/

ถ้าสิ่งที่แบกไว้มันหนักเกินไป ลองทำงานช้าลงแต่ยังคงคุณภาพด้วย Slow Productivity

งานหนักไม่เคยฆ่าคนจริงเหรอ?

 

หลายครั้งที่เราอาจเห็นข่าวผ่านตา ไม่ว่าจะเป็นผู้คนที่ทำงานจนสลบคากองงาน หรือเครียดจนตัดสินใจจบชีวิตลงเพราะแบกรับความกดดันจากการงานและชีวิตไม่ไหว ไม่ว่าคุณจะทำงานในสายงานไหน จะเป็นมนุษย์โรงงาน มนุษย์ออฟฟิศ หรือคนทำงานในหลากหลายสาขาวิชาชีพ เราเชื่อว่าลึกๆ หลายคนอาจรู้สึกเหนื่อยและตั้งคำถามว่าเราทำงานหนักกันไปทำไม

ในทุกวันนี้แนวคิด Productivity ยังคงครอบครองพื้นที่สื่อมากมาย กดดันให้เราต้องเร็วขึ้น เก่ง ขึ้น ดีขึ้น ทำอะไรหลายอย่างมากขึ้น จนอาจสงสัยว่า 24 ชั่วโมงเท่ากัน พวกเขาเหล่านั้นเอาเรี่ยวแรงมาจากไหนมากมาย เพราะแค่การงานที่ถืออยู่กับหนักจนไหล่หลุด เป็นออฟฟิศซินโดรมแล้ว

ในภาคตะวันออกที่เป็นทั้งพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษมากมาย เป็นพื้นที่เราต่างต้องเร่งรีบเพื่ออะไรบางอย่าง เป็นพื้นที่ที่คนต้องเข้าไปทำงานในระบบอุตสาหกรรม หรือมีชีวิตรอดท่ามกลางสถานการณ์มากมาย มันไม่เป็นไรถ้าจะรู้สึกเหนื่อย เพราะบางครั้ง Productivity ก็พาไปสู่ Toxic Productivity และถึงเวลาแล้วที่เราอาจหันกลับมาช้าลง ด้วยแนวคิด Slow Productivity กัน

เมื่อ Productivity อาจทำให้ชีวิตเราเหนื่อยเกินไป

เคยไหม รู้สึกเวลาในชีวิตไม่เคยพอ ต้องตื่นเช้าเพื่อจะได้มีเวลาออกกำลังกาย ดริปกาแฟ รดน้ำต้นไม้ หรือทำอะไรที่อยากทำ หรือกลับกันก็คือนอนดึก เล่นเกม ดูซีรีส์ เพื่อทวงคืนเวลาส่วนตัวที่หายไป (Bedtime Revenge) จากเวลางานที่เรียกร้องจนกลืนกินชีวิตส่วนตัว

ต้องบอกว่าการทำงานให้คุ้มเวลาและเงินเป็นคอนเซ็ปต์ที่โลกทุนนิยมใช้อยู่เสมอ ยิ่งเราทำงานได้เยอะ ในเวลาอันสั้น ยิ่งโปรดักทีฟ นั่นก็แปลว่าเราทำงานคุ้มค่าในมุมพนักงาน เพราะเราได้มีเวลาไปพัก ได้ไปเที่ยว ในมุมนายจ้างก็คุ้มเงิน เพราะจ้างเท่าเดิม แต่ได้งานที่เสร็จเร็วขึ้น เผลอๆ ได้จำนวนมากขึ้นด้วย

แนวคิด Productivity เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นในช่วงสิบปีมานี้ ซึ่งก่อร่างมาตั้งแต่แนวคิดพ่อรวยสอนลูก หรือการวางแผนเกษียณให้ไว แม้กระทั่งค่านิยมการมีบ้าน มีรถ ในอายุน้อยๆ หรือถ้าใครจำได้ก็คือค่านิยมอายุน้อยร้อยล้าน

แต่สังเกตกันไหมว่า ยิ่งรีบทำงานให้เสร็จ ยิ่งได้งานมากองเพิ่ม จนวนลูปงานเยอะไม่จบไม่สิ้น แต่เราก็ปลอบตัวเองว่าไม่เป็นไร เพราะฉันคือคนสู้งาน! (หยิบหงษ์ไทยมาดมหนึ่งรอบ) 

สุดท้ายแล้วเราโปรดักทีฟกันไปทำไม?

อายุร้อยร้อยล้านก็น่าภูมิใจดี แต่เราต้องไม่ลืมว่าน้อยคนนักจะมีชีวิตแบบนั้น ด้วยปัจจัยทางสังคม ด้วยบริบทแวดล้อม การพยายามกดดันตัวเองจึงมีแต่ทำให้เรารู้สึกแย่มากขึ้นทุกวัน ในโลกที่ไม่มีอะไรรองรับคุณภาพชีวิตให้เราได้ทำตามความฝันของตัวเอง

สุดท้ายการเร่งรีบ วิ่งตามอะไรบางอย่าง หรือจะเทรนด์ Be that girl และสารพัดวิธีทำให้เรา ‘ต้อง’ โปรดักทีฟ ท้ายที่สุดก็พาเราเบิร์นเอาต์ (Burn Out) และเบื่อการทำงาน และไม่สนุกกับการใช้ชีวิตไปในที่สุด

ซึ่งงานวิจัยจาก UC Berkeley and มหาวิทยาลัย Deakin บอกว่า  1 ใน 6 ปัจจัยที่ทำให้คนเบิร์นเอาต์มากที่สุดคือการทำงานหนักเกินไป นอกจากนี้ในบทความจาก Harvard Business Review เองก็ได้สำรวจคนกว่า 1,500 และพบว่าพวกเขารู้สึกจัดการกับงานที่มากเกินไปไม่ได้ ทำให้รู้สึกหมดไฟกับการทำงานด้วยเช่นกัน

เพราะฉะนั้นงานหนักมันอาจจะค่อยๆ ฆ่าเราอย่างช้าๆ แล้วมันมีไหมนะ การที่เรายังทำงานได้ดี แต่ก็ได้ใช้ชีวิตไปพร้อมๆ กัน?

ชวนพักหายใจ ใช้ชีวิตช้าลง แต่ยังคงทำงานได้ดี ด้วย Slow Productivity

แน่นอนว่าหลายคนไม่อาจหลีกหนีวิถีชีวิตที่ต้องทำงานเพื่อหาเงินมาตอบสนองชีวิตตัวเอง ไม่ว่าจะค่ากิน ค่าใช้ ค่ารับผิดชอบทางบ้าน หรือการไล่ตามความฝัน แต่เราอยากบอกทุกคนว่า ทุกคนยังทำทุกอย่างได้ โดยที่สามาถเดินแวะชมทิวทัศน์และความงามของชีวิตไปพร้อมๆ กัน

มีแนวคิดหนึ่งที่เริ่มเป็นที่นิยมในวันที่โลกบอกเราต้องโปรดักทีฟให้มากขึ้น มากขึ้น และมากขึ้น นั่นก็คือ Slow Productivity  ซึ่งคนที่ทำให้คำคำนี้เป็นที่รู้จักคือ แคล นิวพอร์ต (Cal Newport) ผู้เขียนหนังสือ ดิจิทัลมินิมัลลิสม์ (Digital Minimalism) และ A World Without Email: Reimagining Work in an Age of Communication Overload 

แคลได้เขียนบทความในเว็บไซต์ The Newyorker ชื่อ ‘It’s Time to Embrace Slow Productivity’ หรือ ‘ถึงเวลาที่เราต้องโอบรับ Slow Productivity’ โดยเขาได้นำเสนอว่าการทำงานสี่วันต่อสัปดาห์ตามที่เป็นเทรนด์กันนั้น อาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาภาพใหญ่ แต่ถ้าอยากแก้ให้ตรงจุดจริงๆ เราควรทำความเข้าใจกันใหม่ว่า Productivity ไม่ใช่การทำงานในปริมาณมากขึ้นในเวลาที่น้อยลงเพื่อไปมีชีวิต แต่หมายถึงการทำงานให้มีคุณภาพมากขึ้นไปพร้อมๆ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

แล้ว Slow Productivity ทำยังไง?

หากมองในจุดยืนของพนักงานหรือคนทำงาน เราสามารถ ‘ค่อยๆ’ ทำงานได้โดยไม่ต้องรีบเร่ง โดยโฟกัสไปที่คุณภาพของงานที่จะออกมา ซึ่งอาจใช้เวลาเสียหน่อย แต่เชื่อเถอะว่าการให้เวลากับอะไรก็ตามเพียงพอ บางทีอาจจะดีกว่าการวิ่งทำทุกอย่างเพื่อให้รู้สึกว่ามันดีพอ 

นอกจากนี้อาจลองอนุญาตและใจดีต่อตัวเองในการทำงานแบบ ‘ช้าลง’ และ ‘พัก’ ระหว่างการทำงาน การมอบเวลาให้การพัก ไม่ว่าจะลุกไปเข้าห้องน้ำ เดินไปคุยกับเพื่อนในออฟฟิศ หรือออกไปมองท้องฟ้า ไม่ใช่เรื่องผิดเลย แต่ยังช่วยเปิดสัมผัสใหม่ๆ ให้เราไปพร้อมๆ กัน และช่วยให้เกิดความคิดสร้างสรรค์อีกด้วย

แน่นอนว่าการที่อยู่ๆ เราเลือกจะช้าลง อาจทำให้ใครหลายคนงงไปตามๆ กัน ซึ่งเราอาจต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงและเชื่อมั่นว่านี่คือสิ่งที่เราเลือกเพื่อตัวเราและคุณภาพงานที่ดีขึ้น ซึ่งสิ่งสำคัญที่จะช่วยทำให้ช่วงเปลี่ยนผ่านง่ายขึ้นคือการสื่อสารให้คนรอบๆ ตัวรับรู้ และโฟกัส มุ่งมั่นกับสิ่งที่เราเลือก 

ในขณะเดียวกันบริษัทหรือเจ้าขององค์กรต้องเล็งเห็นความสำคัญของคอนเซ็ปต์ Slow Productivity ที่จะช่วยให้พนักงานอยู่กับเราได้นานขึ้น ทำงานได้ดีขึ้น และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพนักงานกับองค์กร 

โดย Slow Productivity อาจช่วยทำให้องค์กรและพนักงานได้ลองหันมาช้าลง เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายได้ชัดเจน เห็นตรงกันมากขึ้นด้วยคุณภาพ จนสามารถเสริมจุดเด่นของบริษัทให้เติบโตได้ นอกจากนี้ยังทำให้องค์กรไม่หลุดโฟกัสจนวิ่งไล่ตามคนอื่นๆ และสุดท้ายก็อาจไม่เป็นที่สนใจ

ที่สำคัญคือในยุคสมัยนี้ ผู้คนมักมองหาองค์กรที่มีหัวใจ และเข้าใจชีวิตของพนักงาน ดังนั้นหากต้องการให้คนมาสมัครงาน หรือดึงดูดคนที่ต้องการ การมีนโยบายเพื่อรองรับชีวิตส่วนนี้ก็สำคัญไม่แพ้กัน

ไม่จำเป็นต้องโปรดักทีฟเพื่อชีวิตที่ต้องการ ถ้ารัฐสวัสดิการออกแบบมาได้ดีพอ

แม้จะพูดเรื่อง Productivity หรือ Slow Productivity มายืดยาว แต่ไม่ว่ายังไงการที่เราพยายามจะมีชีวิตที่ดี ไม่ว่าจะเลือกทางไหน มันคือความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษญ์ และปัญหาก็อาจโยงกลับไปที่สวัสดิการจากรัฐที่อาจทำให้เรารู้สึกไม่มั่นคง รู้สึกไม่ไว้วางใจว่ารัฐจะดูแลเราได้เมื่อเกิดเหตุอะไรขึ้น

ดังนั้นการเลือกชีวิตที่ปลอดภัย ชีวิตที่มั่นคง จึงต้องมาจากรัฐสวัสดิการที่ออกแบบเพื่อคนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นไหน ทำงานอะไร หรือเป็นใคร การมีรัฐสวัสดิการที่ดูแลเราในทุกช่วงชีวิต ก็จะช่วยให้เราเบาใจ และพร้อมจะเลือกชีวิตในแบบที่ต้องการได้มากขึ้น ได้ช้าลงมากขึ้น และได้ใช้ชีวิตที่สมดุลมากขึ้น

ซึ่งเทียบกับตอนนี้ เราเข้าใจดีว่าทุกคนยังคงรู้สึกเดินอยู่บนเส้นด้ายตลอดเวลา 

 

ดังนั้นการลองใช้ชีวิตให้ช้าลง ไปพร้อมๆ กับเรียกร้องรัฐสวัสดิการที่เป็นธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องเดินไปควบคู่กัน เพื่อให้เราได้ ‘เลือก’ ชีวิตที่ต้องการ โดยไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง และหวังว่าวันหนึ่งจะไม่ต้องพบกับข่าวงานหนักที่คอยฆ่าผู้คนตลอดเวลา

อ้างอิงจาก

The Rise Of The ‘Slow Productivity’ Movement

It’s Time to Embrace Slow Productivity

A Short History of Productivity

written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR