เพราะการใช้ชีวิตอยู่บนความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา เป็นชีวิตที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่ที่ผ่านมาคนตะวันออก ดูเหมือนจะเผชิญกับความเสี่ยงที่พวกเขาเลือกไม่ได้มาตลอด
หากย้อนกลับไปหลังจากเข้าสู่ปี 2567 ที่ผ่าน เรียกว่าภาคตะวันออกเองแทบไม่ได้พักกันเลยกับสถานการณ์อุบัติเหตุจากอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้น ซึ่งที่ผ่านมายังคงไม่ถูกบันทึกไว้เป็นบทเรียนในการแก้ปัญหาระยะยาว แน่นอนว่าคนในพื้นที่เองก็ไม่สามารถหนีไปจากบ้านของตนเอง เพราะนั่นคือสถานที่ทำกิน สถานที่ที่พวกเขาล้วนเติบโตมาก่อนที่จะมีโรงงานมาตั้งอยู่ที่หน้าบ้านของพวกเขา
เราชวนย้อนกลับไปดูกันว่า 5 เดือนที่ผ่านมา คนตะวันออกต้องผ่านอะไรมาบ้าง และที่ผ่านมามีการทบทวน เยียวยา หรือแก้ไขปัญหาอย่างไร

วันที่ 4 มีนาคม 2567
เกิดไฟไหม้โกดังเก็บกากอุตสาหกรรมบริษัท รีไซเคิล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัดที่ตำบลท่าบุญมี อำเภอเกาะจันทร์ จังหวัดชลบุรี พบว่าบางส่วนของกากอุตสาหกรรมเป็นสารเคมี ซึ่งหลังจากเผาไหม้ทำให้ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านในพื้นที่ที่ได้สูดดม
เมื่อได้รับแจ้งเหตุเจ้าหน้าที่ได้ประสานงานขอกำลังหน่วยรถดับเพลิงในพื้นที่และใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมงในการควบคุมไฟให้อยู่ในวงจำกัด
แม้จะไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือสูญเสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ แต่ล่วงเลยมาจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีการรายงานถึงการเยียวยาชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบของเหตุการณ์แต่อย่างใด
วันที่ 6 มีนาคม 2567
เกิดเหตุระเบิดในโรงงานรีไซเคิล ที แอนด์ ที เวสต์เมเนจเม้นท์ 2017 จำกัด โดยเจ้าของชาวจีน ที่อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี ปรากฎเป็นควันสีส้มปนสีเหลืองที่ผิดปกติพวยพุ่งขึ้นมา ซึ่งเมื่อตรวจสอบพบว่าเป็นกรดไนตริก ซึ่งอยู่ในบ่อที่ทางบริษัทจะนำน้ำยาชุบโลหะที่รับมาจากโรงงานต่าง ๆ แล้วนำมาสกัดเอาโลหะที่ตกค้างอยู่จากน้ำยาชุบโลหะ โดยตามกระบวนการจะต้องเป็นการคัดแยกด้วยไฟฟ้า
นอกจากเหตุการณ์ดังกล่าว ชาวบ้านในพื้นที่ยังพบการลักลอบทิ้งขยะและสารเคมีลงบ่อน้ำหน้าโรงงานด้วย จึงต้องการให้ตรวจสอบโรงงานอย่างจริงจังว่ามีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
สำหรับการสอบสวนนั้น ในวันเกิดเหตุจะมีหน่วยงานฝ่ายปกครองเข้ามาตรวจสอบ แต่ไม่มีการชี้แจงใดๆ ซึ่ง เฟซบุ๊ก หยุดภัยมลพิษ Pollution-Free EARTH ได้เปิดเผยว่าโรงงานชี้แจงจุดเกิดเหตุไม่ตรงตามข้อเท็จจริง แต่เป็นจุดที่ตรงกับที่ชาวบ้านระบุ และพบการใช้กรดไนตริกในกระบวนการผลิต
นอกจากนี้ในกระบวนการตรวจสอบมีความน่าสงสัย เนื่องจากมีการขัดขวางชาวบ้านไม่ให้เข้าร่วมตรวจสอบ โดยมีการส่งคนงานออกมายืนขวางถนน และแจ้งว่าไม่อนุญาตให้ประชาชนเข้าไปร่วมสังเกตการณ์การเข้าตรวจสอบในโรงงาน นอกจากนี้ยังเกิดเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมไม่สามารถนำรถอุปกรณ์เข้าไปเก็บตัวอย่างสิ่งแวดล้อมได้ เนื่องจากมีรถยนต์จอดขวางอยู่หลังแนวกั้นของกลุ่มคนงาน โดยบริษัทอ้างว่ากุญแจรถหายจึงไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้
ทั้งนี้ยังไม่มีความคืบหน้าของสารเคมีภายในโรงงาน หลังจากเจ้าหน้าที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้เก็บของเหลวในบ่อจุดเกิดเหตุไปตรวจสอบแล้ว และยังไม่มีความคืบหน้าเรื่องการเยียวยาแต่อย่างใด
วันที่ 29 มีนาคม 2567
เกิดเหตุการณ์เครนถล่มที่ ไซส์ก่อสร้างของบริษัทซินเคอหยวน จำกัด ในตำบลตาสิทธิ์ อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 7 ราย โดยเป็นแรงงานต่างชาติ ชาวเมียนมาร์ 6 ราย และเจ้าหน้าชาวจีนที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ 1 ราย นำไปสู่การชุมนุมของแรงงานกว่า 600 ชีวิตที่ปิดล้อมพื้นที่เพื่อขัดขวางไม่ให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยเข้าไปนำร่างผู้เสียชีวิตออกจากพื้นที่ นานหลายชั่วโมง
จนกระทั่งผู้บริหารบริษัทและญาติผู้เสียชีวิตบรรลุข้อตกลงโดยมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย ส.ส.ในพื้นที่ และตัวแทนจากสหภาพแรงงานชาวเมียนมาร์ร่วมหารือ โดยบริษัทตกลงเยียวยาให้ญาติผู้เสียชีวิต จำนวน 7 คน รายละ 1.6 ล้านบาท โดยในวันที่เกิดเหตุได้มอบเงินสดให้กับญาติของผู้เสียชีวิตไปแล้วราย ๆ ละ 5 แสนบาท คงเหลือ 1,100,000 รวมถึงมีเงินสมทบจากประกันสังคมอีกกว่า 800,000 บาท ผ่านการเจรจาที่มีตัวแทนจากสหภาพแรงงานชาวเมียนมาร์เข้าร่วม
โดยหลังจากเหตุการณ์สงบลง ในวันที่ 30 มีนาคม 2567 (หลังจากเหตุการณ์ 1 วัน) มีการเจรจาหาข้อตกลงระหว่างนายจ้างและ แรงงานอีกครั้งเพื่อหาทางออกร่วมกันในประเด็นสิทธิสวัสดิการประกันสังคมซึ่งสรุปเป็น 8 ข้อเจรจาที่น่าพอใจทั้งสองฝ่าย
แต่อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ในครั้งนี้ก็ยังทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงสิทธิแรงงานและความปลอดภัยของคนทำงานในอุตสาหกรรม ที่รอการตรวจสอบต่อไป
วันที่ 6 เมษายน 2567
พบกากแคดเมียม กว่า 6,720 ตัน อยู่ในถุงบิ๊กแบ็กจำนวนมากกระจายอยู่ในพื้นที่ของบริษัท อิฟง จำกัด ในตำบลคลองกิ่ว อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี ซึ่งคาดว่าเป็นกากแคดเมียมที่มาจากจังหวัดตาก ที่ตรวจพบที่โรงงานที่สมุทรสาครก่อนหน้านี้ เนื่องจากพบว่ามีองค์ประกอบของวัตถุเช่นเดียวกัน
นอกจากเร่งดำเนินคดีเอาผิดผู้ประกอบการ และสั่งปิดโรงงานเป็นเวลา 90 วันแล้ว เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้มีกระบวนการรับมือโดย เข้าตรวจสอบและยึดอายัดของกลางดังกล่าวเพื่อไม่ให้เคลื่อนย้าย และให้นำกากของเสียอุตสาหกรรมบางส่วนที่ตั้งอยู่นอกโกดัง เข้ามาเก็บไว้ในโกดังและมีการปิดคลุมให้เรียบร้อยเพื่อป้องกันการรั่วไหลปนเปื้อนออกสู่สิ่งแวดล้อม
และมีมาตรการป้องกันผลกระทบต่อผู้อยู่อาศัยโดยรอบพื้นที่โรงงาน โดยให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชลบุรี ตรวจสุขภาพพนักงานที่อยู่ในโรงงาน 4 ราย รวมถึงประชาชนโดยรอบพื้นที่ โรงงานในรัศมี 1 – 3 กิโลเมตร จำนวน 20 ราย รวมถึงให้สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดชลบุรี แจ้งผลการตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อม และผลการตรวจสอบคุณภาพน้ำผิวดิน ดิน และตะกอนดินโดยรอบโรงงาน ซึ่งจากการตรวจสอบพบการปนเปื้อนเกินมาตราฐาน ที่บ่อน้ำหน้าโรงงาน แต่ยังไม่มีรายงานเพิ่มเติมถึงการแก้ไขการปนเปื้อนดังกล่าว
นอกจากนั้นจังหวัดชลบุรี ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานระดับจังหวัดชลบุรีที่ 236 1/2567 ให้ตรวจสอบโรงงานอุตสาหกรรม ที่รับดำเนินการกำจัดของเสียอันตราย รวมถึงโรงงานอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงจำนวน 103 โรงงาน ประกอบด้วย โรงงานเกี่ยวกับเคมีภัณฑ์ โรงงานหลอมโลหะ โรงงานห้องเย็น และโรงงานรีไซเคิลของเสียอันตราย
โดยจะการขนย้ายกากแคดเมียมออกนอกพื้นที่จังหวัดชลบุรีในวันที่ 21 พฤษภาคม 2567 แต่ยังไม่มีมาตราการช่วยเหลือเยียวยา ประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง
วันที่ 17 เมษายน 2567
เกิดเหตุการณ์แอมโมเนียรั่วไหลในโรงงานน้ำแข็งราชา ที่ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี โดยเวลาประมาณ 23.00 น. ชาวบ้านในพื้นที่ได้ยินเสียงคล้ายระเบิด และสังเกตเห็นควันลอยขึ้น มาจากโรงน้ำแข็ง
หลังเกิดเหตุได้มีการเร่งอพยพชาวบ้านในพื้นที่ และสั่งห้ามผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าใกล้พื้นที่ในรัศมี 1 กิโลเมตร และได้เร่งฉีดน้ำเพื่อให้สารแอมโมเนียลดต่ำลง โดยแอมโมเนียส่งผลทำให้มีอาการแสบจมูก หายใจไม่ออก แน่นหน้าอก บางรายมีอาการหมดสติ และหากมีการปนเปื้อนสู่แหล่งน้ำ จะส่งผลให้ปลาและสัตว์น้ำตายได้
สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผู้บริหารโรงน้ำแข็งจะขอรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดแก่ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน ทั้งนี้ สาธารณสุขอำเภอบางละมุง ได้ออกมาให้คำแนะนำต่อประชาชนในพื้นที่ให้รีบแจ้งหน่วยงานสาธารณสุขใกล้บ้านทันทีหากมีอาการผิดปกติ
ส่วนสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี ได้ออกคำสั่งให้โรงงานน้ำแข็งหยุดประกอบกิจการจนกว่าจะปรับปรุงแล้วเสร็จภายในวันที่ 20 พ.ค.2567 นอกจากนั้นทีมงานกระทรวงสาธารณสุข ได้ลงไปดูพื้นที่เพื่อประกาศแผนรองรับอุบัติเหตุให้มีการเข้าดูแลผู้ป่วย
และส่งต่อไปยังโรงพยาบาลต่างๆ โดยสรุปมีผู้ป่วยทั้งหมด 160 คน แบ่งเป็นกลุ่มผู้มีอาการหนักกลุ่มสีแดง 9 คน กลุ่มอาการปานกลาง 50 คน ที่เหลือเป็นกลุ่มสีเขียวคืออาการเล็กน้อย รวมถึงมีการประเมินผลกระทบต่อประชาชนทั้งทางร่างกายหรือจิตใจ
วันที่ 22 เมษายน 2567
เกิดไฟไหม้โกดังเก็บสารเคมีและกากอุตสาหกรรม ของบริษัท วิน โพรเสส ที่ตำบลบางบุตร อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง
ซึ่งภายในโรงงานมีโกดังเก็บสารเคมีและกากอุตสาหกรรมกว่า 5 โกดัง และภายในโกดังเป็นถังบรรจุน้ำมันดำที่ใช้แล้ว รวมถึงมีสารเคมีอันตราย กากอุตสาหกรรมแข็ง โซลเว้นท์ อะลูมิเนียมดรอส และสารเคมีเสื่อมสภาพอื่นๆ ทำให้เกิดการระเบิดและการปะทุขึ้นเป็นระยะ รวมถึงมีควันที่ปนเปื้อนสารลอยฟุ้งในอากาศ ส่งกลิ่นเหม็น ทำให้ผู้ที่ได้สูบดมหรือสัมผัสมีอาการแสบจมูกและผิว
นอกจากนั้นยังมีรายงานว่ามีนักดับเพลิงหมดสติ ในขณะปฏิบัติงานจากการสูดดมควันมากเกินไป
ศูนย์ควบคุมมลพิษจังหวัดระยองตรวจพบสารเคมีอันตราย (Formaldehyde) ในระยะ 4.3 กิโลเมตรจากจุดเกิดเหตุ ศูนย์บัญชาการสถานการณ์ที่นำโดยรองผู้ว่าราชการจังหวัดระยองจึงได้มีการประกาศให้พื้นที่ ม.1-11 ต.หนองบัว และ ม. 1-12 ต.บางบุตร เป็นพื้นที่ประสบเหตุอัคคีภัย และให้ประชาชนในพื้นที่อพยพไปอยู่ที่ พักพิงชั่วคราว อบต.บางบุตร และ อบต.หนองบัว คาดว่าควันไฟและมลพิษทางกลิ่นจะส่งผลกระทบในรัศมี 10 กิโลเมตรจากจุดเกิดเหตุ
ต่อมาในวันที่ 23 เมษายน 2567 เจ้าหน้าที่จะสามารถควบคุมเพลิงได้ แต่ก็ยังมีบางจุดที่ยังมีไฟระอุและปะทุขึ้นเรื่อยๆ รวมเป็นระยะเวลา 5 วัน กว่าไฟจะสงบลงโดยไม่ปะทุขึ้นอีก
โดยเบื้องต้นกรมอนามัยรายงานว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 10 ราย ซึ่งได้สัมผัสควัน เขม่าที่ปนเปื้อนสารเคมี มีผลทำให้ผื่นขึ้นทั่วร่างกาย คันผิวหนัง แสบตา ระคายเคืองระบบทางเดินหายใจอ่อนเพลีย และเวียนศีรษะ หลังจากนั้นมีรายงานเพิ่มเติมว่า มีประชาชนมารับการรักษาตัวจากอาการคลื่นไส้ อาเจียนเพิ่มอีก 55 ราย โดยโรงพยาบาลบ้านค่ายได้เปิดให้ประชาชน เจ้าหน้าที่กู้ภัย และเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเข้าตรวจสุขภาพฟรี
โดยผ่านมากว่า 3 สัปดาห์ แต่การดำเนินการเพื่อป้องกันผลกระทบดูล่าช้า และประชาชนโดยรอบยังไม่ได้รับการดูแล เยียวยา นอกจากนี้ยังต้องกังวลกับสภาพอากาศที่มีฝนตกลงมา และทำให้สารเคมีซึมลงดิน และไหลสู่ลำคลองธรรมชาติ ซึ่งจะส่งผลกระทบหนักต่อไป
ล่าสุดศาลจังหวัดระยองได้อนุญาตให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมทำแผนแก้ปัญหาเพื่ออนุมัติเงินของจำเลย 4.9 ล้านบาทเพื่อมาดำเนินการแก้ไขปัญหา และเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้น ในขณะเดียวกันอบจ.ระยอง ได้มีการนำเอาที่ดินของ เทียบ สมานมิตร หนึ่งในผู้เดือดร้อนจากโรงงานดังกล่าวซึ่งเป็นเจ้าขางสวนยางพาราข้างโกดังที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด มาขุดบ่อดินดักน้ำฝนและสารเคมีไม่ให้รั่วไหลไปถึงชุมชน โดยเขาต้องเสียสละที่ดินกว่า 10 ไร่ เพื่อให้อบจ. ดำเนินการ แม้จะยังไร้การเยียวยาจากบริษัทหรือหน่วยงานรัฐ
ทาง มูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH) ยังคงติดตามการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การตรวจวัดค่ามลพิษในพื้นที่ซึ่ง ค่ามลพิษค่อนข้างสูง ตรงข้ามกับการรายงานของหน่วยงานรัฐ นอกจากนี้ยังรายงานการขุดบ่อลึกหน้าโรงงานโดย อบจ. เพื่อเป็นพื้นที่รองรับน้ำปนเปื้อน ซึ่งเป็นการทำงานที่ไม่มีความรู้ ความเข้าใจในการรับมือสารเคมี เนื่องจากไม่มีการปูผ้าใบรองรับน้ำที่จะซึมลงดิน รวมไปถึงดินที่ขุดมานั้น อาจมีกากสารพิษที่ถูกกลบฝังร่วมด้วย ซึ่งจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต
โดยทางบริษัทยังไม่มีแถลงการณ์มาตราการเยียวยาหรือรับผิดชอบออกมาแต่อย่างใด รวมไปถึงมาตราการป้องกันจากหน่วยงานรัฐก็ยังไม่ชัดเจนเพียงพอ ทำให้ประชาชนต้องกังวลและติดตามต่อ
วันที่ 9 พฤษภาคม 2567
เกิดเหตุเพลิงไหม้แท้งก์เก็บสารเคมี ของบริษัท มาบตาพุดแทงค์เทอร์มินัล จำกัด ภายใต้เครือ SCGC บริเวณใกล้ท่าเรือฯ มาบตาพุด ภายในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง โดยมีการระเบิดและสังเกตเห็นไฟร่วมกลุ่มควันสีดำจากจุดเกิดเหตุได้ชัดเจน
ศูนย์เฝ้าระวังและควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (EMCC) รายงานว่าถังเก็บสารเคมีที่ระเบิด คือ ถังเก็บสารเคมี C9 หรือไพโรไลซิส แก๊สโซลีน (Pyrolysis Gasoline) จัดเป็นสารเคมีกลุ่มไวไฟในระดับ 3 โดยควันไฟที่เกิดจากการเผาไหม้สารเคมี C9 มีระดับอันตรายต่อสุขภาพ อยู่ที่ระดับ 2 จากทั้งหมด 5 ระดับ มีฤทธิ์ทำให้ผู้ที่สูดดมเข้าไปหรือสัมผัส มีอาการเบื้องต้นแสบตา ปาก คอ โพรงจมูก
มีการระดมทีมดับเพลิงและเจ้าหน้าที่กู้ภัยจากทั้งของภาครัฐ เอกชน และอาสามูลนิธิต่างๆ เข้าระงับเหตุโดยบริษัท มาบตาพุต แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด ได้ตัดแยกระบบและหยุดกิจกรรมต่าง ๆ ภายในโรงานตามขั้นตอนความปลอดภัย แต่อย่างไรก็ตามการกั้นพื้นที่ยังเป็นไปช้ากว่าที่ควร
ต่อมา เวลา 14.06 น. เนื่องจากเริ่มคุมเพลิงไม่อยู่ และลามไปยังแท้งก์ใกล้เคียง ทางกนอ.จึงได้ประกาศภาวะฉุกเฉินระดับ 2 และให้ประชาชนในชุมชนหนองแฟบ และชุมชนตากวน-อ่าวประดู่ อพยพไปที่ศูนย์ราชการจังหวัดระยองชั่วคราว จนกระทั่งเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงให้อยู่ในวงจำกัดได้ในเวลา 16.50 น. แต่ยังคงฉีดโฟมและส่งน้ำหล่อเลี้ยงเพื่อลดอุณภูมิต่อไป โดยจากเหตุการณ์ครั้งนี้มีรายงานว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บ 4 ราย และมีผู้เสียชีวิต 1 ราย
บริษัท มาบตาพุต แทงค์ เทอร์มินัล จำกัดได้ออกแถลงการณ์ว่า “เหตุดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้เพราะ สารไพรโรไลสิส แก๊สโซลีน เป็นสารที่อาจจะส่งผลต่อสุขภาพในระดับต่ำร่วมถึงบริษัทฯ ขออภัยในเหตุที่เกิดขึ้น และจะพยายามอย่างเต็มที่ในการควบคุมสถานการณ์ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของชุมชน และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ”
แต่ในวันที่ 10 พฤษภาคม 2567 ประชาชนรอบพื้นที่ที่เกิดเพลิงไหม้ เข้าตรวจสุขภาพแล้วเกือบ 200 ราย พบอาการรุนแรง อาเจียน ปวดศีรษะ 67 ราย ต้องส่งรักษาโรงพยาบาล โดยหนึ่งในนั้นมี ทารกวัย 8 เดือน ที่มีอาการอาเจียนและตาแดง โดยแพทย์ระบุว่าเกิดจากเม็ดเลือดแดงแตก หลังการสูดดมสารเคมี
ในขณะเดียวกันจังหวัดระยองได้ประกาศสิ้นสุดเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย จากเหตุเพลิงไหม้ถังเก็บวัตถุดิบสารไพรโรไลสีส แก๊สโซลีน ของบริษัท มาบตาพุดแทงค์ เทอร์มินัล จำกัด เป็นการสิ้นสุดเหตุการณ์ท่ามกลางเสียงเรียกร้องของหลายฝ่ายที่ต้องการให้ภาครัฐมีการถอดบทเรียนจากเหตุการณ์ไฟไหมซ้ำซาก


