สำหรับใครหลายๆ คนอาจจะรู้สึกว่าภาคตะวันออกนั้นก็เป็นเมืองอุตสาหกรรมมาโดยตลอด บางคนอาจเจอตั้งแต่ลืมตาดูโลก แต่จริงๆ แล้ว ตะวันออกที่มีภาพจำเป็นแหล่งอุตสาหกรรมนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นมาอย่างยาวนานอย่างที่เรารู้สึก ถ้าให้พูดแล้วก็อาจจะเริ่มต้นมาไม่ถึง 60 ปีด้วยซ้ำ
เพราะในยุคก่อนหน้านั้น ภาคตะวันออก คือพื้นที่ที่อุดมไปด้วยแหล่งทรัพยากรทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ หรือจะเป็นอาหารการกินอย่างเช่นผลไม้ที่มีอยู่หลากหลายชนิด รวมไปถึง วัฒนธรรม วิถีชีวิต ภูมิปัญญาพื้นบ้านที่ควรค่าแก่การรักษาไว้
อะไรที่ทำให้ภาคตะวันออกกลายเป็น แหล่งอุตสาหกรรม โดยเฉพาะจังหวัดอย่าง ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ที่ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่ของโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก หรือ Eastern Seaboard เมื่อในอดีต และต่อมารัฐไทยได้ต่อยอดจนเกิดเป็น ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ในปัจจุบัน
หรือคำถามที่สำคัญไปกว่านั้นคือ ทั้งๆ ที่ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่แห่งนี้นั้นมีมากมาย แต่เพราะอะไร ในสายตาของรัฐเองนั้น กลับไม่เลือกที่จะขับภาพความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรนี้ผ่านนโยบายการพัฒนาให้เด่นชัด เท่าความเป็น ‘อุตสาหกรรม’ ขนาดใหญ่
ชวนทุกคนมาร่วมกันหาคำตอบและไขข้อสงสัย ผ่านข้อเท็จจริงในบทความนี้ไปด้วยกัน

ก่อนจะกลายเป็นแหล่งอุตสาหกรรม
ภาคตะวันออกในอดีตนั้น หากอ้างอิงตามเอกสารทางวิชาการ แต่เดิมแล้วประชากรในพื้นที่จะประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านในแถบจังหวัดที่มีพื้นที่ติดทะเล และการทำการเกษตรเป็นส่วนใหญ่ มีแหล่งการทำการเกษตรขนาดใหญ่ การทำนาข้าว และการทำปศุสัตว์เช่น นากุ้ง การเพาะเลี้ยงปลาในจังหวัดฉะเชิงเทรา นครนายก เหตุเพราะมีแม่น้ำที่สำคัญอย่าง ‘แม่น้ำบางปะกง’ ไหลผ่าน
ส่วนจังหวัดชลบุรีนั้น ประชากรดั้งเดิมโดยส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน และค้าขาย อีกทั้งยังมีการทำไร่สวนผลไม้ ในแถบจังหวัด ระยอง จันทบุรี ตราด เหตุผลเพราะเป็นดินภูเขาไฟ จึงทำให้พืชผลเจริญเติบโตได้ดี นอกจากนี้ จังหวัดจันทบุรี ยังเป็นแหล่งผลิตอัญมณีที่สำคัญอีกด้วย
ส่วนในจังหวัดปราจีนบุรีและสระแก้วนั้น เป็นแหล่งทำกินที่บุกเบิกใหม่ โดยประชากรจะประกอบอาชีพปลูกพืชไร่ พืชสวน ก่อนที่จะพัฒนาเป็นศูนย์กลางของตลาดซื้อขายทางการเกษตรที่สำคัญในภายหลัง
ภาพของภาคตะวันออกในยุคก่อนหน้านั้นจึงเป็นภาพของความรุ่มรวยทางทรัพยากรอันหลากหลาย ที่กลายเป็นที่จับตาของใครหลายๆ คนต่อมา

จุดเริ่มต้นของ ‘เมืองอุตสาหกรรม’
จุดเริ่มต้นความเป็น ‘เมืองอุตสาหกรรม’ ของภาคตะวันออกนั้น อาจต้องท้าวความกลับไปที่สมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลในทางเศรษฐกิจและการเมือง มีความต้องการบริโภคน้ำมันที่เพิ่มมากขึ้นในประเทศไทย ส่งผลให้ บริษัท โรงกลั่นน้ำมันไทย จำกัด ที่ในปัจจุบันคือ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ได้เข้ามามีบทบาท และได้สร้างโรงกลั่นน้ำมันเอกชนขึ้นที่แรก ณ บริเวณ อ.ศรีราชา ในปี พ.ศ.2504 โดยทำสัญญาจัดสร้างและประกอบกิจการโรงกลั่นน้ำมันกับกระทรวงอุตสาหกรรม ในรูปแบบการสร้าง-บริหาร-โอน เป็นระยะเวลา 20 ปี หมายความว่า เมื่อครบระยะเวลา 20 ปี บริษัทฯ ต้องโอนกรรมสิทธิทั้งที่ดินและโรงกลั่นน้ำมันให้ตกเป็นของกระทรวงอุตสาหกรรม
ต่อมา โลกได้เข้าสู่วิกฤตการณ์ขาดแคลนน้ำมันอย่างรุนแรง น้ำมันมีราคาแพงขึ้นอย่างมหาศาล ส่งผลให้ รัฐบาลโดย พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ได้ออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ.2521 ก่อนที่จะตัดสินใจ ‘ลาออก’ จากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อรับผิดชอบต่อสถานการณ์ที่กระทบมายังประเทศไทย เกิดการควบรวมกันขององค์การเชื้อเพลิง กรมพลังงานทหาร และองค์การก๊าซธรรมชาติแห่งประเทศไทยในเวลาต่อมา จนกำเนิดเป็น ‘ปตท. (PTT)’ ที่ทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดี ซึ่งจะมีบทาทสำคัญในการผลักดันให้ประเทศไทย เข้าสู่ยุค ‘โชติช่วงชัชวาลย์’

‘โชติช่วงชัชวาลย์’ ยุคสมัยที่ทำให้ภาคตะวันออกเนื้อหอมต่อการเป็นแหล่งอุตสาหกรรม
ปี พ.ศ.2524 หลังจากนโยบายการสำรวจปิโตรเลียมในประเทศไทยเพื่อลดค่าใช้จ่ายการนำเข้าปิโตรเลียมจากต่างประเทศ ปตท.ได้ขุดค้นพบก๊าซธรรมชาติและเริ่มผลิตเป็นครั้งแรกบริเวณกลางอ่าวไทย (หรือที่เรียกว่าแหล่งก๊าซเอราวัณในปัจจุบัน)
จากนั้น จึงเริ่มแผนวางท่อก๊าซธรรมชาติจาก อ.มาบตาพุด จ.ระยอง เข้าสู่ระบบท่อเชื้อเพลิงสำหรับการ ‘ผลิตไฟฟ้า’ ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และนายกรัฐมนตรีคนใหม่อย่าง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้เป็นประธานในพิธี เปิดวาล์วท่อส่งก๊าซมายังโรงไฟฟ้าบางปะกง จนเกิดเป็นเปลวไฟพวยพุ่งขึ้นมาจากปล่องควันของโรงไฟฟ้า
เป็นที่มาของการที่สื่อและประชาชนเรียกขานยุคนี้ว่า ยุค ‘โชติช่วงชัชวาลย์’ จากจุดนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่พลิกโฉมหน้าของภาคตะวันออก สถาปนาสู่ความเป็นเมืองอุตสาหกรรมอย่างเต็มรูปแบบในเวลาต่อมา

สู่ความเป็น Eastern Seaboard
เมื่อปี พ.ศ.2525 ในสมัยรัฐบาลของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้เกิดโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก หรือ Eastern Seaboard Development Program (ESB) ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2525-2529) อาจด้วยเพราะทำเลที่ตั้งที่ใกล้กับ ‘เมืองหลวง’ อย่างกรุงเทพฯ ประกอบกับมีภูมิศาสตร์ที่ติดทะเล เหมาะแก่การสร้างท่าเรือใหม่เพื่อการขนส่งสินค้า รวมไปถึงการที่ภาคตะวันออกมีอาณาเขตที่ติดกับภาคอิสาน ซึ่งมีวัตถุดิบ และแรงงาน (ในสายตาของรัฐ) จำนวนมาก จนเกิดเป็นนโยบายการพัฒนาโดยรัฐขึ้นใน 3 จังหวัด คือ;
1.จังหวัดชลบุรี บริเวณแหลมฉบัง อ.ศรีราชา กำหนดให้เป็นแหล่งอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก พัฒนาเป็นท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่ และนิคมอุตสาหกรรมในบริเวณเดียวกัน ที่ในปัจจุบันเรียกกันว่า ‘ท่าเรือแหลมฉบัง’
2.จังหวัดระยอง บริเวณ อ.มาบตาพุด กำหนดให้เป็นเมืองอุตสาหกรรมใหม่ และแหล่งอุตสาหกรรมหลักของประเทศ เกิดการสร้างท่าเรือมาบตาพุด และนิคมอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการแยกก๊าซ และปิโตรเคมีขึ้น
3.จังหวัดฉะเชิงเทรา กำหนดให้เป็นพื้นที่เกษตรกรรมเพื่ออุตสาหกรรม ปรับใช้เทคโนโลยีในการผลิตมากขึ้น นอกจากนั้น รัฐบาลยังออกนโยบายส่งเสริมการลงทุน โดยให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีอากร เพื่อจูงใจให้นักลงทุนสร้างโรงงานในพื้นที่
จากเหตุการณ์ทั้งหมด จะเห็นได้ว่า รัฐไทยได้ปักหลักพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ สำหรับรองรับกิจการที่เกี่ยวเนื่องกับภาคอุตสาหกรรมไว้ในพื้นที่ภาคตะวันออกหลังจากมีการค้นพบทรัพยากรอย่างก๊าซธรรมชาติในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ผ่านแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมจนเกิดเป็นนโยบายการพัฒนา ส่งผลให้ภาคตะวันออกต้องเดินหน้าเข้าสู่การรองรับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

EEC ผลพวงจากรัฐประหารล่าสุด
หลังจากการรัฐประหารโดย ‘คณะรักษาความสงบแห่งชาติ’ หรือ คสช. ส่งผลให้หัวหน้าคณะรัฐประหารอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก้าวขึ้นสู่บทบาทของการเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ในปี พ.ศ.2557 ก่อนที่จะมีการใช้อำนาจแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ รัฐบาลมีแนวคิดว่าต้องการผลักดันเศรษฐกิจผ่านการสนับสนุนภาคอุตสหากรรมให้มากขึ้น เพื่อเป็นชิ้นงาน ‘เรือธง’ ของรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารนี้
ทำให้มีการอนุมัติหลักการ ‘ร่างพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก’ ขึ้น ในเขตพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง กำหนดให้เป็นเมืองท่า ที่จะมีการขยายท่าเรือแหลมฉบังในเฟส 3 อีกทั้งเมกะโปรเจคต์อย่าง ‘รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน’ (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) และพยายามผลักดันศักยภาพพื้นที่เพื่อให้เป็น ‘ศูนย์กลางเมืองการบินภาคตะวันออก’ จากปัจจัยและความเหมาะสมของโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเป็นการต่อยอดและเน้นย้ำถึงการเป็นแหล่งอุตสาหกรรมของภาคตะวันออก
ซึ่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ลงมติเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์ในเวลาต่อมา ส่งผลให้ พ.ร.บ. EEC นี้ มีผลบังคับใช้เมื่อ 14 พฤษภาคม 2561 ซึ่งรัฐบาลได้เดินหน้า ประกาศยกเลิกผังเมืองเดิม บังคับใช้ผังเมือง EEC ขึ้น โดยอาศัยอำนาจของคณะรัฐประหาร ภายใต้ ม.44 จากคำสั่งที่ 47/2560 มาก่อนหน้านั้นแล้ว
เป็นที่มาของการเวนคืนหรือการกดดันให้ขายที่ดินทางการเกษตรในหลายพื้นที่ของ 3 จังหวัด EEC เพื่อนำที่ดินไปก่อสร้างโรงงาน หรือนิคมอุตสาหกรรมเพิ่มเติม สำหรับรองรับการลงทุนจากต่างชาติ
จุดเริ่มต้นของการก้าวเข้ามาสู่การเป็นแหล่งอุตสาหกรรมของภาคตะวันออกนั้น อาจเรียกได้ว่าเริ่มต้นมาจากนโยบายลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาลไทยในสมัยวิกฤติน้ำมันแพง แต่ผลจากการดำเนินนโยบายดังกล่าว ได้เปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของภูมิภาคนี้ไปตลอดกาล จากที่เคยเป็นแหล่งอาหาร และแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ มาสู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม และถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่สำคัญที่จัดพื้นที่การลงทุนให้แก่ต่างชาติในปัจจุบัน จากชัยภูมิทางการค้าที่เอื้อต่อการคมนาคมขนส่งในทุกรูปแบบ
คำถามสำคัญคำถามสุดท้ายต่อการพัฒนาดังกล่าว คงจะเป็นคำถามที่ว่า สิ่งที่ทิ้งไว้จากการที่รัฐ พยายามผลักดันพื้นที่เพื่อให้เป็นแหล่งอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็น มลพิษในด้านต่างๆ การขาดแคลนแหล่งน้ำจากการผันน้ำเพื่ออุตสาหกรรม การยกเลิกผังเมืองที่ส่งผลให้วิถีชีวิต รูปแบบการทำการเกษตรที่เคยมีมาได้หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ หรือแม้กระทั่งการศึกษาในพื้นที่ที่มุ่งเป้าผลักดันให้ประชาชนเข้าสู่ระบบแรงงานอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว
สิ่งเหล่านี้เป็นผลพวงจากการพัฒนาที่คนรุ่นปัจจุบันและรุ่นต่อจากนี้จะต้องประสบพบเจอ ประชาชนจะรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นเช่นไร หรือรัฐมีมาตรการใดในการช่วยเหลือ หากแนวคิดการพัฒนาของไทย ยังถูกตีกรอบเพื่อการขยายภาคอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว
อ้างอิงข้อมูลเพิ่มเติมจาก
ภูมิศาสตร์ทางวัฒนธรรมของภาคตะวันออก
45 ปีทรานสฟอร์ม ปตท. จาก “ปั๊ม 3 ทหาร” สู่ยาต้านชรา “มณีแดง” (thairath.co.th)
30 ปี โครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด : การพัฒนาที่ยั่งยืน? – ThaiPublica
Eastern Seaboard สู่ EEC การพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจไทยในภูมิภาคตะวันออก ตอน 1 (bangkokbiznews.com)


