/

พัทยา ‘พิเศษ’ ตรงไหน? ส่องหน้าที่ ‘นายก – สภา’ เมืองพัทยา ก่อนเข้าคูหา 28 มิ.ย. นี้

การเลือกตั้งนายกเมืองพัทยากำลังใกล้เข้ามาอีกครั้ง พร้อมกับการหาเสียงและการนำเสนอนโยบายจากผู้สมัครที่ต้องการเข้ามาบริหารเมืองท่องเที่ยวสำคัญแห่งนี้ แต่ท่ามกลางการแข่งขันทางการเมือง อีกคำถามหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ แท้จริงแล้ว ‘เมืองพัทยา’ ที่เราคุ้นหูกันว่า ‘เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ’ จริงๆ แล้วพิเศษอย่างไร และมีสถานะแตกต่างจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นมากน้อยเพียงใด

EPIGRAM ชวนผู้อ่านสำรวจโครงสร้างการบริหาร อำนาจหน้าที่ และที่มาของตำแหน่งต่างๆ ในเมืองพัทยา รวมถึงความแตกต่างระหว่างนายกเมืองพัทยา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบอื่น และผู้ว่าราชการจังหวัด เตรียมตัวก่อนเข้าคูหา ไปกาอนาคตพัทยา ในวันที่ 28 มิถุนายนนี้

โครงสร้างเมืองพัทยาเป็นอย่างไร

สำหรับเมืองพัทยา โครงสร้างการบริหารแบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายหลัก ได้แก่ ฝ่ายนิติบัญญัติ และ ฝ่ายบริหาร ซึ่งต่างมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนในเขตเมืองพัทยา

ส่วน ฝ่ายนิติบัญญัติ คือสภาเมืองพัทยา ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกสภาเมืองพัทยา (ส.ม.) จำนวน 24 คน มีหน้าที่ออกข้อบัญญัติเมืองพัทยา พิจารณาและให้ความเห็นชอบงบประมาณ ตลอดจนตรวจสอบการปฏิบัติงานของฝ่ายบริหาร

ฝ่ายบริหาร นำโดยนายกเมืองพัทยา มีหน้าที่บริหารราชการของเมือง กำหนดนโยบาย และสั่งการหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดเมืองพัทยาเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามนโยบายและแผนงานที่กำหนดไว้

นายกเมืองพัทยามีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี และกฎหมายกำหนดให้ดำรงตำแหน่งติดต่อกันได้ไม่เกิน 2 วาระ หรือรวมไม่เกิน 8 ปี หากพ้นจากตำแหน่งแล้วจะต้องเว้นวรรคอย่างน้อย 4 ปี จึงจะสามารถกลับมาสมัครรับเลือกตั้งได้อีกครั้ง

ขณะที่สมาชิกสภาเมืองพัทยามีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปีเช่นกัน แต่กฎหมายไม่ได้กำหนดจำนวนวาระสูงสุด จึงสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งและดำรงตำแหน่งติดต่อกันได้ตราบเท่าที่ยังคงได้รับความไว้วางใจจากประชาชนผ่านการเลือกตั้ง

แล้วเมืองพัทยา มีหน้าที่ทำอะไรบ้าง?

เมืองพัทยามีหน้าที่ทั้งหมด 4 ด้านหลัก ตาม มาตรา 62 พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ.2542 (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2562 ประกอบด้วย

1.ความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อย โดยในด้านนี้เกี่ยวข้องกับการ ดูแลรักษาความสงบภายในพื้นที่พัทยา การจัดการการจราจร รวมไปถึงการส่งเสริมและสนับสนุนงานของสถานีตำรวจในเขตพื้นที่เมืองพัทยา

2.ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เกี่ยวข้องกับการรักษาความสะอาดของพื้นที่เมืองพัทยา เช่น การกำจัดมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล และการบำบัดน้ำเสีย การควบคุมอนามัยและความปลอดภัยในร้านจำหน่ายอาหาร โรงมหรสพ และสถานบริการอื่น ไปตลอดจนการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ

3.ด้านสาธารณูปโภคและการพัฒนาเมือง เช่น การดูแลทรัพสินสาธารณะ การวางผังเมืองและควบคุมการก่อสร้าง การจัดการเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยและการปรับปรุงแหล่งเสื่อมโทรม รวมไปถึงการจัดให้มีน้ำสะอาดหรือการประปา

4.ด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว เช่น การจัดให้มีการควบคุมตลาด ท่าเทียบเรือ และที่จอดรถ การบำรุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น และวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น ไปตลอดจนถึงการ ‘ควบคุม’ และส่งเสริมกิจการท่องเที่ยว

ในขณะที่อำนาจหน้าที่อื่นๆ นั้นตามกฎหมายได้ระบุไว้ว่า พัทยามี ‘อำนาจหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นของเทศบาลนครหรือของเมืองพัทยา’ ซึ่งหมายความว่าอำนาจใดที่เทศบาลสามารถทำได้ พัทยาก็สามารถทำได้เช่นกัน

 

แล้วพัทยาต่างจากหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นๆ อย่างไร?

หากเทียบกับหน่วยงานลักษณะเดียวกันในโครงสร้าง ‘การปกครองส่วนท้องถิ่น’ จะพบว่า บทบาทของเมืองพัทยาอาจดูไม่แตกต่างจากเทศบาล โดยเฉพาะ ‘เทศบาลนคร’ มากนัก เนื่องจากทั้งสององค์กรมีหน้าที่จัดบริการสาธารณะและดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างและบำรุงรักษาถนน ระบบระบายน้ำ การจัดการขยะ การรักษาความสะอาด รวมถึงการดูแลสาธารณูปโภคพื้นฐานต่างๆ

อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคือในแง่ของกฎหมาย เนื่องจากเมืองพัทยามีสถานะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ที่ถูกออกแบบขึ้นเพื่อรองรับการบริหาร ‘เมืองท่องเที่ยว’ โดยเฉพาะ กฎหมายจึงกำหนดภารกิจให้ครอบคลุมทั้งการส่งเสริมและ ‘ควบคุม’ กิจการท่องเที่ยว ขณะที่เทศบาลนครโดยทั่วไปมีบทบาทใน ‘การส่งเสริม’ การท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว

ในเชิงปฏิบัติ ความแตกต่างดังกล่าวอาจไม่ชัดเจนนักในปัจจุบัน เนื่องจากทั้งพัทยาและเทศบาลนครต่างสามารถพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว จัดกิจกรรม และบริหารจัดการพื้นที่สาธารณะได้ใกล้เคียงกันมากขึ้น แต่ในเชิงกฎหมาย พัทยายังคงมีกรอบอำนาจด้านการบริหารจัดการเมืองท่องเที่ยวที่ถูกกำหนดไว้อย่างเฉพาะเจาะจงมากกว่า

รากฐานของความแตกต่างนี้ย้อนกลับไปในช่วงการจัดตั้งเมืองพัทยา ซึ่งในขณะนั้นอำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังมีข้อจำกัดมากกว่าปัจจุบัน รัฐจึงออกแบบให้พัทยาเป็นหน่วยปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ดึงพัทยาออกมาจากโครงสร้างการปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วไป เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารพื้นที่ที่มีลักษณะเฉพาะ โดยเฉพาะการรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมากและการจัดการปัญหาเชิงเมืองที่ซับซ้อน

ด้วยเหตุนี้ หากมองย้อนกลับไปในช่วงแรกของการจัดตั้งเมืองพัทยา ความแตกต่างระหว่างพัทยากับเทศบาลจะเห็นได้ชัดกว่าปัจจุบัน ทั้งในด้านอำนาจหน้าที่ ความคล่องตัวในการบริหารจัดการ และบทบาทในการพัฒนาเมืองท่องเที่ยว แต่หลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และการผลักดันนโยบายกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เทศบาลทั่วประเทศได้รับการถ่ายโอนภารกิจ งบประมาณ และอำนาจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทั้งเทศบาลนคร และ เมืองพัทยามาก ในปัจจุบันมีความใกล้เคียงกันมากขึ้น

และหากเปรียบเทียบกับองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ก็จะพบว่าทั้งสองต่างเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีหน้าที่ให้บริการสาธารณะแก่ประชาชนในพื้นที่ของตนเช่นกัน ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ขนาดของพื้นที่และลักษณะของชุมชนที่รับผิดชอบ โดย อบต. มักดูแลพื้นที่ชนบทหรือพื้นที่นอกเขตเทศบาล ซึ่งมีภารกิจมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาพื้นที่และชุมชน

แล้วหน่วยงานระดับจังหวัดอย่าง อบจ. – ผู้ว่าฯ เกี่ยวข้องกับเมืองพัทยาอย่างไร?

ขณะที่เมื่อเปรียบเทียบพัทยากับองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ความแตกต่างจะเห็นได้ชัดเจนมากกว่า เนื่องจากพัทยามีหน้าที่บริหารและให้บริการประชาชนภายในพื้นที่ของตนโดยตรง ขณะที่ อบจ. มีขอบเขตการดำเนินงานครอบคลุมทั้งจังหวัด และมุ่งเน้นการพัฒนาในระดับภาพรวมของจังหวัดมากกว่าในระดับพื้นที่ เช่น การพัฒนาเส้นทางคมนาคมที่เชื่อมหลายอำเภอ การดูแลโครงการในระดับจังหวัด หรือการสนับสนุนภารกิจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นภายในจังหวัด 

ซึ่งหมายความว่าทั้งในเชิงโครงสร้างและในเชิงกฎหมาย ทั้ง อบจ.ชลบุรี และเมืองพัทยา ต่างเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นคนละองค์กรที่มีฐานะเท่าเทียมกัน และต่างฝ่ายต่างมีสภา รวมทั้งผู้บริหารที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

ดังนั้นในทางปฏิบัติ แม้ทั้งสองหน่วยงานยังคงมีความเกี่ยวข้องกันอยู่ แต่เป็นความสัมพันธ์โดยอาศัย ‘ความร่วมมือ’ ในการผลักดันหรือแก้ไขปัญหา ไม่ใช่อำนาจในการสั่งการกันโดยตรง เนื่องจากหลายปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในเขตเมืองพัทยา แต่เชื่อมโยงกับพื้นที่อื่นของจังหวัดชลบุรีด้วย ไม่ว่าจะเป็นการคมนาคม การจัดการมลภาวะและการดูแลสิ่งแวดล้อม หรือโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่

อย่างไรก็ตาม หากขยับออกไปมองนอกโครงสร้าง ‘การปกครองส่วนท้องถิ่น’ จะพบว่ายังมีอีกหนึ่งหน่วยงานสำคัญที่เกี่ยวข้องกับจังหวัดชลบุรีเช่นกัน นั่นคือ ‘ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี’ ซึ่งอาจชวนให้เกิดคำถามต่อว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเมืองพัทยากับผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นอย่างไร และผู้ว่าฯ มีอำนาจสั่งการเหนือเมืองพัทยาหรือไม่

เมื่อพิจารณาจากโครงสร้างการบริหารราชการของไทย จะพบว่าเมืองพัทยา อบจ.ชลบุรี เทศบาล และ อบต. ล้วนอยู่ในสายของ ‘การปกครองส่วนท้องถิ่น’ ซึ่งมีผู้บริหารและสภาที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดอยู่ในสายของ ‘ราชการส่วนภูมิภาค’ ซึ่งเป็นตัวแทนของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยในระดับจังหวัด

บทบาทของผู้ว่าฯ ไม่ได้ทำหน้าที่บริหารท้องถิ่นแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่มีหน้าที่กำกับดูแล ให้การดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ ในจังหวัดเป็นไปตามกฎหมาย ประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของรัฐ และขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่

อย่างไรก็ตาม การกำกับดูแลดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถเข้ามาบริหารงานแทนนายกเมืองพัทยา หรือสามารถสั่งการเมืองพัทยาได้ในทุกเรื่อง หากแต่เป็นการกำกับดูแล (Supervisor) ให้การดำเนินงานของนายกเมืองพัทยาเป็นไปตามกรอบกฎหมายและอำนาจหน้าที่ที่กำหนดไว้

กล่าวอีกนัยหนึ่ง เมืองพัทยาและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นๆ เป็นผู้ตัดสินใจและดำเนินงานในพื้นที่ของตนเอง ขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดทำหน้าที่ดูแลภาพรวมของจังหวัด ประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ และเชื่อมโยงนโยบายจากรัฐบาลสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่มากกว่า

ด้วยเหตุนี้ การเลือกตั้งนายกเมืองพัทยาจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะผู้ที่ได้รับเลือกตั้งจะเป็นผู้กำหนดนโยบาย จัดลำดับความสำคัญของงบประมาณ และตัดสินใจเกี่ยวกับการพัฒนาเมืองที่ส่งผลต่อชีวิตประจำวันของประชาชนโดยตรง

สำคัญขนาดนี้ 28 มิถุนา ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งกัน!

ไม่ว่าผู้อ่านจะมองว่าเมืองพัทยาแตกต่างจากเทศบาลนครมากน้อยเพียงใด หรือจะเห็นว่าสถานะความเป็น ‘องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ’ ยังคงมีความหมายมากน้อยเพียงใดในปัจจุบัน แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ เมืองพัทยายังคงเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทโดยตรงต่อชีวิตประจำวันของคนพัทยา ตั้งแต่ถนนที่ใช้เดินทาง ระบบระบายน้ำ การจัดการสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงทิศทางการพัฒนาเมืองและการท่องเที่ยวในอนาคต

การเลือกตั้งเมืองพัทยาจึงไม่ใช่เพียงการเลือกตัวบุคคลเข้ามาดำรงตำแหน่งเท่านั้น แต่ยังเป็นการตัดสินใจว่าพัทยาจะถูกพัฒนาไปในทิศทางใดในช่วง 4 ปีข้างหน้า ทั้งในด้านการคมนาคม สิ่งแวดล้อม การจัดการเมือง การท่องเที่ยว และคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่

สำหรับการเลือกตั้งเมืองพัทยา จะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะได้รับบัตรเลือกตั้งจำนวน 2 ใบ คือ บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาเมืองพัทยา (บัตรสีชมพู) และบัตรเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา (บัตรสีเขียว) โดยหน่วยเลือกตั้งจะเปิดให้ลงคะแนนตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น. และไม่มีการเลือกตั้งล่วงหน้าหรือนอกเขตเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิต้องเดินทางไปใช้สิทธิ ณ หน่วยเลือกตั้งที่ตนมีรายชื่ออยู่เท่านั้น

สำหรับผู้ที่ไม่สามารถเดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ สามารถแจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งต่อนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านได้ ภายใน 7 วันก่อนวันเลือกตั้ง หรือภายใน 7 วันหลังวันเลือกตั้ง โดยสามารถยื่นเรื่องด้วยตนเอง มอบหมายผู้อื่นดำเนินการแทน ส่งทางไปรษณีย์ หรือแจ้งผ่านผ่านเว็บไซต์ https://boraservices.bora.dopa.go.th/election/abscauselocal/

ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาเป็นเช่นไร วันที่ 28 มิถุนายนจึงไม่ใช่เพียงวันเลือกผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่นชุดใหม่เท่านั้น แต่ยังเป็นวันที่ประชาชนชาวพัทยาจะได้ร่วมกำหนดทิศทางของเมืองที่ตนเองอาศัยอยู่ ผ่านหนึ่งในกลไกสำคัญที่สุดของการปกครองท้องถิ่น นั่นคือการใช้สิทธิเลือกตั้งของตนเอง


เรื่องและภาพโดย วีรภัทร เหลาเกิ้มหุ่ง / Burapunch
written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR