ณ วินาทีนี้ นอกจากอากาศที่ร้อนแรงแล้ว อีกประเด็นหนึ่งที่ร้อนไม่แพ้กันคือเรื่องปัญหาที่ดินในภาคตะวันออกที่ถูกบุกรุกซึ่งเริ่มได้รับความสนใจกันมากขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยส่วนหนึ่งของการบุกรุกเองก็พบว่าที่ดินถูกนำไปใช้ปลูกสวนทุเรียน ที่กลายเป็นผลไม้ทำเงินที่ใครๆ ต่างก็จับจ้อง
ยิ่งไปกว่านั้น คือเรื่องนี้อาจเกี่ยวโยงกับธุรกิจทุนจีนที่เข้ามาทำเงินกับอุตสาหกรรมทุเรียนในภาคตะวันออกเสียด้วยเช่นกัน
แต่ก่อนที่เรื่องที่ดินจะร้อนแรงมากขนาดนี้ ในช่วงกันยายน 2567 มีรายงานศึกษาฉบับหนึ่งได้เผยแพร่ออกมา นั่นก็คือ รายงานศึกษาเรื่อง การครอบครองที่ดินข้ามพรมแดนของทุนจีน กรณีสวนทุเรียนในภาคตะวันออกของประเทศไทย จังหวัดจันทบุรี ระยอง ตราด จัดทำโดย Land Watch กลุ่มจับตาปัญหาที่ดิน และ EEC Watch
ภายในรายงานศึกษานี้มีเนื้อหาสำคัญที่พูดถึงการเข้ามาของทุนจีนในอุตสาหกรรมทุเรียนไทย และนำไปสู่ข้อกังวลและผลกระทบในพื้นที่โดยเฉพาะใน 3 จังหวัดในภาคตะวันออกนั่นก็คือ จันทบุรี ระยอง ตราด ซึ่งผู้จัดทำรายงานศึกษาได้เข้าไปศึกษาการเข้ามาของทุนจีน โดยเฉพาะเรื่องการพยายามเข้าไปครอบครองที่ดินเพื่อทำสวนทุเรียนของทุนจีน
เราเลยขอหยิบรายงานฉบับนี้มาเล่าให้ทุกคนฟังกัน

‘เขา’ มาซื้อลูกทุเรียน
แน่นอนว่าเวลาเราพูดถึงทุเรียน 3 จังหวัดที่นับว่ามีความโดดเด่นมากๆ ของผลไม้ชนิดนี้ก็คือ ทุเรียนจากจังหวัดจันทบุรี ระยอง ตราด โดยจากภูมิศาสตร์พื้นที่ที่มีลักษณะเหมาะสมกับทุเรียน โดยมีลักษณะเป็นพื้นที่ภูเขา แต่ยังมีที่ราบพอให้ปลูกทุเรียน ผสมกับการได้รับความชื้นจากชายฝั่ง โดยที่มีปริมาณน้ำที่พอเหมาะหากฤดูกาลไม่ผิดเพี้ยน
ทุเรียนภาคตะวันออกจึงได้รับสมญานามว่าเป็นทุเรียนที่อร่อย หวาน หอม และมีเนื้อที่พอเหมาะพอดี และกลายเป็นที่หมายตาของหลายๆ คน ซึ่งไม่ใช่แค่คนไทยเท่านั้น แต่คนต่างชาติเองก็สนใจในทุเรียนตะวันออกไม่น้อย
โดยรายงานศึกษาจาก Land Watch กลุ่มจับตาปัญหาที่ดิน และ EEC Watch ได้อธิบายภาพรวมการปลูกทุเรียนของประเทศไทยเอาไว้ว่า จากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรปี พ.ศ.2565 และ พ.ศ.2566 พบว่า เกษตรกรไทยปลูกทุเรียนกระจายตัวอยู่ใน 43 จังหวัดทั่วประเทศ (จาก 77 จังหวัด) นับเป็นพื้นที่รวม 1,551,473 ไร่ และมีต้นทุเรียนที่ให้ผลผลิตกว่า 1,475,978 ตัน

จำกัดวงเข้ามาอีกหน่อยสำหรับข้อมูลใน 3 จังหวัดภาคตะวันออก ตามรายงานศึกษาได้ให้ข้อมูลไว้ว่า จันทบุรีเอง นับเป็นจังหวัดที่มีการปลูกและได้ผลผลิตทุเรียนมากที่สุด ส่วนอันดับสองเป็นของชุมพร และอันดับสามตามมาด้วยระยอง ในขณะที่อันดับสี่คือจังหวัดตราด
จากข้อมูลนี้จะเห็นว่าภาคตะวันออกคือแหล่งปลูกและให้ผลผลิตทุเรียนจำนวนมาก อย่างปีพ.ศ. 2566 จันทบุรีเองมีพื้นที่ปลูกทุเรียน 413,406 ไร่ ให้ผลผลิต 538,641 ตัน ระยองมีพื้นที่ปลูกทุเรียน 128,673 ไร่ ให้ผลผลิต 148,942 ตัน และตราดมีพื้นที่ปลูกทุเรียน 94,175 ไร่ ให้ผลผลิต 89,511 ตัน
รวมๆ แล้วภาคตะวันออกในสามจังหวัดที่มีการปลูกทุเรียนจำนวนมาก มีพื้นที่ปลูกทุเรียน 636,254 ไร่ จากพื้นที่รวมทั้งประเทศ 1,551,473 ไร่ หรือกว่า 41% ของพื้นที่ทั้งหมด และให้ผลผลิตกว่า 777,094 ตันในปี พ.ศ. 2566 เทียบให้เห็นภาพมากขึ้นคือผลผลิตของทุเรียนจาก 3 จังหวัดในภาคตะวันออก หนักเท่ากับจำนวนรถยนต์ Honda City เจ็ดแสนกว่าคัน
ในขณะที่จำนวนปลูกและผลิตมหาศาล จำนวนส่งออกเองก็เพิ่งสูงขึ้นแบบก้าวกระโดดเช่นกัน
โดยข้อมูลในรายงานศึกษายังบอกอีกว่า ในปี พ.ศ. 2563 จีนนำเข้าทุเรียนจาก 575,529 ตัน พอปี พ.ศ. 2564 จีนนำเข้าเพิ่มขึ้นกว่า 40% คือ 807,520 ตัน จนกระทั่งปี พ.ศ. 2566 นับตั้งแต่มกราคมถึงตุลาคม ตัวเลขก็พุ่งไปถึง 1,360,192 ตัน ซึ่งเมื่อนำข้อมูลมาแยกดูพบว่าในปี พ.ศ. 2566 จีนนำเข้าทุเรียนจากไทย 904,178 ตัน เวียดนาม 452,688 ตัน และฟิลิปปินส์ 3,326 ตัน
จะเห็นได้ว่าไทยกลายเป็นกลุ่มตลาดใหญ่ที่จีนเข้ามาค้าขายด้วย และด้วยความต้องการที่พุ่งสูงขนาดนี้ ทำให้ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2562 – 2566) มีการปลูกทุเรียนเพิ่มขึ้นถึง 541,357 ไร่
แน่นอนว่าเมื่อตลาดเติบโต ก็นำพามาซึ่งเรื่องอื่นๆ ด้วย เช่นการเข้ามาของล้งจีน

‘เขา’ มาซื้อล้งทุเรียน
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาหากใครได้ขับรถไปทางเส้นสุขุมวิท บริเวณจุดเชื่อมต่อระยอง – จันทบุรี เราอาจได้เห็นล้งทุเรียนมากมายริมถนนสุขุมวิท และยิ่งใครได้เดินทางมาช่วงมีนาคม – เมษายน ก็จะได้สัมผัสประสบการณ์ที่เต็มไปด้วยรถขนทุเรียนรายล้อม ล้งทุเรียนที่คึกคักตลอดวันตลอดคืน หรือแม้แต่การชิงตัดราคากันบนถนนระหว่างรถจอดติดไฟแดงเอง ก็เป็นเหตุการณ์ที่คนในพื้นที่คุ้นเคยกันดี หรือหลายคนอาจจะเคยได้ยินอย่างอาชีพคนวิ่งทุเรียน
ย้อนกลับไปก่อนการเฟื่องฟูของล้งทุเรียนที่หมายถึงพ่อค้าคนกลางที่เป็นเหมือนโรงคัดแยกและบรรจุทุเรียนเพื่อส่งไปขายต่อ จริงๆ แล้ว ‘ล้ง’ นั้นถูกใช้งานกับการเป็นพ่อค้าคนกลางสำหรับผลไม้ประเภทอื่นๆ ด้วย
จากข้อมูลในรายงานศึกษา ได้ชี้ให้เห็นตัวเลขว่า ก่อนปี พ.ศ. 2550 ทุเรียนส่วนใหญ่ยังเน้นบริโภคในประเทศ โดยส่งออกน้อยกว่า 30% ของผลผลิตทั้งหมด แต่หลังปี พ.ศ. 2555 เป็นต้นมา เมื่อเริ่มมีความต้องการจากตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน ทำให้ล้งเพิ่มจำนวนมากขึ้น โดยแรกเริ่มมีล้งของคนไทย ล้งของคนจีน และล้งของคนเวียดนาม จนกระทั่งตัวเลขการส่งออกเพิ่มขึ้นเป็น 70% ของผลผลิตทั้งหมด นำไปสู่การเปลี่ยนวิถีการขายทุเรียนที่เน้นเหมาสวนส่งให้ล้ง มีนายหน้าตกลงราคาก่อนผลผลิตจะออกผลและส่งขาย
โดยข้อมูลในวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2567 กองพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าพืช กรมวิชาการเกษตร ได้แสดงสถิติไว้ว่า ล้งที่ส่งออกไปขายที่จีนทั่วประเทศมีจำนวนทั้งสิ้น 2,122 ราย หากสโคปลงมาที่ 3 จังหวัดภาคตะวันออกแบ่งเป็น จันทบุรี 909 ราย ระยอง 50 ราย และตราด 29 ราย รวมเป็น 988 ราย หรือคิดเป็น 42.84% ของจำนวนล้งทั้งประเทศ

แต่นี่เป็นเพียงตัวเลขที่มีการขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานรัฐเท่านั้น เพราะตามรายงานศึกษาของ Land Watch และ EEC Watch พบว่า ในการรายงานข่าวจากสำนักข่าว ThaiPBS ได้ลงพื้นที่สอบถามเจ้าของสวนทุเรียน และพบว่าจำนวนล้งใน 3 จังหวัด จันทบุรี ระยอง ตราด นั้นมีมากกว่า 1,200 ล้ง
ในรายงานศึกษายังได้อธิบายรูปแบบการทำธุรกิจของล้ง โดยแบ่งเป็น 3 รูปแบบ คือ ล้งจีน ล้งไทย และล้งไทยที่มีการร่วมทุนกับต่างชาติ (ซึ่งก็คือจีน) โดยในรูปแบบที่เป็นการร่วมทุน จะมาในลักษณะของ ทุนต่างชาติเป็นผู้ลงเงิน ส่วนคนไทยจะเป็นคนจัดหาลูกทุเรียน และจัดการเรื่องส่งออก
โดยข้อมูลจากแหล่งข้อมูลในพื้นที่กรณีศึกษา พบว่า ล้งที่เป็นการร่วมทุนจะตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอเขาคิชกูฏ จ.จันทบุรี ในขณะที่ล้งจีน 100% จะพบได้ที่อำเภอท่าใหม่ และอำเภอนายายอาม จังหวัดจันทบุรี โดยใช้ทุนหมุนเวียนวันละไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านบาท โดยใน 3 จังหวัดภาคตะวันออกมีการคาดการณ์ว่ามีล้งจีนกว่า 600 ล้ง ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร แต่ก็ยังมีที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนอีกมากเช่นกัน
ในขณะที่ล้งไทยส่วนใหญ่ จะเป็นคนมีตำแหน่งอย่างผู้ใหญ่บ้าน หรือกำนัน โดยจะเป็นพ่อค้าคนกลางส่งต่อให้กับบริษัทส่งออกของจีนอีกทอดหนึ่ง และมักใช้วิธีการซื้อผ่านการ ‘เกี๊ยว’ หรือมัดจำเอาไว้กับสวนทุเรียนตั้งแต่ช่วงออกดอกหรือที่เรียกว่าช่วง หางแย้ โดยอาศัยความเป็นคนในพื้นที่ในการมีข้อมูลว่าบ้านไหนทำสวน และล้งไทยจะต้องหาให้ได้ตามดีลที่มักนับหน่วยเป็นเต็ม 1 ตู้คอนเทนเนอร์ หรือประมาณ 18 ตัน
ปัจจุบันจากรายงานข่าวของ ThaiPBS ในเดือนมีนาคม 2567 พบว่าในจังหวัดจันทบุรีมีล้งไทยเหลือไม่ถึง 10% ของจำนวนล้งในจันทบุรี ส่วนใหญ่ได้ผันตัวเป็นล้งที่ร่วมทุนระหว่างไทย-จีน ไปแล้ว
แต่ดูเหมือนว่าแม้ล้งจะเป็นผู้กำหนดราคาคนสำคัญ แต่ทุนจีนมองการณ์ไกลกว่านั้น โดยเริ่มทำล้งที่มีสวนทุเรียนไปด้วยนั่นเอง

‘เขา’ มาซื้อสวนทุเรียน
จากปลายน้ำอย่างการรับซื้อผลทุเรียน สู่กลางน้ำที่เป็นพ่อค้าคนกลางเองในการเป็นล้ง การทำธุรกิจทุเรียนของจีนได้รุกคืบเข้ามาในอุตสาหกรรมทุเรียนของไทยสู่ต้นน้ำ หรือคือการเป็นผู้ผลิตเสียเอง โดยเริ่มมีการครอบครองสวนทุเรียนโดยทุนจีน ซึ่งจากรายงานศึกษานี้พบว่ากลุ่มทุนจีนที่มาทำธุรกิจล้งทุเรียนมักเป็นกลุ่มเดียวกันกับที่มาซื้อสวนทุเรียน
และทั้งหมดนี้ก็เพื่อเป็นการรับประกันว่าจะมีผลผลิตสำหรับการส่งออกที่เพียงพอ แต่อีกเหตุผลที่สำคัญกว่าก็คือการทำกำไรมหาศาล เนื่องจากสามารถกำหนดราคาได้เอง และควบคุมตลาดได้เบ็ดเสร็จ
โดยในรายงานศึกษาได้นำเสนอวิธีการครอบครองที่ดินของทุนจีน โดยพื้นที่ที่ทุนจีนเล็งไว้มักมีลักษณะที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำเนื่องจากทุเรียนต้องใช้น้ำจำนวนมากในการดูแล นอกจากนี้ทุนจีนมักไม่สนใจที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์เนื่องจากมีราคาสูง แต่มักเลือกที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ เช่นในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ
ซึ่งการเริ่มต้นเข้าไปครอบครองทำสวนทุเรียนจะเริ่มจากมีนายหน้าคนไทยที่คอยเป็นนอมินีให้ทุนจีนโพสต์ตามหาที่ดินตามกบุ่มซื้อ-ขายที่ดินในโซเชียลมีเดีย และมีนายหน้าคนไทยเข้ามาคอมเมนต์เสนอขายที่ดิน ซึ่งนายหน้าที่มาขายที่ดินส่วนใหญ่ก็มักเป็นผู้นำชุมชน ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่บ้าน กำนันที่รู้จักพื้นที่เป็นอย่างดี
หลังจากได้ข้อมูลที่ดินก็จะมีการนัดแนะ และคนจีนจะเข้าไปดูพื้นที่และตัดสินใจด้วยตัวเองทันทีไม่ผ่านนายหน้า โดยมีข้อสังเกตว่าบางครั้งในการซื้อขายบนโซเชียลมีเดียเอง ก็อาจเป็นคนจีนที่ใช้แอคเคาต์อวตารเป็นคนไทยเพื่อลดค่าใช้จ่ายผ่านนายหน้า ซึ่งที่ดินที่ทุนจีนสนใจมักเป็นสวนที่ต้นทุเรียนให้ผลผลิตแล้ว หลังจากถูกใจในที่ดินก็มีการตกลงซื้อขาย ทำสัญญาเป็นภาษาจีนและภาษาอังกฤษ มีทนายมาร่วมในกระบวนการ โดยจะดำเนินการทำสัญญาที่บ้านของผู้ใหญ่บ้าน และมีผู้ใหญ่บ้านเป็นพยาน เพื่อเป็นหลักประกันว่าที่ดินนี้เชื่อถือได้ โดยผู้ใหญ่บ้านก็จะได้รับเงินในการทำสัญญาครั้งละ 3,000 – 5,000 บาท

ในรายงานศึกษายังได้พาไปดูเคสการครอบครองที่ดินใน 3 จังหวัด เช่น
-
เคสในจังหวัดจันทบุรี
สวนทุเรียนของทุนจีนในจันทบุรี จะอยู่ที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอแก่งหางแมว อำเภอเขาคิชกูฎ อำเภอมะขาม และอำเภอนายายอาม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ที่ดินในอำเภอเหล่านี้จึงมักไม่มีเอกสารสิทธิ์ และมีราคาถูก
โดยวิธีการที่ทุนจีนซื้อที่ดินในจังหวัดจันทบุรี จะมี 2 กรณี คือ 1. ซื้อที่ดินมีโฉนดผ่านนอมินีคนไทย ทั้งในรูปแบบบุคคล และนิติบุคคล และ 2. ซื้อที่ดินแบบผิดกฎหมาย เช่น ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ โดยจะซื้อผ่านนอมินีคนไทย ทำสัญญาซื้อขายแบบผิดกฎหมาย และมักมีผู้ใหญ่บ้านเป็นคนกลางในการเซ็นชื่อเป็นพยาน
ซึ่งลักษณะการทำสวนทุเรียนของทุนจีนในพื้นที่จันทบุรี มักจะมีรูปแบบของการสร้างรั้วรอบขอบชิด ทำรั้วไฟฟ้ากั้นช้าง ลงทุนขุดสระน้ำ มีป้ายภาษาจีนแปะไว้ด้านหน้า และมักมีป้ายห้ามเข้า รวมไปถึงมีแรงงานกัมพูชาเป็นผู้ดูแล
โดยในรายงานศึกษาฉบับนี้ ยังได้นำเสนอเคสการพยายามครอบครองที่ดินป่าสงวนแห่งชาติโดยทุนจีน โดยพยายามติดต่อขอซื้อผ่านนอมินีคนไทย โดยเป็นพื้นที่ที่คนไทยเคยขอเช่าที่ดินปลูกสวนยางพารา บริเวณหมู่ 5 ตำบลพวา อำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี แต่หลังจากการตรวจสอบของประชาชนในพื้นที่พบว่ามีความเชื่อมโยงกับทุนจีน ทำให้คณะกรรมการที่ดิน สภาผู้แทนราษฎร ลงพื้นที่ตรวจสอบ และสามารถชะลอการเช่าที่ดินได้ เนื่องจากกรมป่าไม้ไม่สามารถชี้แจงรายละเอียดได้ชัดเจน
หรือในพื้นที่อำเภอมะขาม ในรายงานได้นำเสนอเคสของการเข้ามาครอบครองที่ดินในตำบลปัถวี โดยมีการครอบครองที่ดินบริเวณเชิงเขา และรุกขึ้นไปถึงบนเขา โดยทำสวนทุเรียนแบบขั้นบันได นอกจากนี้ยังได้รับที่ดินจากโครงการจัดที่่ดิินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) ภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติของกรมป่าไม้
นอกจากนี้ยังมีข้อมูลจากรายงานศึกษาพบว่ามีเจ้าของล้งชาวจีนได้พยายามว่าจ้างให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ในจันทบุรีมาร่วมออกแบบและทำสวนทุเรียนกว่า 10,000 ไร่ ซึ่งอาจบอกได้ว่ามีพื้นที่สวนทุเรียนจำนวนมากที่ครอบครองโดยทุนจีนไปแล้ว

-
เคสในจังหวัดระยอง
ในจังหวัดระยองเอง ด้านหนึ่งก็ถูกรุกคืบด้วยอุตสาหกรรมจากทุนจีนตามผังเมืองแบบ EEC แต่ในอีกด้านเองก็กลายเป็นพื้นที่เป้าหมายของทุนจีนที่พยายามเข้ามากว้านซื้อพื้นที่ทำสวนทุเรียนเช่นกัน โดยพื้นที่อำเภอเป้าหมายของทุนจีนได้แก่ อำเภอเขาชะเมา อำเภอแกลง และอำเภอวังจันทร์ ซึ่งยังเป็นพื้นที่ผังเมืองสีเขียวบางส่วนสำหรับทำเกษตรกรรม โดยส่วนใหญ่ที่ดินในระยองมักขายกันอยู่ที่ไร่ละ 1 ล้านบาท
โดยในอำเภอแกลงที่เป็นพื้นที่สวนทุเรียนดั้งเดิม มักมีการซื้อขายที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์ เช่น โฉนดที่ดิน หรือเอกสาร น.ส. 3 ซึ่งเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ แต่ยังไม่มีระวางที่ดิน ผ่านนอมินีคนไทยรายใหญ่ในพื้นที่ที่มีอิทธิพลสูง โดยปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งหนึ่ง และครอบครองสวนทุเรียนอยู่กว่า 900 ไร่

-
เคสในจังหวัดตราด
สำหรับตราดเองแม้จะเป็นจังหวัดเล็กๆ แต่ก็ได้รับความสนใจจากทุนจีนในการเข้ามาทำสวนทุเรียนไม่น้อย โดยส่วนใหญ่มักพบการพยายามเข้าไปครอบครองที่ดินแบบผิดกฎหมาย รวมไปถึงมีการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นป่าไม้ ภูเขา หรือแม้แต่แหล่งน้ำ
โดยในอำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด พบการทลายภูเขาติดต่อกันหลายลูกเพื่อทำสวนทุเรียนแบบขั้นบันได โดยส่วนใหญ่เป็นสวนที่มีนายทหารนาวิกโยธินเป็นเจ้าของ เนื่องจากเป็นพื้นที่ชายแดน นอกจากนี้ยังพบการพยายามทำสวนทุเรียนโดยรุกเข้าไปในพื้นที่อ่างเก็บน้ำและภูเขาริมอ่างเก็บน้ำ โดยในรายงานศึกษาพบว่าที่อ่างเก็บน้ำห้วยแร้ง มีอยู่ด้วยกัน 6 จุด
ซึ่งในรายงานศึกษาได้แสดงข้อกังวลต่อการบุกรุกที่ดินว่านอกจากเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ยังส่งผลกระทบต่อทรัพยากรสิ่งแวดล้อมอย่างหนัก ทั้งการทำลายป่าไม้และภูเขา ยังไม่รวมไปถึงสารเคมีที่จะปนเปื้อนสู่แหล่งน้ำ เนื่องจากสวนทุเรียนโดยทุนจีนเน้นการใช้สารเคมีจำนวนมากในการทำสวน จึงอาจกระทบมาสู้น้ำสำหรับอุปโภค-บริโภคของประชาชนได้

ถ้านิ่งเฉยต่อไป เราอาจจะไม่เหลืออะไรเลย
ในวันนี้อาจกล่าวได้ว่าทุนจีนได้เข้ามาครอบครองตลาดทุเรียนไทยแทบจะเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่ต้นน้ำ อย่างการทำสวนทุเรียน กลางน้ำอย่างการทำล้ง และปลายน้ำอย่างการเป็นตลาดรับซื้อผลผลิต ทั้งหมดนี้กำลังพาอุตสาหกรรมทุเรียนไทยไปสู่การล่มสลายในหลากหลายมิติ
แน่นอนว่ามิติแรกก็คือเรื่องเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบเต็มๆ เช่น การกำหนดราคาทุเรียนที่ยากมากขึ้น เนื่องจากทุนจีนเข้ามาครอบครองส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 90% และมีล้งไทยเหลือเพียง 10% ทำให้อำนาจต่อรอง กำหนดราคาแทบไม่เป็นผล และส่งผลให้ราคาทุเรียนเพื่อการส่งออกถูกกดให้ต่ำลง ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อทุนจีนสามารถปลูกทุเรียนเองได้ในพื้นที่สวนทุเรียนตะวันออก ก็ส่งผลให้เกษตรกรชาวสวนทุเรียนในพื้นที่แทบไม่หลงเหลืออำนาจต่อรองอีกต่อไป เพราะอาจถูกปฏิเสธไม่รับซื้อผลผลิตได้หากไม่ยอมรับราคาที่ล้งจีนเป็นผู้กำหนด
มิติต่อมาก็คือทรัพยากรภาคตะวันออกโดยเฉพาะในพื้นที่ 3 จังหวัดที่เป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติสำคัญของภาคตะวันออก เป็นพื้นที่ธรรมชาติที่ยังคงเหลืออยู่ในภูมิภาค แต่กำลังถูกรุกรานด้วยสวนทุเรียนจากทุนจีนที่ไม่ได้สนใจความเสียหายของป่าไม้ ภูเขา แหล่งน้ำในพื้นที่ ซึ่งนอกจากการถลุงทรัพยากรที่ทำให้พื้นที่ป่าหมด ภูเขาอันเป็นต้นน้ำหายไป และแหล่งน้ำถูกใช้กับสวนทุเรียนจนเกินโควตา ยังตามมาด้วยปัญหาสารเคมีที่ในอนาคตจะกลายเป็นมลพิษสู่ชุมชน เนื่องจากการทำสวนทุเรียนมักมีการใช้สารเคมีจำนวนมาก และอาจปนเปื้อนในแหล่งน้ำ แพร่กระจายในอากาศ จนวันหนึ่งเราจะไม่สามารถมีแหล่งน้ำสะอาดใช้ มีอากาศบริสุทธิ์ให้หายใจได้อีกต่อ
มิติสุดท้ายคือความหลากหลายของธรรมชาติก็จะหายไปด้วยเช่นเดียวกัน เราอาจไม่มีมังคุด สละ ลำไย เงาะจากภาคตะวันออกให้กินอีกต่อไป ความมั่นคงทางอาหารของคนตะวันออกจะค่อยๆ หายไป ซึ่งมาจากการมุ่งทำสวนทุเรียนที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และกลายเป็นการทำลายระบบนิเวศอย่างสมบูรณ์

แน่นอนว่าการแก้ไขปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ และอำนาจในการดูแล ควบคุม ตัดสินใจอยู่ที่รัฐบาลที่เป็นเสมือนผู้คอยดูแลประชาชนในประเทศ
ข้อเสนอจากรายงานศึกษาฉบับนี้จึงเน้นย้ำไปที่การแก้ไขผ่านนโยบายของรัฐบาลซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่สุดที่จะปกป้องพื้นที่ โดย Land Watch และ EEC Watch ได้นำเสนอ 7 ข้อด้วยกัน ได้แก่
1. รัฐบาลต้องมีมาตรการสนับสนุนและส่งเสริมศักยภาพการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทยอย่างจริงจัง เช่น มาตรการเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ เนื่องจากล้งจีนเองได้รับการส่งเสริมจากรัฐบาลจีนมาโดยตลอด
2. รัฐบาลต้องมีมาตรการส่งเสริมการผลิตทุเรียนที่มีคุณภาพ น่าเชื่อถือ เช่น ส่งเสริมทุเรียนอินทรีย์ของชุมชน
3. รัฐบาลต้องดำเนินการตรวจสอบนอมินีคนไทยที่ถือครองที่ดินให้กับทุนจีนอย่างผิดกฎหมาย รวมถึงกวดขันการให้สัญชาติไทยแก่นักลงทุนจีน
4. รัฐบาลควรกำหนดมาตรการทางภาษีหรือมาตรการควบคุมการประกอบการล้งจีน เพื่อลดการผูกขาดและการควบคุมกำหนดราคารับซื้อทุเรียนของล้งจีน
5. รัฐบาลควรเร่งเปิดตลาดต่างประเทศ เช่น ยุโรป อเมริกา อินเดีย แอฟริกา เพื่อป้องกันไม่ให้ต้องพึ่งพาตลาดจีนเพียงอย่างเดียว
6. รัฐบาลควรกำหนดให้การทำสวนทุเรียนเป็นอาชีพสงวนของคนไทย ห้ามต่างชาติทำอาชีพสวนทุเรียน และหามาตรการป้องกันหรือควบคุมการถือครองที่ดินทำสวนทุเรียนของทุนจีน
7. รัฐบาลควรกำชับหน่วยงานภาครัฐ ให้ดำเนินการตรวจสอบการเข้ามาถือครองที่ดินของทุนจีนเพื่อปลูกที่ดินในพื้นที่ของรัฐ
เพราะหากยังไม่แก้ไข เราอาจไม่เหลือทุเรียนดีๆ ให้คนไทยได้กินอีกต่อไป


