/

‘น้ำใต้ดิน’ พยานปากเอกของอาชญากรรมสิ่งแวดล้อม คุยกับ ดร.มนัสวี เฮงสุวรรณ ผู้ใช้ ‘นิติอุทกธรณีวิทยา’ พิสูจน์ต้นตอปัญหามลพิษ

เวลาเราดูหนังสืบสวนสอบสวน หนึ่งในฉากที่เราเห็นบ่อยๆ  คือ กระดานสืบสวน ซึ่งมักจะมีรูปภาพ ข้อความ หมุดหมาย และสายระโยงระยางโยงที่ลากจากเหยื่อ ไปหาร่องรอยตัวผู้กระทำผิด ในคดีฆาตกรรม แต่ในกรณีของอาชญากรรมทางสิ่งแวดล้อม เหยื่อคือ สิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของผู้คน หลักฐานที่จะพาเราสาวตัวไปถึงต้นตอของแหล่งมลพิษได้ บางทีอาจเป็นร่องรอยของรถบรรทุกสารเคมี บางทีอาจเป็นคราบสารพิษที่รั่วไหล และบางทีอาจเป็นปลาที่ลอยตายในแหล่งน้ำ 

แต่บางครั้งหลักฐานของอาชญากรรมทางสิ่งแวดล้อมอาจมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า การไขปริศนาไม่ได้ปรากฏอยู่บนพื้นดิน แต่ซ่อนอยู่ใต้ผิวดิน อย่าง ‘น้ำใต้ดิน’ ที่ทั้งเส้นทางการไหล และการปนเปื้อนสามารถใช้เป็นเบาะแสและพยานหลักฐานในการสืบสวนอาชญากรรมสิ่งแวดล้อมได้

เราชวนคุยกับ กล้วย – ดร.มนัสวี เฮงสุวรรณ นักธรณีวิทยาชำนาญการพิเศษ สำนักอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรน้ำบาดาล กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ผู้บัญญัติศาสตร์ที่เรียกว่า ‘นิติอุทกธรณีวิทยา’ ขึ้นมาในประเทศไทย 

ศาสตร์นี้จะเป็นเหมือนเส้นใยล่องหนที่พาเราสาวไปถึงตัวผู้กระทำผิด เป็นหลักฐานมัดตัวแหล่งกำเนิดมลพิษที่ในวันนี้กฎหมาย PRTR ยังคงมืดมน และย้ำเตือนว่าความทุกข์ระทมจากผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม บางครั้งอาจไม่เห็นประจักษ์บนพื้นดิน แต่แทรกซึมอยู่ใต้ทุกอณูชีวิตที่ราเราทุกคนอาศัยอยู่

พยานปากเอกที่มองไม่เห็น ‘บนพื้นดิน’ 

“แรกเริ่มเลยพี่แค่รู้สึกว่าอยากทำให้เรื่องน้ำบาดาล จากเดิมที่เป็นเรื่องที่ทุกคนรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องเร้นลับ ทุกคนลืมไปเลยด้วยซ้ำว่าเรามีน้ำบาดาล สื่อสารยังไงก็ได้ให้คนเข้าใจว่า น้ำบาดาลมันอยู่ตรงไหน เกี่ยวข้องยังไงกับชีวิตประจำวันของเรายังไง”

มนัสวีเกริ่นถึงจุดเริ่มต้นการทำงานในฐานะกรมทรัพยากรน้ำบาดาลที่แรกเริ่มเดิมที เธอเพียงแค่อยากให้คนเห็นถึงความสำคัญและความเชื่อมโยงของน้ำบาลดาลกับชีวิตประจำวันของผู้คน

“พี่เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า น้ำที่ตัวเองซื้อกินที่ตั้งอยู่ในเชลฟ์เซเว่นอีเลฟเว่นมาจากน้ำบาดาลเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์” เธอเล่า

ในมุมมนัสวีเอง งานด้านนิติอุทกธรณีวิทยาในช่วงเริ่มต้นที่เธอเข้ามาทำงาน จึงเป็นเพียงการวิจัยเชิงวิชาการเท่านั้น แต่แล้วอาชญากรรมทางสิ่งแวดล้อมปริศนาคดีหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นที่อ่างเก็บน้ำลุ่มน้ำโจนที่ 16 ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้สังคมไทยเห็นว่า นิติอุทกธรณีวิทยาสามารถเป็นเครื่องมือที่ใช้ทวงคืนความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมได้

กรณีของอ่างเก็บน้ำลุ่มน้ำโจนที่ 16 เกิดขึ้นในเดือนมีนาคม ปี พ.ศ. 2562 ซึ่งมีชาวบ้านมาแจ้งการปนเปื้อนเนื่องจากมีสัตว์น้ำตาย ต่อมากรมชลประทานซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ได้เข้าตรวจสอบ และพบว่า น้ำในอ่างที่มีความจุน้ำสูงสุดถึง 2 ล้านลบ.ม. มีค่าเป็นกรดสูง โดยมีค่า pH อยู่ที่ 2.5 – 3.5 ซึ่งเป็นค่าที่ทั้งพืชและสัตว์น้ำไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ อีกทั้งยังพบโลหะหนักปนเปื้อนอยู่หลายชนิด กรมชลประทานจึงสันนิษฐานว่า อาจมีการลักลอบนำน้ำเสียจากโรงงานในบริเวณใกล้เคียงมาทิ้งในอ่างเก็บน้ำแห่งนี้ 

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสืบสวนอยู่เป็นปี ทั้งสอบถามชาวบ้าน ไล่ดูกล้องวงจรปิด และตรวจสอบรถบรรทุกหรือรถแท้งค์ต้องสงสัย แต่สุดท้ายกลับไม่พบร่องรอยของการลักลอบทิ้งน้ำเสียลงสู่อ่างเก็บน้ำ การสืบสวนนี้ลากยาวจนถึงช่วงเดือนกรกฎาคม ปี พ.ศ. 2563 ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงทำเรื่องส่งอัยการว่าขอยุติการสืบสวน 

ขณะเดียวกัน ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2563 แม้กรมชลประทานจะพยายามฟื้นฟูคุณภาพน้ำในบ่อยืมดินบริเวณอ่างฯ ซึ่งอุตสาหกรรมจังหวัดสงสัยว่าเป็นจุดลักลอบทิ้งของเสีย พวกเขาพยายามขุดลอกดินปนเปื้อนจำนวน 1,500 ลบ. ม. และสูบของเสียรวมถึงโรยปูนขาวกว่า 14 ตันเพื่อปรับค่า pH ให้กลับมาสมดุล หวังว่าจะช่วยเยียวยาได้

แต่เพียงไม่กี่เดือนต่อมาก็มีการสังเกตุเห็นน้ำสีฟ้าอมเขียวแปลกประหลาดที่ซึมผุดขึ้นตามขอบบ่อ  ยิ่งไปกว่านั้นน้ำในบ่อก็กลับมาเป็นกรดสูงอีกครั้ง ราวกับว่ามลพิษยังไหลเข้าสู่พื้นที่อย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ไม่มีใครเห็นร่องรอยการลักลอบทิ้งน้ำเสียเลยแม้แต่น้อย

กรมชลประทานจึงประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงกรมทรัพยากรน้ำบาดาลให้เข้าพื้นที่เพื่อร่วมตรวจสอบและหาแหล่งที่มาของสารปนเปื้อน นี่คือจุดตั้งต้นที่ทีมของมนัสวีได้เริ่มเข้ามาทำงานสืบสวนผ่านการเจาะสำรวจชั้นดินและตรวจสอบการปนเปื้อนของน้ำใต้ดินในโดยใช้เทคนิคทางธรณีฟิสิกส์ครั้งแรกในระหว่างเดือนมกราคมถึงเมษายนปี พ.ศ. 2564 จนในที่สุดมนัสวีก็พบว่า น้ำในอ่างฯ ไม่ได้เป็นกรดจากการลักลอบนำน้ำเสียมาเททิ้งลงอ่างเก็บน้ำโดยตรง แต่เป็นการปล่อยน้ำเสียให้ซึมลงดินในบริเวณพื้นที่ของโรงงานต้นตอที่ตั้งอยู่ห่างจากอ่างเก็บน้ำกว่า 500 เมตร ก่อนที่สารปนเปื้อนเหล่านั้นจะค่อยๆ ซึมลงสู่ดินและไหลไปตามทิศทางการไหลของน้ำใต้ดิน และออกมาที่อ่างเก็บน้ำในที่สุด 

จากการสันนิษฐานและการสืบสวน ทำให้มีข้อมูลสืบย้อนกลับไปได้ว่าการปล่อยน้ำเสียหรือการปนเปื้อนลงสู่ดินจนซึมถึงระดับน้ำใต้ดิน และแพร่จายจนเปลี่ยนน้ำปริมาณกว่า 2 ล. ลบ. ม. ในอ่างฯ ให้กลายเป็นกรดได้ ต้องกินระยะเวลา 3-7 ปี สำหรับมนัสวีมองว่า “ถ้าเกิดเราไม่มีกระบวนการศึกษาเรื่องน้ำใต้ดินมาเพิ่มเนี่ย ผู้ต้องสงสัยหรือผู้ต้องหาคือ ลอยนวลเลยนะ” 

นี่จึงเป็นหนึ่งในกรณีสำคัญที่ทำให้เห็นว่าการสืบสวนการปนเปื้อนของมลพิษในระบบนิเวศและชุมชนจำเป็นต้องพึ่งพาศาสตร์ที่เรียกว่า นิติอุทกธรณีวิทยา   

นิติอุทกธรณีวิทยา  ศาสตร์ที่ใช้น้ำและดินเป็นพยานสำคัญ

“นิติอุทกธรณีวิทยาจริงๆ มันมาจาก 3 คำรวมกัน ก็คือ คำว่า นิติ คำว่า อุทก แล้วก็ธรณีวิทยา คำว่า อุทกก็คือเป็นเรื่องของน้ำ ธรณีวิทยาก็คือเรื่องของดิน ทีนี้อุทกธรณีวิทยาเวลาพูดรวมกันน่ะ มันก็คือ ศาสตร์ในการศึกษาเรื่องของน้ำที่อยู่ในดินหรือว่าเราเรียกกันว่าน้ำใต้ดิน”

“ทีนี้พอเราเอากระบวนการเรื่องของอุทกธรณีวิทยาไปใช้ในกระบวนการสืบสวนสอบสวนเพื่อไขข้อเท็จจริงต่างๆ หรือว่าไปใช้ในกระบวนการทางกฎหมายเนี่ย ก็เลยเรียกว่า นิติอุทกธรณีวิทยา หรือว่าภาษาอังกฤษเรียกว่า Forensic Hydrogeology” 

ที่ผ่านมาคนอาจไม่ได้เชื่อมโยงปัญหาสิ่งแวดล้อมหลายเรื่องกับน้ำใต้ดินมากนัก เพราะว่าการศึกษาน้ำใต้ดินเป็นเรื่องค่อนข้างท้าทาย อีกทั้งยังเป็นศาสตร์ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า คนส่วนใหญ่จึงนึกภาพตามได้ยาก 

แต่สำหรับมนัสวี เธอกลับมองว่าการศึกษาน้ำใต้ดินมีประโยชน์มาก โดยเฉพาะในแง่ของการพิสูจน์ข้อเท็จจริง ว่าการปนเปื้อนที่เกิดขึ้นนั้นมาจากที่ไหน มาจากโรงงานไหน หรือบริษัทใด เพราะในการศึกษาจะมีกระบวนการ เทคนิค และขั้นตอนเฉพาะหลายรูปแบบที่ใช้ในการสืบย้อนต้นตอของการปนเปื้อนเหล่านั้นได้

นิติอุทกธรณีวิทยาจึงเป็นเหมือนเส้นใยล่องหนใต้ดินที่ช่วยเชื่อมโยงพาเราย้อนกลับไปหาแหล่งกำเนิดมลพิษได้ ในขณะเดียวกันก็เป็นหลักฐานอันแน่นหนาที่ทำให้ผู้กระทำผิดดิ้นไม่หลุด ศาสตร์นี้จึงเป็นเหมือนไพ่ลับที่สามารถพลิกคดีและช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนได้จริง 

ร่องรอยจากน้ำใต้ดิน และเทคนิคการสืบสวนแบบนิติอุทกธรณีวิทยา

หนึ่งในความน่าสนใจของการใช้ศาสตร์นิติอุทกธรณีวิทยา คือศาสตร์นี้เต็มไปด้วยเทคนิคหลากหลาย ตั้งแต่การวิเคราะห์ทิศทางการไหลของน้ำใต้ดินที่อาจหมายถึงเส้นทางการเคลื่อนที่ของมลพิษ  การรังวัดทำแผนที่ภูมิประเทศเพื่ออ่านความสูงต่ำของพื้นที่ ไปจนถึงการเจาะสำรวจลักษณะชั้นดินและตรวจสอบคุณสมบัติทางกายภาพและเคมีของน้ำกับดินที่ช่วยบอกว่า สารปนเปื้อนเหล่านั้นคืออะไรและมาจากที่ใด

สำหรับมนัสวี หนึ่งในเทคนิคสำคัญที่เธอมักเลือกใช้คือ สิ่งที่เรียกว่า ‘Chemical Fingerprint’ หรือ ‘ลายนิ้วมือทางเคมีของน้ำ’

“มันคล้ายกับเวลาตำรวจเก็บลายนิ้วมือในที่เกิดเหตุ ตำรวจก็จะเอาลายนิ้วมือที่ได้ไปเปรียบเทียบกับผู้ต้องสงสัยหรือฐานข้อมูลต่างๆ ว่าตรงกับใครหรือไม่ ของเราก็เหมือนกัน เพียงแต่สิ่งที่เราตรวจคือ คุณลักษณะทางเคมีของน้ำ” มนัสวีอธิบาย  

ในการทำงานเก็บลายนิ้วมือทางเคมีของน้ำ ทีมของเธอจึงต้องเก็บตัวอย่างน้ำจากหลายจุด ทั้งบริเวณปนเปื้อน ตามแนวทางการไหลของน้ำใต้ดิน รวมถึงพื้นที่ของโรงงานต้องสงสัย เพื่อนำมาเปรียบเทียบกันว่า องค์ประกอบทางเคมีของน้ำแต่ละจุดมีความสอดคล้องกันหรือไม่ หรือมีสารเคมีชนิดใดที่โดดเด่นขึ้นมา ซึ่งอาจจะมี ‘ลายเซ็น’ บางอย่างตรงกันกับแหล่งกำเนิดมลพิษที่ตั้งข้อสงสัยไว้ ก่อนจะนำข้อมูลทั้งหมดมาประกอบเข้าด้วยกัน

แต่ใช่ว่าหลักฐานเหล่านั้นจะปรากฏขึ้นง่ายๆ แค่ขุดเจาะก็จบ เพราะแท้จริงแล้วกระบวนการทำงานมีความซับซ้อนและใช้เวลามากกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด หลายครั้งพื้นที่ที่ทีมของเธอต้องการตรวจสอบไม่มีแม้แต่บ่อน้ำให้เก็บตัวอย่าง นั่นหมายความว่า ทุกอย่างต้องเริ่มตั้งแต่ศูนย์ ตั้งแต่ศึกษาลักษณะทางธรณีวิทยาและอุทกธรณีวิทยา การลงพื้นที่สำรวจ การเดินสำรวจหน้างาน การออกแบบจุดสำหรับขุดเจาะ และก่อสร้างบ่อสังเกตการณ์ ไปจนถึงการเจาะสำรวจลักษณะของชั้นดิน ชั้นหินใต้ดิน ซึ่งไม่สามารถเจาะเพียงจุดเดียวได้ แต่ต้องออกแบบให้ครอบคลุมพื้นที่ปนเปื้อนมากพอ เพื่อให้ข้อมูลมีความน่าเชื่อถือ

ยิ่งไปกว่านั้นหลังการเจาะสำรวจ ยังมีขั้นตอนอีกจำนวนมาก ทั้งงานสำรวจทางธรณฟิสิกส์ การเก็บตัวอย่างน้ำเพื่อนำไปวิเคราะห์ การรังวัดระดับความสูงภูมิประเทศและปากบ่อ เพื่อนำมาคำนวณหาระดับน้ำใต้ดิน และจัดทำแบบจำลองน้ำบาดาลซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญในการวิเคราะห์ทิศทางการไหลของน้ำต่อไป

จากนั้นเธอและทีมจึงจะนำตัวอย่างน้ำส่งห้องปฏิบัติการ ก่อนนำผลกลับมาวางจุดบนแผนที่ เพื่อดูการกระจายตัวและความเชื่อมโยงของมลพิษใต้ดินในแต่ละจุดก่อนประมวลผลข้อมูลออกมาเป็นรายงานที่ใช้ประกอบในการพิจารณคดี หรือในบางกรณีอาจจำเป็นต้องแปลงรายงานเหล่านั้นออกมาเป็นโมเดลสามมิติเพื่อใช้อธิบายในศาล

การพาข้อมูลเหล่านี้ไปพิจารณาคดี มนัสวีถือเป็นเรื่องที่ท้าทายไม่น้อย เพราะองค์ความรู้ด้านน้ำใต้ดินและวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมค่อนข้างไกลตัวสำหรับคนในสายกฎหมาย อีกหน้างานสำคัญของเธอจึงเป็นการพยายามแปลและย่อยผลการศึกษาออกมาเป็นภาษาที่เข้าใจง่ายและสามารถใช้อธิบายให้คนทั่วไปเข้าใจมากขึ้น เพราะหากสื่อสารได้ชัดเจน ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมาก ทั้งต่อประชาชนและต่อกระบวนการยุติธรรมเอง

เมื่องานนิติอุทกธรณีวิทยา แข่งกับเวลาและงบประมาณที่จำกัด

แม้เราจะเห็นแล้วว่านิติอุทกธรณีวิทยาจะกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการคลี่คลายความจริงของคดีสิ่งแวดล้อม แต่เบื้องหลังการพิสูจน์การปนเปื้อนแต่ละเคสกลับเต็มไปด้วยข้อจำกัดและความท้าทายจำนวนมาก

มนัสวีเล่าว่า การสืบสวนการปนเปื้อนผ่านนิติอุทกธรณีวิทยาไม่ได้ใช้เพียงเวลาและความละเอียดในการทำงานสูงเท่านั้น แต่ยังต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในแต่ละเคส โดยเฉพาะกรณีที่เป็นพื้นที่ปนเปื้อนใหม่ซึ่งต้องเริ่มกระบวนการสำรวจทั้งหมดตั้งแต่ต้น

“ถ้าเป็นเคสใหม่ที่ต้องเจาะสำรวจใหม่ วิเคราะห์น้ำใหม่ทั้งหมด ส่วนใหญ่ต่อหนึ่งรอบ การพิสูจน์ก็เกือบล้านบาท”

งบประมาณดังกล่าวแบ่งออกเป็นทั้งค่าการวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำในห้องปฏิบัติการ และค่าใช้จ่ายภาคสนาม ตั้งแต่การเจาะสำรวจ การลงพื้นที่ การรังวัด ไปจนถึงการเก็บข้อมูลต่างๆ ซึ่งบางครั้งกินเวลาต่อเนื่องเป็นเดือน

ยกตัวอย่างเช่น กรณีของบริษัท วิน โพรเสส ที่ชุมชนบ้านหนองพะวา ตำบลบ้านค่าย จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นหนึ่งในคดีสำคัญที่ทีมของเธอเข้าไปติดตามตรวจสอบ มนัสวีประเมินว่า ตั้งแต่เริ่มดำเนินงานมาจนถึงปัจจุบัน งบประมาณที่ใช้ไปน่าจะเกือบ 2 ล้านบาทแล้ว

อย่างไรก็ตาม ในมุมของมนัสวี นอกจากเรื่องงบประมาณ สิ่งที่เป็นข้อจำกัดมากที่สุดอีกเรื่องคือ เวลา

“ช่วงหลังงานเยอะมาก นอกจากงานเฝ้าระวังประจำที่ต้องทำอยู่แล้ว พอมีเคสปนเปื้อนเข้ามา มันก็เหมือนถูกบีบให้ต้องเร่งทำทุกอย่างพร้อมกัน”  

“เมื่อก่อน งานของกรมส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะการติดตามว่า แหล่งน้ำที่ประชาชนใช้อยู่มีความเสี่ยงปนเปื้อนหรือไม่ หรือเป็นการติดตั้งบ่อสังเกตการณ์น้ำบาดาลในพื้นที่ที่มีการใช้น้ำจำนวนมาก เพื่อตรวจสอบคุณภาพน้ำ หรือเฝ้าดูว่าระดับน้ำใต้ดินลดลงเร็วกว่าที่ธรรมชาติจะเติมกลับเข้ามาหรือไม่ ซึ่งทั้งหมดเป็นงานเชิงป้องกัน” 

แต่เกือบ 20 ปี ที่เธอทำงานอยู่ในสายนี้ เธอพบว่าความถี่ของปัญหาการปนเปื้อนในแหล่งน้ำใต้ดินเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทำให้จากการทำงานเชิงรับหรืองานป้องกัน ต้องเปลี่ยนเป็นงานเชิงรุกที่ตรวจสอบด้วย

“ตอนนี้พี่ว่าด้วยความที่สังคมมันเปลี่ยนไปเขามีการอนุญาตให้ต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจมากขึ้น แล้วทีนี้มันก็มีการจัดทำธุรกิจที่ผิดกฎหมายมากขึ้น ของเสียที่เกิดขึ้นก็แปลกมากขึ้น มันก็เลยทำให้ตัวน้ำใต้ดินมันเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นค่อนข้างเร็วเหมือนกัน 

ถ้าเทียบกับเทรนด์น้ำใต้ดินเมื่อประมาณซักเกือบ 20 ปีที่แล้ว ที่พี่เพิ่งเข้ามาทำงานใหม่ๆ การปนเปื้อนมันก็ยังไม่ได้ขนาดนี้ มันยังแบบ 2-3 ปีจะมีเคสปนเปื้อนสักเคสนึง แต่ตอนนี้มันเยอะ มันถี่มาก จนเราต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานเหมือนกัน” มนัสวีกล่าว 

แต่ปัญหาคือ งานลักษณะนี้ไม่สามารถทำแบบเร่งรีบได้ เพราะทุกข้อมูลล้วนสำคัญ และอาจถูกนำไปใช้ในกระบวนการทางกฎหมาย อย่างไรก็ตาม หลายครั้งงานที่ควรใช้เวลาศึกษา 2 เดือน กลับถูกบีบให้ต้องเสร็จภายใน 3 สัปดาห์ ด้วยภาระหน้างานของทีมที่มีทรัพยากรจำกัด

“ต้องยอมรับว่าปัจจุบันมีทีมพี่ทีมเดียว 4-5 คน ที่ทำงานตรงนี้เราก็ไม่อยากให้ข้อมูลที่ใช้พิสูจน์ความจริงมันผิดพลาด มันเลยกดดันคนทำงานพอสมควร” เธอพูดตรงๆ 

ความท้าทายของงานด้านนิติอุทกธรณีวิทยาจึงไม่ได้อยู่แค่เพียงการอ่านข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ซับซ้อน การเชื่อมโยงทิศทางการไหลของน้ำ หากยังรวมถึงการทำงานแข่งกับเวลาและจำนวนบุคคลากรที่ไม่เพียงพอ ท่ามกลางการปนเปื้อนที่เกิดถี่ขึ้นและซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกของประเทศไทย 

ตะวันออกอาจไม่เหลือแหล่งน้ำปลอดภัยให้ใช้อีกต่อไป

เมื่อย้อนกลับมาในพื้นที่ภาคตะวันออก มนัสวีมองว่า หลายพื้นที่เริ่มอยู่ในภาวะน่ากังวล โดยเฉพาะ ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และ ระยอง

สำหรับจังหวัดฉะเชิงเทรา ปัญหาหลักที่จำเป็นต่อการเฝ้าระวังการปนเปื้อนในน้ำใต้ดินเกี่ยวข้องกับการลักลอบฝังกลบของเสียและโรงงานรีไซเคิลผิดกฎหมาย โดยเฉพาะโรงงานประเภท 106 ที่นำชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์หรือสายไฟมาหลอมเพื่อแยกโลหะมีค่า

ส่วนในจังหวัดระยอง เธอยกตัวอย่างพื้นที่สวนผลไม้ที่ตำบลหนองละลอก อำเภอบ้านค่าย ที่อยู่ใกล้นิคมอุตสาหกรรม ซึ่งเริ่มมีสัญญาณผิดปกติปรากฏขึ้นบนผิวดินแล้ว อย่างการพบต้นทุเรียนยืนต้นตายหลายต้น ผลผลิตลดลง ติดดอกน้อย ที่สำคัญคือน้ำในบริเวณสวนเริ่มพบเห็นเป็นสีแดงเหมือนสนิมเหล็ก แม้จะยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนว่าน้ำสีแดงดังกล่าวมาจากที่ใด แต่มนัสวีมองว่า นี่เป็นหนึ่งในเคสที่ควรถูกจับตาอย่างใกล้ชิด 

นอกจากนั้นหนึ่งในคดีที่สร้างแรงกระแทกทางความรู้สึกให้เธอมากที่สุด คือกรณีของวิน โพรเสสที่เธอตกใจตั้งแต่เห็นบ่อดำขนาดใหญ่หน้าโรงงาน เธอเล่าว่า ภาพของเสียสีดำเข้มที่ถูกเทกองอยู่ในบ่อเปิดโล่ง และมีสภาพเป็นกรดรุนแรง ทำให้เธอรู้สึกช็อกทันทีที่เห็น

“ตอนนั้นคิดเลยว่า เขาเอาน้ำเสียแบบเพียวๆ มาทิ้งลงตรงนี้ แล้วมันอยู่แบบนี้มาเป็นสิบปีได้ยังไง โดยไม่มีใครจัดการ”

สำหรับเธอ แค่เข้าไปยืนอยู่ไม่กี่ชั่วโมงยังรู้สึกแย่ ทำให้คิดต่อไปว่าแล้วชาวบ้านที่อยู่ตรงนั้นจริงๆ จะรู้สึกอย่างไร  และนั่นจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เธอตัดสินใจนำข้อมูลทางวิชาการจากการสืบสวนผ่านนิติอุทกธรณีวิทยาเข้าไปสนับสนุนการฟ้องร้องของชาวบ้านหนองพะวา 

สำหรับมนัสวี สิ่งที่เกิดขึ้นที่ภาคตะวันออกจึงน่ากังวลเพราะปัญหาการปนเปื้อนเกิดถี่ขึ้น ซับซ้อนขึ้น และเคลื่อนตัวได้ไกลโดยที่เราไม่อาจใช้ตามองเห็น แต่ในขณะเดียวกันการขยายตัวของทั้งภาคอุตสาหกรรมและครัวเรือนที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ทรัพยากรน้ำรวมถึงน้ำสำรองอย่างน้ำใต้ดินทวีความต้องการมากขึ้น นำไปสู่ความเปราะบางของระบบจัดการของเสียและความมั่นคงทางทรัพยากรน้ำทั้งภูมิภาคด้วย

เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่ว่าคนตะวันออกจะมีน้ำใต้ดินไม่พอใช้ เพราะปัจจุบันประเทศไทยยังไม่ได้เผชิญวิกฤตขาดแคลนน้ำผิวดินรุนแรงนัก แต่สิ่งที่น่ากังวลมากยิ่งกว่าคือ หากวันหนึ่งแหล่งน้ำผิวดินเริ่มมีการปนเปื้อนมากขึ้น ขณะเดียวกันน้ำใต้ดินซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำรองก็ปนเปื้อนไปด้วย ทั้งประเทศอาจไม่เหลือแหล่งน้ำปลอดภัยให้ใช้อีกต่อไป

written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR