ทุกครั้ง ถ้าพ้นไปจากการเลือกตั้งผู้แทนเข้าสู่หน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นหรือผู้แทนเข้าสภา เราจะสามารถจินตนาการได้มากขนาดไหนถึงการมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางของเมือง
เพราะหากกวาดตามองไปตามภูมิทัศน์ของฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง คำถามที่ว่า “เมืองนี้ใครครอง” ก็อาจตอบแบบกำปั้นทุบดินได้ง่ายๆ
เพราะสิ่งที่ครองเมืองก็คือ “ทุน” นั่นเอง
คำถามและคำตอบเดียวกันนี้ ยังเป็นสิ่งที่เดวิด ฮาร์วีย์ (David Harvey) นักวิชาการชาวอเมริกันเชื้อสายอังกฤษ อธิบายผ่านงานเขียนรวมบทความสุดพรั่งพรูของเขาอย่าง Rebel Cities : From the Right to the City to the Urban Revolution (2012) หรือในชื่อแปลไทยฉบับสำนักพิมพ์สำนักนิสิตสามย่านคือ เมืองนี้ใครครอง : จากสิทธิต่อเมืองสู่การปฏิวัติเมือง
เราหยิบจับประเด็นจาก Rebel Cities โดยขอมุ่งให้ความสำคัญต่อเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเมืองกับระบบทุนนิยม รวมถึงสิทธิต่อเมือง (The Right to the City) ซึ่งเป็นสิ่งที่อองรี เลอแฟบร์ (Henri Lefabvre) นักสังคมวิทยาและนักปรัชญาสายมาร์กซิสต์ชาวฝรั่งเศส เสนอไว้ในบทความชื่อเดียวกันตั้งแต่ปีค.ศ. 1967 ตลอดจนตัวอย่างเมืองเอลอัลโต (El Alto) ประเทศโบลิเวีย ที่ฮาร์วีย์ยกมาอธิบายในช่วงท้าย
ทั้งหมดนี้จะท้าทายความคุ้นเคยของเราต่อสภาพความเป็นเมืองในภาคตะวันออกของไทย ที่ศูนย์กลางเมืองคือศูนย์การค้า แหล่งงานหลักคือนิคมอุตสาหกรรม ที่อยู่อาศัยคือหมู่บ้านจัดสรร และอิสรภาพคือการมีรถยนต์พร้อมถนนกว้างขวาง
ภายใต้ภาพเช่นนี้ เราจะสามารถส่งเสียงและมีส่วนร่วมต่อเมืองได้บ้าง นอกจากการเลือกตั้งตามครรลองประชาธิปไตยที่เป็นธรรม

สิทธิต่อเมืองในวันที่เมืองแยกไม่ขาดจากทุนนิยม
ฮาร์วีย์เริ่มด้วยการกล่าวถึงเลอแฟบร์ที่มองว่า สิทธิต่อเมืองเป็นเสมือนเสียงร่ำไห้ (cry) อันเจ็บปวดจากวิกฤตของชีวิตประจำวันในเมือง และเป็นเสียงเรียกร้อง (demand) ให้ลุกขึ้นยืนเพื่อจ้องตากับวิกฤตนั้นและสร้างชีวิตอีกแบบที่แปลกแยกน้อยกว่า มีความหมายมากกว่า และสนุกกว่า หากแต่ต้องมีความขัดแย้งและปะทะสังสรรค์กัน เพื่อแสวงหาสิ่งใหม่
สำหรับฮาร์วีย์ เมืองแยกไม่ขาดจากทุนนิยม เพราะมันเป็นพื้นที่ที่ทำให้ทุนนิยมขยายตัว ทั้งยังเป็นผลของการแก้ไขดัดแปลงวิธีการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ โดยการแก้ไขดัดแปลงยังเกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์ทางชนชั้นด้วย
เขาอธิบายว่า เมืองยุคแรกเริ่มเกิดขึ้นจากการกระจุกตัวทางสังคมและภูมิศาสตร์ของสินค้าส่วนเกิน (surplus capital) จุดนี้เองที่เป็นการต่อยอดแนวคิดของคาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) ที่ระบุว่า พื้นฐานของทุนนิยมคือการแสวงหาผลมูลค่าส่วนเกิน (กำไร) อย่างไม่สิ้นสุด การจะทำเช่นนั้นได้ ต้องอาศัยกการผลิตสินค้าให้เกินความต้องการ และสินค้าที่เกินความต้องการนี้จะเป็นที่ต้องการก็ต่อเมื่อมีการขยายเมือง ดังนั้น ทุนนิยมจึงต้องการการขยายเมืองเพื่อสะสมทุนผ่านการดูดซับสินค้าส่วนเกินที่ผลิตออกมาไม่หยุดหย่อน
ความเชื่อมโยงระหว่างระบบเศรษฐกิจและเมืองข้างต้น ยังสัมพันธ์กับการเติบโตของนายทุนด้วย เช่น หากในวันนี้เราลงทุนขายของด้วยจำนวน 100 บาท เมื่อหมดวันเราได้ 120 บาท คิดเป็นกำไร 20 บาท คำถามคือ เราจะทำยังไงกับส่วนเกินในวันถัดมา จะนำไปลงทุนเพื่อต่อยอด หรือจะเก็บเข้ากระเป๋าเพื่อใช้จ่ายส่วนตัว
ในภาพใหญ่ กฎการเงินจะบีบให้เราลงทุนต่อไป เพราะถ้าเราไม่ทำ คนอื่นก็จะทำอยู่ดี ส่วนเกินบางส่วนจึงถูกลงทุนซ้ำเพื่อสร้างส่วนเกินต่อไป ทุนจึงขยายตัวและขยายตัวในอัตราทบต้น (compound rate) ซึ่งเป็นลักษณะของเส้นกราฟการเติบโตหลายประเภท เช่น เงิน ทุน ผลผลิต หุ้น ประชากร ฯลฯ
ทว่าการเติบโตของทุนมักมีปัญหาเสมอในสายธารของประวัติศาสตร์

ปัญหาที่ว่าคือการขาดแคลนแรงงานหรือไม่ก็มีค่าแรงสูงขึ้นซึ่งส่งผลเสียต่อต้นทุนการผลิต ปัญหานี้แก้ไขโดยการอาศัยเทคโนโลยีการผลิตใหม่ๆ เพื่อลดการใช้แรงงาน และมาตรการทำลายการรวมกลุ่มของแรงงาน
และถ้าตลาดเดิมมีกำลังซื้อไม่พอหรือสินค้าส่วนเกินมีมากล้นจนมีมูลค่าลดลง วิธีแก้ก็คือการขยายตลาดไปต่างประเทศและหาแรงงานราคาถูกแทนที่ แต่ถ้าขยายตลาดไปแล้ว แต่กำไรยังต่ำเตี้ยเรี่ยดิน รัฐจะเป็นตัวลางเข้ามาลดการแข่งขันและเพิ่มการผูกขาดผ่านการควบรวมกิจการ จากนั้นก็ส่งออกทุนไปยังท้องถิ่นอื่นอันอุดมสมบูรณ์กว่าเมืองหรือประเทศเดิม
กล่าวคือ การสะสมทุนไปเรื่อยๆ สักวันหนึ่งย่อมเกิดวิกฤต และทางแก้ของวิกฤตกก็มักเป็นการย้ายปัญหานั้นไปที่อื่นในนามของการลงทุน/การพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งย่อมมีปัญหาทั้งทางสังคม การเมือง เชื้อชาติ สิ่งแวดล้อม และอื่นๆ ตามมาเป็นกระบวน
ภาพแรกๆ ของวิกฤตข้างต้นที่ฮาร์วีย์ยกตัวอย่างคือ วิกฤตปีค.ศ. 1848 ในฝรั่งเศส
ปีดังกล่าว คนว่างงานและชนชั้นกลางผู้เลื่อมใสในระบอบสาธารณรัฐสังคมนิยม (social republic) ปฏิวัติไม่สำเร็จ ซึ่งนำไปสู่การรัฐประหารปี 1851 โดยหลุยส์ โบนาปาร์ต (Charles-Louis Napoleon Bonarpart) ก่อนเขาจะสถาปนาตัวเองเป็นจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ในปีถัดมา โดยต้องปราบปรามทางการเมืองต่อผู้เห็นต่างและต้องจัดการปัญหาทุนส่วนเกินควบคู่กันไปเพื่อให้อำนาจมั่นคง

จักรพรรดิจึงสนับสนุนกการก่อสร้างเครือข่ายรถไฟทั่วยุโรป สร้างท่าเรือในประเทศ และยังสนับสนุนเมกะโปรเจกต์อย่างคลองสุเอซด้วย นอกจากนั้น เขายังเริ่มแปลงโฉมปารีสทั้งเมืองผ่านการวางโครงสร้างพื้นฐานใหม่ผ่านการขยายชานเมือง เพิ่มความกว้างถนน และอัปเกรดย่านเก่าผ่านการออกแบบใหม่เอี่ยม (หรือที่ปัจจุบันเรียกว่าการทำให้เป็นย่านผู้ดี — gentrification)
ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อดูดซับทุนส่วนเกินของเมืองผ่านการลดอัตราว่างงานและการทำให้เป็นเมือง (urbanization) หรืออีกนัยหนึ่ง มันคือภาพของการทำลายเชิงสร้างสรรค์ (creative destruction) ยุคแรกๆ ที่ย่านเดิมต้องถูกรื้อใหม่เพื่อให้เมืองสวยงามและมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงขึ้นกว่าเดิม และพื้นที่ที่ถูกรื้อ ก็เป็นย่านคนจนเสมอ
ผลจากกการดูดซับทุนมหาศาลควบคู่ไปกับมาตรการปราบปรามคนเห็นต่างทางการเมือง คือสเถียรภาพของจักรวรรดิฝรั่งเศสที่ 2 ที่มีศูนย์กลางเป็นมหานครปารีสอันสว่างไสว ปารีสเป็นหัวใจของอุตสาหกรรมแฟชั่น ความหรูหรา ความบันเทิง รวมถึงการเก็งกำไรอันไร้ที่สิ้นสุด และนำมาสู่การพังทลายของระบบการเงินในปี 1868 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ฝรั่งเศสเปลี่ยนแปลงการปกครองอีกครั้ง
แม้แตกต่างในรายละเอียด แต่ภาพวิกฤตการจัดการทุนส่วนเกินยังเกิดขึ้นอีกหลายครั้งหลายครานับแต่นั้นทั่วโลก ทั้งกระบวนการไล่ที่ (displacement) การยึดทรัพย์ (dispossession) หรือบรรดาโครงการปรับปรุงพัฒนาเมือง (urban redevelopment)
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ฮาร์วีย์พยายามเชื่อมโยงให้เห็นก็คือ การขยายตัวอันไร้ที่สิ้นสุดของทุนส่วนเกินนั้น เกิดขึ้นในเมืองของเรา ผ่านการผลิตซ้ำในชีวิตประจำวัน เขาจึงเสนอว่า เราควรมีสิทธิในเมืองเพื่อร่วมกำหนดเมืองและจัดการส่วนเกินนั้นร่วมกัน

จาก Rebel Cities ถึงภาคตะวันออก
จากที่กล่าวไป ภาพใกล้ตัวไม่ใช่อะไรอื่น แต่เป็นชีวิตธรรมดาของผู้คนในชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี ที่ต่างต้องตื่นเช้า ขับรถออกจากหมู่บ้านจัดสรรเพื่อเข้าไปทำงานในตัวเมืองหรือนิคมหรือไซต์ก่อสร้าง
หรือจะเป็นภาพของการออกมารอรถโรงงานที่หน้าปากซอยตามถนนสายหลัก ก่อนจะลงรถที่เดิมในช่วงหัวค่ำ เพียงเพื่อจะทำซ้ำในเช้าวันถัดไป ส่วนภาพของการทำเกษตร ปศุสัตว์ ประมง หรือการค้าขายแบบเดิมต่างลดน้อยถอยลงไปสวนทางกับร้านรวงและแฟรนไชส์ที่เพิ่มมากขึ้นเพื่อรองรับวิถีเมือง
ภาคตะวันออกยังแสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ของเมืองอันเนื่องมาจากการลงทุนด้านพลังงานของภาครัฐและเอกชนเพื่อสนองการบริโภคน้ำมันที่เพิ่มขึ้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนจะตามมาด้วยการเป็นฐานรับส่งก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตไฟฟ้า ถัดจากนั้นไม่นาน ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรากลายเป็นจังหวัดอุตสาหกรรมเต็มตัวภายใต้นโยบาย Eastern Seaboard Development Program (ESB) และตามมาติดๆ กับ พ.ร.บ. EEC ที่ถูกประกาศใช้ในยุครัฐบาลเผด็จการพร้อมคำสั่งยกเลิกผังเมืองเดิม เพื่อรองรับเมกะโปรเจกต์รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน

ขณะเดียวกัน ผังเมืองใหม่กำหนดให้เขตอุตสาหกรรมสีม่วงกระจายเป็นหย่อมๆ ไปทั่วภูมิภาค ดังนั้น ภาพของการเวนคืนหรือการกดดันให้ขายที่ดินทางการเกษตรในหลายพื้นที่ของ 3 จังหวัด EEC เพื่อรองรับอุตสาหกกรรมและการลงทุนจากต่างชาติ จึงเกิดขึ้นตั้งแต่บ้านฉางจนถึงแปลงยาว
ภาพของการทำลายเชิงสร้างสรรค์ใดจะชัดเจนมากกว่านี้ ฮาร์วีย์ยังชี้ว่า กระบวนการดูดซับทุนส่วนเกินกินระยะเวลายาวนาน มันจึงต้องอาศัยทุนการเงินและกลไกรัฐ ผลลัพธ์คือการลงทุนในเมืองและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น เขื่อน ถนน รถไฟความเร็วสูง ฯลฯ กลายเป็นการลงทุนที่มีลักษณะอ่อนไหวต่อวิกฤต (crisis-prone) ทั้งที่ควรจะช่วยบรรเทาวิกกฤตเสียเอง
กล่าวคือ ภาพของวิถีชีวิตติดนิคมข้างต้นไม่ได้เกิดเพราะความเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างโดดๆ แต่การเปลี่ยนแปลง/เคลื่อนย้ายของทุนมีบทบาทต่อความเปลี่ยนแปลงของชีวิตทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง
ฮาร์วีย์จึงเห็นว่า การมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางเมือง ไม่เพียงแต่ช่วยให้เรากำหนดสิ่งแวดล้อมในการใช้ชีวิตประจำวัน แต่ยังเป็นฐานที่มั่นของการตั้งคำถามกับระบบเศรษฐกิจที่กัดกร่อนชีวิตทุกมิติไปเรื่อยๆ (หากคุณไม่ใช่นายทุนระดับ 1% ของโลกน่ะนะ)
“คำถามที่ว่าเราต้องการเมืองแบบไหนไม่สามารถแยกขาดจากคำถามที่ว่าเราต้องการเป็นคนแบบไหน ความสัมพันธ์ทางสังคมแบบไหนที่เราต้องการ ความสัมพันธ์กับธรรมแบบไหนที่เราหวงแหน วิถีชีวิต เทคโนโลยี และคุณค่าความงามแบบไหนที่เราปรารถนา
“สิทธิต่อเมือง (The right to the city) จึงไปไกลกว่าสิทธิของปัจเจกในการเข้าถึงทรัพยากรของเมือง มันเป็นสิทธิที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองโดยการเปลี่ยนแปลงเมืองที่เราอาศัย มากไปกว่านั้น มันเป็นสิทธิร่วมมากกว่าสิทธิส่วนบุคคล เพราะกระบวนการนี้ต้องการพลังร่วมกันเพื่อรื้อสร้างกระบวนการพัฒนาเมือง เสรีภาพในการสร้างและสร้างสรรค์เมืองและตัวเราอีกครั้ง เป็นสิ่งที่ผมอยากยืนยันว่า มันเป็นสิทธิที่ถูกละเลยมากที่สุด แต่กลับล้ำค่ามากที่สุด”¹
นั่นนำมาสู่คำถามที่สำคัญที่สุด “แล้วเราจะทำยังไง”
ในบทที่ 5 ของหนังสือ ฮาร์วีย์ยกกรณีศึกษาของเมืองเอล อัลโต (El Alto) ในประเทศโบลิเวีย เพื่อชี้ถึงความเป็นไปได้ของการยึดเมืองคืนจากทุนเพื่อต้านทุนนิยม

กรณีศึกษาเมืองเอลอัลโตที่ฮาร์วีย์ยกมา หนึ่งในนั้นเป็นงานของชอน ลาซาร์ (Sian Lazar) นักมานุษยวิทยาที่ศึกษาสังคมในภูมิภาคเทือกเขาแอนดีส
เมืองเอลอัลโตมีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวไอมารา (Aymara) ที่อพยพมาจากชนบทเพื่อแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า ผู้คนหลั่งไหลเข้าเอลอัลโตมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรจากชนบทหรือผู้มีรายได้ต่ำจากเมืองเศรษฐกิจอใกล้ๆ อย่างลาปาซ ทำให้เอลอัลโตเต็มไปด้วยผู้คนที่ต่อสู้ดิ้นรนและปราศจากการตั้งถิ่นฐานของนายทุน
ต่อมา เอลอัลโตแยกตัวเป็นอิสระจากลาปาซในปี 1985² เพราะจำนวนประชากรแตะหลักล้าน การไหลเวียนของผู้คน สินค้า บริการ และทรัพยากรอย่างคึกคักยังเกิดขึ้นผ่านชีวิตประจำวันของผู้คนที่เดินทางเข้าออกจากเอลอัลโตไปทำงานในลาปาซ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า ลาปาซพึ่งพาเอลอัลโตอย่างมหาศาล นั่นทำให้เอลอัลโตกลายเป็นศูนย์กลางการชุมนุมประท้วงและปิดกั้นเส้นทางคมนาคมหากมีการเคลื่อนไหวทางสังคม
อย่างไรก็ตาม ทำเลที่ตั้งไม่ใช่สิ่งเดียว แต่ยังเกี่ยวโยงสัมพันธ์กับความเป็นพลเมืองของชาวเอลอัลโต (alteño) ที่ “ถูกผสมรวมระหว่างวิถีเมืองและชนบท คติรวมหมู่และปัจเจกนิยม หลักความเสมอภาคและลำดับชั้น […] สิ่งนี้ช่วยสร้างอัตลักษณ์ร่วมระหว่างชนพื้นเมืองและคนทั่วไป ซึ่งเป็นรากฐานของพลังทางการเมืองที่สำคัญ”³
ลาซาร์อธิบายว่า พลังการเมืองเช่นนั้นถูดจัดตั้งผ่านการมีประชาธิปไตยร่วมใน 3 เส้นทาง ได้แก่
หนึ่ง-สมาคมในละแวกบ้าน (neighbourhood associations) เป็นองค์กรระดับพื้นที่ที่มีไว้เพื่อจัดหาสินค้าท้องถิ่นและรอมชอมความขัดแย้งระดับย่าน
สอง-สมาคมของแต่ละภาคส่วน (sectoral associations) ที่เป็นตัวแทนของกลุ่มคนอันหลากหลาย เช่น คนงานคมนาคม พ่อค้าแม่ค้าข้างถนน
และสาม-สหภาพแบบดั้งเดิมกว่า (more coventional unions) ซึ่งทำหน้าที่ต่อรองกับรัฐเสมอมา แม้จะถูกทำให้อ่อนแอจากระเบียบโลกเสรีนิยมใหม่

การผสานเส้นทางเหล่านี้ทำให้เอลอัลโตเอาชนะความเป็นชายขอบของการเมืองระดับชาติ เมืองนี้เป็นตัวแสดงที่แตกต่าง (different actors) เพราะทั้งทำเลและอัตลักษณ์ล้วนเป็นรอยต่อระหว่างศูนย์กลางอย่างลาปาซกับภูมิภาคอื่นของประเทศ
พวกเขาสามารถการแปลงอัตลักษณ์และความตระหนักรู้ทางการเมืองสู่การลงมือทางการเมือง จนได้รับชัยชนะจากการต้านบรรษัทใหญ่ เช่น เบคเทล (Bechtel, บริษัทสัญชาติสหรัฐฯ ที่ให้บริการด้านวิศวกรรมการจัดซื้อการก่อสร้างและการบริหารโครงการ) และได้รับความสนใจในระดับนานาชาติว่าเป็น “เมืองขบถ” (rebel city)
หากอ้างอิงตามกรณีเมืองเอลอัลโต คำตอบของคำถามที่ว่า “แล้วเราจะทำยังไง” ก็คือทำทุกอย่างเพื่อให้เกิดการรวมตัว ขัดแย้ง ปะทะประสาน พูดคุย เพื่อหลอมรวมอัตลักษณ์บางอย่างรวมกัน กล่าวอีกอย่าง ก็คือการใช้ทั้งเสียงร่ำไห้และเสียงเรียกร้องผ่านสิทธิต่อเมืองดั่งคำของเลอแฟบร์
ในเมื่อการออกจากระบบเศรษฐกิจ-สังคม นั้นแทบเป็นไปไม่ได้จากความสัมพันธ์ระหว่างเมืองและทุนนิยม แต่เรายังมีสิทธิหนึ่งที่สามารถหลอมเป้าหมายอันหลากหลายของการเคลื่อนไหวในศตวรรษที่ 21 ไว้ด้วยกันได้
นั่นคือสิทธิต่อเมือง หรือสิทธิที่จะเป็นส่วนหนึ่งในบ้านตัวเอง
ดั่งที่ฮาร์วีย์เขียนในตอนจบของหนังสือไว้ว่า “การสร้างทางเลือกใหม่จากซากปรักหักพังนั้นเป็นทั้งโอกาสและภาระผูกพันที่ไม่มีใครในพวกเราสามารถปฏิเสธได้”

อ้างอิง
¹ Harvey, D. (2012). Rebel Cities: From the Right to the City to the Urban Revolution. London and New York: Verso.
² Melania Calestani, Book Review: Sian Lazar, El Alto, Rebel City: Self and Citizenship in Andean Bolivia. Critique of Anthropology 29(4) 471-475.
³ Sian Lazar, El Alto, Rebel City: Self and Citizenship in Andean Bolivia. London: Duke University Press, 2008.
ฮาร์วีย์, เดวิด. (2568). เมืองนี้ใครครอง : จากสิทธิต่อเมืองสู่การปฏิวัติเมือง (อาทิตย์ โกวิทวรางกูร, ผู้แปล). สำนักนิสิตสามย่าน.
เรื่องโดย ยสินทร กลิ่นจำปา


