/

ปะการังภาคตะวันออกกำลังตาย : สำรวจ 10 แห่งปะการังฟอกขาวในอ่าวไทยทะเลตะวันออก

เมื่อปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว อาจหมายถึงวิถีชีวิตและธรรมชาติของคนตะวันออกที่กำลังจะตายไปพร้อมๆ กับปะการัง

 

ปะการังฟอกขาว หนึ่งในหายนะที่เกิดขึ้นจากภาวะโลกร้อนที่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด ในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาถ้าใครได้มีโอกาสไปดำน้ำดูปะการัง เชื่อว่าภาพที่หลายคนได้เห็นคงเป็นแนวปะการังสีขาวโพลนกับดอกไม้ทะเลสีซีดปราศจากเหล่าปลาน้อยใหญ่ ทำลายภาพฝันของหลายคน 

ซึ่งทั้งหมดเกิดมาจากปัญหาโลกร้อน โลกรวนที่เราพูดๆ กัน ได้เปลี่ยนความมหัศจรรย์ของโลกใต้น้ำให้กลายเป็นสุสานสีขาวไร้ซึ่งชีวิตจำลองอนาคตของโลกทั้งใบหากมนุษย์ยังเพิกเฉยและไม่เอาจริงเอาจังกับการลดพฤติกรรมที่ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ในปี พ.ศ. 2567 NOAA หรือ  หน่วยงานองค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา ประกาศว่าโลกกำลังเจอกับเหตุปะการังฟอกขาวครั้งมโหฬารรอบที่ 4 สอดคล้องกับรายงานของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งซึ่งรายงานว่าแนวปะการังในอ่าวไทยโดยเฉพาะจังหวัดในภาคตะวันออก ฟอกขาวไปมากกว่า 90%  และมีอัตราการตายจากการฟอกขาวอยู่ที่ 90 % เช่นกัน ซึ่งมีรุนแรงกว่ามากเมื่อเทียบกับแนวปะการังในฝั่งอันดามัน 

ในบทความนี้ EPIGRAM จะพาทุกคนไปติดตามสถานการณ์ปะการังฟอกขาวในอ่าวไทยโดยเฉพาะในเขต 4 จังหวัดภาคตะวัน (ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด) ออกว่ารุนแรงแค่ไหนแล้วมีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตของผู้คนที่พึ่งพิงทะเลยังไงบ้าง

เมื่อปะการรังสูญเสียเพื่อนคนสำคัญ

ปะการังฟอกขาว คือ ภาวะที่ปะการังสูญเสียสีสันที่เดิมเคยมีไป กลายเป็นคล้ายโครงสร้างหินปูนสีซีดขาว โดยถ้าจะอธิบายให้ลึกขึ้นอีก คือ ปะการรังสูญเสียสาหร่ายซูแซนเทลลี (Zooxanthellae) จำนวนหลายล้านเซลล์ที่เคยอาศัยอยู่ด้วยกันในเนื้อเยื่อไป ซึ่งสาหร่ายชนิดนี้เองเป็นตัวทำให้ปะการังมีสี นอกจากนั้น สาหร่ายซูแซนเทลลียังทำหน้าที่ส่งผ่านพลังงานกว่า 80 – 90

% ให้แก่ปะการัง คล้ายเครื่องดักจับอาหารเนื่องจากปะการังที่ไม่สามารถเคลื่อนที่ได้เอง นอกจากนั้นยังช่วยทำการสังเคราะห์แสงรวมทั้ง ช่วยเอาเสียอย่างคาร์บอนไดออกไซ์ ไนเตรดและฟอสเฟสไปจากปะการัง 

ทั้งปะการังและสาหร่ายซูแซนเทลลีจึงอยู่รวมกันอย่างพึ่งพาอาศัย แต่เมื่อปะการังสูญเสียสาหร่ายซูแซนเทลลีไปจากภาวะที่อุณหภูมิน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นนอกจากปะการรังจะกลายเป็นสีขาวแล้ว ในระยะเวลาเพียง 1 – 2 สัปดาห์หากอุณหภูมิน้ำไม่ลดลงปะการังส่วนมากก็จะตายเนื่องจากขาดพลังงาน 

ซึ่งชนิดของปะการังที่เกิดการฟอกขาวและตายมากที่สุดส่วนใหญ่เป็นปะการังชนิดกิ่งหรือพวกที่มีเนื้อเยื่อบางเช่น ปะการังเขากวาง ปะการังดอกกะหล่ำ และปะการังผิวยู่ยี่

นอกจากปะการังฟอกขาวแล้ว การฟอกขาวยังเกิดขึ้นได้กับสัตว์ทะเลชนิดอื่นที่อาศัยสาหร่ายซูแซนเทลลีด้วย เช่น ดอกไม้ทะเลฟอกขาวหรือแม้กระทั่งหอยมือเสือ แต่สัตว์เหล่านั้นมีความสามารถในการหาอาหารได้มากกว่าปะการังจึงไม่ส่งผลกระทบรุนแรงเท่า

วิกฤตปะการังฟอกขาวในอ่าวไทยภาคตะวันออก

จากรายงานสถานการณ์ปะการังฟอกขาวในฝั่งอ่าวไทยปี พ.ศ. 2567 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้แบ่งโซนปะการังไว้สองโซนด้วยกัน ได้แก่

1.ปะการังโซนแนวราบ (Reef Flat) ซึ่งเป็นแนวปะการังที่โผล่หรือปรึ่มน้ำช่วงน้ำลงต่ำสุด พบปะการังฟอกขาว 90% และในจำนวนนั้นมีอัตราการรอดชีวิตเพียง 10% จากที่เกิดการฟอกขาวทั้งหมด

2.ปะการังโซนแนวลาดชัน (Reef Slope) ซึ่งอยู่ที่ความลึกน้ำมากกว่า 3 เมตร พบการฟอกขาวอยู่ที่ 80% – 90% และในขณะที่มีอัตราฟื้นฟูเมื่ออุณหภูมิน้ำลดลงที่ 60 – 70%

แม้ว่าขณะนี้อุณหภูมิน้ำทะเลได้ผ่านช่วงสูงสุดในเดือนพฤษภาคม – มิถุนายนมาแล้วและมีแนวโน้มที่อุณหภูมิจะลดลง เนื่องจากประเทศได้เข้าสู่ฤดูฝนแล้ว 

อย่างไรก็ตามเนื่องจากระดับน้ำทะเลที่ลดต่ำมากในช่วงกลางวัน จึงอาจส่งผลให้ปะการังที่โผล่พ้นน้ำบริเวณอ่าวไทยยังคงมีการฟอกขาวเพิ่มมากขึ้นได้

โดยมีการพบปะการังฟอกขาวในอุทยานแห่งชาติทางทะเลในฝั่งอ่าวไทยภาคตะวันออกทั้งสิ้น 2 แห่ง ที่วิกฤตและพบอัตราการฟอกขาวของกว่า 50% คือ ที่ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง จังหวัดตราด อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า – หมู่เกาะเสม็ด จังหวัดระยอง 

นอกจากนั้นยังพบการฟอกขาวของปะการังตามเกาะต่างๆ ที่อยู่นอกเหนือการดูแลของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชอีกด้วย

ปะการังเกาะกูด

ตามรายงานสถานการณ์ปะการังฟอกขาว ฉบับที่ 2/2567 ของโครงการพัฒนาระบบประเมินการเกิดปะการังฟอกขาวของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง แบ่งระดับปะการังฟอกขาวออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่

 

ปะการังฟอกขาว 1-10% ในอ่าวไทยภาคตะวันออกพบที่ 

  • เกาะกูด จังหวัดตราด 
  • เกาะจันทร์ จังหวัดชลบุรี
  • เกาะทะลุทางทิศตะวันตกและอ่าวกรวด จังหวัดระยอง

 

ปะการังฟอกขาว 11-50% ในอ่าวไทยภาคตะวันออกพบที่ 

  • เกาะทะลุที่อ่าวมุกและเกาะมันใน จังหวัดระยอง

 

ปะการังฟอกขาว 51-90% ในอ่าวไทยภาคตะวันออกพบที่

  • เกาะคราม จังหวัดชลบุรี
  • กองหินต่อยหอย เกาะมันในทิศใต้ จังหวัดระยอง
  • เกาะผี เกาะหมาก จังหวัดตราด 
  • หาดเจ้าหลาว จังหวัดจันทบุรี 
  • อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง จังหวัดตราด 
  • อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า – หมู่เกาะเสม็ด จังหวัดระยอง

ทั้งโลกร้อน ทั้งน้ำมันรั่ว 

แน่นอนว่าหากให้พูดถึงสาเหตุที่ร้ายแรงที่สุดที่ทำให้เกิดปะการังฟอกขาว ก็อาจจะต้องย้อนกลับมาที่เรื่องของ การเปลี่ยนแปลงสถาพภูมิอากาศทั่วโลก (Climate Change) หรือที่เราอาจจะคุ้นเคยกับการเรียกว่า ‘ภาวะโลกร้อน’ ซึ่งส่งผลทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลเพิ่มขึ้น จนปะการังได้รับความเสียหายและลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว 

ปัจจุบันทั่วทั้งโลกเกิดปะการังฟอกขาวอยู่ที่ร้อยละ 54 ของทั้งโลก เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 1 ต่อสัปดาห์ ซึ่งในประเทศไทยเกิดการฟอกขาวของปะการังที่ 86.6% โดยเกิดที่ฝั่งอันดามัน 76.7% และ อ่าวไทย 92.3% และหากโลกยังร้อนขึ้นไปต่อเนื่องแบบนี้ที่ 2 องศาเซลเซียส 

มีการคาดการณ์ว่าในปี 2050 ปะการังจะฟอกขาวและตายถึงร้อยละ 99 ของทั้งโลก โดยมักจะพบปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวในฤดูร้อน ช่วงเดือนเมษายน – เดือนพฤษภาคม ที่อุณหภูมิน้ำทะเลสูงเกิน 30 องศาเซลเซียสต่อเนื่องกันหลายวัน โดยที่บางละมุง จังหวัดชลบุรี (ณ เดือนพฤษภาคม) บันทึกอุณหภูมิใต้ผิวน้ำทะเลที่ร้อนที่สุดในประเทศไทย ไว้ที่ 32.7 องศาเซลเซียส 

นอกจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิน้ำทะเลแล้ว ปะการังฟอกขาวยังเกิดขึ้นได้จากหลากหลายปัจจัยที่ส่งผลให้ปะการังเครียด ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ ความเป็นกรด-ด่าง ความเค็ม คุณภาพน้ำทะเล มลพิษ คราบน้ำมันหรือสารเคมีต่าง ๆ 

เหตุการณ์น้ำมันรั่วอ่าวพร้าว หมู่เกาะเสม็ด

ซึ่งในภาคตะวันออก อาจเรียกได้ว่าเคราะห์ซ้ำกรรมซัดเมื่อ ข้อมูลจาก MGR ONLINE ระบุว่า ศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์ รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาฯ ในฐานะทูตแห่งมหาสมุทรเพื่อความยั่งยืนแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งลงพื้นที่ไปกับคณะสำรวจเหตุการณ์น้ำมันรั่วในปี พ.ศ. 2565 เปิดเผยว่า 

“เหตุท่อส่งน้ำมันรั่วในทะเลอ่าวไทยที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อพื้นที่บริเวณกว้างกว่าเมื่อครั้งท่อส่งน้ำมันใต้ทะเลรั่วครั้งใหญ่ในอ่าวไทยเมื่อปี 2556 นอกจากพื้นที่ชายหาดที่ได้รับผลกระทบแล้ว สิ่งที่น่าวิตกกังวลอย่างยิ่งคือมลพิษต่างๆ มีผลกระทบต่อระบบนิเวศปะการังและหญ้าทะเล คราบน้ำมันทำให้แสง ไม่สามารถส่องลงไปใต้น้ำได้เหมือนเดิม ออกซิเจนที่ลดลงส่งผลต่อสัตว์น้ำและพืช โดยเฉพาะอย่างยิ่งปะการังไม่สามารถสังเคราะห์แสง ซึ่งทำให้เกิดปะการังฟอกขาวได้” 

มากไปกว่านั้น ศ.ดร.สุชนา ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า “คราบน้ำมันและสารที่ขจัดน้ำมันมีผลทำให้ไข่และสเปิร์มของปะการังมีลักษณะผิดปกติไป อาจทำให้ปะการังกลายพันธุ์ หรือไม่สามารถผสมพันธุ์ได้ ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า ‘หมันปะการังฉับพลัน’ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากังวลมากเนื่องจากปะการังมีการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ หากเกิดปรากฏการณ์ ‘หมันปะการังฉับพลัน’ มีโอกาสทำให้ปะการังสูญพันธุ์ได้

ซึ่งทั้งสองสาเหตุเป็นปัจจัยที่ท้าทายมากสำหรับคนภาคตะวันออกโดยเฉพาะ ชาวประมงชายฝั่งผู้อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลและพึ่งพิงการประมงเลี้ยงชีพ ในขณะที่พวกเขาไม่สามารถแก้ไขทั้งเรื่องโลกร้อนและน้ำมันรั่วได้เองแต่กลับเป็นกลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อนมากที่สุด

ถ้าโลกนี้ไม่มีปะการัง

ภาพที่อาจจะดูไกลตัว แต่จริงๆ แล้วใกล้ตัวกว่าที่คิดคือ ความตายของปะการัง นำมาสู่ทรัพยากรทางทะเลที่อาจจะสูญเสียไปเกือบหมด

เพราะหลังจากปะการังฟอกขาวแล้วตายลงในช่วงแรกๆ กินระยะเวลาราว 6 เดือน โครงสร้างของปะการังซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย แหล่งอาหาร แหล่งสืบพันธุ์ และแหล่งอนุบาลสัตว์ทะเลวัยอ่อนจะยังคงอยู่ทำให้ยังไม่เห็นผลกระทบของการฟอกขาวและตายของปะการังมากนัก 

แต่เวลาผ่านไปโครงสร้างของปะการังที่ตายแล้วก็จะผุกร่อนและพังทลายลงมาจนกลายเป็นที่ราบ ไม่เหลือความซับซ้อนของโครงสร้างที่เคยเป็นบ้านของสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลอีกต่อไป ซึ่งตอนนั้นเองที่ผลกระทบของการฟอกขาวและตายของปะการังจะปรากฎชัดเจน ทำให้สัตว์น้ำวัยอ่อนที่เคยอาศัยไม่อาจรอดชีวิต สัตว์ทะเลอื่นๆ ก็จะไร้ซึ่งแหล่งอาหารและแหล่งผสมพันธุ์ ทำลายห่วงโซ่อาหาร จนลุกลามกลายเป็นการลดจำนวนและส่งผลต่อความหลากหลายทางชีวภาพใต้ท้องทะเลในที่สุด 

นอกจากนั้นแนวปะการังยังช่วยลดความรุนแรงของคลื่นลม ปกป้องชายฝั่งจากการกัดเซาะและช่วยป้องกันความเสียหายจากพายุและคลื่นสึนาก็จะส่งผลมาถึงมนุษย์ในที่สุด 

โดยมนุษย์กลุ่มแรกที่จะได้รับผลกระทบคือ ชาวประมงที่ทั้งหาอาหาร ดำรงอาชีพ และสร้างที่อยู่อาศัยชายฝั่งทะเล ทั้งที่พวกเขาเหล่านั้นเป็นกลุ่มที่ใช้ชีวิตโดยเบียดเบียนธรรมชาติน้อยและไม่ได้เป็นกลุ่มที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกจนส่งผลกระทบต่อแนวปะการัง ดังนั้นโลกร้อนจึงไม่เคยยุติธรรม

ปะการังเกาะกูด

เมื่อการฟื้นฟูปะการัง รอไม่ได้อีกต่อไป

ที่ผ่านมามีการพูดถึงแนวทางในการยับยั้งการฟอกขาวของปะการังซึ่งอาจพูดได้ว่าสามารถแบ่งออกเป็นสองแนวทางคือ หนึ่งการป้องกันแสงแดดกับ สองคือการลดอุณภูมิของน้ำทะเล 

มาพูดถึงแนวทางการป้องกันแสงแดดที่ทำได้ง่ายกว่าก่อน การใช้สแลนบังแสงยังอยู่ในขั้นองค์ความรู้และการทดลอง โดยในภาคตะวันออกมีการกางสแลนบังแสงที่ แหลมแสมสาร จังหวัดชลบุรี และเกาะผี เกาะหมาก จังหวัดตราด ซึ่งในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งยอมรับว่าสำหรับเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนที่ผ่านมาทางกรมทรัพยากรฯ กางสแลนบังแสงช้าไป ทำให้ผลการยับยั้งป้องกันการฟอกขาวของปะการังไม่เป็นไปตามที่คาด แต่อย่างไรก็ตามวิธีนี้เป็นวิธีที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือการฟอกขาวของปะการังที่เป็นไปได้จริง 

สำหรับแนวทางที่สองแม้ข้ามผ่านมาถึงเดือนกันยายนของประเทศไทยซึ่งเป็นฤดูฝน และมีพายุฝนตกลงมาช่วยให้อุณหภูมิของน้ำทะเลเย็นลง แต่นั่นก็ไม่ช่วยหยุดยั้งการฟอกขาวของปะการังได้อย่างถาวร เพราะอุณหภูมิเฉลี่ยของน้ำทะเลก็ยังสูงเกิน 30 องศาเซลเซียสอยู่ดี 

ดังนั้นแม้ฤดูฝนจะช่วยให้ปะการังสามารถฟื้นฟูตัวเองได้แต่ปรากฎการณ์ฟอกขาวก็ยังจะดำเนินต่อไปหากเรายังไม่แก้ไขที่ต้นเหตุของการเกิดโลกร้อนอย่างการยุติกิจกรรมที่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่เกิดจากกิจกรรมมนุษย์ และการผลิตพลังงานไฟฟ้าซึ่งมีการปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศมากที่สุด จึงจะเป็น แนวทางที่จะหยุดยั้งการฟอกขาวของปะการังอย่างแท้จริง 

ซึ่งจำเป็นจะต้องอาศัยความร่วมมือกันทั้งในระดับบุคคล ชุมชน องค์กร และที่สำคัญที่สุดภาครัฐเพื่อให้นโยบายเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปีค.ศ. 2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปีค.ศ. 2065 ของประเทศไทยเป็นไปได้ 

อ้างอิง
สอบถามข้อมูลจาก ลลิตา ปัจฉิม ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออก
ปะการังฟอกขาว วิกฤตใต้ท้องทะเลจากน้ำมันรั่ว
เหตุน้ำมันรั่วไหลระยอง ! ทูตแห่งมหาสมุทรฯ จับตาผลกระทบ “หมันปะการังฉับพลัน”
9 ปี น้ำมันรั่วระยอง 
NOAA ประกาศ ปะการังฟอกขาวระดับ “หายนะ“ ใน 3 มหาสมุทร 53 ประเทศ
โลกร้อนจัดต่อเนื่อง 13 เดือนติด
ปะการังฟอกขาว หลายสาเหตุให้เกิด
‘ปะการังฟอกขาว’ สัญญาณเตือนความหายนะของท้องทะเล! 
วิกฤตใต้ทะเล ปะการังฟอกขาว
วิกฤต! หมู่เกาะมัน พบปะการังฟอกขาวกว่า 80%
อ.ธรณ์ เผยสถานการณ์ปะการังฟอกขาวในทะเลไทย กำลังยกระดับเป็นสเกลสูงสุด
สถานการณ์ปะการังฟอกขาว 2567
12 อุทยานฯ ปะการังฟอกขาววิกฤต
ค่อนข้างรุนแรง “กรมทะเล” เผยภาพรวมปะการังฟอกขาวในไทยมากถึง 60-80%
กรมทะเล เผยสถานการณ์ปะการังฟอกขาว

 

written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR