/

ก่อนเป็นโบสถ์สวย พวกเขาเคยเป็นผู้พลัดถิ่น: ชาวเวียดนามคาทอลิกกับการสร้างจันทบุรี

บนแผนที่ท่องเที่ยวจังหวัดจันทบุรี อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมลมักปรากฏในฐานะสถานที่ซึ่งนักท่องเที่ยว “ต้องไปสักครั้ง” ผู้คนเดินข้ามสะพานจากชุมชนริมน้ำจันทบูร เงยหน้ามองยอดแหลมคู่ ถ่ายภาพบานกระจกสี ชื่นชมเพดานรูปท้องเรือ และเข้าไปชมองค์พระนางมารีอาซึ่งประดับด้วยอัญมณีจากเมืองจันท์ อาสนวิหารจึงถูกจดจำในฐานะหนึ่งในอาคารคริสต์ศาสนาที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย เป็นสัญลักษณ์ของจังหวัด และเป็นจุดหมายสำคัญของการท่องเที่ยวทางศาสนา เมื่อสายตาเคลื่อนจากยอดแหลมของอาสนวิหารลงมายังแม่น้ำจันทบุรี เราจะพบจุดเริ่มต้นอีกด้านหนึ่งของพื้นที่แห่งนี้ นั่นคือการเคลื่อนย้ายของผู้คนซึ่งต้องออกจากถิ่นฐานเดิมภายใต้เงื่อนไขทางศาสนา การเมือง สงคราม และความไม่มั่นคงที่แตกต่างกัน

ก่อนจะกลายเป็นบรรพบุรุษของคนจันทบุรี พวกเขาเคยเป็นคนต่างถิ่น ก่อนประวัติศาสตร์ของพวกเขาจะถูกบรรจุอยู่ในเส้นทางสถาปัตยกรรม อาหาร และการท่องเที่ยว เรื่องราวเหล่านั้นเคยประกอบด้วยการจากบ้าน การเดินทางข้ามพรมแดน ความไม่แน่นอน และความพยายามสร้างชีวิตใหม่ในดินแดนที่ไม่ใช่ถิ่นกำเนิดของตน

คำว่า “ผู้พลัดถิ่น” ในชื่อบทความนี้ใช้เพื่ออธิบายประสบการณ์ของผู้คนที่ต้องเคลื่อนออกจากถิ่นเดิมและสร้างบ้านขึ้นใหม่ โดยไม่ได้กำหนดสถานะทางกฎหมายหรือเหมารวมว่าชาวเวียดนามคาทอลิกทุกคนที่เข้ามายังจันทบุรีเดินทางด้วยเหตุผลเดียวกัน ชุมชนก่อตัวขึ้นจากผู้คนหลายระลอก บางกลุ่มหลบหนีแรงกดดันต่อคริสต์ศาสนิกชน บางกลุ่มเคลื่อนย้ายจากสงครามและความผันผวนทางการเมือง ขณะที่บางครอบครัวเดินทางตามเครือญาติหรือเข้ามาหาโอกาสในการดำรงชีวิต

คำถามสำคัญคือ ผู้พลัดถิ่นและผู้ย้ายถิ่นกลุ่มหนึ่งกลายเป็นผู้ร่วมสร้างเมืองได้อย่างไร และเหตุใดประวัติศาสตร์การเดินทาง การสูญเสียถิ่นฐาน และการสร้างบ้านใหม่ของพวกเขาจึงมักถูกวางไว้เบื้องหลังความสวยงามของอาสนวิหาร

 

 

จุดเริ่มต้นที่ไม่อาจกำหนดด้วยปีเดียว

เรื่องเล่าที่ปรากฏในแหล่งข้อมูลท้องถิ่นระบุว่า ชาวเวียดนามหรือที่เอกสารไทยสมัยก่อนเรียกว่า “ชาวญวน” จำนวนประมาณ 130 คน เดินทางเข้ามาตั้งถิ่นฐานในจันทบุรีใน พ.ศ. 2254 หรือ ค.ศ. 1711 หลังเผชิญการเบียดเบียนคริสต์ศาสนิกชนในเวียดนาม โดยมีบาทหลวงเฮิ้ต โตแลนติโนดูแลชุมชน ต่อมาจึงมีการสร้างศาสนสถานคาทอลิกขึ้นบริเวณฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจันทบุรี[1] ข้อมูลชุดนี้ถูกนำมาเล่าซ้ำอย่างแพร่หลายในประวัติอาสนวิหาร เอกสารประชาสัมพันธ์ และสื่อการท่องเที่ยวจนกลายเป็นจุดเริ่มต้นมาตรฐานของเรื่องราวชุมชนคาทอลิกจันทบุรี

อย่างไรก็ตาม การถือเอาปี 1711 และจำนวน 130 คนเป็นข้อยุติทางประวัติศาสตร์จำเป็นต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง งานเขียนบางชิ้นให้ช่วงเวลาการปรากฏของชุมชนชาวเวียดนามคาทอลิกในจันทบุรีตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 แต่รายละเอียดเกี่ยวกับปี จำนวนผู้เดินทาง เส้นทางการอพยพ และลำดับการสร้างโบสถ์ยังแตกต่างกันตามแหล่งข้อมูล[2] ความคลาดเคลื่อนเช่นนี้พบได้ในประวัติศาสตร์ของชุมชนผู้ย้ายถิ่นหลายแห่ง เนื่องจากการก่อรูปของชุมชนค่อย ๆ เติบโตผ่านการเดินทางหลายระลอก การรวมญาติ การแต่งงาน การเกิดสมาชิกใหม่ และการรับผู้ย้ายถิ่นกลุ่มอื่นเข้ามาอยู่ร่วมกัน

ดังนั้น แทนที่จะถามว่า “ชุมชนเวียดนามคาทอลิกจันทบุรีเริ่มต้นตรงกับวันใด” เราอาจถามว่า ภายใต้เงื่อนไขใดผู้เดินทางเหล่านี้จึงสามารถตั้งหลัก สร้างสถาบัน และทำให้พื้นที่แปลกหน้ากลายเป็นบ้านของตนเองได้

สิ่งที่กล่าวได้ค่อนข้างมั่นคงคือ ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 มีชุมชนคาทอลิกที่สัมพันธ์กับผู้ย้ายถิ่นชาวเวียดนามเกิดขึ้นในจันทบุรีแล้ว และศาสนสถานได้กลายเป็นศูนย์กลางสำคัญของการรวมตัว ความทรงจำและประวัติชุมชนจำนวนหนึ่งเชื่อมโยงการเดินทางเหล่านี้กับแรงกดดันทางศาสนา ขณะเดียวกัน หลักฐานที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าผู้เดินทางทุกคน ทุกครอบครัว และทุกระลอกล้วนออกจากเวียดนามด้วยเหตุผลเดียวกัน

ยิ่งไปกว่านั้น การกดดันคริสต์ศาสนิกชนในเวียดนามเกิดขึ้นด้วยระดับและเงื่อนไขที่แตกต่างกันในแต่ละยุค ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองเวียดนาม มิชชันนารีต่างชาติ และคริสตชนพื้นเมืองเปลี่ยนแปลงไปตามความขัดแย้งทางการเมือง สงคราม การรวมศูนย์อำนาจ และความหวาดระแวงต่อการแทรกแซงจากต่างชาติ โดยเฉพาะในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ภายใต้ราชวงศ์เหงียน ความขัดแย้งระหว่างรัฐกับชุมชนคาทอลิกทวีความรุนแรงและซับซ้อนขึ้นอย่างมาก[3] งานประวัติศาสตร์รุ่นหลังจึงชี้ให้เห็นการแข่งขันทางการเมือง เครือข่ายอำนาจของมิชชันนารี ความขัดแย้งระหว่างชุมชน และการขยายตัวของจักรวรรดินิยมยุโรปในฐานะส่วนหนึ่งของบริบทดังกล่าว

การใช้คำว่า “ผู้พลัดถิ่น” จึงเปิดพื้นที่ให้เห็นประวัติศาสตร์การเคลื่อนย้ายที่หลากหลาย สมาชิกบางส่วนของชุมชนหลบหนีแรงกดดันทางศาสนา ขณะที่คนอีกส่วนหนึ่งเคลื่อนย้ายด้วยเหตุผลอื่น ๆ และเมื่อเวลาผ่านไปก็เกิดคนรุ่นต่อมาซึ่งเติบโตในจันทบุรีโดยไม่เคยรู้จักเวียดนามในฐานะบ้านที่ตนเคยจากมาเลย

 

ภาพจาก: ThaiPBS

 

โบสถ์มิใช่เพียงสถานที่สวดภาวนา

เมื่อกล่าวถึงการตั้งถิ่นฐานของผู้ย้ายถิ่น เรามักคิดถึงบ้านเรือน ที่ดิน อาชีพ และการได้รับอนุญาตจากรัฐให้พำนักอยู่ในพื้นที่ สำหรับผู้คนที่ต้องเคลื่อนย้ายออกจากสังคมเดิมและเข้ามาอยู่ท่ามกลางผู้คนซึ่งใช้ภาษา ความเชื่อ และระบบเครือญาติแตกต่างออกไป การสร้างชุมชนต้องอาศัยพื้นที่ทางสังคมและความสัมพันธ์ที่จะช่วยให้ชีวิตสามารถดำเนินต่อไปได้

โบสถ์คาทอลิกจึงทำหน้าที่หลายด้านพร้อมกัน ทั้งเป็นอาคารประกอบพิธีกรรม พื้นที่สำหรับสร้างความสัมพันธ์ทางสังคม และสถานที่พบปะของสมาชิกในชุมชน ที่นี่มีทั้งพิธีเกี่ยวกับการเกิด การแต่งงาน และความตาย การถ่ายทอดคำสอน บทสวด และความทรงจำ ตลอดจนการจัดระเบียบความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว ชุมชนกับบาทหลวง และชุมชนกับเครือข่ายคาทอลิกภายนอกพื้นที่

สำหรับผู้พลัดถิ่น การมีสถานที่ซึ่งสามารถประกอบศาสนกิจได้อย่างเปิดเผยยังเป็นหลักฐานว่าพวกเขามีพื้นที่ยืนอยู่ในสังคมใหม่ ศาสนสถานช่วยเชื่อมคนซึ่งเดินทางมาอย่างกระจัดกระจายให้สามารถจินตนาการว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนเดียวกัน แม้สมาชิกแต่ละคนอาจมาจากพื้นที่และประสบการณ์แตกต่างกันก็ตาม

ประวัติการสร้างโบสถ์หลายหลังของชุมชนคาทอลิกจันทบุรีสะท้อนทั้งการเติบโตและความเปราะบางของชุมชน แหล่งข้อมูลท้องถิ่นระบุว่า ศาสนสถานในระยะแรกตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำ ก่อนจะมีการสร้างใหม่และย้ายมายังฝั่งตะวันออกใน พ.ศ. 2377 ต่อมามีการสร้างอาคารหลังที่สี่ใน พ.ศ. 2398 ส่วนอาสนวิหารหลังปัจจุบันเป็นอาคารหลังที่ห้า มีการเสกศิลาฤกษ์ในวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2449 และทำพิธีเสกอาคารเมื่อวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2452[4]

การสร้างใหม่แต่ละครั้งสะท้อนมากกว่าลำดับวิวัฒนาการทางสถาปัตยกรรมจากอาคารเล็กไปสู่อาคารใหญ่ ศาสนสถานถาวรเกิดขึ้นได้จากความสามารถในการรวบรวมผู้คน ทรัพยากร แรงงาน และความศรัทธา อาคารเหล่านี้จึงเป็นผลจากการที่ชุมชนสามารถประคับประคองตนเองผ่านความเปลี่ยนแปลงหลายยุคสมัย พร้อมกับแสดงให้เห็นว่าผู้คนเริ่มฝังรากและส่งต่อพื้นที่แห่งนี้ให้คนรุ่นถัดไป

แม้เวลาจะผ่านไป ชีวิตของชุมชนคาทอลิกจันทบุรียังคงผูกพันกับศาสนสถาน งานวิจัยซึ่งสำรวจครอบครัวคาทอลิกจำนวน 295 ครอบครัวพบว่า แบบแผนการประกอบอาชีพและชีวิตทางเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะหลังความตกต่ำของธุรกิจพลอย แต่ครอบครัวจำนวนหนึ่งยังมีชีวิตทางเศรษฐกิจและสังคมสัมพันธ์กับวัด ขณะที่กิจกรรมอย่างมิสซาวันคริสต์มาส พิธีเสกป่าช้า งานฉลองวัด และเทศกาลปัสกายังคงมีความสำคัญ[5] ข้อมูลนี้ทำให้เห็นว่าอาสนวิหารยังเป็นศูนย์กลางของชุมชนที่มีชีวิต มีผู้ใช้พื้นที่ และมีความหมายทางจิตวิญญาณ

 

 

 

เมื่อใดคนต่างถิ่นจึงกลายเป็นคนท้องถิ่น

คำว่า “คนท้องถิ่น” มักสร้างภาพของผู้ที่อยู่ในพื้นที่มาแต่ดั้งเดิม มีบรรพบุรุษร่วมกัน และสืบทอดวัฒนธรรมชุดเดียวจากอดีต อย่างไรก็ตาม เมืองท่า เมืองชายแดน และเมืองการค้าจำนวนมากเติบโตขึ้นจากการเคลื่อนย้าย การตั้งถิ่นฐาน และการแลกเปลี่ยนระหว่างผู้คนซึ่งมาจากหลายทิศทาง

จันทบุรีก็เช่นเดียวกัน ประวัติศาสตร์ของเมืองก่อตัวจากประชากรหลากหลายราก ชุมชนริมน้ำประกอบด้วยชาวไทย ชาวจีน และชาวเวียดนาม รวมถึงผู้คนจากพื้นที่ใกล้เคียงซึ่งเข้ามาค้าขายและตั้งถิ่นฐาน งานศึกษาชุมชนริมน้ำจันทบูรพบว่า พื้นที่แห่งนี้เคยเป็นย่านเศรษฐกิจทางน้ำที่มีการค้าพลอย การทอเสื่อ การเย็บผ้า การค้าพริกไทย และการแลกเปลี่ยนสินค้ากับชาวต่างชาติ ชาวไทยและจีนซึ่งส่วนใหญ่นับถือพุทธอาศัยอยู่ร่วมกับชาวเวียดนามที่นับถือโรมันคาทอลิก ก่อนที่การคมนาคมทางบกและเศรษฐกิจการท่องเที่ยวจะเข้ามาเปลี่ยนลักษณะของชุมชน[6]

ในบริบทเช่นนี้ การกลายเป็นคนท้องถิ่นอาจเกิดขึ้นเมื่อสิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็นของคนต่างถิ่นค่อย ๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของเมือง จนเมืองไม่สามารถอธิบายตัวเองได้อย่างครบถ้วนหากขาดสิ่งนั้นไป อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมลเป็นตัวอย่างชัดเจน ปัจจุบันอาคารแห่งนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัด ปรากฏอยู่ในโปสการ์ด เว็บไซต์ท่องเที่ยว สื่อประชาสัมพันธ์ และภาพจำของเมือง ความเป็นเวียดนามและความเป็นคาทอลิกจึงค่อย ๆ ถูกถักทอเข้าเป็นองค์ประกอบหนึ่งของความเป็นจันทบุรี

สิ่งนี้ทำให้คำถามว่า “พวกเขากลายเป็นคนท้องถิ่นเมื่อใด” ไม่มีคำตอบเป็นปี พ.ศ. ที่แน่นอน ความเป็นคนท้องถิ่นเกิดจากการมีชีวิตร่วมกันเป็นเวลายาวนาน การสร้างครอบครัว การประกอบอาชีพ การดูแลพื้นที่ การมีส่วนร่วมกับเศรษฐกิจของเมือง และการส่งต่อสถาบันให้แก่คนรุ่นถัดไป

ชุมชนชาวเวียดนามคาทอลิกเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่มีส่วนสร้างเมืองขึ้นมาด้วย ความเป็นจันทบุรีในปัจจุบันก่อตัวขึ้นพร้อมกับการอยู่ร่วมกัน การค้า การแลกเปลี่ยน และการปรับตัวของผู้คนหลายกลุ่มตลอดระยะเวลายาวนาน

 

 

ฝรั่งเศส ศาสนา และความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกว่าคำว่าอาณานิคม

เรื่องราวของชุมชนเวียดนามคาทอลิกในจันทบุรียังเชื่อมโยงกับจักรวรรดินิยมฝรั่งเศส ความสัมพันธ์ดังกล่าวมีหลายชั้นและเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลา การมองชาวคาทอลิกทั้งหมดในฐานะตัวแทนของฝรั่งเศส หรือมองอาสนวิหารเป็นเครื่องหมายของอำนาจตะวันตกเพียงด้านเดียว จึงอาจทำให้รายละเอียดสำคัญทางประวัติศาสตร์หายไป

การตั้งถิ่นฐานของชาวเวียดนามคาทอลิกในจันทบุรีเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 ก่อนฝรั่งเศสจะขยายอำนาจอาณานิคมเข้าสู่อินโดจีนอย่างเป็นระบบนานกว่าหนึ่งศตวรรษ ผู้คนที่เดินทางเข้ามาในระยะแรกมีความเชื่อ ความกลัว ความต้องการความปลอดภัย และยุทธศาสตร์การดำรงชีวิตของตนเอง การนำโครงการยึดครองเวียดนามของฝรั่งเศสในเวลาต่อมาย้อนกลับไปอธิบายผู้เดินทางกลุ่มแรกทั้งหมดจึงอาจทำให้บริบททางประวัติศาสตร์คลาดเคลื่อนไป

อย่างไรก็ตาม ศาสนาคริสต์คาทอลิกในภูมิภาคนี้มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับเครือข่ายของยุโรป บาทหลวงและองค์กรเผยแผ่ศาสนาจำนวนมากมีฐานอยู่ในฝรั่งเศส มีเครือข่ายข้ามพรมแดน และเคลื่อนย้ายอยู่ระหว่างสยาม เวียดนาม และดินแดนอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างราชสำนักเวียดนามกับชาติตะวันตกตึงเครียดขึ้น การมีเครือข่ายกับมิชชันนารีต่างชาติทำให้คริสตชนบางกลุ่มถูกมองว่าเป็นภัยต่ออำนาจรัฐ ขณะเดียวกัน ฝรั่งเศสเองก็นำเรื่องการคุ้มครองมิชชันนารีและคริสตชนมาใช้ประกอบการสร้างความชอบธรรมให้แก่การแทรกแซงทางการทหารในเวียดนาม

ศาสนาจึงมีความหมายแตกต่างกันตามจุดยืนของผู้คน สำหรับคริสตชนบางคน ศาสนาเป็นที่พึ่งและเป็นพื้นฐานของการสร้างชุมชน ผู้ปกครองในบางช่วงกลับมองเครือข่ายทางศาสนาว่าเชื่อมโยงกับอำนาจภายนอก ส่วนจักรวรรดิฝรั่งเศสก็สามารถนำการคุ้มครองศาสนิกชนมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของภาษาที่รองรับการขยายอำนาจ

ความย้อนแย้งดังกล่าวปรากฏชัดในจันทบุรีหลังวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 ฝรั่งเศสเข้ายึดพื้นที่บางส่วนของจันทบุรีระหว่าง พ.ศ. 2436–2447 หรือ ค.ศ. 1893–1904 เพื่อใช้เป็นหลักประกันให้สยามปฏิบัติตามข้อตกลงกับฝรั่งเศส งานศึกษาทางประวัติศาสตร์ชี้ว่า การยึดครองดังกล่าวเป็นการยึดครองเพียงบางส่วน โดยฝรั่งเศสตั้งกองทหารในตัวเมืองและบริเวณปากน้ำแหลมสิงห์ ขณะที่การบริหารราชการส่วนใหญ่ยังอยู่ภายใต้รัฐบาลสยาม[7]

การปรากฏตัวของฝรั่งเศสเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและสังคมภายในเมือง การค้าระหว่างจันทบุรีกับไซ่ง่อนขยายตัว ขณะที่ชาวจีนและชาวเวียดนามบางส่วนสมัครเข้าเป็นคนในบังคับฝรั่งเศสเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองทางศาล ความสะดวกทางการค้า หรือสิทธิประโยชน์ด้านภาษี[8] สถานะทางชาติพันธุ์ ศาสนา และสัญชาติในช่วงเวลาดังกล่าวจึงสามารถกลายเป็นทรัพยากรสำหรับต่อรองกับรัฐและอำนาจอาณานิคมได้

อาสนวิหารหลังปัจจุบันเริ่มก่อสร้างภายหลังฝรั่งเศสถอนกำลังออกจากจันทบุรีไม่นาน มีพิธีเสกศิลาฤกษ์ใน พ.ศ. 2449 และเสกอาคารใน พ.ศ. 2452 ภายใต้การดูแลของบาทหลวงในเครือข่ายคาทอลิกฝรั่งเศส ช่วงเวลาดังกล่าวทำให้อาคารเกิดขึ้นในเงื่อนไขซึ่งอิทธิพลของฝรั่งเศสยังคงปรากฏอยู่ในภูมิภาค แม้การยึดครองจันทบุรีจะสิ้นสุดลงแล้วก็ตาม

อาสนวิหารเติบโตขึ้นจากองค์ประกอบหลายส่วน ทั้งอิทธิพลทางสถาปัตยกรรม เครือข่ายบาทหลวงจากฝรั่งเศส ทรัพยากรของชุมชน และศรัทธาของสัตบุรุษ การคงอยู่ของอาคารตลอดกว่าหนึ่งศตวรรษยังเกิดจากการใช้งาน การดูแล และการมอบความหมายของคนในชุมชนจากรุ่นสู่รุ่น

อาสนวิหารจึงเป็นทั้งร่องรอยของการเชื่อมต่อกับโลกตะวันตก ผลจากความสัมพันธ์ในภูมิภาคอินโดจีน และผลงานของชุมชนท้องถิ่นในเวลาเดียวกัน องค์ประกอบเหล่านี้ซ้อนทับกันจนทำให้อาคารหนึ่งหลังมีความหมายทางประวัติศาสตร์หลายระดับ

 

ภาพจาก: ที่นี่เมืองจันท์

 

 

เมื่อประวัติศาสตร์ของผู้พลัดถิ่นกลายเป็นภาพท่องเที่ยว

เมื่ออาสนวิหารกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว เรื่องเล่าของชุมชนก็ถูกจัดวางใหม่เพื่อให้เหมาะกับสายตาของผู้มาเยือน ประวัติศาสตร์ซึ่งยาวนานและขัดแย้งถูกย่อให้กลายเป็นข้อความบนป้าย แผ่นพับ โพสต์ประชาสัมพันธ์ หรือคำบรรยายสั้น ๆ ก่อนนักท่องเที่ยวจะเดินเข้าสู่อาคาร

ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวมักนำเสนอจุดเด่นที่มองเห็นและถ่ายภาพได้ง่าย ได้แก่ ความงดงามของสถาปัตยกรรมแบบกอทิก ยอดแหลมคู่ บานกระจกสี เพดานรูปท้องเรือ และองค์พระนางมารีอาประดับพลอย ส่วนเรื่องราวของชาวเวียดนามที่เดินทางมาเพราะถูกกดดันทางศาสนายังคงปรากฏอยู่ โดยมักเป็นข้อความเพียงไม่กี่ประโยคในช่วงต้น ก่อนที่เนื้อหาส่วนใหญ่จะเคลื่อนไปสู่ความเก่าแก่ ขนาดของอาคาร และสิ่งที่นักท่องเที่ยวควรถ่ายภาพ

การนำเสนอเช่นนี้ทำให้สถาปัตยกรรมกลายเป็นประตูที่ดึงดูดความสนใจของผู้มาเยือนได้ทันที การท่องเที่ยวยังสามารถสร้างรายได้ สนับสนุนการอนุรักษ์ และทำให้คนรุ่นใหม่กลับมาสนใจประวัติศาสตร์ของเมืองมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดคำถามว่า เมื่อความงามถูกวางไว้ด้านหน้า ประสบการณ์ใดของผู้คนถูกผลักไปอยู่ด้านหลัง

งานศึกษาการสื่อสารภาพลักษณ์ของชุมชนริมน้ำจันทบูรพบว่า การส่งเสริมการท่องเที่ยวนำเสนออัตลักษณ์สำคัญห้าด้าน ได้แก่ สถาปัตยกรรม ศิลปกรรม ศาสนา วัฒนธรรมและประเพณี และวิถีชีวิตชุมชน[9] การจัดหมวดหมู่ดังกล่าวทำให้เมืองมีชุดภาพจำที่ชัดเจนและสื่อสารได้ง่าย ขณะที่ประสบการณ์บางอย่าง เช่น ความกลัวของผู้เดินทาง ความไม่แน่นอนในการตั้งถิ่นฐาน หรือความขัดแย้งระหว่างรัฐ ศาสนา และอำนาจอาณานิคม กลับนำเสนอผ่านภาษาการท่องเที่ยวได้ยากกว่า

ความยากของการเล่าเรื่องผู้พลัดถิ่นอยู่ตรงที่ประสบการณ์ดังกล่าวไม่มีรูปทรงให้ถ่ายภาพเหมือนตัวอาคาร การจากบ้านไม่มีจุดเช็กอิน ความหวาดกลัวไม่มีของที่ระลึก และการต่อรองกับรัฐก็ยากจะย่อให้กลายเป็นสิ่งที่ผู้มาเยือนสามารถบริโภคได้อย่างรวดเร็ว เมื่อพื้นที่เข้าสู่เศรษฐกิจการท่องเที่ยว เรื่องราวที่มองเห็นได้ง่ายจึงมีแนวโน้มได้รับพื้นที่มากกว่าเรื่องราวซึ่งต้องอาศัยเวลาและบริบทในการทำความเข้าใจ

ชุมชนริมน้ำจันทบูรเองก็เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสการท่องเที่ยว งานศึกษาพบว่า จากเดิมซึ่งเป็นย่านอยู่อาศัยและย่านการค้าทางน้ำ พื้นที่ได้กลายเป็นชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมมากขึ้น มีร้านอาหาร คาเฟ่ และผู้ประกอบการจากภายนอกเข้ามาเช่าพื้นที่ ขณะที่คนในชุมชนพยายามอนุรักษ์อาคารและอัตลักษณ์เดิมควบคู่กับการปรับตัวทางเศรษฐกิจ[10]

การท่องเที่ยวเปลี่ยนวิธีที่ชุมชนมองและนำเสนอตนเอง บ้านอาจกลายเป็นฉากถ่ายภาพ อาหารที่เคยทำในครอบครัวอาจกลายเป็นผลิตภัณฑ์ และอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์บางส่วนอาจถูกคัดเลือกออกมาเพื่อให้ผู้มาเยือนสามารถทำความเข้าใจและบริโภคได้ภายในเวลาอันสั้น

คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ใครเป็นผู้เลือกว่าจะเล่าประวัติศาสตร์ส่วนใด ใครมีสิทธิใช้ภาพแทนของชุมชน ใครได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยว และเรื่องราวใดถูกลดเสียงลงเพื่อทำให้พื้นที่น่าเที่ยวมากขึ้น

 

 

มรดกมิใช่สิ่งที่เหลืออยู่เองตามธรรมชาติ

เมื่อกล่าวถึง “มรดก” เรามักนึกถึงสิ่งเก่าแก่ที่มีคุณค่าและควรได้รับการอนุรักษ์ Laurajane Smith เสนอให้มองมรดกในฐานะกระบวนการทางวัฒนธรรม ผู้คนในปัจจุบันเป็นผู้เลือก ตีความ และนำอดีตมาใช้สร้างความหมายให้กับตนเอง[11]

อาสนวิหารจึงกลายเป็นมรดกผ่านการให้ความหมายจากหลายฝ่าย ทั้งหน่วยงาน ศาสนจักร ชุมชน นักวิชาการ และอุตสาหกรรมท่องเที่ยว แต่ละช่วงเวลาอาจให้น้ำหนักต่างกัน บางยุคเน้นความศักดิ์สิทธิ์ บางยุคเน้นความยิ่งใหญ่ทางสถาปัตยกรรม บางยุคเน้นความสัมพันธ์กับชุมชนเวียดนาม ขณะที่การท่องเที่ยวร่วมสมัยให้พื้นที่กับความเป็นแลนด์มาร์กและภาพถ่ายของเมืองมากขึ้น

หากเรื่องเล่าเริ่มจากปีที่ก่อสร้างอาคาร มรดกย่อมปรากฏผ่านประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมเป็นหลัก แต่เมื่อเรื่องเล่าเริ่มจากผู้คนที่ต้องเดินทางออกจากถิ่นเดิม อาสนวิหารเดียวกันก็เปิดให้เราเห็นอีกความหมายหนึ่ง คือการเป็นหลักฐานของการแสวงหาที่พักพิง การรวมตัวของคนต่างถิ่น และความพยายามเปลี่ยนพื้นที่ใหม่ให้กลายเป็นบ้าน

Michel-Rolph Trouillot เสนอว่า ความเงียบทางประวัติศาสตร์สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกขั้นตอนของการผลิตประวัติศาสตร์ ตั้งแต่สิ่งที่ถูกบันทึก สิ่งที่ถูกเก็บรักษา ไปจนถึงเรื่องเล่าที่ได้รับการเผยแพร่และยอมรับในสังคม[12]

ในกรณีจันทบุรี ความทรงจำเรื่องการพลัดถิ่นสามารถค่อย ๆ เลือนจากการรับรู้สาธารณะได้โดยไม่มีใครจำเป็นต้องออกคำสั่งให้ลืม เมื่อสื่อท่องเที่ยวให้พื้นที่กับความงามของอาคารมากกว่าเรื่องการเดินทางและความยากลำบาก ประวัติศาสตร์บางส่วนก็ย่อมปรากฏต่อสายตาผู้คนมากกว่าอีกส่วนหนึ่ง

ผลที่ตามมาอาจไปไกลกว่าการที่นักท่องเที่ยวรู้ประวัติศาสตร์ไม่ครบ คนรุ่นหลังของชุมชนเองก็อาจรู้จักอดีตผ่านเรื่องเล่าที่ถูกจัดทำขึ้นสำหรับคนนอกมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อภาพประชาสัมพันธ์กลายเป็นเรื่องเล่าหลัก สิ่งที่นำเสนอได้ง่ายและตอบรับกับการท่องเที่ยวอาจได้รับความสำคัญมากกว่าความทรงจำบางส่วนซึ่งมีความหมายต่อคนในชุมชน

 

 

จะเล่าประวัติศาสตร์อย่างไรโดยไม่ทำลายการท่องเที่ยว

การนำเรื่องการพลัดถิ่นกลับเข้าสู่ประวัติศาสตร์ของอาสนวิหารไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนสถานที่ท่องเที่ยวให้กลายเป็นพื้นที่ซึ่งเต็มไปด้วยเรื่องราวความทุกข์ เรื่องเล่าที่รอบด้านสามารถกล่าวถึงความสูญเสีย ความอดทน การปรับตัว และความสามารถของผู้คนในการสร้างชีวิตใหม่ได้พร้อมกัน

เส้นทางประวัติศาสตร์อาจเริ่มจากคำถามว่า เหตุใดผู้คนจึงเดินทางมาจันทบุรี แล้วจึงพาผู้มาเยือนไปดูการสร้างโบสถ์แต่ละหลัง การเติบโตของชุมชน การเปลี่ยนแปลงของเมือง และความสัมพันธ์ระหว่างสยาม เวียดนาม และฝรั่งเศส วิธีนี้จะทำให้อาคารอยู่ภายในประวัติศาสตร์ของผู้คน แทนที่จะปล่อยให้ผู้คนกลายเป็นเพียงฉากหลังของอาคาร

สิ่งสำคัญอีกประการคือการยอมรับข้อจำกัดของหลักฐานอย่างตรงไปตรงมา ป้ายหรือสื่อประกอบการท่องเที่ยวอาจระบุได้ว่า ประวัติชุมชนซึ่งเล่าสืบต่อกันมาระบุถึงผู้เดินทางประมาณ 130 คนใน พ.ศ. 2254 ขณะเดียวกัน แหล่งข้อมูลเกี่ยวกับการเดินทางระลอกแรกยังมีรายละเอียดแตกต่างกัน การยอมรับความไม่แน่นอนเช่นนี้ช่วยทำให้การเล่าประวัติศาสตร์น่าเชื่อถือขึ้น

เสียงของคนในชุมชนก็ควรมีพื้นที่มากกว่าการเป็นผู้สาธิตอาหารหรือผู้ต้อนรับนักท่องเที่ยว เพราะร่องรอยของการเดินทางจากเวียดนามยังปรากฏอยู่ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ชื่อคน ภาษาในครอบครัว อาหาร ไปจนถึงพิธีกรรมทางศาสนา งานศึกษาชุมชนอาสนวิหารจันทบุรีบันทึกว่า แม้การใช้ภาษาเวียดนามจะลดลงอย่างมากหลังกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 แต่ร่องรอยของเชื้อสายยังปรากฏอยู่ในนามสกุลของนักบวชและสัตบุรุษหลายครอบครัว เช่น อานามวัฒน์ อานามพงศ์ และอานามนารถ ขณะที่ในอดีต ภาษาเวียดนามเคยเป็นภาษาที่ใช้ในชุมชนและกิจกรรมทางศาสนา ก่อนจะค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยภาษาไทยเมื่อชุมชนมีปฏิสัมพันธ์กับสังคมท้องถิ่นมากขึ้น

ร่องรอยทางภาษายิ่งเห็นชัดเมื่อมองไปยังเครือข่ายชุมชนคาทอลิกเชื้อสายเวียดนามในพื้นที่อื่นของจังหวัด เช่น ชุมชนบ้านญวน อำเภอขลุง ซึ่งมีความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์กับชุมชนคาทอลิกจันทบุรี งานศึกษาภาษาพบว่า ผู้สูงอายุบางส่วนยังใช้คำศัพท์ภาษาญวนในชีวิตประจำวัน คำบางคำรักษารูปเสียงใกล้เคียงกับภาษาเวียดนาม เช่นคำเรียก เสื้อ ถ้วยหรือชาม กุ้ง และพริก ซึ่งสัมพันธ์กับคำเวียดนาม áo, bát, tôm และ ớt ส่วนคำอีกจำนวนหนึ่งเปลี่ยนเสียง ปะปนกับภาษาไทย หรือถูกคำไทยเข้ามาแทนจนคนรุ่นใหม่ใช้น้อยลง การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ทำให้ภาษากลายเป็นเสมือน “แผนที่ของการกลมกลืน” ที่บันทึกทั้งสิ่งที่ชุมชนรักษาไว้และสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดหลายชั่วคน

อาหารก็เป็นหลักฐานที่จับต้องได้ของกระบวนการเดียวกัน เมนูในชุมชนคาทอลิกจันทบุรีผ่านการปรับรส วัตถุดิบ และวิธีรับประทานจนเกิดรูปแบบเฉพาะของท้องถิ่น อาหารที่สัมพันธ์กับชาวญวน เช่น ขนมบันแบ้วหรือบั๊ญแบ่ว ขนมดอกแค และก๋วยจั๊บ เข้ามาผสมกับวัฒนธรรมการกินของคนจันทบุรี ขณะที่ชุมชนหลังวัดยังมีความทรงจำเกี่ยวกับอาหารอย่าง ข้าวเกรียบน้ำจิ้ม หมูอบโอ่ง เนื้อต้มเร่วน้ำจิ้มพริกเกลือ พล่าร้าย ปลาพล่าน้ำจิ้มถั่ว ขนมญวน ขนมตาเร่ว และขนมจ้าง อาหารบางชนิดแทบไม่พบขายทั่วไปแล้ว แต่ยังคงอยู่ในความทรงจำของครอบครัวหรือปรากฏในเทศกาลและกิจกรรมของชุมชน

สิ่งเหล่านี้ช่วยขยายความหมายของคำว่า “มรดก” ออกไปจากผนัง กระจกสี และยอดแหลมของอาสนวิหาร มรดกยังอยู่ในคำที่คนรุ่นปู่ย่าตายายเคยใช้เรียกสิ่งของ นามสกุลที่บอกเล่าที่มาของครอบครัว สูตรอาหารในวันสำคัญ บทสวดที่คนรุ่นใหม่อาจไม่เข้าใจแล้ว ตลอดจนความทรงจำเกี่ยวกับอาชีพและชีวิตหลังวัด ร่องรอยเล็ก ๆ เหล่านี้บันทึกให้เห็นว่า การพลัดถิ่นเมื่อหลายร้อยปีก่อนไม่ได้จบลงตรงวันที่ผู้คนเดินทางมาถึงจันทบุรี กระบวนการรักษา ลืม ปรับเปลี่ยน และสร้างความหมายใหม่ยังคงดำเนินต่อไปในชีวิตประจำวันของคนรุ่นหลัง

ขณะเดียวกัน อาสนวิหารยังคงเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์และสถานที่ประกอบศาสนกิจ การจัดการพื้นที่จึงควรเคารพเวลาพิธีกรรม ความเป็นส่วนตัว และความรู้สึกของสัตบุรุษ พร้อมกับสร้างขอบเขตที่ชัดเจนระหว่างการเยี่ยมชมกับการใช้ชีวิตทางศาสนาของชุมชน

การเล่าประวัติศาสตร์การพลัดถิ่นยังเปิดโอกาสให้จันทบุรีเชื่อมโยงอดีตเข้ากับคำถามร่วมสมัยเรื่องผู้ย้ายถิ่นและความหลากหลาย ประวัติศาสตร์ของเมืองแสดงให้เห็นว่า คนต่างถิ่นสามารถค่อย ๆ กลายเป็นผู้ร่วมสร้างสถาบัน เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของพื้นที่ที่พวกเขาเข้ามาตั้งหลักได้

 

 

ก่อนเป็นโบสถ์สวย พวกเขาเคยเป็นผู้พลัดถิ่น

หลังผ่านไปกว่าสามศตวรรษ ลูกหลานของชาวเวียดนามคาทอลิกในจันทบุรีคือส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์เมือง พวกเขามีส่วนสร้างจันทบุรีขึ้นมาผ่านแรงงาน ความรู้ ศรัทธา อาหาร เครือญาติ และสถาบันทางสังคมที่ส่งต่อกันมาหลายชั่วคน

คำว่า “ผู้พลัดถิ่น” ในบทความนี้จึงทำหน้าที่พาเรากลับไปมองจุดเริ่มต้นที่อาจถูกความงามของอาสนวิหารบดบัง ผู้คนที่เดินทางเข้ามาในอดีตไม่ได้อยู่ในสถานะของผู้ขอความช่วยเหลือตลอดไป เมื่อสามารถตั้งหลักได้ พวกเขาก็กลายเป็นพ่อค้า ช่างฝีมือ เกษตรกร ครู นักบวช ผู้ประกอบการ และผู้สร้างสถาบันซึ่งดำรงอยู่ข้ามศตวรรษ

ประวัติศาสตร์ของผู้พลัดถิ่นยังทำให้ภาพของสยามและจันทบุรีซับซ้อนขึ้น พื้นที่แห่งนี้มีทั้งการให้ที่พักพิง การควบคุม การจำแนกคน การต่อรองสถานะ และการแข่งขันระหว่างอำนาจเกิดขึ้นพร้อมกัน ชุมชนเติบโตขึ้นจากความสามารถของผู้คนในการใช้เครือญาติ ศาสนา แรงงาน และความร่วมมือเพื่อประคับประคองชีวิตท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง

วันนี้ อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมลได้กลายเป็นภาพแทนสำคัญของจันทบุรี ขณะเดียวกัน ตัวอาคารก็เผยให้เห็นว่าความเป็นเมืองนี้เกิดจากรากที่หลากหลาย ยอดแหลมแบบกอทิก เครือข่ายบาทหลวงฝรั่งเศส ศรัทธาของชาวเวียดนาม อัญมณีของเมืองจันท์ ภาษาไทย วิถีชีวิตริมน้ำ และความทรงจำของผู้คนหลายรุ่นล้วนซ้อนทับอยู่ในพื้นที่เดียวกัน

บางทีคำถามว่า เมื่อใดผู้พลัดถิ่นจึงกลายเป็นคนท้องถิ่น อาจไม่จำเป็นต้องมีคำตอบเป็นวันที่แน่นอน เพราะการร่วมสร้างเมืองตลอดหลายชั่วคนได้ตอบคำถามนี้ไปส่วนหนึ่งแล้ว สิ่งที่ยังควรถามต่อคือ เหตุใดเมืองจึงพร้อมภาคภูมิใจกับโบสถ์ที่พวกเขาสร้าง แต่เรื่องการจากบ้าน ความไม่แน่นอน และความพยายามสร้างชีวิตใหม่ของผู้คนเหล่านั้นยังปรากฏอยู่เพียงไม่กี่บรรทัด หากจันทบุรีเลือกจดจำยอดแหลมคู่ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่เหนือแม่น้ำ เมืองก็ควรจดจำผู้เดินทาง บ้านที่พวกเขาจากมา และความไม่แน่นอนซึ่งมาก่อนยอดแหลมเหล่านั้นด้วย เพราะก่อนจะเป็นแลนด์มาร์ก ก่อนจะเป็นมรดกท่องเที่ยว และก่อนจะเป็นโบสถ์สวย พื้นที่แห่งนี้เคยเป็นบ้านหลังใหม่ของผู้คนที่ต้องเรียนรู้ว่าจะตั้งหลักและมีชีวิตอยู่ในโลกใบใหม่อย่างไร

 


เรื่องโดย โสภณ เพิงคาม


เชิงอรรถ
[1] เทศบาลเมืองจันทนิมิต, “อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล จันทบุรี,” เผยแพร่ 1 มีนาคม 2566. แหล่งข้อมูลดังกล่าวระบุถึงชาวญวนประมาณ 130 คนซึ่งเข้ามาตั้งถิ่นฐานใน พ.ศ. 2254 และลำดับการก่อสร้างศาสนสถานของชุมชน อย่างไรก็ดี ควรอ่านตัวเลขและปีดังกล่าวในฐานะประวัติที่สืบทอดและเผยแพร่ในระดับท้องถิ่น มิใช่ข้อยุติจากหลักฐานชั้นต้นเพียงชุดเดียว
[2] Peter A. Poole, The Vietnamese in Thailand: A Historical Perspective (Ithaca, NY: Cornell University Press, 1970). หนังสือของ Poole เป็นหนึ่งในงานศึกษาระยะแรกเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาวเวียดนามหลายกลุ่มในประเทศไทย และช่วยให้เห็นว่าการเข้ามาของชาวเวียดนามเกิดขึ้นหลายระลอกและมีเหตุผลแตกต่างกัน
[3] Jacob Ramsay, Mandarins and Martyrs: The Church and the Nguyen Dynasty in Early Nineteenth-Century Vietnam (Stanford, CA: Stanford University Press, 2008). Ramsay อธิบายการเพิ่มขึ้นของความขัดแย้งต่อต้านคาทอลิกในเวียดนามคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยเชื่อมโยงกับการรวมศูนย์อำนาจ ความเปลี่ยนแปลงทางสังคม และเครือข่ายมิชชันนารี มิได้ลดทอนเรื่องดังกล่าวเป็นความขัดแย้งทางหลักคำสอนเพียงอย่างเดียว
[4] เทศบาลเมืองจันทนิมิต, “อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล จันทบุรี.” ข้อมูลระบุว่าอาคารปัจจุบันเป็นหลังที่ห้า มีพิธีเสกศิลาฤกษ์วันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2449 และทำพิธีเสกอาคารวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2452
[5] สกฤติ อิสริยานนท์, “สถานการณ์ร่วมสมัยของชุมชนคาทอลิกจันทบุรี,” วารสารวิชาการมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา 16, ฉบับที่ 25–26 (2551). งานวิจัยสำรวจครอบครัวคาทอลิก 295 ครอบครัว ครอบคลุมด้านประชากร เศรษฐกิจ สังคม การเมือง และชีวิตทางศาสนา
[6] ศวิตา นัยพัฒน์, “การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมของชุมชนริมน้ำจันทบูร อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี” (สารนิพนธ์ศิลปศาสตรบัณฑิต สาขามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2564).
[7] Phuangphet Suratanakavikul, “The Occupation of France in Chanthaburi in the Reign of King Rama V,” Kasetsart Journal of Social Sciences 6, no. 1 (1985): 1–13. งานศึกษาระบุว่าฝรั่งเศสยึดครองพื้นที่บางส่วนของจันทบุรีระหว่าง ค.ศ. 1893–1904 เพื่อใช้เป็นหลักประกันภายหลังวิกฤตการณ์ ค.ศ. 1893
[8] นวลมรกต ทวีทอง, “สภาพสังคมของเมืองจันทบุรีและเมืองตราดภายใต้การยึดครองของฝรั่งเศส จนถึงสิ้นสุดการปกครองแบบเทศาภิบาล พ.ศ. 2436–2476” (วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2550).
[9] อภิชญา สุขประเสริฐ และสรพงษ์ วงศ์ธีระธรณ์, “การสื่อสารภาพลักษณ์และการมีส่วนร่วมเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของชุมชนริมน้ำจันทบูร จังหวัดจันทบุรี,” วารสารเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มทร.พระนคร 5, ฉบับที่ 2 (2563): 67–76.
[10] ศวิตา นัยพัฒน์, “การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมของชุมชนริมน้ำจันทบูร.”
[11] Laurajane Smith, Uses of Heritage (London and New York: Routledge, 2006). Smith เสนอว่าคุณค่าของมรดกมิได้ติดอยู่ในวัตถุโดยธรรมชาติ แต่มรดกเป็นกระบวนการทางวัฒนธรรมที่ผู้คนใช้วัตถุ สถานที่ และเรื่องเล่าจากอดีตเพื่อสร้างและยืนยันคุณค่าในปัจจุบัน
[12] Michel-Rolph Trouillot, Silencing the Past: Power and the Production of History (Boston: Beacon Press, 1995). Trouillot ชี้ให้เห็นว่าอำนาจและความเงียบสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกขั้นตอนของการผลิตประวัติศาสตร์ ตั้งแต่การสร้างหลักฐาน การจัดเก็บเอกสาร การเรียบเรียงเรื่องเล่า ไปจนถึงการกำหนดความสำคัญของอดีตในสังคม
written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR