/

ทะเลสีดำบนหาดพัทยา กับคำถามที่ใหญ่กว่าคือกฎหมายสิ่งแวดล้อมไทยเราดีพอหรือยัง?

ภาพรถบรรทุกสีเหลืองกำลังปล่อยน้ำเสียสีดำข้น และสิ่งปฏิกูลลงสู่บ่อที่ถูกขุดบนผืนทรายเปล่าเปลือย น้ำสีเข้มเอ่อขังอยู่ตรงท่อดูด ก่อนจะไหลต่อไปยังทะเลด้านหน้าโดยตรง เปลี่ยนน้ำทะเลที่เคยสีฟ้าครามให้กลายเป็นทะเลสีดำ 

 

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่พัทยา เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา เมืองที่ชูด้านการท่องเที่ยวเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งนั่นทำให้หลายคนตั้งคำถามในทันทีว่า นี่คือการจัดการน้ำเสีย ในแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกจริงหรือไม่ และเหตุใดกระบวนการเช่นนี้จึงสามารถเกิดขึ้นได้กลางพื้นที่สาธารณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งโครงการปรับภูมิทัศน์จอมเทียนของเมืองพัทยาเอง 

แต่เวลาที่สิ่งแวดล้อมถูกทำลาย นอกจากคำถามว่า ‘ใครผิด’ อีกคำถามที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ‘กฎหมายที่มีอยู่ ป้องกันให้คนกลัวทำผิดได้จริงแค่ไหน?’

บทความนี้เราเลยอยากชวนมองปัญหาเชิงโครงสร้างของกฎหมายสิ่งแวดล้อมไทย ที่ไม่ใช่แค่เรื่องหาคนผิด แต่คือ กฎหมายที่ล้าหลัง บทลงโทษที่ต่ำ ระบบที่ไม่เป็นเอกภาพ ไปจนถึงเจตจำนงทางการเมืองที่ไม่ได้เห็นความสำคัญ ของสิทธิที่จะอยู่อาศัยในสิ่งแวดล้อมที่ดีของประชาชน

ภาพจาก Herve Dejean

น้ำเสียสีดำบนหาดทรายสีขาว

หลังจากภาพและคลิปวิดีโอจากเหตุการณ์ปล่อยน้ำเสียที่พัทยาถูกเผยแพร่ออกไปในโลกออนไลน์ผ่านชาวต่างชาติที่อยู่ในบริเวณดังกล่าว เหตุการณ์นี้ก็กลายเป็นกระแสข่าวที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ทั้งในหมู่ประชาชน นักท่องเที่ยว และกลุ่มที่ติดตามประเด็นสิ่งแวดล้อมอย่างใกล้ชิด 

ต่อมาเจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ร่วมกับเมืองพัทยาและสำนักงานเจ้าท่าฯ ลงพื้นที่ตรวจสอบ และสั่งระงับการกระทำ รวมถึงประกาศดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้เกี่ยวข้อง แต่รายละเอียดสำคัญหลายประการกลับยังไม่กระจ่าง โดยเฉพาะประเด็นที่สังคมอยากรู้มากที่สุด คือ  ‘ใคร’ คือผู้รับผิดชอบตัวจริง ของเหตุการณ์ครั้งนี้ เพราะในขณะที่เริ่มถกเถียงเรื่องผู้รับผิดชอบ บริษัท BM JET SERVICE ซึ่งเป็นเจ้าของรถบรรทุกสีเหลืองได้ออกมาชี้แจงว่าตนเป็นเพียง‘ผู้ให้เช่ารถ’ ไม่ได้มีอำนาจตัดสินใจในหน้างาน และไม่ได้เป็นผู้ควบคุมงานหลัก 

ต่อมา มูลนิธิบูรณะนิเวศ ได้สืบข้อมูลจนพบว่า โครงการน่าจะอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของ บริษัท ไดนามิค กรุ๊ป โปรดักส์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้รับจ้างหลักในการดำเนินโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์หาดจอมเทียน

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการเชื่อมโยงข้อมูลได้ในระดับหนึ่ง แต่ในขณะนั้น ยังไม่มีหน่วยงานรัฐใดออกมาแถลงอย่างเป็นทางการว่า บริษัทใดคือผู้ต้องรับผิดสูงสุดต่อเหตุการณ์นี้ และเกิดขึ้นโดยไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแลได้อย่างไร

สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงคำถามเรื่อง ‘ใครผิด’ แต่เป็นคำถามที่ใหญ่กว่านั้น คือ เหตุใดระบบกำกับดูแลโครงการของรัฐจึงปล่อยให้การจัดการของเสียในพื้นที่อ่อนไหวเช่น ชายหาด สามารถใช้วิธีการที่มักง่าย เน้นความสะดวกรวดเร็ว แต่ไม่คิดถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเช่นนี้ได้ตั้งแต่ต้น

และหากไม่มีภาพจากประชาชน หรือไม่มีคลิปที่ถูกแชร์ต่อๆ กัน เหตุการณ์นี้จะถูกมองเห็นหรือไม่ หรือจะเป็นเพียงกระบวนการหนึ่งที่ดำเนินไปอย่างเงียบๆ ใต้พรม เหมือนหลายกรณีที่ผ่านมา

เพราะในท้ายที่สุด น้ำเสียสีดำและสิ่งปฏิกูลอาจจางหายไปจากสายตาเรา แต่คำถามเรื่องความรับผิดชอบของรัฐ ผู้รับเหมา และระบบตรวจสอบ ยังคงลอยค้างอยู่เหนือผืนทะเลจอมเทียน รอคำตอบจากรัฐที่ยังไม่เคยได้รับอย่างตรงไปตรงมาเลยสักครั้ง

ภาพจาก กรมควบคุมมลพิษ

เมื่อความผิดมีผู้รับ แต่ความยุติธรรมต่อสิ่งแวดล้อมยังเป็นคำถาม

ท่ามกลางกระแสตั้งคำถามเรื่องความรับผิดชอบของผู้เกี่ยวข้อง ในที่สุด หน่วยงานรัฐก็ออกมาให้ข้อมูลอย่างเป็นทางการมากขึ้นในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 โดยกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) รายงานความคืบหน้ากรณีการปล่อยน้ำเสียและสิ่งปฏิกูลลงสู่ทะเล ณ หาดจอมเทียน เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี โดยระบุชัดว่า ผู้รับจ้างดำเนินโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ชายหาดจอมเทียน คือ บริษัท ไดนามิค กรุ๊ป โปรดักส์ จำกัด และอยู่ระหว่างการดำเนินคดีตามกฎหมาย

คพ. ระบุว่า เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ได้มอบหมายกองกฎหมาย และสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 13 (ชลบุรี) ติดตามความคืบหน้าในการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยา ในหลายข้อกล่าวหา ดังนี้

ข้อกล่าวหาแรก คือ การฝ่าฝืนข้อกำหนดของประกาศเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมในอำเภอบางละมุงและสัตหีบ ซึ่งห้ามปล่อยของเสียหรือมลพิษลงสู่แหล่งน้ำหรือทะเลโดยไม่ได้ผ่านการบำบัดตามมาตรฐาน มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535

ข้อกล่าวหาที่สอง คือ การทิ้งหรือเทสิ่งปฏิกูลลงในทะเลภายในน่านน้ำไทย โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าท่า ซึ่งเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

โดยทางด้านพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำเจ้าหน้าที่สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 13 เพิ่มเติม ในประเด็นของผลการตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม และแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ก่อเหตุแล้ว โดยกรมควบคุมมลพิษระบุว่า ได้รับแจ้งจากพนักงานสอบสวนว่า ผู้ก่อเหตุรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา

ภาพจาก กรมควบคุมมลพิษ

นอกจากนี้ ในวันเดียวกัน กรมประมงยังได้เข้าแจ้งความเพิ่มเติมในข้อหาการปล่อยหรือระบายสิ่งใดลงสู่แหล่งจับสัตว์น้ำในลักษณะที่เป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำ และก่อให้เกิดมลพิษในพื้นที่ประมง ซึ่งมีโทษปรับตั้งแต่ 300,000 ถึง 500,000 บาท ตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558

ขณะนี้ พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม ก่อนจะส่งสำนวนให้อัยการพิจารณาฟ้องคดีตามขั้นตอนกฎหมาย โดยกรมควบคุมมลพิษจะทำหน้าที่ติดตามทั้งผลการตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม และความคืบหน้าทางคดีอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการรับสารภาพและการดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเป็นทางการแล้ว แต่คำถามที่ยังคงค้างอยู่ในสังคมไม่ได้มีเพียงว่าใครผิดเท่านั้น หากแต่รวมถึงว่า เหตุใดเหตุการณืเช่นนี้จึงสามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ต้น ในพื้นที่หาดทรายชายทะเลซึ่งเป็นท่องเที่ยวสำคัญระดับประเทศ โดยไม่มีระบบตรวจสอบหรือกลไกป้องกันที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ

เพราะในท้ายที่สุด คดีอาจจบลงด้วยบทลงโทษตามตัวบทกฎหมาย แต่สิ่งที่ยังไม่เคยถูกตรวจสอบอย่างจริงจัง คือ โครงสร้างของกฎหมายทั้งระบบ ที่เปิดช่องให้ความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นก่อนแล้วจึงค่อยตามแก้ไขภายหลัง เหมือนภาพน้ำเสียสีดำสนิทที่ได้ไหลลงทะเลไปแล้วเรียบร้อย

ปัญหาของกฎหมายสิ่งแวดล้อมไทย 

เมื่อพิจารณาในเชิงโครงสร้างเหตุการณ์ที่หาดจอมเทียนไม่ได้สะท้อนเพียงความผิดพลาดของผู้รับจ้างรายหนึ่ง หากแต่สะท้อนข้อจำกัดของกฎหมายสิ่งแวดล้อมไทยทั้งระบบ 

เราจึงติดต่อไปยัง ทนายใหญ่ – ชำนัญ ศิริรักษ์ ทนายด้านสิ่งแวดล้อมที่ผ่านการทำคดีด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยมามากมาย ซึ่งทนายใหญ่ได้อธิบายให้เราฟังเพิ่มเติมว่า 

จริงๆ มันต้องพูดว่า กฎหมายมันเก่าครับ แล้วที่ผ่านมาอัตราโทษก็ค่อนข้างต่ำ ดังนั้นเลยทำให้คนให้ความสำคัญกับเรื่องของข้อกฎหมายเหล่านี้น้อยมากครับ คือพูดง่ายๆ ว่า ค่าปรับที่เกิดขึ้นจากการละเมิดเรื่องสิทธิด้านสิ่งแวดล้อม หรือมลพิษเหล่านี้มันคุ้มค่ากับการที่จะฝ่าฝืนแล้วก็เสียค่าปรับ ทำให้เราแก้ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้ตลอดมาเหมือนกัน

ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องน่าเศร้าแต่ในหลายกรณีที่ทนายใหญ่ได้สัมผัสมาการเสี่ยงทำผิดกลายเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจมากกว่าเนื่องจากบทลงโทษทางกฎหมายต่ำ

นอกจากนั้นทนายใหญ่ยังอธิบายถึงระบบกฎหมายที่ยังมุ่งเน้นการลงโทษหลังเกิดเหตุ มากกว่าการบังคับใช้เชิงป้องกัน ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบล่วงหน้า การควบคุมกระบวนการ หรือการกำกับหน้างานอย่างต่อเนื่อง ความเสียหายจึงมักถูกมองเห็นก็ต่อเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว และต้องอาศัยเสียงร้องเรียนจากประชาชนหรือหลักฐานจากโซเชียลมีเดียเป็นตัวกระตุ้นให้รัฐขยับ

ยิ่งไปกว่านั้น ในมุมมองของทนายใหญ่ เขายังมองว่า กฎหมายสิ่งแวดล้อมของไทยยังขาดความเป็นเอกภาพ เนื่องจากกระจัดกระจายอยู่ในกฎหมายหลายฉบับ หลายหน่วยงาน และหลายกระทรวง แต่ละหน่วยงานดูแลเพียงส่วนของตนเองซึ่งทนายใหญ่ยกตัวอย่างให้เราฟังว่า 

“อย่างเช่นพวกกรณีทิ้งของเสียลงในทะเลก็จะเป็นเจ้าท่าฯ เป็นคนดูแล แต่ว่าในขณะเดียวกันท้องถิ่นที่มีกฎหมายของเขาเองก็ไม่ครอบคลุมถึงพื้นที่ทะเล 

มันเป็นกลายเป็นข้อจำกัดในการใช้กฎหมาย หรือการใช้อำนาจของหน่วยงานรัฐ เช่นกรณีน้ำมันรั่วไหลในทะเล เราก็จะเห็นภาพว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่มีอำนาจไปจัดการทางกฎหมายและต้องรอให้น้ำมันขึ้นมาติดชายหาด ชายฝั่งซะก่อนถึงจะดำเนินคดีได้” โดยสรุปคือ สำหรับทนายใหญ่กฎหมายสิ่งแวดล้อมของไทยในเชิงระบบแม้จะมีจำนวนมาก และอยู่ในหลายหน่วยงานกำกับดูแล แต่ไม่สามารถบังคับใช้ได้อย่างเป็นเอกภาพ 

ภาพจาก Herve Dejean

ส่วนในทางปฏิบัติ ทนายใหญ่ชี้ให้เห็นว่า แม้กฎหมายจะกำหนดให้ผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบในการฟื้นฟูสภาพแวดล้อม แต่หลายกรณีล้วนจบลงด้วยข้ออ้างเรื่อง ‘ไม่มีงบประมาณ’ ทำให้ภาระการฟื้นฟูตกอยู่กับหน่วยงานรัฐ และสุดท้ายค่าใช้จ่ายส่วนนี้ก็มาจากเงินภาษีของพวกเรา 

เท่าที่เราเห็นโมเดลคล้ายๆ กันก็คือ มีการฟ้องเรียกเรียกค่าเสียหาย มีบ้างที่หน่วยงานรัฐก็มีการฟ้องล่วงหน้าไปถึงการฟื้นฟูเหมือนกัน อย่างเช่น ของที่อ่าง 16 หรือกรณีวินโพรเสส ที่มีการเรียกร้องเป็นตัวเงินแต่ปรากฏว่าก็บังคับคดีไม่ได้ เพราะว่าผู้ก่อมลพิษไม่มีเงินปริมาณมากขนาดนั้น เลยกลายเป็นสภาพได้คำพิพากษามีตัวเลขแต่ไม่มีเงิน และหน่วยงานรัฐเองก็ไม่มีเงิน เพราะเงินงบประมาณที่จะมาจัดการด้านฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมเหล่านี้เราไม่เคยตั้งกัน”

ยิ่งไปกว่านั้นทนายใหญ่ยังชี้ให้เห็นอีกช่องโหว่ใหญ่นั่นคือ กองทุนสิ่งแวดล้อมของประเทศเรามุ่งเน้นไปที่การส่งเสริมโครงการเชิงพัฒนา มากกว่าการรองรับต้นทุนการฟื้นฟูเมื่อความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว

และเมื่อย้อนกลับมาดูที่กรณีการปล่อยน้ำเสียและสิ่งปฏิกูลลงทะเลหน้าหาดจอมเทียน ในทางปฏิบัติทนายใหญ่อธิบายรายละเอียดว่า กรณีนี้อยู่ที่บทบาทของหน่วยงานที่ตรวจพิสูจน์และยืนยันให้ได้อย่างชัดเจนว่า มลพิษที่เกิดขึ้นมีขนาดและความรุนแรงเพียงใด ก่อให้เกิดความเสียหายคิดเป็นมูลค่าเท่าไหร่ ทั้งในส่วนของต้นทุนการตรวจสอบ ต้นทุนการบำบัด และต้นทุนการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม ทนายใหญ่เองก็ยังไม่แน่ใจว่าหน่วยงานรัฐจะสามารถจัดทำข้อมูลเหล่านี้ได้ครบถ้วนเพียงพอหรือไม่ เพื่อนำไปสู่การฟ้องร้องคดีอย่างเป็นรูปธรรม เพราะในหลายกรณีที่ผ่านมา คดีด้านสิ่งแวดล้อมมักจบลงอย่างเงียบ ๆ หากไม่ใช่กรณีรุนแรงระดับน้ำมันรั่ว หรือภัยพิบัติขนาดใหญ่ที่ได้รับความสนใจจากสังคมอย่างกว้างขวางและต่อเนื่อง

แต่ส่วนที่นายใหญ่ชี้ให้เห็นถึงความพิเศษของกรณีนี้ คือ การเป็นโครงการภายใต้การรับผิดชอบของรัฐ แม้จะเป็นเอกชนรับเหมา แต่หน่วยงานรัฐหรือเมืองพัทยาเป็นผู้อนุมัติ อนุญาต และกำกับดูแลโครงการ หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าหน่วยงานรัฐมีความประมาทเลินเล่อในการควบคุมงาน ก็อาจเปิดช่องให้ประชาชนใช้สิทธิฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเพื่อฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติได้เช่นกัน โดยเป็นการฟ้องร้องหน่วยงานรัฐต่อศาลปกครองโดยตรง ไม่ใช่เฉพาะตัวเอกชนผู้รับจ้างเท่านั้น

เหตุการณ์น้ำเสียสีดำที่หาดจอมเทียนจึงอาจไม่ใช่เพียงข่าวหนึ่งในรอบสัปดาห์ หากแต่เป็นภาพสะท้อนของระบบกฎหมายที่ยังลงโทษเบา ป้องกันน้อย ไร้เอกภาพในการบังคับใช้และปล่อยให้ต้นทุนความเสียหายทางสิ่งแวดล้อม ถูกผลักภาระจากผู้ก่อมลพิษ มาสู่สังคมโดยรวมอย่างเงียบ ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

ทางออกมีแค่ต้องแก้ที่ระดับนโยบาย

เมื่อพิจารณาปัญหาเชิงโครงสร้างของกฎหมายสิ่งแวดล้อมไทยแล้ว ทนายใหญ่ชี้ว่า จุดตั้งต้นสำคัญคือการทำความเข้าใจว่า ‘สิ่งแวดล้อม’ ไม่ได้เป็นเรื่องเฉพาะของกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่เป็นมิติที่แทรกอยู่ในกฎหมายแทบทุกฉบับ บางฉบับอาจกล่าวถึงเพียงไม่กี่มาตรา บางฉบับอาจอยู่ในระดับหลักการ จนกล่าวได้ว่าสิ่งแวดล้อมคือ ประเด็นที่ฝังอยู่ในโครงสร้างกฎหมายทั้งระบบ

ทนายใหญ่จึงชี้ว่า แนวทางปฏิรูปที่เป็นไปได้อาจคือการออกกฎหมายแม่บทด้านสิ่งแวดล้อม ที่ทำหน้าที่ครอบกฎหมายเฉพาะทางทั้งหมด เช่น ป่าไม้ อุทยาน โรงงาน วัตถุอันตราย การเดินเรือ ทรัพยากรทางทะเล และกฎหมายท้องถิ่น โดยจัดเป็นบัญชีแนบท้ายว่า กฎหมายใดที่อยู่ภายใต้แม่บทนี้ จะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนการบังคับใช้แบบเดียวกัน

ซึ่งควรกำหนดอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานให้ชัดเจน หรืออาจจะมีหน่วยงานกลางด้านสิ่งแวดล้อม ที่มีสถานะเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายที่มีอำนาจเข้าไปตรวจสอบ สั่งระงับ สั่งปิด หรือดำเนินคดีได้โดยตรง 

แต่อย่างไรก็ตามทนายใหญ่ก้ยอมรับว่า การปฏิรูประดับนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากระดับปฏิบัติการ หากแต่ต้องเริ่มจากระดับนโยบาย 

ถ้าจะแก้จริงๆ มันต้องแก้ในระดับนโยบาย พูดง่ายๆ ว่า รัฐบาลหรือสภานิติบัญญัติจะต้องขบคิดในเรื่องนี้เช่นกัน 

แต่ว่ากฎหมายเหล่านี้ในห้วงระยะเวลาที่ผ่านมาที่พวกเราพยายามผลักดัน ปัญหาที่มันเกิดคือ มันไปสัมผัสกับกลุ่มทุน กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียประโยชน์ หลายๆ กลุ่มก็เลยไม่ส่งเสริม พอไม่ส่งเสริมมันก็เลยไม่ได้ถูกแก้ไข แล้วก็ยังอยู่ต่ออย่างนี้ตลอดไป

ภาพจาก Herve Dejean
ภาพจาก Herve Dejean

ซึ่งด้วยเหตุผลนี้ในห้วงเวลาที่ผ่านมาประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมจึงไม่เคยถูกจัดเป็นวาระสำคัญทางการเมือง และภายใต้ข้อจำกัดดังกล่าว บทบาทของภาคประชาชนจึงแทบไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากการใช้กระบวนการฟ้องร้อง เป็นเครื่องมือบังคับให้รัฐและเอกชนปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการฟ้องโรงงาน ฟ้องบริษัท หรือแม้แต่ฟ้องหน่วยงานรัฐในฐานะผู้ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ 

เพราะในความเป็นจริง แม้กฎหมายจะมีปัญหา แต่หากหน่วยงานรัฐจำนวนมากใช้กฎหมายที่มีอยู่ให้ทำงานอย่างที่ควรจะเป็นอย่างจริงจัง ก็ยังสามารถสร้างการคุ้มครองและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมได้ในระดับหนึ่ง 

ทว่าเมื่อโครงสร้างการบังคับใช้ยังอ่อนแอ ขาดเจตจำนงค์ทางการเมือง และปล่อยให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอยู่เหนือสิทธิของประชาชน การปฏิรูปกฎหมายสิ่งแวดล้อมของไทยจึงแทบเป็นไปไม่ได้เลย

 


อ้างอิง 
https://www.facebook.com/share/p/14WZcUCcVbR/
https://www.facebook.com/share/p/1GRzVk4sBy/
https://www.facebook.com/share/p/1JENyUDNfZ/
https://www.facebook.com/share/p/195YBCkQRe/
written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR