/

บน ‘แผงผลไม้ตะวันออก’ ที่ความหลากหลายกำลังค่อยๆ เลือนหายไป

ลองนึกภาพผลไม้ภาคตะวันออก หลายคนน่าจะคุ้นหูกับ ทุเรียน มังคุด หรือมะม่วง ที่ขึ้นแท่นเป็นผลไม้ยอดนิยมที่ใครมาเป็นต้องรีบหาทาน

แต่รู้หรือไม่ว่า นอกเหนือจากผลไม้ยอดนิยมทั้งสามชนิดแล้ว ในอดีตผืนป่าภาคตะวันออกยังอุดมไปด้วยผลไม้พื้นถิ่นอีกหลากหลายชนิด ซึ่งสะท้อนความสมบูรณ์ของระบบนิเวศทั่วภูมิภาค บางชนิดกลายเป็นผลไม้ป่าหายาก บางชนิดแทบไม่พบเห็นแล้วในปัจจุบัน และบางชนิดอาจหลงเหลืออยู่เพียงในความทรงจำของคนรุ่นก่อน

ยังไงก็ตาม ก่นอที่ความหลากหลายของแผงผลไม้คนตะวันออกจะหายไป เราขอชวนทุกคนย้อนดูลิสต์ผลไม้ในความทรงจำของคนตะวันออกที่ตามหาได้ตั้งแต่ในป่าถึงสวนหลังบ้าน และพูดคุยกับคนตะวันออกถึงความทรงจำของความหลากหลายทางพืชพันธ์ุไปด้วยกัน

เช็กลิสต์ ผลไม้เหล่านี้ ใครเคยกินบ้าง? 

ถ้าจะถามหาผลไม้ที่หลากหลายกว่าผลไม้ที่วางขายอยู่ตามแผงตลาดทุกวันนี้ เราควรเริ่มต้นจากที่ไหน? คนกลุ่มแรกที่เรานึกถึงจึงเป็นแม่ๆ ป้าๆ  และผู้สูงอายุในชุมชนผู้ที่เติบโตมากับผืนป่า สวนผลไม้ และฤดูกาลที่อาจแตกต่างจากปัจจุบัน

จากวงสนทนาละแวกบ้าน เราขยับออกไปยังตลาดนัดเก่าแก่ที่ยังเป็นศูนย์รวมของคนในพื้นที่อย่างตลาดนัดชะวึก อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง สถานที่ซึ่งยังคงมีผลไม้หน้าตาประหลาดและหากินได้ยากมาวางขาย เช่น เงาะสีชมพู คอแลนหรือมะไฟพันธ์ุพื้นเมืองสีเหลือง

จากนั้นการตามหาของเราก็พาเดินทางไกลออกจากจังหวัดระยอง ซึ่งมีลักษณะผืนป่าแบบร้อนชื้นและป่าชายหาดใกล้เคียงกับภาคใต้ ไปสู่จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อพูดคุยกับกลุ่มเกษตรกรหญิงอายุ 50 – 70 ปี ในพื้นที่อำเภอสนามชัยเขต ซึ่งมีภูมิประเทศแบบที่ราบสลับเนินเตี้ยและมีระบบนิเวศป่าที่เชื่อมโยงกับผืนป่าพนมสารคามในอดีต ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นผืนป่าขนาด 6 ล้านไร่ และเป็นแหล่งกำเนิดความหลากหลายของพืชพรรณและผลไม้ป่านานาชนิด

และนี่คือรายชื่อผลไม้ตะวันออกบางส่วน ที่เหล่าผู้คนซึ่งผ่านวัยหนุ่มสาวและฤดูกาลมานับร้อยฤดูเคยลิ้มรส เคยปีนต้นเก็บ เคยแบ่งปันกันกิน และยังคงคิดถึงรสชาติของมันอยู่จนถึงทุกวันนี้

ลูกคุย เมื่อสุกผลมีสีเหลืองอมส้ม มีน้ำยางสีขาวริมเปลือก รสชาติเปรี้ยวอมหวาน มีให้กินเฉพาะฤดูกาล ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ุถึงเดือนเมษายน พบมากในพื้นที่จังหวัดตราด และในแถบภาคตะวันออก

คุย
ลูกคุย ที่มาภาพ : DisThai

มะไฟพันธุ์พื้นบ้าน ผลมีลักษณะกลมรี ขนาดเท่าลูกมะนาวเล็กๆ  เปลือกสีเหลืองอ่อนถึงเหลืองเข้ม เมื่อสุกจะมีรสเปรี้ยวอมหวาน มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว พบมากในภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ 

คอแลน เปลือกผลภายนอกมีลักษณะคล้ายกับลิ้นจี่ แต่เนื้อข้างในคล้ายเงาะมีรสเปรี้ยวอมหวาน เป็นไม้ยืนต้นสูง 10 – 20 ม. พบในป่าเบญจพรรณ ในแทบทุกภาคของประเทศไทย

คอแลน – สมุนไพรดอทคอม
คอแลน ที่มาภาพ : สมุนไพรดอทคอม

ระกำ จัดอยู่ในสกุลเดียวกับผลไม้สละ มีลักษณะคล้ายคลึงกัน เป็นที่รู้จักทั่วไปในนามของระกำหวานเมืองตราด แต่จริงๆ ระกำมีสองชนิด คือ ระกำหวานกับระกำเปรี้ยว 

ลูกเขลง ผลมีลักษณะกลมรี เมื่ออ่อนมีสีเขียว เมื่อสุกจะมีสีดำ เนื้อหุ้มเมล็ดมีสีน้ำตาล รสชาติเปรี้ยวอมหวาน 

โครมเรียง  หรือชะมะเลียง โครมเรียงเป็นชื่อที่เรียกกันในจังหวัดตราด ผลของโครมเรียงมีลักษณะเป็นพวงคล้ายองุ่น แต่มีขนาดเล็กกว่าและมีสีแดงอมม่วงเข้ม มีรสฝาด พบได้แทบทุกภาคในไทย โดยเฉพาะภาคใต้และภาคตะวันออก 

ชำมะเลียง ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆ และข้อมูลงานวิจัย
โครมเรียง  หรือชะมะเลียง ที่มาภาพ : DisThai

ทุเรียนพันธ์ต้น เป็นทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองของระยอง บางต้นก็มีลูกเนื้อสีเหลือง บางต้นก็มีลูกเนื้อสีขาว แต่ว่าเม็ดใหญ่และเนื้อน้อยกว่าทุเรียนพันธุ์หมอนทองหรือชะนีในปัจจุบัน ทั้งยังต้องรอลูกหล่นลงมาจากต้นเองถึงจะกินได้ 

เงาะสีชมพู เป็นเงาะบางยี่ขันธ์ที่กลายพันธุ์มาจนมีสีชมพูสด สวยงาม ขนยาว เนื้อมีรสหวานกรอบ และร่อนจากเมล็ด มีต้นกำเนิดที่ตำบลเกวียนหัก อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี 

No photo description available.
เงาะสีชมพู ที่มาภาพ : สวนอรุณบูรพา

ลางสาด ออกผลเป็นช่อ ๆ ผลสดมีสีเขียว เมื่อสุกจะเป็นสีเหลือง ผลมีลักษณะกลมรี เปลือกค่อนข้างบาง ผิวละเอียด ผลอ่อนนุ่ม มียางมากเป็นสีขาวขุ่น ๆ ส่วนเนื้อในนิ่ม ฉ่ำน้ำ มีรสหวานหอมอมเปรี้ยวเล็กน้อย

มะยงห่าง  คือมะปรางผลโตเม็ดเล็ก ลูกสวย รสชาติเปรี้ยวอมหวาน 

นอกจากนั้นยังมีผลไม้ป่าชนิดอื่นๆ ที่บางชนิดก็จดจำได้เพียงชื่อ แต่ทั้งหน้าตาและรสชาติต่างเลือนลางไปแล้ว เช่น มะหวด กระดูกไข่(หมากกระดูก) ขนุนป่าสำปะลอ ลูกนมวัว ลูกนมแมว มะหาด มลาย มะตาด ส้มกุ่ย  พุทราขี้นก ลูกเล็บเหยี่ยว ลูกลำดวน ลูกน้ำดอกไม้ ลูกกระบก ลูกตับเต่า

และยังมีมะม่วงพันธุ์ต่างๆ เช่น พันธุ์แขนอ่อน พันธุ์หนังกลางวัน พันธุ์อีชุก พันธุ์พิมเสน พันธุ์แก้ว พันธุ์อีเอิ้บ พันธุ์ปากกระบอกน้ำตาลจีน พันธุ์หัวช้าง และพันธุ์อกร่องโบราณ 

รายชื่อผลไม้ที่หลากหลายและเรื่องเล่าเหล่านี้ทำให้เราเห็นภาพชัดขึ้นว่า ก่อนที่ทุเรียนหรือมังคุดจะกลายเป็นตัวแทนของภาคตะวันออกอย่างทุกวันนี้ ภาคตะวันออกเองก็เคยอุดมไปด้วยผลไม้พื้นถิ่นอีกมากมาย บางชนิดยังพอพบเห็นได้ บางชนิดกลายเป็นของหายาก และบางชนิดอาจเหลืออยู่เพียงในความทรงจำของผู้คน

 

เมื่อชีวิตผู้คนเคยสัมพันธ์กับป่า เราจึงมีผลไม้มากหน้าหลายตาให้เลือก 

มาถึงตรงนี้ เราที่พอจะคาดเดาได้อยู่แล้วว่า ในอดีตภาคตะวันออกน่าจะมีผลไม้หลากหลายกว่าที่เห็นในปัจจุบัน ก็ยังอดประหลาดใจไม่ได้ เพราะรายชื่อผลไม้ที่ได้จากการพูดคุยกับผู้คนในแต่ละพื้นที่นั้นเยอะกว่าที่คาดไว้มาก จนอดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมแม่ๆ ป้าๆ ทั้งที่ตลาดชะวึกและกลุ่มเกษตรอินทรีย์สนามชัยเขตถึงได้รู้จักผลไม้มากมายได้ขนาดนี้ ซึ่งคำตอบน่าจะเป็นเพราะ วิถีชีวิตในวัยเด็กของพวกเขาผูกพันแนบแน่นกับผืนป่าที่ยังอุดมสมบูรณ์ 

ซึ่งกาญจนา เข็มลาย หนึ่งในสมาชิกกลุ่มเกษตรอินทรีย์สนามชัยเขตเล่าให้เราฟังว่า  เธอคิดถึงวัยเด็กๆ ที่สมัยนั้นคนรุ่นเธอยังไม่รู้จักตลาด ยังไม่มีเซเว่น ยังไม่มีตลาดนัด ไม่มีตลาดชุมชน หรือแม้แต่ร้านค้าในหมู่บ้าน ทำให้การจะหาอาหารทั้งเพื่อยังชีพ หรือหาของกินเล่นที่หวานๆ สำหรับเด็กๆ คือ การเข้าป่า 

“สมัยก่อนจะมีเด็กเป็นขบวนเนี่ยแหละเข้าป่าชุดใหญ่ หาปลาก็จะไปเป็นกลุ่ม ไปวิดปลาตามหนอง หาหน่อไม้ หาผลไม้ป่า หาหน่อข่าป่า หาเห็ด คนแก่เป็นคนพาไป ไปตรงนู้น ไปตรงนี้ คนแก่คนเดียวเด็กๆ เป็นพรวนนั่นแหละ คนแก่เขาจะรู้แหล่ง เด็กๆ ก็จะตามไปช่วยหิ้ว ช่วยหาบ ตอนนั้นไม่ได้เอาข้าวเอาอะไรไปกินที่ป่า บางทีไปเป็นวันๆ ก็หากินผลหมากรากไม้พวกนี้แหละ หิวน้ำก็ไปกินในห้วย” 

จากความทรงจำของกาญจนาทำให้เราเห็นชัดว่า สำหรับคนรุ่นเธอ ป่าเป็นทั้งห้องเรียน ซูเปอร์มาร์เก็ต และสนามเด็กเล่นในเวลาเดียวกัน และการที่คนรู่นปู่ย่า หรือพ่อแม่เรารู้จักผลไม้ป่านับสิบๆ ชนิดจึงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะพวกเขาเติบโตมากับต้นไม้เหล่านั้นจริง ๆ 

ถัดจากกาญจนาคือ วาสนา เสนาวงศ์ อีกหนึ่งสมาชิกจากกลุ่มเกษตรอินทรีย์สนามชัยเขต วาสนาได้เล่าความทรงจำของเธอเพิ่มว่า ในช่วงสงกรานต์ เด็กๆ อย่างเธอจะไม่มีอะไรทำ คนแก่ๆ ในหมู่บ้านจึงพาเธอและเด็กๆ คนอื่นเข้าป่าไปหาของกินเล่น หรือผจญภัยตามประสา วาสนาเล่าว่า 

“เราไปป่าเกาะตาสีพัน ซึ่งจริงๆ เป็นพื้นที่ป่าที่เป็นที่ลุ่มชุ่มน้ำอยู่ทางไปสนามชัยเขต เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ที่เกาะมีหอยขม มีแต้ว มีกระเจียว มีสารพัดผลไม้ แต่ตอนนี้พอลูกหลานคนรุ่นใหม่ๆ มาเขาชี้ขายไปปลูกยูคากันหมดแล้ว” วาสนาเล่าด้วยความเสียดายปนคิดถึง 

ความทรงจำของวาสนาไม่ได้พูดถึงแค่ความหลากหลายของผลไม้เพียงอย่างเดียว แต่ยังทำให้เห็นภูมิทัศน์ของพื้นที่ที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างการที่ผืนป่าชุ่มน้ำที่เต็มไปด้วยพืชอาหารและทรัพยากรธรรมชาติ กลายเป็นพื้นที่เกษตรเชิงเดี่ยวและการใช้ประโยชน์ที่ดินรูปแบบใหม่ 

และเมื่อผืนป่าลดลง แน่นอนว่าความหลากหลายของพืช และผลไม้ก็ลดลงตามไปด้วย ซึ่งในความเห็นของกาญจนาความสำคัญของเรื่องไม่ได้อยู่แค่เพียงพวกเธอจะไม่ได้ลิ้มรสผลไม้เหล่านี้อีกแล้ว หรือผลไม้เหล่านี้อาจจะกลายเป็นเพียงความทรงจำเท่านั้น แต่อยู่ที่ความเชื่อมโยงกันของทั้งระบบนิเวศ ที่เธอยกตัวอย่างให้เราฟัง

“พอผลไม้พวกนี้มันยังมีอยู่ พวกเห็ดต่างๆ มันก็ตามมา พวกกระชาย หน่อข่า พวกหัวมัน หัวกลอย มันนก หวายโปร่งที่เอามาดอง หวายสมก็จะมีขึ้น เราก็ไปหากินจากในป่าได้ เพราะป่ามันสมบูรณ์  แต่ถ้าป่ามันไม่สมบูรณ์พวกนี้มันก็ไม่เกิดเหมือนกัน”  

พอพวกไม้ยืนต้น ไม้พุ่มสูง พุ่มเตี้ย ไม้เถาที่ให้ผลเหล่านี้หายไป เห็ดรา หรือพืชหน่อ พืชหัวที่ขึ้นข้างใต้ต้นไม้เหล่านี้ก็หายไปด้วย ซึ่งกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบคือ สัตว์ขนาดเล็กที่อาศัยอยู่ในป่า เช่น กระรอก กระถิก นก หนู 

นันทวัน หาญดี อีกหนึ่งสมาชิกของกลุ่มอธิบายเพิ่มเติมส่วนนี้ว่า “ในแง่ของพวกสัตว์ป่า ถ้าไอ้พันธุ์ผลไม้ป่าเหล่านี้หายไปเนี่ย แหล่งอาหารของเขาก็จะลดลง เราถึงเห็นภาพของการที่สัตว์ขนาดเล็กที่อยู่ในป่าอย่างเช่น กระรอก กระถิก ค้างคาวหรืออื่นๆ เข้ามาทำลายผลไม้เศรษฐกิจที่เกษตรกรปลูกค่อนข้างเยอะ เช่น กระท้อน ชมพู่ ฝรั่ง หรือแม้แต่ทุเรียน มะม่วงหรือแทบทุกต้นเลยก็จะได้รับผลกระทบจากกลุ่มสัตว์พวกนี้ ซึ่งก็เป็นเพราะว่าระบบนิเวศมันเสียสมดุลน่ะค่ะ”

ส่วนในแง่ของคนในฐานะผู้บริโภคนันทวันมองว่า ทางเลือกของคนในปัจจุบันอย่างเราๆ ก็จะลดลงเช่นกัน อย่างที่เรามักเห็นผลไม้หน้าตาเดิมที่วางขายตามตลาด ส่วนในแง่ของแม่ค้าหรือชาวบ้านในชุมชนทั่วไป  กาญจนา มองว่าการหายไปของผลไม้ที่หลากหลายเหล่านี้จะทำให้ชาวบ้านหรือชุมชนขาดรายได้จากการเก็บของเหล่านี้ไปขาย โดยเฉพาะ ผลไม้ป่าบางชนิดที่ยังเป็นที่นิยมและมีราคาสูงในปัจจุบัน 

ในที่ผลไม้หลายชนิดกำลังเลือนหายไปพร้อมกับผืนป่าที่กลายไปเป็นแปลงเกษตร คุณค่าของผลไม้เหล่านี้จึงเป็นทั้งความทรงจำ แหล่งรายได้ ความหลากหลายทางชีวภาพ และหลักประกันความมั่นคงทางอาหารที่ผูกโยงทั้งสัตว์เล็กๆ และผู้คนเข้ากับธรรมชาติอย่างแยกไม่ออกด้วย

 

จากป่ารกร้างสู่อุตสหากรรมพืชเชิงเดี่ยว

แต่ถ้าจะถามว่า แล้วการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ป่าหายไปเริ่มต้นขึ้นเมื่อไหร่? นันทวันขอเล่าย้อนไปราว 30 – 35 ปีที่แล้ว โดยเธอเล่าว่า 

“เมื่อ 30 ปีก่อนที่สนามชัยเขต ท่าตะเกียบ อยู่ในกลุ่มครัวเรือนที่ปลูกสวนเพื่อการพึ่งตัวเอง คือ เพื่อกินในครัวเรือนเป็นสำคัญ แต่หลังจาก 30 ปีที่ผ่านมา สนามชัยเขตกลายเป็นพื้นที่ที่ถูกเชื่อมโยงเข้ากับการขยายตัวของพื้นที่ของไอ้พืชเศรษฐกิจสำคัญ โดยเฉพาะพืชที่ทนแล้ง อย่างมันสำปะหลัง ซึ่งถือว่าเป็นพืชกลุ่มแรกๆ เลยที่ขยายตัวมาจากทางพนัสนิคม แล้วก็เพราะพืชพวกนี้แหละที่เป็นตัวที่ทำให้เกิดการทำลายป่า การตัดไม้อื่นๆ ออกไปเพื่อเพาะปลูก รวมทั้งพวกธัญพืช ผลไม้ป่าก็ถูกทำลายไปด้วย” 

ซึ่งนอกจากมันสำปะหลังที่นันทวันยกตัวอย่างแล้ว ยังมีพืชเชิงเดี่ยวอย่างเช่น  ข้าวโพด อ้อย ปาล์ม โดยเฉพาะยูคาลิปตัสที่เป็นพืชเศรษฐกิจที่เข้ามาทำลายสวนแบบดั้งเดิม 

“เริ่มมีการปลูกยูคาเยอะมากขึ้นตั้งแต่เขามาตั้งโรงกระดาษที่บ้านเรา ยุคแรกๆ ก็กรมป่าไม้เอายูคาเข้ามาก่อน ที่เอาเข้ามาปลูกเสริมป่าที่ท่าตะเกียบ” กาญจนาเล่าเพิ่มเติม 

ในขณะที่วาสนามองเห็นในอีกมุม เธอชี้ว่า การพัฒนาอย่างไม่เข้าใจระบบนิเวศและไม่ระมัดระวังเพียงพอของหน่วยงานราชการเองก็มีส่วนในการทำลายพื้นที่ป่าและพืชพันธ์ุดั้งเดิม โดยเฉพาะการขุดลอกห้วย หนอง คลอง บึงและระบบนิเวศริมน้ำอื่นๆ 

ทั้งนี้ปรากฏการณ์หักร้างถางพงเปลี่ยนพื้นที่ป่าที่อุดมไปด้วยผลไม้หลากหลายชนิด ให้เปลี่ยนไปเป็นแปลงเกษตรของพืชเศรษฐกิจไม่ได้เกิดขึ้นกับทางฝั่งจ. ฉะเชิงเทราเพียงพื้นที่เดียว แต่เกิดกับแทบจะทุกพื้นที่ในภาคตะวันออก เช่น ในจ. ระยอง ที่เราได้ไปพูดคุยกับแม่ค้าที่ตลาดนัดซึ่งส่วนใหญ่ต่างมีอาชีพหลักเป็นชาวสวน 

ทางฝั่งระยอง ประนอมหนึ่งในแม่ค้าผลไม้ผู้มีสวนอยู่ถึง 24 ไร่ เล่าว่า “เมื่อก่อนเขตบ้านแลงมันเป็นป่าใหญ่ที่เคยมีผลไม้หลากหลาย มันเคยมีทั้ง คอแลน มีมะไฟป่า มีลูกเคล็ง แต่การทำสวนคือหักล้างป่าใหญ่ออก”   

สอดคล้องกับที่วรรณาและเสน่ห์สองแม่ค้าเจ้าของแผงเงาะและฝรั่งที่อธิบายเพิ่มให้เราฟังว่า ส่วนนึงของการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ผลไม้หลากหลายชนิดในตะวันออกหายไป อาจมาจากกลไกตลาด โดยเฉพาะรสนิยมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงการพัฒนาพันธุ์ของผลไม้ป่าให้กลายเป็นผลไม้ตลาด และนโยบายการสนับสนุนให้ปลูกพืชเศรษฐกิจของรัฐ

“เมื่อก่อนมันก็เป็นป่าเป็นอะไร ต้นไม้เก่า มันก็ยังมีขึ้นอยู่ แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีเพราะว่าคนทำลายไป ทำลายไป เขาก็ไปทำสวนยาง สวนผลไม้อื่นๆ เพราะพวกนี้มันไม่ใช่ผลไม้ที่ตลาดต้องการ 

คือ คนค่านิยมไม่เหมือนกัน สมมุติคนชอบกินฝรั่ง ชาวสวนก็จะหันไปปลูกฝรั่ง คนชอบกินทุเรียน ทุเรียนขายดี ชาวสวนก็อยากจะไปปลูกทุเรียน ปีใหนกล้วยขายดี ชาวสวนก็จะอยากไปปลูกกล้วย ทำสวนกล้วย ก็ต้องเข้าใจชาวสวนด้วย จะอนุรักษ์ไว้ มันก็ขายไม่ได้ มันอาจไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปอยากกินเพราะมีผลไม้อื่นที่เขาหากินได้” เสน่ห์อธิบายขยายความ

เมื่อพื้นที่เกษตรเหลือเพียงพืชเศรษฐกิจไม่กี่ชนิด ความหลากหลายทางอาหาร ที่เคยเป็นหลักประกันให้มนุษย์ปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกก็หายไปด้วย 

โดยเฉพาะเมื่ออีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ความหลากหลายของผลไม้ตะวันออกหายไป คือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งกาญจนายกตัวอย่างให้เราเห็นภาพชัด โดยเธอมีความพยายามที่จะเอาเมล็ดพันธ์ุของผลไม้เหล่านี้ไปทดลองปลูกที่บ้านแต่ปรากฎว่า 

 “ก็คือ สภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบแม้กระทั่งกับผลไม้ป่า ด้วยความแล้งของปีนี้แต่ละชนิดมันไม่ออกลูก ไม่รู้ว่ามันจะมีแค่พันธ์ดูใบหรือเปล่าก็ไม่รู้ หรือบางชนิด อย่างนมงัวออกดอกเต็มต้นแต่ไม่ติดลูกเลย”  

อย่างไรก็ตาม กลุ่มเกษตรกรหญิงที่สนามชัยเขตลงความเห็นตรงกันว่า ถ้าให้เปรียบเทียบระหว่างผลไม้ป่าที่มีอยู่แต่เดิมกับผลไม้สมัยใหม่ที่ถูกพัฒนาพันธ์ุมาเรื่องความทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ พวกเธอยืนยันว่าของป่าทนทานและมีความสามารถในการปรับตัวได้มากกว่า

“มันไม่เป็นอะไร เต็มที่มันก็ลูกลดน้อยลงไปหรือไม่ปีนี้ก็ไม่มีลูก แต่ต้นไม่ตาย สู้ได้ ทนต่อสภาพความแห้งล้ง หรือฝนชุกๆ หรือการไม่มีโรค ผลไม้ป่าทนกว่า ยิ่งถ้าเขาอยู่ในป่ามันไม่ค่อยมีปัญหา”  

แต่ปัญหาคือ ในปัจจุบันแทบไม่มีพื้นที่ป่าที่ยังมีระบบนิเวศอุดมสมบรณ์เพียงพอ ซึ่งนั่นอาจหมายความว่า เราอาจไม่สามารถเพาะหรือขยายพันธ์ุผลไม้เหล่านี้ได้อีกในอนาคต และผลไม้เหล่านี้ก็อาจจะหลงเหลืออยู่เพียงในความทรงจำจริงๆ 

ซึ่งเรื่องน่ากังวลยิ่งกว่านั้นที่อาจจะตามมาก็คือ ในวันที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ความหลากหลายหายไป มนุษย์ก็จะเหลือทางเลือกน้อยลงเรื่อยๆ จนวันหนึ่งอาจไม่เหลืออะไรให้เลือกอีกเลย

 


อ้างอิง 
สัมภาษณ์เกษตรกรหญิงจากกลุ่มเกษตรอินทรีย์สนามชัยเขต จ. ฉะเชิงเทรา
วิภาวดี เสนาวงศ์, วาสนา เสนาวงส์, กาญจนา เข็มลาย, นุชนาถ เข็มลาย, นันทวัน หาญดี 
สัมภาษณ์แม่ค้าผลไม้ที่ตลาดนัดชะวึก ต. นาตาขวัญ อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ได้แก่
ป้าแต๋ว, อาเจี๊ยบ, ป้าวรรณา, ป้าจิต, ป้าเสน่ห์, ป้าหนู, ป้าฉะอ้อน, ป้าประนอม
https://mgronline.com/travel/detail/9470000022628 
https://www.sanook.com/women/258937/ 
https://www.silpa-mag.com/history/article_84952 
https://www.facebook.com/share/p/18gTZHpVMR/
https://www.facebook.com/share/p/1BXoW1er6a/
https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_24224
https://medthai.com/%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b3/ 
written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR