ภาพเพลิงพิโรธขนาดมหึมา กับรายงานการเข้าดับไฟที่ยากเย็นตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน จนถึง 26 เมษายน 2567 ยังคงเป็นภาพตามหลอกหลอนชีวิตของชาวหนองพะวา จ.ระยอง แต่ภายหลังเพลิงสงบ สิ่งที่หลอกหลอนพวกเขายิ่งกว่าคือมลพิษที่ยังคงตกค้าง และการจัดการและฟื้นฟูที่ยังคงไร้ความหวัง ในขณะที่ประเทศไทยเปลี่ยนหน้ารัฐมนตรีไปแล้วกว่า 3 ครั้ง
ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา หลังเหตุการณ์ไฟไหม้โรงงานวิน โพรเสส ที่บ้านหนองพะวา ต.บางบุตร อ.บ้านค่าย จ.ระยอง จบลง หากแต่ซากปรักหักพังของโกดังในโรงงานยังคงตระหง่านอยู่ที่เดิม ถังเก็บสารเคมีหรือถังเบาท์ (ถัง IBC) ที่บิดเบี้ยวก็ยังคงมีประปราย ถังโลหะไหม้เกรียมที่ถูกแรงระเบิดอัดไปติดบนหลังคาก็ยังคงมีให้เห็น เช่นเดียวกันกับเศษซากกองขยะอย่างถุงยางอนามัย เข็มฉีดยาจำนวนมหาศาลก็ยังคงกองพะเนินอยู่โดยเฉพาะในพื้นที่โกดัง และไม่ต่างอะไรกับเถ้าถ่านจากกากสารเคมีอันตรายที่เกาะแน่นกับผืนดินราวกับจะย้ำเตือนว่า ‘ไฟไหม้ครั้งนั้น’ ไม่เคยจางหายไปไหน
แม้ภาพความเสียหายอาจดูเบาบางลงบ้าง ผ่านคำสั่งจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งแผนงานหลากหลายระยะ ทั้งการลงพื้นที่ของผู้มีอำนาจหลายชุด ที่ส่งผลให้การขนย้ายกากอุตสาหกรรมและสารเคมีบางส่วนเกิดขึ้นจริง แต่ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้ด้วยนามของ ‘เงินภาษีประชาชน’
บทความนี้ชวนย้อนดูไทม์ไลน์หลังเกิดเหตุ สำรวจความคืบหน้าหลังเหตุการณ์ไฟไหม้โรงงานวิน โพรเสส ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ ว่าอะไรถูกแก้ไปแล้ว อะไรยังค้างคา และเพราะเหตุใด ‘การขนย้าย’ ที่เกิดขึ้นจึงอาจเป็นเพียงการแตะปลายเหตุ ขณะที่แหล่งกำเนิดของการปนเปื้อนอาจยังคงฝังตัวอยู่ใต้ผืนดิน ในบ่อน้ำ และในชีวิตของคนหนองพะวา

เกิดอะไรขึ้นบ้างหลังไฟมอดดับ
ตลอดระยะเวลากว่า 2 ปีหลังเหตุการณ์ไฟไหม้ โรงงานวิน โพรเสส จำกัด จ.ระยอง กลายเป็นจุดเช็คอินที่ทั้งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี อธิบดี และหน่วยงานจำนวนมากมาลงพื้นที่เยี่ยมเยือนและติดตามสถานการณ์ ทั้งยังมีแผนการขนย้าย แผนการฟื้นฟูระยะต่างๆ มีคำสั่งศาล ไปจนถึงแนวทางการแก้กฎหมายซึ่งนำไปสู่การขนย้ายกากอุตสาหกรรม สารเคมี และวัตถุอันตรายบางส่วนออกจากพื้นที่ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ชุมชนยังคงต้องอยู่กับความไม่แน่นอน ทั้งกลิ่นเหม็นที่โชยมาเป็นระลอก ทั้งสารปนเปื้อนที่ซึมลงแหล่งดินแหล่งน้ำของชุมชน และคำถามที่ยังไม่มีคำตอบว่า การขนย้ายนี้จะสิ้นสุดเมื่อไหร่ ยิ่งไปกว่านั้นการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรดิน และทรัพยากรน้ำทั้งบนดินและใต้ดินจะเริ่มขึ้นเมื่อใด
และนี่คือไทม์ไลน์สิ่งที่เกิดขึ้นหลังพายุเพลิงที่โหมกว่า 6 วัน สงบลง

วันที่ 27 เมษายน พ.ศ.2567 เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น พร้อมคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจติดตามเหตุไฟไหม้โรงงานวิน โพรเสส จำกัด จังหวัดระยอง โดยมีผู้ว่าฯ และเจ้าหน้าที่รายงานสถานการณ์
วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ.2567 เกิดเหตุเพลิงไหม้ซ้ำภายในโกดังอาคาร 3 ในพื้นที่โรงงานวิน โพรเสสบริเวณกองขยะทั่วไป ซึ่งประกอบด้วย เศษผ้า เศษไม้ และเศษพลาสติก เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่เข้าระงับเหตุ จึงสามารถควบคุมเพลิงได้ในวงจำกัด
วันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ.2567 อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ลงพื้นที่โรงงาน วิน โพรเสส ร่วมกับผู้ว่าฯ ระยอง เพื่อติดตามการจัดการกากสารเคมีที่เหลือจากเหตุไฟไหม้ โดยนำบริษัทเอกชน 4 รายเข้าประเมินปริมาณและแนวทางขนย้าย
ผลการประเมินพบว่า มี 2 บริษัท พร้อมรับขนย้ายกากบางส่วนออกไปกำจัดอย่างถูกต้อง โดยบริษัทแรก เอสซีไอ อีโค่ เซอร์วิสเซส จำกัด รับขนตะกอนจากการบำบัดกรดกัดแก้วประมาณ 400 ลูกบาศก์เมตร โดยคาดใช้เวลา 4–6 วัน ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ
ส่วนบริษัทที่สองคือ เมทเทิลคอม จำกัด รับขนตะกรันอะลูมิเนียมหรืออะลูมิเนียมดรอสจากโกดังกว่า 7,000 ตัน โดยทั้งสองกรณีเป็นการดำเนินงานภายใต้ความร่วมมือของภาคเอกชนในลักษณะ CSR เพื่อเร่งคลี่คลายปัญหาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่
วันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ.2567 บริษัท เมทเทิลคอม จำกัด ซึ่งมีปลายทางในอำเภอพนัสนิคม จ.ชลบุรี ได้สั่งระงับการขนย้ายอะลูมิเนียมดรอสชั่วคราว หลังชาวบ้านในพื้นที่แสดงความกังวลต่อการนำกากอุตสาหกรรมเข้าไปกำจัด
วันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ.2567 สถานการณ์ตึงเครียดจากการที่ทั้งสองพื้นที่ (ต้นทาง–ปลายทาง) ไม่ต้องการรับอะลูมิเนียมดรอสเข้าพื้นที่ โดยชาวบ้านในชลบุรีรวมตัวประท้วงไม่ให้ บริษัท เมทเทิลคอม จำกัด รับอะลูมิเนียมดรอสจากระยอง ทำให้บริษัทต้องเร่งขนอะลูมิเนียมดรอสกว่า 300 ตัน กลับต้นทางที่ระยอง ซึ่งเมื่อรถบรรทุกกากอะลูมิเนียมดรอสมาถึงและได้ถูกชาวบ้านหนองพะวาดักปิดไม่ให้กลับเข้าไปที่โรงงานวิน โพรเสส จนเกิดเหตุปะทะคารมระหว่างชาวบ้านนำโดยกำนันตำบลบางบุตร กับ ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ ส.ส.พื้นที่ในขณะนั้นที่บริเวณหน้าโรงงาน
วันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ.2567 ศาลจังหวัดระยอง มีคำพิพากษาให้ริบของกลางทั้งหมด ส่งมอบให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบควบคุมวัตถุอันตรายของกลางเพื่อทำลายหรือจัดการตามที่เห็นสมควร โดยบริษัท วิน โพรเสส จำกัด ต้องชำระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทั้งหมด ซึ่งกรอ. จะใช้เงินที่ วิน โพรเสส นำมาวางศาลไว้จำนวน 4.9 ล้านบาท เป็นลำดับแรกในการบำบัดของเสียที่เป็นวัตถุอันตรายของกลาง
วันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ.2567 จุลพงษ์ ทวีศรี อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ประชุมติดตามการตรวจสอบเอกสารหลักฐานในการดำเนินคดี กรณีโรงงานเก็บกากสารเคมี บริษัท วิน โพรเสส จำกัด อ.บ้านค่าย จ.ระยอง และโรงงานในเครือ บริษัท เอกอุทัย จำกัด ทั้งหมดทั้งใน จ.พระนครศรีอยุธยา รวมทั้งสาขาศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ และสาขากลางดง จ.นครราชสีมา
วันที่ 11 กันยายน พ.ศ.2567 เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมคณะ ลงพื้นที่ บริษัท วิน โพรเสส จำกัด จ.ระยอง เพื่อติดตามปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและวางแนวทางแก้ไข
กระทรวงอุตสาหกรรมระบุว่า ได้ดำเนินคดีต่อบริษัทและเร่งให้มีการจัดการกากอันตราย โดยมาตรการเร่งด่วนประกอบด้วย การเบี่ยงทางน้ำและติดตั้งระบบสูบน้ำ เพื่อป้องกันการชะล้างสารปนเปื้อน ตามมาด้วยการใช้งบ 4 ล้านบาท กำจัดอะลูมิเนียมดรอส และสุดท้ายคือการบำบัดน้ำเสียเพื่อลดการรั่วไหลสู่พื้นที่ชาวบ้าน
วันที่ 8 มกราคม พ.ศ.2568 เริ่มมีการขนย้ายอะลูมิเนียมดรอสล็อตแรกเพื่อนำไปบำบัดกำจัดอย่างถูกวิธีตามหลักวิชาการที่ บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) อ.แก่งคอย จ.สระบุรี โดยใช้เป็นวัตถุดิบผสมร่วมกับดินอะลูมินาในกระบวนการเผา เพื่อผลิตปูนซีเมนต์ซึ่งใช้อุณหภูมิสูงกว่า 1,400 องศาเซลเซียส
รวมทั้งสามารถขนย้ายอะลูมิเนียมดรอสทั้งหมดแล้วเสร็จ 100% ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม–1 มีนาคม พ.ศ.2568 รวมระยะเวลาเพียง 46 วัน รวมทำการขนย้ายไปทั้งสิ้น 225 เที่ยว จำนวนกว่า 5,400 ตัน โดยใช้งบประมาณในการขนย้ายและบำบัดกำจัดถึง 3.09 ล้านบาท

วันที่ 9 มกราคม พ.ศ.2568 เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมคณะ ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาที่ บริษัท วิน โพรเสส จำกัด จ.ระยอง อีกครั้ง เน้นย้ำว่ากระทรวงฯ จะเร่งกำจัดอะลูมิเนียมดรอสโดยตั้งเป้าแล้วเสร็จภายใน 26 เมษายน พ.ศ.2568 เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อชุมชน ขณะเดียวกัน ยังได้วางมาตรการรับมือฤดูฝนในพื้นที่ชุมชนบ้านหนองพะวา โดยทำการเบี่ยงทางน้ำฝนไม่ให้ผ่านพื้นที่ปนเปื้อน อุดคันดินบ่อกักเก็บน้ำเสีย ป้องกันการรั่วซึม พร้อมเสริมความแข็งแรงแนวคันดิน รวมถึงกำชับให้เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2568 ศาลจังหวัดระยองได้พิพากษาให้บริษัทวินโพรเสสและผู้บริหาร ร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายแก่องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) บางบุตร เป็นจำนวนเงิน 39,625,301 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี
วันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 ศาลจังหวัดระยองได้พิพากษาคดีที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม เป็นโจทก์ยื่นฟ้องบริษัทวินโพรเสส และ นายโอภาส บุญจันทร์ฐานความผิดครอบครองวัตถุอันตราย 3 ข้อหา และปล่อยสารอันตรายหรือสิ่งปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ ศาลจังหวัดระยอง พิพากษาให้บริษัทจ่ายค่าปรับ 350,000 บาท และจำคุกนายโอภาส บุญจันทร์ 5 ปี 15 เดือน
วันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 นายโอภาส บุญจันทร์ ผู้บริหารบริษัท วิน โพรเสส จำกัด อ.บ้านค่าย จ.ระยอง เสียชีวิตที่โรงพยาบาลบ้านค่าย เมื่อเวลาประมาณ 24.00 น. ในขณะที่อยู่ระหว่างคุมขัง โดยนายโอภาส ป่วยด้วยภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน และโรคอื่น ๆ ทำให้ต้องถูกย้ายจากเรือนจำกลางระยอง มารักษาตัวที่โรงพยาบาลบ้านค่าย ตั้งแต่ช่วงกลางดึกของวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568
วันที่ 3 มีนาคม พ.ศ.2568 พรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมคนใหม่ กล่าวว่า กรมโรงงานอุตสาหกรรมจะเร่งบำบัดกำจัดกากของเสียที่เหลือในพื้นที่บริษัทฯ ให้เร็วที่สุด ขณะนี้อยู่ระหว่างรองบกลางปี 2568 จำนวน 40 ล้านบาท ที่จะใช้บำบัดของเสียเคมีวัตถุและเศษซากของเสียที่ถูกไฟไหม้ โดยเฉพาะสารเคมีที่บรรจุอยู่ในถังเบาท์ และถุงบิ๊กแบ็ก (ถุง FIBC) ที่อยู่นอกอาคารในปริมาณ 2,600 ตัน รวมถึงวัตถุอันตรายในบ่อซีเมนต์อีกกว่า 1,400 ตัน
ส่วนในปี 2569 อยู่ระหว่างขอรับการจัดสรรงบ EEC วงเงินงบประมาณ 459 ล้านบาท สำหรับบำบัดของเสียที่เหลือทั้งหมดอีกกว่า 24,300 ตัน โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชนเป็นสำคัญ

วันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2568 ข้อมูลจากมูลนิธิบูรณะนิเวศ ระบุว่า ได้มีการเริ่มดำเนินการขนย้ายกากอุตสาหกรรมจาก บริษัท วิน โพรเสส จำกัด จ.ระยอง ตามแผนของกรมโรงงานอุตสาหกรรม โดยว่าจ้าง บริษัท บริหารและพัฒนาเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดำเนินการโครงการมีระยะเวลา 210 วัน (26 กันยายน พ.ศ.2568–23 เมษายน พ.ศ.2569) ใช้งบประมาณ 27.1 ล้านบาท ซึ่งระบุชัดว่าเป็น ‘เงินภาษีของประชาชน’ และตั้งเป้าขนย้ายกากอุตสาหกรรมรวม 4,000 ตัน
ของเสียที่ดำเนินการในเฟสแรกประกอบด้วย สารเคมีและวัตถุอันตรายในถังเบาท์ ถุงบิ๊กแบ็ก และบรรจุภัณฑ์ปนเปื้อน รวมถึงซากจากเหตุไฟไหม้ ไม่น้อยกว่า 2,600 ตัน และสารอันตรายในบ่อคอนกรีต 27 บ่อ ซึ่งมีปริมาณไม่น้อยกว่า 1,400 ตัน การขนย้ายระยะนี้จะเน้นของเสียที่อยู่นอกอาคาร โดยเฉพาะของเหลวในถังและบ่อปูน ซึ่งจะถ่ายลงบ่อก่อนดูดขึ้นรถแท็งก์ เพื่อลดความเสี่ยงอุบัติเหตุระหว่างขนส่ง ทั้งหมดนี้ ถือเป็นความคืบหน้าเฟสแรกของการจัดการกากอุตสาหกรรมในพื้นที่โรงงานวิน โพรเสส โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรมระบุว่าเป็นการมุ่งลดความเสี่ยงเร่งด่วนก่อนดำเนินการส่วนที่ซับซ้อนในระยะถัดไป

ตลอดระยะเวลา 2 ปีหลังเหตุไฟไหม้โรงงานวิน โพรเสส ประเทศไทยเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 3 คน ได้แก่ เศรษฐา ทวีสิน แพทองธาร ชินวัตร และอนุทิน ชาญวีรกูล ขณะเดียวกันกระทรวงอุตสาหกรรมก็เปลี่ยนรัฐมนตรีถึง 4 คน ตั้งแต่ พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล ต่อด้วย เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ มาถึงธนกร วังบุญคงชนะ และวราวุธ ศิลปอาชา ในปัจจุบัน ในระดับหน่วยงานหลักอย่างกรมโรงงานอุตสาหกรรมก็มีการเปลี่ยนอธิบดีเช่นกัน โดย จุลพงษ์ ทวีศรี ลาออกท่ามกลางสถานการณ์วิกฤต และส่งต่อภารกิจให้ พรยศ กลั่นกรอง รับมือต่อ
สำหรับคนที่ได้รับผลกระทบอย่าง สนิท มณีศรี ชาวบ้านหนองพะวาที่ต้องทนทุกข์กับเรื่องวิน โพรเสสมากว่า 15 ปี มองว่า
“ถามว่าผู้หลักผู้ใหญ่ในประเทศมาที่นี่กี่คนแล้ว ไม่ใช่แค่ในจังหวัดนะ นี่ระดับประเทศมากันหมด ไม่ว่าจะเป็นดีเอสไอ ไม่ว่าจะเป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นระดับอธิบดี มากันหมดแล้วอะ ถึงระดับรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีก็ลงพื้นที่แล้ว จริงๆ มันน่าจะได้แก้ไขอะไรที่เร็วกว่านี้ได้ไหม?”
และเมื่อมองย้อนกลับไปสิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่เรื่องของความล่าช้า แต่คือภาพสะท้อนของการเปลี่ยนผ่านของผู้มีอำนาจหลายชุด กับงบประมาณจำนวนมากจากภาษีประชาชนที่ถูกใช้ไป ในขณะที่ความเดือดร้อนยังคงอยู่คงเดิม
คำถามของชาวบ้านจึงคือ แล้วเมื่อไหร่คนหนองพะวาจะกลับมาใช้ชีวิตเหมือนเดิมได้อีกครั้ง หรือโอกาสนั้นไม่มีอยู่อีกแล้ว

2 ปีผ่านไป มลพิษยังคงอยู่หลอกหลอน
ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาเกิดการขนย้ายกากสารเคมีออกจากพื้นที่ให้เห็น แต่คำถามสำคัญที่ยังคงค้างอยู่ในใจของคนในชุมชนคือ สิ่งที่ถูกนำออกไปนั้น แตะถึงต้นตอของปัญหาแล้วหรือยัง หรือเป็นเพียงการบรรเทาปลายเหตุที่ยังไม่สามารถหยุดการปนเปื้อนที่เกิดขึ้นใต้ผืนดินและแหล่งน้ำได้ เมื่อสอบถามชาวบ้านในพื้นที่ถึงความเปลี่ยนแปลงหลังการขนย้ายกากสารเคมี ประโยคแรกที่สนิทสะท้อนออกมาคือ “น้ำในบ่อยังดำปี๋เหมือนเดิม”
เขาเล่าว่า แม้ในช่วงแรกตนรู้สึกดีใจที่มีการขนย้ายโดยเฉพาะการนำอะลูมิเนียมดรอส ออกจากพื้นที่ แต่กระบวนการหลังจากนั้นกลับไม่ต่อเนื่อง สนิทบอกว่า “มันควรจะมีเฟส 1 2 3 4 5 ต่อเนื่องกัน แต่พอเว้นช่วงนาน สารเคมีที่อยู่มันก็ไม่ได้ลดลง มันยังซึมลงดิน ลงน้ำไปเรื่อยๆ”
เขายกตัวอย่างให้เราฟังว่าในระยะหรือเฟสแรกมีการสูบน้ำที่ปนเปื้อนสารเคมีจากบ่อคอนกรีตภายในโรงงานไป “อย่างวันนั้นพี่เข้าไปกับทีมของ TIJ (สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย – บรรณาธิการ) คนของบริษัทเองก็มาพูดประมาณนี้แหละว่า สูบไปแล้วยังมีน้ำผุดขึ้นมา ก็พูดให้ฟังแล้วก็บอกว่า น้ำที่ผุดขึ้นมามีค่าเป็นกลาง ซึ่งชาวบ้านอย่างเราก็ไม่เชื่อว่าน้ำที่ผุดขึ้นมาค่าจะเป็นกลางได้ไง
ซึ่งวิธีนี้มันก็เลยกลายเป็นว่าไอ้ที่เขาขนเอาไปอะ ในความรู้สึกของชาวบ้านเรา มันยังไม่ได้แตะจุดกำเนิดของสารพิษเลยจริงๆ เพราะว่ายังมีบ่อดำ ยังมีอีกเท่าไหร่ไม่รู้ที่อาจจะถูกฝังในดินรึเปล่า เราก็ยังไม่รู้ที่เขาขนไปมันเป็นส่วนเล็กน้อยเท่านั้นเอง”

ด้านดาวัลย์ จันทรหัสดี เจ้าหน้าที่อาวุโสและที่ปรึกษาชุมชน มูลนิธิบูรณะนิเวศ อธิบายให้เราฟังว่า การดำเนินงานที่เกิดขึ้นเป็นเพียงเฟสแรก ซึ่งเน้นการขนย้ายกากของเสียที่อยู่ ‘นอกอาคาร’ เช่น ถังเบาท์ ถุงบิ๊กแบ็ก และของเหลวบางส่วนที่สูบจากบ่อซีเมนต์จำนวน 27 บ่อ ภายในโรงงาน
อย่างไรก็ตาม เธอตั้งข้อสังเกตว่า ยังมีของเสียจำนวนมากโดยเฉพาะภายในโกดัง 5 ซึ่งเป็นจุดเกิดเพลิงไหม้ เช่น ถังเหล็กขนาด 200 ลิตร ที่บวมและอาจมีสารเคมีที่ไม่ทราบชนิดกำลังปนเปื้อนลงดินโดยรอบ ซึ่งต้องได้รับการจัดการอย่างเร่งด่วน
เธอมองว่าหากไม่จัดการแหล่งกำเนิดหลักก่อนซึ่งได้แก่ กากอุตสาหกรรม ถังสารเคมี ที่อยู่ภายในโรงงานและอาจถูกฝังอยู่ใต้ดิน ไปจนถึงในบ่อดำหรือบ่อน้ำขนาดใหญ่ ที่อยู่บริเวณหน้าโรงงาน การฟื้นฟูพื้นที่ภายนอกก็แทบไม่มีความหมาย
“การจัดการก็คือต้องหยุดแหล่งกำเนิดให้ได้ก่อน แล้วถึงไปดำเนินการในการเยียวยาอันอื่น แต่คือตอนนี้เราไม่รู้เลยนะว่ามันฝังดินไปเท่าไหร่ แล้วก็มันซึมแพร่กระจายไปมากแค่ไหน ดังนั้นการปนเปื้อนเนี่ย มันแพร่กระจายไปในระดับที่สูงมาก”
แม้ภาพรวมของการขนย้ายจะทำให้ของเสียรอบอาคารลดลงไปบางส่วน แต่ทั้งสองเห็นตรงกันว่า สิ่งที่ถูกนำออกไปอาจยังไม่ใช่ ‘ต้นตอ’ ของการปนเปื้อนทั้งหมด
ในขณะเดียวกัน ยังมีข้อกังวลเรื่องความล่าช้าของการดำเนินงานเฟสต่อไป ซึ่งอาจเริ่มได้ในช่วงเดือนกรกฎาคม ทำให้เสี่ยงต่อการแพร่กระจายของสารปนเปื้อนในฤดูฝน ซึ่งข้อมูลจากการตรวจสอบโดยกรมทรัพยากรน้ำบาดาลยังชี้ว่า การปนเปื้อนไม่ได้หยุดอยู่แค่ผิวดิน แต่กำลังซึมลึกลงแหล่งน้ำใต้ดินมากขึ้น จากเดิมที่พบโลหะหนักหรือการปนเปื้อนลึกลงไปประมาณ 7–10 เมตร และปัจจุบันอาจลึกถึงกว่า 20 เมตรแล้ว

จัดการปัญหาด้วยงบภาษีจากประชาชน
เมื่อประเมินภาพรวมตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ดาวัลย์ยอมรับว่าการแก้ไขปัญหายังล่าช้า และไม่เห็นความคืบหน้าในเชิงการดำเนินคดีหรือการเรียกร้องความรับผิดชอบจากผู้ก่อมลพิษ โดยส่วนที่เธอตั้งคำถามที่สุดคือ “งบที่ใช้คือภาษีประชาชน แต่ยังไม่เห็นการนำคนที่ก่อเหตุมารับผิดชอบจริงจัง กฎหมายควรเข้มข้นและรวดเร็วมากกว่านี้”
ในมุมมองของเธอการแก้ปัญหานี้จึงต้องเริ่มจากการจัดการแหล่งกำเนิดอย่างเร่งด่วน โดยในระยะสั้นดาวัลย์ เสนอให้เร่งขนย้ายของเสียทั้งหมดออกจากพื้นที่ โดยเฉพาะของเสียจากจุดเพลิงไหม้ เช่น ถัง 200 ลิตร ที่ยังตกค้างอยู่ เพื่อเปิดทางให้สามารถสำรวจและประเมินระดับการปนเปื้อนในดินได้อย่างแท้จริง ก่อนที่ฝนจะยิ่งเร่งให้สารพิษซึมลึกลงไปมากกว่าเดิม
ในระยะกลางคือการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องไม่ใช่การทำเป็นช่วงๆ แล้วเว้นระยะ เพราะการหยุดชะงักเท่ากับเปิดโอกาสให้การปนเปื้อนขยายตัว ส่วนระยะยาว จำเป็นต้องยกระดับปัญหานี้ให้เป็น ‘อาชญากรรมทางสิ่งแวดล้อม’ อย่างจริงจัง รวมถึงใช้กฎหมาย เช่น การฟอกเงิน เพื่อติดตามและเรียกคืนค่าเสียหายจากผู้ก่อมลพิษมารับผิดชอบ พร้อมทั้งวางระบบป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต
แม้ภาพของความคืบหน้าของการขนย้ายกากสารเคมีออกจากพื้นที่จะเริ่มปรากฏขึ้นบ้าง แต่ในอีกด้านหนึ่งผลกระทบที่ฝังอยู่ในดิน น้ำ และชีวิตของคนหนองพะวา กลับไม่ได้จางหายไป ตรงกันข้ามหลายสัญญาณยังชี้ว่าปัญหายังคงดำรงอยู่ และบางส่วนกำลังลุกลามลึกลงไปในระดับที่มองไม่เห็น ผลกระทบจากการปนเปื้อนแรกที่เริ่มชัดเจนขึ้นในชีวิตประจำวันของชาวบ้าน โดยเฉพาะแหล่งน้ำ
“บางทีมันก็แค้นนะ เวลาน้ำประปามีปัญหา น้ำบ่อตื้นที่เคยใช้กันมานานเห็นอยู่ตำตา แต่เอามาใช้ไม่ได้” สนิทสะท้อน

พื้นที่ได้รับผลกระทบขยายออกไปในรัศมีอย่างน้อยราว 1 กิโลเมตร ส่งผลให้บ่อน้ำขุดแบบดั้งเดิม ที่ลึกน้อยกว่า 30 เมตรต้องหยุดใช้ทั้งหมด รวมถึงบ่อปลาและแหล่งน้ำผิวดินหลายจุดไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป สนิทเล่าว่าปลาในกระชังที่เขาเลี้ยงไว้พอฝนตกแล้วมีน้ำไหลลงบ่อ ต่างก็ขึ้นมาชักตายคากระชัง
ในภาคการเกษตรความเปลี่ยนแปลงยิ่งเห็นได้ชัด พื้นที่สวนยางพาราบางส่วนยืนต้นตาย บางส่วนต้องโค่นทิ้ง เนื่องจากพืชที่มีรากลึกไม่สามารถเติบโตได้ในดินที่ปนเปื้อน ชาวบ้านบางรายจำเป็นต้องปรับไปปลูกพืชรากตื้นแทน เช่น สับปะรดหรือตะไคร้ แม้จะไม่ใช่ทางเลือกที่มั่นคงนัก อย่างไรก็ตามสนิทอธิบายเพิ่มว่าการปรับตัวนี้ก็ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
เพราะถึงว่าจะปลูกพืชรากตื้น แต่พอหน้าฝนน้ำเอ่อขึ้นมาน้ำที่ปนเปื้อนสารเคมีก็จะไหลเข้าพื้นที่แปลงและมีผลกระทบอยู่ดี ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะเลิกทำการเกษตร และอีกไม่น้อยที่เลือกย้ายออกจากพื้นที่ไปเลย

ขณะเดียวกัน ผลกระทบด้านสุขภาพเริ่มปรากฏให้เห็น ชาวบ้านบางส่วนมีภาวะไตเสื่อมที่ผลตรวจจากโรงพยาบาลระบุเพียงว่าไตเสื่อมจากอายุที่มากขึ้นเท่านั้น โดยยังไม่มีใครหรือหน่วยงานใดที่ทำการตรวจยืนยันว่าการปนเปื้อนในน้ำดังกล่าวส่งผลกระทบต่อสุขภาพหรือไม่อย่างไร และสำหรับกรณีของลุงเทียบที่พยายามฟื้นฟูสวนของตัวเอง ดาวัลย์ตั้งข้อสงสัยส่วนตัวว่า ลุงเทียบอาจต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากสารเคมีในดินจากการขุดปรับหน้าดิน และทำงานกลางพื้นที่ปนเปื้อน ทำให้เขาต้องสูดดมไอระเหยจากดินที่เป็นกรดโดยตรง โดยเฉพาะในช่วงอากาศร้อน ส่งผลกระทบต่อร่างกายโดยไม่ได้รับการเยียวยาที่ชัดเจน ซึ่งทั้งหมดสะท้อนว่าสิ่งที่ชาวบ้านกำลังเผชิญไม่ใช่แค่ผลกระทบชั่วคราว แต่คือการถูกบีบให้เปลี่ยนวิถีชีวิต ตั้งแต่น้ำที่เคยใช้ก็ใช้ไม่ได้อีกต่อไป พืชที่เคยปลูกต้องโค่นทิ้ง ไปจนถึงสุขภาพที่เริ่มส่งสัญญาณเตือน
เสียงจากชาวบ้านและภาคประชาสังคมจึงไม่ใช่การปฏิเสธความพยายามที่เกิดขึ้น หากแต่เป็นการย้ำว่า ความพยายามนั้นอาจยังไม่พอและไม่ทันท่วงที เพราะตราบใดที่แหล่งกำเนิดของสารพิษยังไม่ถูกจัดการอย่างจริงจัง การขนย้ายเพียงบางส่วนก็ไม่อาจหยุดการแพร่กระจายที่กำลังค่อยๆ ซึมลึกลงในดิน และแพร่กระจายไปตามแหล่งน้ำบนดินและใต้ดิน รวมไปถึงยิ่งทิ้งเวลาไว้นานเท่าไร ต้นทุนของการฟื้นฟูก็จะยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย
และบทเรียนนี้อาจจะทำให้เราเห็นถึงความจำเป็นของกฎหมาย PRTR ที่เสียงถูกปัดตกในเร็ววัน แม้เราจะมีบทเรียนมากมายที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ซึ่งสะท้อนความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาอย่างสิ้นเชิง


