella Gelato) ซึ่งแม้ในปัจจุบันจะปิดตัวลงแล้ว แต่เชา เบลล่าก็นับว่าเป็นก้าวแรกในเส้นทางการทำไอศกรีมของเธอ

ชื่อนั้นสำคัญไฉน? บทเรียนกว่าจะเป็น ‘ติมฮิ’
อย่างที่เราเล่าไปแล้วว่าก่อนจะมาเป็นติมฮิ โบว์เคยเปิดร้านไอศกรีมในชื่อ เชา เบลล่า ร่วมกับน้องที่สนิทกันในฐานะหุ้นส่วน ร้านเชา เบลล่า เคยเป็นร้านไอศกรีมที่โดดเด่นด้วยสีม่วงตัดกับเหลืองและคุมโทนด้วยสีดำตั้งอยู่ใกล้สวนศรีเมือง ในความทรงจำของคนระยอง เราจำได้ว่าเชา เบลล่า แทบจะเป็นร้านไอศกรีมแบบโฮมเมดร้านแรกๆ ในระยองที่มีไอศกรีมรสชาติที่เราไม่เคยกินมาก่อนและหารสชาติแบบนี้ไม่ได้จากแบรนด์ใหญ่ เช่น รสกล้วยตาก หรือรสเงาะกระป๋อง โบว์เล่าว่าร้านนั้นเป็นพื้นที่ที่เธอชอบมาก เพราะได้ใช้ทักษะที่มีอย่างเต็มที่
“พี่รีโนเวทตึกแถวทั้งตึก แล้วโจทย์ก็คือ เราเป็นลูกค้าเอง เพราะฉะนั้นเราทำถึงที่สุด เราอยากทำอะไรแบบไหนเราก็ทำ แล้วก็คือ มีเงินเท่าไหร่ใส่ไปหมด” แต่ในอีกด้านหนึ่ง เธอก็มองเห็นข้อจำกัดของช่วงเวลา เพราะยุคนั้นยังไม่ใช่ยุคของโซเชียลมีเดียอย่างทุกวันนี้ กระแสคาเฟ่ในระยองยังไม่แพร่หลาย วัฒนธรรมการออกไปนั่งคาเฟ่ การถ่ายรูป การกดไลค์กดแชร์ยังไม่เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์

“มันอาจจะเป็นเรียกว่าเป็นจังหวะที่มันไม่เวิร์ก ก็เลยคิดว่าโอเค ร้านมันอยู่ได้ในเลเวลที่ได้แค่ดูแลตัวเองได้ แต่ไม่ไปไกลกว่านั้น พี่เลยคิดว่าอย่าทำเลย” ท้ายที่สุด เธอเลือกหยุด และปล่อยให้มันเป็นบทเรียนหนึ่งในชีวิต ขณะเดียวกัน น้องหุ้นส่วนที่อายุน้อยกว่าก็ยังมีเส้นทางให้ไปเรียนรู้ต่อ เธอจึงตัดสินใจแยกทางกันอย่างเข้าใจ
แต่ความตั้งใจที่จะทำร้านไอศกรีมของเธอไม่ได้จบลงไปด้วย หลังกลับมาตั้งหลักได้ โบว์จึงเริ่มทำร้านไอศกรีมอีกครั้ง โดยครั้งนี้เธอเริ่มจากเรื่องพื้นฐานที่สุดอย่างการตั้งชื่อร้าน ที่ในสมัยของเชา เบลล่า เวลาที่เธอบอกชื่อไปกลับไม่มีใครรู้จักเลย เพราะคนจำไม่ได้ การเปลี่ยนชื่อร้านเริ่มจากที่โบว์โยนโจทย์ให้เพื่อนสนิทว่า เธออยากได้ชื่อร้านที่พูดครั้งเดียวแล้วคนจำได้เลย วงระดมสมองเล็กๆ ของกลุ่มเพื่อนที่ล้วนเป็นดีไซน์เนอร์จึงเกิดขึ้น
“เหมือนได้มานั่งคิดพวกแบรนด์อิมเมจอะไรอย่างนี้กันใหม่ แล้วทุกคนก็บอกว่า ‘ติมฮิ’ นี่แหละชัดเลย พูดทีเดียวคนจำได้ แล้วมันก็เหมือนเป็นอย่างนั้นจริงๆ”

แต่นอกจากชื่อร้านแล้ว ในระหว่างทางของการทำร้าน สิ่งที่เธอได้เรียนรู้ยังเป็นเรื่องบทเรียนพื้นฐานของการทำธุรกิจที่ค่อยๆ ชัดขึ้นตามประสบการณ์ จากในช่วงแรกที่เธอทำทุกอย่างจากความเป็นตัวเอง จากรสนิยมของดีไซเนอร์ที่อยากขายไอศกรีมในแบบที่ตัวเองชอบ อยากนำเสนอสิ่งที่ตัวเองคิดว่าสวย คิดว่าน่าสนใจ ทว่าท้ายที่สุด เส้นทางก็พาเธอกลับมาสู่คำถามพื้นฐานที่สุดข้อหนึ่ง
“สุดท้ายมันกลับทิศมาที่โจทย์เบสิกของธุรกิจว่า ถ้ายูจะทำไรขายอะ ยูต้องรู้ว่าลูกค้ายูเป็นใคร แล้วเขาอยากได้อะไร จนวันนี้มันเหมือนผ่านการที่พี่มีหุ้นส่วนไปเปิดร้าน เริ่มจากไม่มีหน้าร้าน เอาตู้ไปลงแล้วมีหุ้นส่วนไปเปิดร้าน แล้วก็ปิดร้านไป แล้วก็เปิดร้านเองอีกรอบ มันก็ได้เรียนรู้ในระหว่างทางไปด้วย”
ยิ่งไปกว่านั้นอีกเรื่องที่โบว์ได้เรียนรู้คือ ‘การเลือก’ เพราะในช่วงเวลาที่ ผ่านมาเธอยังแบ่งชีวิตออกเป็นสองส่วน ครึ่งหนึ่งทำงานออฟฟิศที่กรุงเทพฯ อีกครึ่งหนึ่งคอยดูแลร้านที่ระยอง ใช้ชีวิตแบบไปๆ มาๆ ระหว่างสองเมือง
จนกระทั่งโควิด-19 กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อผู้คนต้องอยู่บ้าน แต่ทันทีที่สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ผู้คนก็เริ่มกลับออกมาใช้ชีวิตอีกครั้ง แต่เป็นการเริ่มใช้ชีวิตในระยะทางใกล้ๆ มากกว่าจะเดินทางไกลเหมือนเดิม จังหวะนั้นเอง เธอเริ่มมองเห็นโอกาสและตัดสินใจว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องกลับมาอยู่กับร้านอย่างจริงจัง เพราะหากยังลังเล ชีวิตก็จะยังต้องวิ่งไป – กลับกรุงเทพฯ ต่อไปไม่สิ้นสุด และร้านติมฮิก็อาจจะไม่ได้เติบโตมั่นคงอย่างในทุกวันนี้

รสชาติโลคอล – รสชาติระยอง
แม้ชื่อจะเปลี่ยนไป และมีการทำไอศกรีมตามความนิยมของลูกค้ามากขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนคือ โบว์และติมฮิยังคงพยายามที่จะนำรสชาติแบบพื้นถิ่นมานำเสนอใหม่ในรูปแบบของไอศกรีม โดยเฉพาะรสผลไม้ที่เดิมทีก็เป็นจุดเริ่มต้นของการอยากทำไอศกรีมของเธออยู่แล้ว โบว์เล่าว่า ไอศกรีมรสชาติพื้นถิ่นเหล่านี้เริ่มมาจากความคิดถึง
“ตอนพี่อยู่อิตาลี สิ่งที่พี่คิดถึงมากที่สุดคือ มะม่วง มะม่วงไทยคือเดอะเบสต์ อร่อยที่สุด มันเหมือนมีกลิ่น มีรสที่หลากหลายสายพันธุ์ ทำให้พี่คิดว่าอยากทำไอติมแล้วทำให้ได้กินผลไม้”
แม้หัวใจของร้านจะยังยืนยันอยู่ที่ ‘ผลไม้ไทย’ แต่ในทางปฏิบัติ เธอกลับพบว่า ความเป็นโลคอลไม่ได้แปลว่าทุกคนจะรู้สึกตื่นเต้นกับมันเสมอไป สำหรับลูกค้าที่ใช้ชีวิตอยู่ในระยอง ผลไม้เป็นสิ่งที่อยู่รอบตัวจนคุ้นชิน ไอศกรีมรสผลไม้จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ ในทางกลับกัน พวกเขามักจะตื่นเต้นกับรสชาติแบบตะวันตกหรือรสที่กำลังเป็นกระแสในช่วงนั้นมากกว่า

ในขณะที่นักท่องเที่ยวจากที่อื่นกลับมองหารสชาติท้องถิ่นที่แตกต่างจากสิ่งที่พวกเขาคุ้นเคย หนึ่งในนั้นคือ ‘ไอศกรีมน้ำปลา’ ที่เธอขยายความโลคอลมาไกลกว่าแค่รสชาติของผลไม้
“สมมุติวถ้าให้พี่แนะนำรสโลคอล พี่ก็จะแนะนำรสชาติน้ำปลา แล้วพี่ก็ใช้น้ำปลาของระยองด้วย ชื่อน้ำปลาตราเด็ก ซึ่งเขาก็มีขายอยู่ตามซูเปอร์มาร์เก็ต แต่ว่าที่พี่ซื้อเขามาทำเป็นแบบเกรดส่งออก สำหรับพี่ พี่รู้สึกว่ามันมีกลิ่น มีรสที่พอมันทำเป็นไอติมแล้ว ความหอมของความเป็นน้ำปลายังคงอยู่”
ไอศกรีมรสน้ำปลา ได้ยินครั้งแรกหลายคนอาจจะจินตนาการรสชาติได้ยาก เพราะเครื่องปรุงรสเค็มพื้นถิ่นของภาคตะวันออก กับไอศกรีมเจลาโต้ของหวานประจำบ้านของอิตาลีดูเหมือนจะอยู่คู่ตรงข้ามของรสชาติที่จะเข้ากันได้ แต่ความจริงมันกลับเข้ากันได้กว่าที่คิด ลองจินตนาการดูว่ารสชาติที่เราจะได้สัมผัสจะเหมือนไอศกรีมวนิลาที่ให้รสหวานตัดกับรสเค็มหอมที่มีกลิ่นเฉพาะตัวตั้งแต่คำแรก แต่ก็ไม่เค็มเกินไปแม้จะกินหมดสกู๊ป

สำหรับโบว์การทำรสชาติแบบนี้ไม่ใช่แค่การทำให้แปลกเพราะในทางเทคนิคแล้ว หากจะทำไอศกรีมให้เป็นรสอะไรก็สามารถทำได้แทบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นอาหารคาวหรือหวาน เพียงแค่ทำให้มันกลายเป็นของเย็น แต่สิ่งสำคัญกว่านั้นคือ ‘มันต้องกินได้และอร่อยจริง’
ไอศกรีมรสน้ำปลาจึงไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อความหวือหวา แต่เกิดจากการหยิบเอาความคุ้นเคยในวัฒนธรรมการกินมาปรับใหม่ และผลลัพธ์ที่ได้ก็เกินความคาดหมาย รสชาติที่หลายคนลังเลในตอนแรก กลับกลายเป็นหนึ่งในรสที่ขายดี ลูกค้าจำนวนไม่น้อยเปิดใจลอง และพบว่ามัน อร่อยกว่าที่คิดด้วยความหอมเฉพาะตัวของน้ำปลาที่ยังคงอยู่แม้ผ่านการแปรรูป
ยิ่งทำให้ไอศกรีมรสชาตินี้ไม่ใช่แค่ของหวาน แต่เป็นการพารสชาติของพื้นที่ออกไปสู่คนที่ได้ลิ้มลอง
ในมุมมองของโบว์ ไอศกรีมรสชาติระยองของเธอจึงไม่ใช่แค่เรื่องของรสชาติแปลกใหม่ หากแต่เป็นการหาจุดสมดุลระหว่างความคุ้นเคยและความคาดไม่ถึง ที่ทำให้ผู้คนอยากกลับมาลองอีกครั้ง

เชื่อในการแก้โจทย์ยากให้เต็มไปด้วยความสนุก
ในวันนี้รสชาติผลไม้หรือรสชาติพื้นถิ่นได้กลายเป็นหนึ่งในรสชาติที่ทำให้ติมฮิเป็นที่รู้จัก แต่สำหรับโบว์ เธอมองว่าจุดแข็งที่แท้จริงของร้านติมฮิ คือ ความหลากหลาย
“พี่คิดว่าคนเมือง คนกรุงเทพฯ อาจจะคิดว่า รสชาติผลไม้ รสชาติน้ำปลาเป็นจุดขายของพี่ แต่พี่คิดว่าติมฮิตอนนี้ มันคือ ร้านไอติมที่มีไอติมเยอะ มันมีไอติมหลากหลาย ก็คือมีรสชาติเยอะแยะไปหมด แล้วเวลาลูกค้ามาก็จะมีเซอร์ไพรส์ กลายเป็นว่าคำถามใหม่ที่น่าสนใจกว่า ก็คือ แม้จะมีไอติมเยอะขนาดเนี้ย แต่ลูกค้าประจำหรือลูกค้าที่มานานๆ มาที เขาจะมาถามว่าอันไหนเป็นรสใหม่ เขาก็จะตื่นเต้นมากว่าเราจะทำรสอะไรอีก”

ในปัจจุบัน โมเดลธุรกิจของติมฮิไม่ได้จำกัดอยู่แค่หน้าร้าน แต่ขยายไปสู่การเป็นผู้ผลิตเต็มตัว ลูกค้าสามารถซื้อไอศกรีมไปขายต่อได้ในรูปแบบซื้อขาด ทั้งแบบเป็นถ้วยสำเร็จรูป หรือซื้อเป็นตู้เพื่อนำไปตักขายเอง ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในระยอง ขณะเดียวกันก็เริ่มมีในกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่นๆ เพิ่มขึ้นบ้าง
นอกจากนั้น ติมฮิยังมีการกระจายสินค้าไปยังช่องทางค้าปลีก เช่น อาฟเตอร์ยู (After You) ที่ช่วยให้สินค้าเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น โบว์บอกกับเราว่า “รสผลไม้ระยอง พี่ส่งไปอาฟเตอร์ยู 15 รสได้มั้ง อย่างรสสับปะรดบ๊วย เงาะกระป๋อง น้ำมะพร้าว”
แต่การเป็นผู้ผลิตไม่ได้หมายถึงแค่การทำของแล้วขายออกไป แต่ยังต้องทำทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน หน้าบ้านก็คือ ร้านติมฮิที่โบว์ขายไอศกรีมผ่านแบรนด์ของตัวเองเพื่อสร้างประสบการณ์และตัวตนให้ลูกค้าจดจำ ขณะที่หลังบ้าน คือการรับผลิต หรือที่เรียกว่า OEM ให้กับลูกค้าองค์กร สำหรับเธอสองส่วนนี้ต้องเดินไปพร้อมกัน
“มันไม่มีทางที่ทำแบบเดียวแล้วจะรอด” การบาลานซ์ระหว่างสองโมเดลนี้คือ หัวใจสำคัญของธุรกิจของโบว์ เพราะเธอมองว่าแต่ละแบบมีบริบทที่ต่างกัน และตอบโจทย์คนละกลุ่มลูกค้า ในขณะเดียวกัน การพัฒนารสชาติใหม่ๆ ก็ไม่ได้มาจากตัวเธอเพียงฝ่ายเดียว แต่เกิดจากบทสนทนากับลูกค้าด้วย

“ลูกค้าที่สนิทกันเขาก็จะมากระซิบบอกว่าอยากกินรสนั้นรสนี้ พอมีลูกค้ามาแนะนำอะไรพี่ก็จะลองทำ แล้วหลายๆ รสในร้านก็ได้มาจากการที่ลูกค้าบอก อย่างเช่น รสบลูเบอร์รี่ชีสพาย นี่ก็คือลูกค้าบอก” เธอกล่าว
โดยเธอย้ำว่า ในระยะยาวโบว์ไม่ได้อยากหยุดอยู่แค่การเป็นร้านไอศกรีม แต่เธออยากพัฒนาร้านติมฮิไปสู่การเป็นโรงงานผู้ผลิตไอศกรีม “พี่อยากทำเป็นโรงงานที่ไม่ใช่เป็นโรงงานแบบไอติมวอลล์นะ แต่ว่าหมายถึงโรงงาน OEM ที่เก่งที่สุด ที่ไม่ว่าลูกค้าจะบอกให้ทำรสอะไร ฉันทำได้หมด ไม่ติด”

ความสนุกของเธอไม่ได้อยู่ที่การทำรสชาติเดิมๆ เพื่อขายหน้าร้านเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การได้รับโจทย์ใหม่จากลูกค้าองค์กร อย่างเช่นที่โบว์เล่าเพิ่มว่า “เคยมีบริษัทเขาให้ทำเทสต์แต่ไม่รู้เขาขายใครหรือเอาไปทำอะไร ก็คือเขาให้ทำเทสต์ไอติมรสนมควาย พี่ก็รู้สึกว่ามันก็สนุกดี แล้วก็เคยมีคนให้ทำไอติมรสสาหร่ายสไปรูลิน่าอะไรอย่างนี้ ก็รู้สึกว่าชอบอะไรแบบนั้นมากกว่า เพราะเวลาเป็นโจทย์ใหม่แล้วลูกค้าใหม่ รู้สึกว่าได้ท้าทายว่า เฮ้ย! รสนี้เราจะแก้โจทย์ออกมาเป็นยังไง”
เพราะทุกโจทย์สำหรับเธอคือ ความท้าทาย และทุกความท้าทาย คือกระบวนการออกแบบในแบบเดียวกับที่เธอเคยเป็นดีไซเนอร์ เพียงแต่เปลี่ยนจากการออกแบบพื้นที่มาเป็นการออกแบบ ‘รสชาติ’ แทน



