/

ชนะคดีแต่ไม่เคยไปถึงความยุติธรรม : สำรวจปัญหาและทางออกของกฎหมายฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนมลพิษไทย

น้ำในลำรางสาธารณะของบ้านหนองพะวา ตำบลบางบุตร อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง มีค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ต่ำกว่า 2 ในทางเคมี ตัวเลขนี้บ่งชี้สภาพกรดเข้มข้นไม่ต่างจากกรดกำมะถัน ในทางชีววิทยา น้ำกรดจะแผดเผาเนื้อเยื่ออ่อน ทำลายเมือกคุ้มกันผิว และกัดทำลายซี่เหงือกของปลาและสัตว์น้ำโดยตรง ทำให้สัตว์น้ำหายใจไม่ได้และตายเกลี้ยง และในทางนิติศาสตร์ ค่า pH ต่ำกว่า 2 ได้เปลี่ยนสถานะของลำรางสาธารณะให้กลายสภาพเป็นของเสียเคมีวัตถุอันตราย

คำถามคือ ในวันที่ศาลมีคำพิพากษาให้ชดใช้ค่าเสียหายรวมกันกว่า 1,700 ล้านบาท กรณี วิน โพรเสส ทำไมระบบกฎหมายไทยกลับไม่มีกลไกใดเลยที่ทำให้คำสั่งศาล กลายเป็นการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมและขจัดสารเคมีออกจากผืนดินของชาวบ้านหนองพะวาได้เลย

ตำบลบางบุตร เป็นพื้นที่ราบ ดินทรายปนเหนียวตะกอนเก่าเหมาะแก่การทำสวนผลไม้ ยางพารา ทุเรียน เงาะ และมังคุด คือพืชเศรษฐกิจที่หล่อเลี้ยงประชากรทั้งตำบล 10,788 คน โดยมีชาวบ้าน 401 ครัวเรือน ราว 1,000 คน ตั้งหลักแหล่งอยู่ในหมู่บ้านหนองพะวา

แต่แล้วในปี พ.ศ. 2554 บริษัท วิน โพรเสส จำกัด ได้เข้ามายื่นคำขอประกอบกิจการคัดแยกและฝังกลบสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว โดยเลือกใช้พื้นที่โกดังเก่าซึ่งล้อมรอบด้วยเกษตรกรรมของชาวบ้านเป็นฐานที่ตั้ง

ความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมที่ยืดเยื้อนานกว่า 14 ปี เข้าปีที่ 15 เป็นเหตุการณ์ที่ไม่ได้เริ่มจากอุบัติเหตุสุดวิสัยแต่อย่างใด หากแต่เริ่มจากที่เสียงทักท้วงของชาวบ้านและชุมชนถูกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องละเลยไปตั้งแต่แรก

คำพิพากษาพันล้านที่ไม่อาจล้างพิษแผ่นดินหนองพะวา

ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2554 เพียงสองสัปดาห์ หลังบริษัท วิน โพรเสส จำกัด ยื่นขอตั้งโรงงานคัดแยกและฝังกลบของเสีย ชุมชนหนองพะวาก็ลงมติคัดค้านอย่างเป็นเอกฉันท์ ชาวบ้านต่อสู้ผ่านระบบต่อเนื่องถึง 6 ปี จนกรมโรงงานอุตสาหกรรมเคยมีคำสั่งไม่ออกใบอนุญาตในปี พ.ศ. 2555 ทว่าบริษัทกลับลักลอบนำขยะเคมีเข้ามาเทกอง และลักลอบขุดบ่อฝังกลบเถื่อน แม้ชาวบ้านจะรวมตัวกันปิดถนนประท้วง และลงมติคัดค้านซ้ำอีกสองรอบ ยิ่งไปกว่านั้น ในปี พ.ศ. 2560 กรมโรงงานฯ ที่เคยมีคำสั่งไม่ออกใบอนุญาต กลับออกใบอนุญาตประกอบกิจการ 3 ใบ พร้อมใบอนุญาตครอบครองวัตถุอันตรายอีก 4 ใบ แก่บริษัท ปัดตกมติการคัดค้านของประชาชนตลอด 6 ปี และละเลยประวัติการลักลอบทำผิดไป

การปล่อยปละละเลยนี้เปิดทางให้กากสารเคมีเข้าสู่พื้นที่ น้ำเสียจากกรดเข้มข้นรั่วซึมข้ามคันดินเข้าทำลายสวนยาง สวนผลไม้ และแหล่งน้ำสาธารณะในหนองพะวา จนต้นไม้ยืนต้นตาย และสัตว์น้ำตายเกลี้ยง ผลตรวจยืนยันว่าการปนเปื้อนทั้งกลุ่มสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ที่ก่อมะเร็ง และกลุ่มโลหะหนักอันตราย ทั้งสารหนู ตะกั่ว และปรอท กระจายลึกทั้งในดิน และน้ำใต้ดินครอบคลุมพื้นที่กว่า 122 ไร่ โดยกรมควบคุมมลพิษประเมินงบประมาณที่ต้องใช้ฟื้นฟูกว่า 1,306,104,061 บาท (สามารถอ่านเหตุการณ์ และผลกระทบที่เกิดในหมู่บ้านหนองพะวา ได้ที่ ครบรอบ 1 เดือน เพลิงไหม้หนองพะวา)

จากทั้งหมดนี้ทำให้เห็นว่ากลไกของการกำกับดูแลได้ล้มเหลวไปแล้ว ประชาชนในพื้นที่จึงย้ายการต่อสู้ไปสู่ชั้นศาล จนชาวบ้านชนะและอบต. 4 คดี ได้แก่

  • คดีแพ่ง ชาวบ้าน 15 คน ที่ได้รับผลกระทบ ยื่นฟ้องบริษัทและกรรมการอีก 2 คน คำพิพากษาคือ บริษัทและกรรมการ 2 คน ต้องชดใช้ 20.8 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 3% ต่อปี และสั่งให้ฟื้นฟูดินและน้ำให้คืนสู่มาตรฐาน
  • คดีแพ่ง อบต.บางบุตร ศาลสั่งให้บริษัท วิน โพรเสส จำกัด ชดใช้ 39.6 ล้านบาท เป็นค่าน้ำอุปโภคและขุดลอกลำราง 30 ปี ให้กับ อบต.บางบุตร แต่ยกคำขอสั่งฟื้นฟูทางน้ำ เพราะไม่ได้ระบุตัวเลขค่าใช้จ่ายมาในฟ้อง
  • คดีแพ่ง กรมควบคุมมลพิษ ศาลสั่งบริษัท วิน โพรเสส จำกัด ชดใช้ค่าเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติ เป็นเงินต้น และดอกเบี้ยรวม ณ วันฟ้อง สูงถึง 1,743,589,923.46 บาท
  • คดีอาญาวัตถุอันตราย อัยการสั่งฟ้องจากเหตุครอบครองกากเคมีและกรดด่าง pH ต่ำกว่า 2 โดยศาลปรับบริษัท 450,000 บาท และจำคุกกรรมการ 6 ปี (ต่อมาจำเลยสารภาพ จึงลดเหลือ 3 ปี รอลงอาญา 2 ปี)

แต่การชนะสี่คดีนี้ อาจยังไม่ใช่ชัยชนะจริงๆ

เพราะเมื่อกระบวนการยุติธรรมเดินไปถึงคำพิพากษา ความเสียหายได้เกิดไปทั่วทุกหย่อมหญ้า ต้นไม้ทุกต้น ดินทุกผืน แหล่งน้ำทุกแห่งในชุมชนบ้านหนองพะวา และสิ่งเหล่านี้ไม่อาจย้อนคืนได้ ยังไม่รวมถึงว่า ค่าปรับทางอาญา 450,000 บาท ก็ไม่สอดคล้องกับขนาดความเสียหายที่เกิดขึ้น ส่วนคดีแพ่งแม้ชนะด้วยตัวเลขที่ต้องชดเชยกว่า 1,700 ล้านบาท แต่บริษัทก็ชิงประกาศเลิกกิจการ กรรมการเสียชีวิตขณะอยู่ในเรือนจำ และไม่มีทรัพย์สินเหลือให้ยึดมาชำระหนี้ได้ ทำให้หนี้ตามคำพิพากษาไม่มีสภาพบังคับในทางปฏิบัติ ขณะที่สารก่อมะเร็งและน้ำกรดยังคงซึมขยายออกไปเรื่อยๆ ในชั้นดิน และน้ำบาดาล โดยที่รัฐไม่มีงบประมาณสำรองและกลไกทางกฎหมายที่จะเข้าไปลงมือฟื้นฟูได้ทันท่วงที

ภาพโดย ณัฎฐ์กฤตา ศรีระสันต์, อัฐภิญญา ศิริอนันตกูล

เมื่อตัวบทอยู่ที่ปลายปล่อง ถอดกฎหมายไทยที่ไร้ฟันเฟืองเรื่องการฟื้นฟู

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่หนองพะวาเพียงแห่งเดียว อาจกำลังสะท้อนภาพสำคัญบางอย่างของการจัดการมลพิษในไทย

รายงานวิจัยฉบับนี้ได้สะท้อนว่า ความล้มเหลวในการฟื้นฟูแผ่นดินหนองพะวา ไม่ได้เกิดจากความเชื่องช้าในชั้นศาลอย่างเดียว หากเกิดจาก ระบบกฎหมายไทย ที่ตั้งอยู่บนฐานคิดของการกำกับโรงงาน แต่ขาดมิติในเชิงนิติศาสตร์ เรื่อง ‘การฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อน’ มาตั้งแต่ต้น เมื่อมาเปิดดูกฎหมายย้อนหลัง 5 ฉบับ จะเห็นชัดว่าระบบที่มีอยู่ถูกสร้างขึ้นเพื่อจับและลงโทษ แต่ไม่มีเรื่องของการเยียวยาระบบนิเวศ

เริ่มจาก พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ถูกตราขึ้นโดยมีเจตนารมณ์ระบุไว้ในหมายเหตุท้ายกฎหมายว่ามุ่งส่งเสริมให้เกิดการประกอบกิจการโรงงานเป็นไปโดยสะดวก และลดการกำกับควบคุมของภาครัฐลง ตลอดทั้งฉบับจึงไม่มีบทบัญญัติว่าด้วยการฟื้นฟูพื้นที่ที่ปนเปื้อนโดยตรง แม้มาตรา 37 และ 39 จะให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่สั่งให้โรงงานแก้ไขปรับปรุงหรือสั่งหยุดการประกอบกิจการ และมาตรา 28 กับ 42 จะเปิดช่องให้ปลัดกระทรวงสั่งให้เจ้าหน้าที่เข้าจัดการแทนแล้วเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจริงพร้อมเบี้ยปรับร้อยละ 30 ต่อปี จากผู้ประกอบการ แต่นั่นเป็นเพียงการให้อำนาจลอยๆ ไม่มีการกำหนดขั้นตอน วิธีการ หรือมาตรฐานทางวิชาการในการฟื้นฟูไว้ล่วงหน้า

เมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้โรงงานวิน โพรเสส เมื่อปี พ.ศ. 2567 กรมโรงงานอุตสาหกรรมจึงทำได้เพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการขนย้ายกากอะลูมิเนียมดรอส 7,000 ตัน และวางแผนทยอยเก็บซากสารเคมีที่ถูกเผาไหม้อีกประมาณ 33,000 ตัน ออกจากพื้นที่ แต่นี่เป็นเพียง ‘การเก็บกวาดขยะบนผิวดิน’ เพราะเมื่อมองไปไกลกว่านั้น รัฐไม่มีงบประมาณ แผนงาน หรือหน่วยงานเจ้าภาพที่จะเข้าบำบัดสารเคมีและน้ำกรดที่แทรกซึมอยู่ในชั้นดินและน้ำใต้ดินของชาวบ้าน

เมื่อมองมาที่ พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 แม้จะมีหลักความรับผิดเด็ดขาดตามมาตรา 63 และ 64 และเปิดให้อัยการฟ้องเรียกค่าใช้จ่ายที่รัฐต้องรับภาระในการบำบัดรักษาหรือขจัดความเสียหายให้คืนสู่สภาพเดิมตามมาตรา 69 แต่กฎหมายมองสารเคมีเฉพาะในสถานะ ‘สิ่งของในความครอบครอง’ สารพิษที่บรรจุอยู่ในถังกฎหมายควบคุมได้ แต่วินาทีที่สารพิษรั่วไหลซึมลงไปสู่ห้วยหนองคลองบึง กฎหมายฉบับนี้กลับไม่มีฟันเฟืองทางกระบวนการในการสั่งการฟื้นฟูระบบนิเวศ

หรือจะเป็น พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 ที่บังคับให้ อบต.บางบุตร ต้องมองปัญหาเคมีรั่วไหล ผ่านกรอบของเหตุเดือดร้อนรำคาญตามมาตรา 28 และ 28/1 ท้องถิ่นระดับตำบลไม่มีห้องปฏิบัติการ ไม่มีบุคลากรทางวิทยาศาสตร์ และไม่มีงบประมาณระดับพันล้าน เมื่อกฎหมายผลักภาระให้ท้องถิ่นต้องไปฟ้องคดีเอง จึงจบลงด้วยการที่ศาลต้องยกฟ้องคำร้องสั่งฟื้นฟู เพราะท้องถิ่นไม่มีศักยภาพทางวิชาการในการประเมินค่าใช้จ่ายการฟื้นฟูไปแสดงต่อศาล

ยังไม่พูดถึง พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ซึ่งควรเป็นกฎหมายแม่บทด้านสิ่งแวดล้อม แต่กลับมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างอย่างน้อย 3 ประการ

ประการแรกคือ กองทุนสิ่งแวดล้อม (มาตรา 22-23) ไม่มีสถานะเป็นนิติบุคคล บริหารงานล่าช้าตามระบบราชการ มีงบประมาณหมุนเวียนเฉลี่ยไม่ถึง 200 ล้านบาทต่อปี และเงินส่วนใหญ่ถูกผูกไว้กับการสนับสนุนระบบบำบัดน้ำเสียรวมของเทศบาล รัฐจึงไม่มีเงินกองทุนสำรองฉุกเฉินก้อนโตพอที่จะส่งทีมเข้าไปล้างสารพิษ 1,300 ล้านบาทให้หนองพะวาได้ทันที

ประการที่สอง ‘กับดักหนี้เงิน’ (มาตรา 96-97) ศาลตีความว่าความรับผิดตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมสร้างสภาพบังคับได้เพียง ‘หนี้เงิน’ เพื่อชดใช้ค่าเสียหาย กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจศาลบังคับเป็น ‘หนี้กระทำการ’ (ความผูกพันตามกฎหมายที่กำหนดให้ลูกหนี้ต้องปฏิบัติหรือทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งให้แก่เจ้าหนี้ เช่น การให้บริการ การใช้แรงงาน หรือการปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาที่ตกลงกัน) เพื่อให้จำเลยจัดทำแผนฟื้นฟูอย่างเป็นระบบ เมื่อจำเลยเลิกกิจการหรือเสียชีวิต หนี้เงิน 1,743 ล้านบาทจึงกลายเป็นศูนย์

ประการสุดท้าย ‘การตัดทอนอำนาจ’ (มาตรา 82) เจ้าพนักงานควบคุมมลพิษของ คพ. ไม่มีอำนาจสั่งการเบ็ดเสร็จภายในรั้วโรงงาน ทำได้เพียงแจ้งเตือนไปยังพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายโรงงาน เส้นแบ่งอำนาจระหว่างกระทรวงกลายเป็นช่องว่างที่ทำให้มลพิษรั่วไหลต่อเนื่องโดยไม่มีใครเข้าไประงับได้ทันที

บทเรียนสากลของกฎหมายฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนมลพิษ

จากปัญหาเหล่านี้ จึงนำไปสู่คำถามสำคัญว่าแล้วอะไรคือทางออกของเรื่องนี้ ในงานวิจัยฉบับนี้ ทีมผู้ศึกษาพาไปสำรวจระบบกฎหมายฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนในต่างประเทศเพื่อให้เห็นกลไกที่ประเทศไทยขาดหายไป โดยเขาได้ยกตัวอย่าง ดังต่อไปนี้

สหรัฐอเมริกา

ที่นี่มีกฎหมาย CERCLA หรือ Superfund โดยรัฐสภาของสหรัฐฯ ตรากฎหมายนี้ขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาการทิ้งสารเคมีสะสมในอดีต หัวใจสำคัญของกฎหมายนี้คือกองทุน Superfund ที่ระดมเงินล่วงหน้าจากภาษีปิโตรเลียมและเคมีภัณฑ์ ให้อำนาจสำนักงานป้องกันสิ่งแวดล้อม (US EPA) นำเงินกองทุนไปเริ่มกระบวนการขุดลอกและบำบัดสารพิษได้โดยทันที โดยไม่ต้องรอฟ้องคดี พร้อมใช้หลักเกณฑ์จัดลำดับความเสี่ยงอันตราย (Hazard Ranking System: HRS) คัดกรองพื้นที่สู่บัญชีความสำคัญระดับชาติ และกำหนดความรับผิดชอบร่วมกันอย่างเคร่งครัดและไล่เบี้ยตามยึดทรัพย์ย้อนหลัง ได้ตั้งแต่อดีตเจ้าของที่ดิน ผู้ขนส่ง จนไปถึงบริษัทแม่

ไต้หวัน

ที่ไต้หวันมีกฎหมาย Soil and Groundwater Pollution Remediation Act ที่พัฒนาระบบจำแนกพื้นที่ปนเปื้อนเป็นสองระดับคือพื้นที่ควบคุมมลพิษและยกระดับเป็นพื้นที่ฟื้นฟูมลพิษ พร้อมจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูดินและน้ำใต้ดินจากการเก็บค่าธรรมเนียมกากของเสียและสารเคมี รัฐบาลท้องถิ่นมีอำนาจสั่งการและเข้าไปฟื้นฟูโดยใช้กองทุนแล้วส่งบิลเก็บย้อนหลัง

ญี่ปุ่น

ประเทศญี่ปุ่นเองก็มี Soil Contamination Countermeasures Act ซึ่งออกกฎหมายผูกโยงกับการใช้ประโยชน์ที่ดิน บังคับให้ต้องมีการตรวจสอบการปนเปื้อนในดินทันทีที่มีการเลิกใช้โรงงานหรือมีการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน หากพบสารพิษเกินมาตรฐานที่ดินจะถูกประกาศเป็นพื้นที่ต้องห้ามและห้ามขุดเจาะน้ำใต้ดิน เพื่อตัดวงจรไม่ให้สารพิษแพร่กระจายข้ามไปยังชุมชนรอบข้าง

เนเธอร์แลนด์

ส่วนประเทศฝั่งยุโรปอย่างเนเธอร์แลนด์ก็ได้ออกกฎหมาย Soil Protection Act ที่วางมาตรฐานฟื้นฟูดินตามความเหมาะสมในการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ โดยกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและจังหวัดเป็นเจ้าภาพอนุมัติแผนฟื้นฟู

 

ภาพโดย ณัฎฐ์กฤตา ศรีระสันต์, อัฐภิญญา ศิริอนันตกูล

พิมพ์เขียว ‘พ.ร.บ. ฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนมลพิษ’

ในบทสุดท้ายของงานวิจัยฉบับนี้ ดร.สงกรานต์ และ ดร.อชิชญา ได้ประมวลสภาพปัญหาจากกรณีศึกษาหลายพื้นที่ในประเทศไทยรวมทั้งหนองพะวากับบทเรียนสากลเพื่อเสนอให้ประเทศไทยต้องมี ‘พระราชบัญญัติการฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนมลพิษในสิ่งแวดล้อม’ เป็นกฎหมายเฉพาะโดยไม่นำไปฝากไว้กับกฎหมายส่งเสริมอุตสาหกรรมเดิม

โดยข้อเสนอกฎหมายนี้มีสี่เสาหลัก คือ

  1. จัดตั้งกองทุนฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม บังคับจัดเก็บเงินสมทบหรือค่าธรรมเนียมความเสี่ยงล่วงหน้าจากภาคอุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุอันตราย เพื่อเป็นเงินสำรองให้หน่วยงานสิ่งแวดล้อมควักมาจ้างผู้เชี่ยวชาญเข้าไปสกัดกั้นและล้างสารเคมีในพื้นที่ฉุกเฉินได้ทันทีโดยไม่ต้องรอผลคำพิพากษา แล้วจึงใช้อำนาจทางปกครองฟ้องไล่เบี้ยเก็บเงินคืนพร้อมเบี้ยปรับจากผู้ก่อมลพิษทันที
  2. กำหนดขั้นตอนทางวิทยาศาสตร์ให้เป็นไปตามข้อบังคับ โดยบัญญัติกระบวนการฟื้นฟูที่เป็นขั้นตอน เริ่มตั้งแต่การประเมินพื้นที่เบื้องต้นสู่การตรวจพิสูจน์ และประเมินความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ มีการขึ้นทะเบียนพื้นที่ปนเปื้อนเปิดเผยต่อสาธารณะ จนถึงการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานการชำระล้างตามหลักวิชาการก่อนลงมือฟื้นฟู
  3. ขยายความรับผิดให้ครอบคลุมและมีผลย้อนหลัง กำหนดให้ผู้ก่อมลพิษ ผู้บริหารที่มีอำนาจสั่งการ และเจ้าของที่ดินต้องร่วมรับผิดชอบทั้งหมดโดยไม่ต้องรอพิสูจน์เจตนา เพื่อปิดช่องโหว่การผ่องถ่ายทรัพย์สินปิดบริษัทหนี หรือยื่นล้มละลาย
  4. รวมศูนย์อำนาจสิ่งแวดล้อมและหนุนเสริมชุมชน ให้อำนาจเบ็ดเสร็จแก่หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม เช่น กรมควบคุมมลพิษเป็นเจ้าภาพหลักสั่งการได้ทั้งในและนอกโรงงาน พร้อมจัดสรรทุนสนับสนุนทางเทคนิคเพื่อให้ชาวบ้านสามารถจัดหานักวิชาการอิสระมาช่วยตรวจสอบและร่วมวางแผนฟื้นฟูได้จริง

 

เพราะหากมองย้อนกลับไปยังชาวบ้านหนองพะวาผู้ทำตามกฎกติกาทุกข้อที่รัฐมีให้

พวกเขาเข้าประชุมเพื่อลงมติคัดค้านในเวทีประชาคม พวกเขาออกมาชุมนุมอย่างสงบเพื่อปกป้องบ้านเกิด และพวกเขาร่วมมือกับทนายความสิ่งแวดล้อมจนชนะคดีในศาลทุกแห่ง

แต่ในวันที่คำพิพากษาถึงที่สุด น้ำในลำรางของหมู่บ้านก็ยังมีค่า pH ต่ำกว่า 2 ดินในสวนผลไม้ยังคงมีสารก่อมะเร็งตกค้าง และซากปรักหักพังของโรงงานก็ยังปล่อยสารพิษทิ้งไว้ใต้ดิน

ตราบใดที่ระบบกฎหมายไทยยังจำกัดตัวเองอยู่เพียงการฟ้องเรียกค่าเสียหายหลังเกิดเหตุ การปิดบริษัทหรือการล้มละลายก็จะยังคงเป็นทางออกที่ง่ายและคุ้มค่ากว่าการลงทุนจัดการของเสียอย่างถูกต้อง และตราบนั้น ‘หลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย’ ก็ยังคงทำงานกลับหัวกลับหาง โดยมีพื้นดินและชุมชนรอบโรงงานเป็นผู้แบกรับหนี้ที่ไม่ได้ก่อต่อไป


เอกสารอ้างอิง
  • ดร.สงกรานต์ ป้องบุญจันทร์ และ ดร.อชิชญา อ๊อตวงษ์. (2026). รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย ปัญหาและทางออกของระบบการฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนมลพิษในประเทศไทย สืบค้นจาก: cleanup-law-research.pdf 
  • MGR Online. (2023). คพ.เผยผลตรวจค่ามลพิษนอกโรงงาน “วิน โพรเสส” ระยอง สอดคล้องกัน ชงนายกฯ ประกาศพื้นที่อันตราย สืบค้นจาก: https://mgronline.com/onlinesection/detail/9630000130646
  • ฐิติพันธ์ พัฒนมงคล. (2022). ศาลสั่ง “วินโพรเสส” ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ชดเชยยี่สิบล้าน คดี “หนองพะวา” สารเคมีอาบแผ่นดินและแหล่งน้ำสาธารณะ สืบค้นจาก: https://www.sarakadee.com/2022/12/14/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B2/
written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR