ผ่านไปเกือบ 3 เดือนแล้ว นับตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2569 วันที่กฎหมายห้ามเผาในที่โล่งเริ่มมีผลบังคับใช้ พร้อมบทลงโทษสูงสุดถึงจำคุก 20 ปี หรือปรับ 2 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่กระนั้นเหนือผืนนาข้าวขึ้นน้ำในนครนายก ควันไฟยังคงลอยเอื่อยขึ้นสู่ท้องฟ้าในช่วงเวลาโพล้เพล้ โดยเฉพาะช่วงวันที่ 27-28 มกราคมที่ผ่านมา ไฟจากการเผาตอซังลุกลามกินพื้นที่กว่า 13,000 ไร่ ทิ้งไว้เพียงกลิ่นไหม้จางๆ และขี้เถ้าสีเทาที่เกาะอยู่บนผิวดิน
แม้เหตุการณ์จะผ่านไป การเผายังไม่เคยหายไปจากพื้นที่นี้ เพราะสำหรับนาข้าวขึ้นน้ำ การเผาไม่ใช่แค่ความเคยชิน แต่เป็นวิถีชีวิตที่เกิดขึ้นจากภูมิประเทศ ด้วยพื้นที่ลุ่มต่ำ น้ำขัง และซังข้าวที่อาจยาวถึง 5-6 เมตร การเผาจึงกลายเป็นวิธีที่เร็วที่สุด ประหยัดที่สุด และบางครั้งก็เป็น ‘วิธีเดียว’ ที่ชาวนาจะเตรียมดินทันฝนแรก อย่างไรก็ตามกฎหมายกลับมองไฟเหล่านี้เป็นเพียงต้นเหตุของฝุ่นควันที่ต้องถูกกำจัด โดยไม่ได้มองถึงเบื้องหลังของกองเพลิงว่าพวกเขาเลือกทำเช่นนั้นเพราะอะไร
หรือกฎหมายที่ออกมาไม่เคยทำความเข้าใจถึงเงื่อนไขและข้อจำกัดที่ชาวนาไม่ได้เลือกเอง และการบังคับใช้กฎหมายนี้อาจกำลังผลักให้อาชีพที่เป็นกระดูกสันหลังของชาติค่อยๆ หายไปจากผืนดินนี้หรือไม่

วัฏจักรการทำนาข้าวขึ้น : น้ำกับไฟที่เลี่ยงไม่ได้
ปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมาตามหน้าข่าวเราคงได้เห็นภาพเปลวไฟสีส้มสดเหมือนเส้นด้ายเรืองแสงกำลังคืบคลานไปตามแนวฟางแห้งที่ถูกตัดทิ้งไว้บนผืนดิน ลมพัดควันสีเทาขาวลอยคลุ้งปกคลุมไปทั้งทุ่งจนท้องฟ้าที่ควรจะดำสนิทกลายเป็นสีเทาหม่น นี่คือภาพข่าวการลักลอบเผาตอซังในนาข้าวขึ้นน้ำ ที่ลุกลามสร้างความเสียหายไปกว่า 13,000 ไร่ ณ ต.ท่าเรือ อ.ปากพลี จ.นครนายก กลุ่มควันปกคลุมพื้นที่หลายอำเภอ ทั้งยังส่งผลกระทบต่อพื้นที่จังหวัดใกล้เคียงอย่าง ปทุมธานี สมุทรปราการ รวมถึงกรุงเทพมหานคร และมีส่วนทำให้ค่าฝุ่น PM2.5 พุ่งสูงสุดถึง 198 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จนเริ่มกระทบต่อสุขภาพประชาชน
หลังไฟมอดดับในอีกสองสามวันถัดมา ทิ้งไว้เพียงผืนนากว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ที่ถูกเผาจนกลายเป็นสีดำไหม้เกรียมกับตอซังแห้งๆ กระจัดกระจาย พื้นที่ทั้งเวิ้งว้าง เงียบงันและหนักอึ้ง เหมือนลมหายใจของชาวนาที่ถูกบีบให้กลายเป็นผู้ก่อมลพิษทั้งๆ ที่เรื่องราวซับซ้อนกว่านั้นมากด้วยข้อจำกัดที่หลากหลาย
เราได้มีโอกาสพูดคุยกับ โก๋ – สิทธิชัย อิ่มจิตร เกษตรกรที่ทำนาข้าวขึ้นน้ำในที่พื้นหมู่ 6 ต.ท่าเรือ อ.ปากพลี พื้นที่กว่า 50 ไร่ โก๋เล่าว่า จังหวัดนครนายก โดยเฉพาะอำเภอปากพลีและเขตรอยต่อจังหวัดปราจีนบุรี ในอำเภอวัดโพธิ์ อำเภอประจันตคาม และอำเภอกบินทร์บุรี เป็นพื้นที่ที่มีการทำเป็นนาข้าวขึ้นน้ำ หรือนาข้าวน้ำลึกมากที่สุดในประเทศไทยและมากที่สุดในโลก โดยมีพื้นที่รวมประมาณแสนกว่าไร่ แค่เฉพาะในตำบลท่าเรือก็มีนาข้าวขึ้นน้ำกว่า 37,000 ไร่แล้ว ใกล้เคียงกับข้อมูลจากการสำรวจในปี พ.ศ.2554 โดยศูนย์วิจัยข้าวปราจีนบุรี ที่พบว่า มีพื้นที่นาข้าวขึ้นน้ำเหลือเพียง 226,528 ไร่ ซึ่งแตกต่างจากในอดีตปี พ.ศ.2537 ที่มีมากถึง 3,151,056 ไร่
“นี่คือวิถีของเรา เราไม่ได้อยากเผา”
เสียงของโก๋สะท้อนชัดเจนว่าการเผาตอซังในนาไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาเลือก แต่เป็นสิ่งที่ถูกบังคับด้วยเงื่อนไขทางภูมิศาสตร์ ธรรมชาติ และชนิดพันธุ์ของข้าว เพราะพื้นที่รอยต่อระหว่างจังหวัดนครนายกและปราจีนบุรีมีลักษณะเป็นที่ลุ่มน้ำท่วมขังได้และอยู่นอกเขตชลประทาน ชาวนาจึงต้องปลูก ‘ข้าวขึ้นน้ำ ข้าวน้ำลึก’ หรือข้าวพื้นเมืองที่สืบทอดกันมานานซึ่งเป็นข้าวต้นยาวที่เติบโตหนีน้ำได้ตามฤดูกาล

“มันเป็นข้าวชนิดพิเศษ ชาวบ้านเรียกข้าวหนีน้ำ หรือข้าวฟางลอย วิชาการเขาเรียกข้าวขึ้นน้ำหรือข้าวน้ำลึก มีสิบกว่าสายพันธุ์ เช่น ข้าวขาวบ้านนา 432 ข้าวเหลืองทอง ข้าวเหลืองอ่อน ข้าวกระทิงแดง ข้าวพรายงามนะครับ”
โก๋อธิบายเพิ่มเติมว่า วงจรการทำนาขึ้นอยู่กับจังหวะธรรมชาติอย่างละเอียด โดยชาวนาต้อง ‘หว่านข้าวรับสงกรานต์’ เพื่อให้เมล็ดงอกทันน้ำฝน และเติบโตแข็งแรงพอจะรับน้ำหลากในช่วงกลางปี
“พอเราหว่านข้าวไปเดือนเมษาเขาก็จะโต แล้วฝนมาอีกทีประมาณเดือนกรกฎา ก็คือช่วงที่เรียกว่า น้ำแช่ทุ่ง แต่ถ้าเกิดเราหว่านช้าไป ไปหว่านหลังสงกรานต์ หรือไปหว่านพฤษภา พอเราหว่านแล้ว เราได้น้ำฝน ข้าวเราขึ้นมาจริง แต่จังหวะเดือนพฤษภาปลายเดือนเนี่ยน้ำมันเริ่มมาแล้ว
ทีนี้ถึงข้าวเราจะที่ชื่อข้าวขึ้นน้ำจริง แต่ว่าตอนน้ำมาข้าวเรายังอ่อน ข้าวเรายังเด็กอยู่ เขาไม่สามารถที่จะโตหนีน้ำทัน ข้าวน้ำก็ท่วมอีก ความเสียหายมันจะเกิดขึ้นครับ”
โดยก่อนหน้านั้นต้องมีการไถดะ ตากหน้าดิน และกำจัดวัชพืช ซึ่งทุกขั้นตอนล้วนเชื่อมโยงกันเป็นลำดับ แต่เมื่อกฎหมายห้ามเผาเข้ามาแทรกกลางกระบวนการ การเตรียมดินจึงสะดุดทันที เพราะหากไม่เผาตอซัง ก็ไม่สามารถไถดะได้ เมื่อไถไม่ได้ การตากหน้าดินและกำจัดวัชพืชก็ทำไม่ได้ตามไปด้วย ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงจังหวะการหว่านข้าวทั้งฤดู

ขณะเดียวกัน ชาวบ้านบางคนเชื่อว่าการเผายังมีบทบาทในการปรับสมดุลดิน เถ้าจากการเผาช่วยลดความเป็นกรด-ด่าง ในดินที่ผ่านการใส่ปุ๋ยมาตลอดฤดูกาล ทำให้ต้นข้าวเติบโตสมบูรณ์ ต่างจากการไถกลบที่มักทำให้ข้าวผอม ใบเหลือง และให้ผลผลิตต่ำ ซึ่งเรื่องนี้ยังเป็นข้อถกเถียงในวงวิชาการ
เมื่อถึงฤดูฝน น้ำจะค่อยๆ เข้าท่วมทุ่ง ข้าวที่เติบโตทันจะยืดตัวหนีน้ำขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงฤดูเก็บเกี่ยว น้ำจะถูกระบายออกทิ้งให้ผืนนาค่อยๆ แห้งลง รวงข้าวจะชูช่อตั้งสูงราว 50 เซนติเมตร เป็นสัญญาณของการเก็บเกี่ยว หลังการเก็บเกี่ยวเสร็จสิ้น ชาวนาจะปล่อยฟางที่มีความยาวถึง 2-3 เมตร ไว้ให้แห้งสนิท ก่อนเริ่มทำแนวกันไฟ ทยอยจุดไฟเผาตอซังที่เหลือและกลับมาเริ่มต้นวงจรเดิมอีกครั้ง
โก๋อธิบายว่า วงจรการเผาในวิถีเดิมมีจังหวะในตัวเอง กล่าวคือ ชาวนาจะรอให้ฟางและตอซังแห้งสนิทก่อน จึงเริ่มเผาในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ แต่เมื่อกฎหมายบังคับใช้เร็วขึ้น ชาวนาบางส่วนต้องเร่งเผาก่อนเวลา ทำให้ตอซังที่ยังสดเผาไม่หมด สุดท้ายต้องกลับมาเผาซ้ำเป็นสองรอบ กลายเป็นว่ากฎหมายที่ตั้งใจลดการเผา กลับทำให้การเผาเพิ่มขึ้นโดยไม่ตั้งใจ
ทั้งหมดนี้ทำให้เห็นว่า การเผาไม่ใช่เพียงวิธีจัดการเศษซากทางการเกษตร แต่เป็น ‘จุดเริ่มต้นของฤดูกาล’ ที่ผูกโยงกับลักษณะทางภูมิประเทศ พันธุ์ข้าว จังหวะฝน สภาพดินและความอยู่รอดของชาวนาในระบบนาข้าวน้ำลึกที่ดำรงอยู่มาหลายชั่วอายุคน
โครงสร้างที่ทำให้การไม่เผาแทบเป็นไปไม่ได้
นอกเหนือจากข้อจำกัดด้านลักษณะทางภูมิประเทศ วิถีการผลิต และธรรมชาติของนาข้าวน้ำลึกแล้ว ชาวนาในพื้นที่ยังเผชิญกับข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ทับซ้อนกันหลายชั้น
เริ่มจากข้อจำกัดแรกที่โก๋อธิบายว่า พื้นที่นาข้าวขึ้นน้ำมีลักษณะไม่สม่ำเสมอ บางช่วงแห้ง บางช่วงมีน้ำขัง และส่วนใหญ่เป็นที่เช่าจากนายทุน ทำให้ชาวนาไม่สามารถปรับหน้าดินให้รองรับเครื่องจักรได้
“50-60 กว่าเปอร์เซ็นต์มันเป็นที่ของนายทุนนะครับ ชาวนาเขาเช่ากัน เราเลยไม่สามารถที่จะไปปรับให้มันเรียบเหมือนแถวอยุธยา ปทุมธานี อ่างทอง สุพรรณบุรีได้”
ข้อจำกัดที่สองคือ ความเหนียวของตอซังที่เกินกำลังเครื่องจักร ไปจนถึงการเข้าถึงพื้นที่ที่ไม่สะดวกสบายทำให้เจ้าของเครื่องจักรบางรายเลือกให้บริการเฉพาะพื้นที่ที่เข้าถึงง่าย

ข้อจำกัดที่สามคือ ปริมาณฟางและตอซังที่เหลือหลังเก็บเกี่ยวก็มีจำนวนมหาศาล มากกว่าที่ภาครัฐประเมินหลายเท่า โก๋บอกว่า
“ที่ทางการคิดว่าหนึ่งไร่มีฟาง 25 ก้อน แต่ว่าจริงๆ แล้ว 25 ก้อนหน่ะ มันเป็นที่รถเกี่ยวตัดออกมาเท่านั้นเอง แต่ที่พื้นนาจริงๆ ยังเหลือต้นที่ยาว 2 เมตร 3 เมตรอีกมากมาย แล้วฟางเราก็ไม่สามารถที่จะนำลงไปทิ้งที่ไหนหรือเอาไปไว้ที่ไหนได้”
เครื่องจักรที่นำมาทดลองจึงไม่สามารถจัดการได้จริง จากข้อจำกัดด้านกำลังเครื่องและสภาพพื้นที่ ส่งผลให้ฟางจำนวนมากถูกทิ้งค้างอยู่ในนาโดยไม่มีปลายทาง
“ถ้าเกิดว่าฟางสร้างประโยชน์ได้ ชาวนาน่ะไม่เอาแม้แต่สตางค์แดงเดียวเลยครับ ให้รัฐเอาฟางไปทั้งหมดเลย แต่ก็ช่วยมาขนหน่อย ไม่ใช่ว่าอย่างเมื่อปีที่แล้วมีการทดลอง สับตอซังแล้วก็อัดเป็นก้อนไว้แต่ไม่มีใครมาเอาไปนะครับ ก็ทิ้งกองเป็นภูเขาอยู่กลางท้องทุ่งนา ผลสุดท้ายชาวนาจะหว่านเมล็ดพันธุ์ ก็ต้องไปเผากันกลางนาเหมือนเผาภูเขาทั้งลูกเลย”
และแม้จะมีความพยายามหาตลาดรองรับฟาง แต่ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ต่อเนื่อง เพราะคุณภาพของฟางที่เหนียวและแข็ง จึงไม่เหมาะต่อการนำไปใช้
ในอีกด้านหนึ่ง การบังคับใช้กฎหมายห้ามเผาโดยไม่มีการรับฟังเสียงจากชุมชน กลับยิ่งซ้ำเติมปัญหา ซึ่งเรื่องนี้เราได้พูดคุยกับ กอล์ฟ – ศิรินภา ศิลา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 ต.ท่าเรือ ซึ่งให้ข้อมูลกับเราว่า สิ่งที่น่าสนใจคือเมื่อมีการออกกฎหมายห้ามเผา ชาวนาบางส่วนต้องเลือก ‘จุดแล้วปล่อย’ เพราะไม่สามารถทำทุกอย่างให้ถูกต้องตามขั้นตอนภายใต้ข้อจำกัดได้ เช่น การทำแนวกันไฟหรือควบคุมไฟอย่างเป็นระบบ ซึ่งในทางกลับกัน หากมีการอนุญาตให้เผาอย่างมีการจัดการ ชาวบ้านจะเตรียมแนวกันไฟและควบคุมไม่ให้ไฟลุกลามอยู่แล้ว กลายเป็นว่า มาตรการห้ามเผาแบบเบ็ดเสร็จ อาจยิ่งเพิ่มความเสี่ยงของการเผาที่ควบคุมไม่ได้มากขึ้นไปอีก และนำไปสู่ทางออกเดียวของชาวบ้านที่ทั้งโก๋และผู้ใหญ่กอล์ฟบอกเป็นเสียงเดียวกันก็คือ ‘ก็ต้องเผาอยู่ดี เพราะในทางปฏิบัติมันหลีกเลี่ยงไม่ได้’ ซึ่งผลที่ตามมาก็คือ กลายเป็นประเด็นข่าว และมีความเสี่ยงทางกฎหมายตามมา
นอกเหนือจากข้อจำกัดที่ชาวนาในพื้นที่ให้กับเรามาแล้ว งานวิจัยที่ทำติดต่อกัน 2 ปีในพื้นที่ของ รองศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ อรรถวานิช ได้สรุปว่า ไม่ใช่เกษตรกรเพียงฝ่ายเดียวที่ต้องรับผิดชอบกับปัญหาการเผา แต่สะท้อนว่าบทบาทของภาครัฐยังมีน้อยมากๆ ในพื้นที่ เช่น ประเด็นเรื่อง การสนับสนุนจากภาครัฐยังเข้าถึงเกษตรกรในระดับที่จำกัดมาก โดยเกษตรกรถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ในพื้นที่ระบุว่า ไม่เคยได้รับการช่วยเหลือใดๆ ที่จะทำให้สามารถเปลี่ยนผ่านจากการเผาไปสู่ทางเลือกอื่นได้ ไม่ว่าจะเป็นการอบรมให้ความรู้ความเข้าใจถึงผลกระทบหลากด้านของการเผา หรือการจัดหาปัจจัยอย่างจุลินทรีย์ย่อยสลายตอซัง ดังนั้นบทบาทของภาครัฐนับว่าจำเป็นมากกว่าการผลักภาระไปให้กับเกษตรกรที่มีขีดความสามารถในการปรับตัว

ผลของกฎหมายที่นั่งเขียนในห้องแอร์
จากข้อจำกัดทั้งหมดที่เล่าไปข้างต้น ความคิดเห็นของชาวนาในพื้นที่จึงสะท้อนตรงกันว่ากฎหมายห้ามเผาในที่โล่ง ไม่ได้สร้างเพียงข้อจำกัดและเพิ่มภาระให้แก่ชาวนา แต่ยังอาจนำไปสู่สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่เคยมีมาอีกด้วย
โดยโก๋ตั้งคำถามต่อการโยนความรับผิดชอบไปที่ชาวนาเพียงฝ่ายเดียว เขาชี้ว่าในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม ช่วงที่ชาวนายังไม่ได้เก็บเกี่ยวหรือเผา ค่า PM2.5 ก็ยังสูงอยู่เช่นเดิม
“คือ เรามองวิถีบรรพบุรุษเราก็เผามาตลอด แต่ว่าเพิ่งมาเกิดเรื่องปีสองปีที่ผ่านมา ผมอยากให้มองในภาพรวมระดับประเทศด้วยนะครับ ว่ามันเป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจ และอาจเกิดจากความแออัดของอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นอย่างหลากหลายด้วย ไม่ใช่แค่เกิดจากชาวนาเผาอย่างเดียว”
เช่นเดียวกับเสียงจากผู้ใหญ่กอล์ฟที่สอดคล้องกันว่า การเผาเป็นสิ่งที่เธอเห็นมาตั้งแต่เด็กๆ แต่เพิ่งกลายเป็นประเด็นใหญ่ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา เมื่อสื่อและโลกโซเชียลให้ความสนใจมากขึ้น เหนือไปกว่านั้น สิ่งที่ชาวนาวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดไม่ใช่เพียงตัวกฎหมาย แต่คือการขาดการมีส่วนร่วมและการวางแผนร่วมกันกับชุมชน ซึ่งผู้ใหญ่กอล์ฟให้ข้อมูลกับเราว่า ก่อนหน้าที่จะมีการออกกฎหมาย หรือในช่วงที่กำลังศึกษาแนวทาง ทางผู้ออกกฎหมายไม่ได้มีการลงมาสอบถามชาวบ้านเลย

ดังนั้นเมื่อกฎหมายถูกประกาศออกมาแบบทันทีทันใด โดยชาวบ้านเองก็ไม่ทราบว่าเกณฑ์หรือช่วงเวลาห้ามเผาที่กำหนดขึ้นมานั้นอ้างอิงจากอะไร ผู้ใหญ่กอล์ฟเล่าอย่างลำบากใจว่า
“อย่างปีนี้มีคำสั่งห้ามเผาตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม ไปจนถึง 31 มีนาคม ซึ่งถือว่าเริ่มเร็วขึ้นกว่าปีที่แล้วที่เริ่มห้ามตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์”
ซึ่งความล่าช้าในการอนุญาตให้เผาได้สร้างแรงกดดันอย่างมหาศาล เพราะปัจจุบัน (สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์) นาข้าวกว่า 80% ของหมู่ 6 ต.ท่าเรือ ยังไม่ไดรับการเผา ในขณะที่ตอนนี้ฝนเริ่มตกลงมาฟางก็จะเปียกจนไม่สามารถเผาและเตรียมแปลงได้ทันฤดูกาล ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรอบการผลิตถัดไป
ในขณะที่โก๋เสริมว่าชาวนาช่วยรัฐมาเยอะแล้ว แต่รัฐยังไม่มีความจริงใจ ไม่ลงมาบูรณาการร่วมกัน เอาแต่บังคับใช้กฎหมายอย่างเดียว เขาพูดด้วยความอัดอั้นตันใจว่า
“ประเทศไทยเราพื้นที่มันไม่เสมอกันหรอกครับ มันมีทุ่ง มีดอน มีที่เขา ชาวนาลำบากครับ เขา (คนออกกฎหมาย) ไม่ลงมา เขานั่งอยู่ในห้องแอร์มองอยู่ในภาพถ่ายดาวเทียม แอร์เย็นเจี๊ยบเลย แต่ไอ้คนหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินนี่ เราอยู่ด้วยความลำบากขนาดไหน เขาไม่มองตรงนี้”
และท่ามกลางความกดดันนี้ ชาวบ้านจำนวนมากยังพยายามให้ความร่วมมือกับภาครัฐ แต่ในขณะเดียวกันก็เริ่มพูดตรงกันว่า หากยังไม่มีความชัดเจนในเวลาอันใกล้ “ก็อาจจำเป็นต้องกลับมาเผา” เพราะถึงจุดหนึ่งแล้ว การรักษาวิถีชีวิตและความอยู่รอด ยังคงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

แนวทางแก้ไขจากชาวบ้านและนักวิชาการ
ปัญหาของการออกกฎหมายเผาในที่โล่งนี้ นำไปสู่คำถามสำคัญคือ แล้วเราจะลดการเผาในนาข้าวขึ้นน้ำของนครนายกได้อย่างไร โดยไม่ผลักภาระทั้งหมดไปไว้ที่ชาวนาเพียงฝ่ายเดียว
ในมุมของนักวิชาการ รองศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ อรรถวานิช มองว่า จุดตั้งต้นของการแก้ปัญหาคือ ต้องเริ่มจากการยอมรับก่อนว่า พื้นที่แบบนี้ไม่เหมือนนาทั่วไป จึงไม่ควรใช้นโยบายแบบเดียวกันทั้งประเทศ แต่ต้องมีมาตรการเฉพาะพื้นที่ทั้งการสนับสนุนเครื่องจักรที่เหมาะกับฟางที่ยาวเหนียว การทำแปลงสาธิตให้เห็นต้นทุนจริง และการสร้างทางเลือกที่ทำได้จริงแทนการเผา
ขณะเดียวกัน รัฐต้องทำให้ฟางมีทางไป ไม่ใช่ปล่อยให้กองอยู่ในนาแล้วจบลงด้วยการเผา เช่น จัดจุดรวบรวมฟาง ระบบขนย้าย และสร้างตลาดรองรับฟางให้มากขึ้น รวมถึงเพิ่มการเข้าถึงเครื่องจักรในช่วงจำเป็น ผ่านศูนย์เครื่องจักรระดับชุมชนหรือสหกรณ์ และช่วยเหลือแปลงที่เข้าถึงยากเป็นพิเศษ

อีกด้านหนึ่ง นโยบายควรเปลี่ยนจากการสั่งห้ามเผาอย่างเดียว ไปสู่การจูงใจให้ไม่เผา ควบคู่กับการจัดการความเสี่ยง เช่น สนับสนุนค่าไถกลบ ค่าเครื่องจักร แนวกันไฟ และทีมดับไฟชุมชน พร้อมทำให้ชุมชนเห็นผลกระทบของ PM2.5 และผลเสียต่อสุขภาพดินอย่างเป็นรูปธรรมจากข้อมูลจริงในพื้นที่ การลดการเผาจะเกิดขึ้นได้ยาก หากชุมชนยังไม่มีทางเลือกที่คุ้มค่าและทำได้ทันเวลา รัฐจึงต้องทำงานร่วมกับชุมชนทั้งในเรื่องข้อตกลงลดการเผา การสร้างแรงจูงใจร่วมกัน และการแก้ปัญหาน้ำไม่ถึงในพื้นที่ท้ายน้ำ เพื่อให้การจัดการตอซังแบบไม่เผาเป็นทางเลือกที่ปฏิบัติได้จริง ไม่ใช่แค่ข้อเสนอในเชิงนโยบาย
โดยแนวทางการแก้ปัญหาส่วนหนึ่ง สอดคล้องกับที่ผู้ใหญ่กอล์ฟเสนอว่า หากจะห้ามเผา ก็ควรห้ามในช่วงเวลาที่ไม่กระทบต่อการเตรียมแปลง เช่น เดือนธันวาคม-มกราคม และเปิดให้เผาได้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์
ด้านโก๋เสนอว่าทางออกไม่ใช่การสั่งห้าม แต่คือการบูรณาการร่วมกันระหว่างรัฐกับชุมชน โดยใช้การแบ่งพื้นที่เป็นโซนตามระดับน้ำและความเข้าถึงยาก แล้วทยอยเผาทีละส่วนเพื่อลดปริมาณควันและควบคุมไฟไม่ให้ลุกลาม ซึ่งวิธีการเผาแบบมีการจัดการนี้ ทำให้ชาวบ้านสามารถเตรียมแนวกันไฟล่วงหน้า ใช้เครื่องจักรไถเป็นแนวกว้าง และจุดไฟล้อมเข้าหากันเพื่อตัดเชื้อไฟ ทำให้ไฟดับเองในวงจำกัด ต่างจากการลักลอบเผาที่ควบคุมไม่ได้
อย่างไรก็ตาม แม้ผู้นำชุมชนจะเสนอแนวทางดังกล่าวไปแล้ว แต่ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนจากภาครัฐ ขณะที่กฎหมายยังคง ‘ห้ามเผา’ อย่างเข้มงวด ทำให้ทั้งชาวนา ผู้นำชุมชน และเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ ต่างติดอยู่ในข้อจำกัดเดียวกัน คือไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้โก๋ย้ำว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ชาวนาไม่พยายามปรับตัว แต่เป็นเพราะ ‘ราคาขายข้าวไม่สอดคล้องกับต้นทุน’ ทั้งค่าปุ๋ย ค่าน้ำมัน และค่าเช่าที่ดินที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ราคาข้าวกลับต่ำลง ทำให้การเผายังคงเป็นวิธีที่ต้นทุนต่ำที่สุดและจำเป็นต่อการอยู่รอด หากรัฐสามารถพยุงราคาข้าวให้สูงขึ้นได้ถึงประมาณตันละ 9,000 บาท ชาวนาจะมีศักยภาพมากขึ้นในการลดการเผา หรือปรับไปใช้วิธีอื่นที่มีต้นทุนสูงกว่าได้
ท้ายที่สุด เสียงจากชาวนาจึงไม่ได้เรียกร้องเพียงการผ่อนปรนกฎหมาย แต่ต้องการให้รัฐลงมาทำงานร่วมกันจริง เข้าใจพื้นที่ และออกแบบนโยบายที่เชื่อมโยง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดการแบ่งโซนเผา ต้นทุนการผลิต และราคาผลผลิตไปพร้อมกัน ไม่ใช่ใช้เพียงมาตรการห้ามเผาเป็นคำตอบเดียวในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนนี้
หากระบบยังไม่เปิดทางให้ชาวนามีตัวเลือก สถานการณ์นี้อาจจะนำไปสู่สิ่งที่เลวร้ายที่สุด ซึ่งไม่ใช่ควันสีเทาที่ลอยเอื่อยขึ้นสู่ท้องฟ้า ไม่ใช่เปลวไฟสีส้มสดเหนือผืนนาที่ถูกเผาดำเป็นตอตะโก แต่คือการไม่มีต้นอ่อนข้าวแทงขึ้นมาจากผืนดินอีกแล้วหลังสงกรานต์ ฤดูน้ำหลากที่ไร้ซึ่งต้นข้าวสูง 3 เมตรที่ยืดหนีน้ำ หรือเมื่อคราวลมหนาวพัดมาแต่ไร้ภาพรวงข้าวสีทองลู่ลม เพราะ อาชีพชาวนาข้าวขึ้นน้ำได้ค่อยๆ เลือนหายไปพร้อมเขม่าควันเหมือนเถ้าธุลี จากกฎหมายที่ไม่ได้เขียนให้พวกเขาอยู่รอด



