ปฏิเสธไม่ได้ว่าปีนี้ความร้อนส่งผลต่อวิถีชีวิตของใครหลายๆ คน หลายบ้านต้องสูญเสียคนที่รักไปจากอาการฮีทสโตรกที่เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หรือในภาคตะวันออก ภาพของคนต่อแถวซื้อน้ำจืดมารดนำในสวน หรือภาพของต้นไม้ที่ยืนต้นตายเพราะทนความร้อนไม่ไหว กลายเป็นภาพแสนเจ็บปวดของเกษตรกรในพื้นที่
ภาคตะวันออก คือพื้นที่ของอาชีพทำสวนผลไม้ ชีวิตของผู้คนผูกพันไปกับการฤดูกาลของผลไม้ ไล่ไปเริ่มตั้งแต่ช่วงต้นปีในเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ ที่เป็นฤดูกาลของมะม่วง (ฉะเชิงเทรา ระยอง) ส่งต่อมาที่เดือนกุมภาพันธ์ – เดือนมีนาคมที่เป็นฤดูกาลของมะยงชิด (ปราจีน นครนายก) และมาถึงฤดูกาลของราชาและราชินีแห่งผลไม้ อย่างทุเรียนและมังคุด รวมถึง เงาะ ลองกอง สละ (ระยอง จันทบุรี ตราด) ที่จะทยอยสุกให้เราได้ชิมตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน จนถึงกลางเดือนมิถุนายน
แต่ในปี 2567 นี้ ชาวสวนภาคตะวันออกเผชิญกับภาวะโลกร้อนและภัยแล้งที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงในรอบหลายปีทำให้นอกจากจะไม่ได้ผลผลิตตามที่คาดหวังไว้แล้วยังส่งผลให้รายได้ลดลงด้วย
โลกร้อนจึงไม่ใช่แค่เรื่องของอากาศ แต่คือชีวิต เศรษฐกิจ ความเป็นความตาย และอาชีพของคนในภาคตะวันออก

จำต้องปล่อยต้นไม้ยืนต้นตาย เพราะไม่อาจสู้ความแล้งได้อีกต่อไป
หากใครได้ติดตามข่าวช่วงนี้ อาจพบกับภาพของเกษตรกรโดยเฉพาะในภาคตะวันออกที่ยืนต่อแถวซื้อน้ำจืด เพื่อนำไปรดต้นทุเรียน ที่กำลังเติบโตและให้ผลผลิต
และนั่นกำลังบอกถึงสถานการณ์โลกร้อนที่รุนแรงขึ้นทุกวัน
โดยชาวสวนทุเรียนรายหนึ่งได้ให้สัมภาษณ์กับนักข่างช่องThai PBS ว่า ตนต้องซื้อน้ำมารดต้นทุเรียนวันละ 5 เที่ยวตกเป็นเงินถึงวันละ 5,000 บาท เพื่อช่วยพยุงไม่ให้ทุเรียนยืนต้นตาย และมีผลผลิต
อย่างไรก็ตามการซื้อน้ำก็อาจจะไม่สามรถสู้กับความแล้งที่หนักหน่วงได้ จากคำบอกเล่าของเกษตรกรชาวสวนทุเรียนในจังหวัดระยองที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “เพราะปีนี้อากาศร้อนมาก แถมน้ำแล้งอีก ทำให้ปริมาณแป้งในทุเรียนลด ทุเรียนไม่ได้คุณภาพ” เรื่องนี้ทำให้เกิดปรากฏการณ์ทุเรียนตกเกรด จนไม่สามารถส่งออกได้ตามที่หวังไว้ ทำให้ชาวสวนทั้งในจังหวัดระยองและจังหวัดจันทบุรีต้องนำทุเรียนใส่ท้ายกะบะแล้วไปจอดขายตามแหล่งท่องเที่ยว หรือตามข้างทางซึ่งเป็นภาพที่เราเห็นเพิ่มมากขึ้น

และนอกจากภาพรถบรรทุกต่อแถวซื้อน้ำจะยืนยันว่าปี 2567 นี้ พี่น้องชาวสวนเผชิญหน้ากับความแล้งรุนแรงมากแค่ไหน? อีกภาพที่เป็นเครื่องยืนยันได้ดีเช่นกัน คือ ความร้อนที่ส่งผลให้ต้นไม้เครียดจนเกิดปรากฎการณ์ ทิ้งลูกอ่อนซึ่งมักพบมากโดยเฉพาะในมังคุด
หรือจะเป็นภาพลูกทุเรียนที่แล้งจนปริแตกคาต้น หรือที่เจ้าของสวนเรียกว่า ทุเรียนเป็นฮีทสโตรก ซึ่งเกิดขึ้นที่อ.ตะเคียนทอง จ.จันทบุรี จากการที่น้ำไม่พอทำให้เปลือกทุเรียนไม่สามารถขยายตัวได้ ในขณะที่เนื้อในต้องการขยายตัวทำให้ลูกแตก เปลี่ยนราคาขายทุเรียนจากปกติกิโลละร้อยกว่าบาทเหลือเพียงสิบห้าบาท
โดยชาวสวนส่วนใหญ่ยอมรับว่าสำหรับปีนี้ตนเองไม่ได้หวังถึงปริมาณผลผลิตแล้ว เช่น เกษตรกรสวนมังคุดแบบอินทรีย์รายหนึ่งในจังหวัดระยองเล่าว่า ปีนี้มังคุดในสวนของเขาลดลงกว่า 40 – 50 % ในขณะที่อีกรายก็ยืนยันกับเราว่าเขาจำเป็นต้องลดการให้น้ำผลไม้ในสวนลงจากที่เคยให้น้ำครั้งละ 40 นาทีเหลือเพียงครั้งละ 20 นาที เพราะเดิมพื้นที่สวนก็มีพื้นที่เก็บน้ำน้อยอยู้แล้ว ยิ่งฝนแล้งซ้ำเติมเข้าไปอีกทำให้ “น้ำไม่พอรดต้นไม้ ทำได้เพียงต้องบริหารน้ำประคองให้ต้นไม้อยู่ได้เท่านั้น”
ตรงกันกลับความเห็นของเกษตรกรส่วนใหญ่ที่หวังเพียงเพื่อที่จะรักษาต้นไว้เท่านั้น ในขณะที่บางรายที่ไม่มีงบเพียงพอก็ต้องตัดใจปล่อยให้ต้นทุเรียนยืนต้นตายไปอย่างไม่มีทางเลือก

ร้อนจนคนทนไม่ไหว ต้นไม้เองก็เช่นกัน
ความร้อนและแล้งที่เรากำลังเผชิญสามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า
ไม่ใช่ความร้อนและความแล้งในระดับปกติโดยเฉพาะในช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ที่อากาศร้อนจนทุบสถิติอุณหภูมิสูงสุดที่เคยมีมาในหลายประเทศ ในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
ศาสตราจาย์ราตูม เลอกู กัท นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพอากาศ จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งอินเดียที่มุมไบ ได้ออกมาอธิบายปรากฎการณ์ความร้อนจนผิดปกติที่กำลังเกิดขึ้นทั่วเอเชียนี้ว่า เกิดจากการรวมกันของสามภาวะ อันได้แก่
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกหรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อภาวะโลกร้อนซึ่งปัจจุบันได้อัพเลเวลขึ้นไปเป็นโลกเดือดแล้ว ร่วมเข้ากับการเข้ามาผสมโรงของปรากฎการณ์เอลนีโญ่ และท็อปอัพเข้าไปด้วยสภาพอากาศร้อนตามฤดูกาลซึ่งเดิมก็ร้อนอยู่แล้ว ทั้งสามส่วนประกอบที่ว่ามากลายเป็นการผสมผสานที่ก่อให้เกิดฤดูร้อนรุนแรง
สำหรับภาวะโลกเดือดนั้นเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกที่เกิดจากการปล่อยแก๊สเรือนกระจกที่มากเกินไปจากกิจกรรมของมนุษย์ โดยเมื่ออุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้นสิ่งที่ตามมาและเริ่มปรากฎให้เห็นแล้ว คือ สภาพอากาศสุดขั้ว ( Extreme Weather) ดังเช่นที่เกิดเมฆโลกร้อนและฝนตกอย่างรุนแรงในกรุงเทพมหานครเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2022

ส่วนปรากฎการณ์เอลนีโญ่เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ โดยปีนี้ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ฤดูร้อนปี 2023 ที่ทำให้ลมที่มักพัดจากตะวันออกไปตะวันตกหรือที่เราเรียกว่า ลมสินค้า (Trade Winds) อ่อนกำลังลงและพัดกลับทิศ ส่งผลให้น้ำผิวทะเลที่อุ่น (กระแสน้ำอุ่น) ไหลกลับจากตะวันตกไปทางตะวันออกแทนโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศทางเอเชียและออสเตรเลีย รวมถึงประเทศไทย ซึ่งเราได้รับอิทธิพลจากกระแสน้ำอุ่นนี้เต็มๆ ทำให้มีฝนตกน้อยลง เว้นช่วงนานขึ้น เกิดความแห้งแล้งมากขึ้น เช่น เดิมทีในเดือนกลางเมษายนของทุกปีจะมีพายุฤดูร้อนทำให้มีฝนตกลงมาช่วยชาวสวน แต่ปีนี้ด้วยอิทธิพลของเอลนีโญทำให้ฝนไม่ตก ชาวสวนในภาคตะวันออกจึงต้องเจอเข้ากับภาวะแล้งและความร้อนจัดที่ทำให้น้ำใต้ดินระเหยอย่างรวดเร็วเพิ่มความต้องการน้ำของพืชมากขึ้นไปอีก
อย่างไรก็ตาม ตามประกาศของสำนักงานอุตุวิทยาออสเตรเลียบอกว่า ปรากฎการณ์เอลนีโญกำลังจะจบลงแล้ว แต่ประเทศไทยและภาคตะวันออกอาจจะต้องเผชิญต่อกับปรากฎการณ์ลานีญา ซึ่งจะทำให้เกิดพายุและฝนตกหนักอย่างรุนแรงตั้งแต่หลังเดือนพฤษาคมนี้เป็นต้นไป ซึ่งเป็นเรื่องที่ยังคงน่ากังวลต่ออาชีพของคนตะวันออก
โลกร้อน คนเดือดร้อนไม่เท่ากัน
ผศ. ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เคยกล่าวไว้ในบทความคู่มือการอยู่ร่วมกับโลกร้อนว่า “คุณต้องรวย ถ้ารวยชีวิตก็ไม่ได้ลำบากขึ้นมากนัก เพราะ โลกร้อนของบางคนอาจเป็นแค่การเร่งเครื่องปรับอากาศให้มากขึ้น ในขณะที่โลกร้อน อากาศร้อนจัดของบางคนอาจหมายถึงข้าวมื้อเย็น หรือเงินที่จะให้ลูกไปโรงเรียนในวันพรุ่งนี้”
เช่นเดียวกันกับผลกระทบจากโลกร้อนและความแห้งแล้งที่เกษตรกรชาวสวน
ในภาคตะวันออกได้รับในปีนี้ ซึ่งทำให้ผลผลิตน้อยลงกว่าปกติ ทำให้ผลผลิตคุณภาพลดลง และทำให้เสียต้นทุนในการผลิตเช่น การยืนต้นตาย ซึ่งส่งผลให้ขาดรายได้แล้วยังขาดทุนด้วย มากไปกว่านั้น บางพื้นที่เป็นพื้นที่เช่าหรือมีการกู้เงินมาทำสวน ทำให้เกิดหนี้สินเพิ่มขึ้นตามไป และอาจส่งผลกระทบต่อธนาคารและสถาบันทางการเงินในอนาคต
แต่ไม่ใช่แค่เกษตรกรเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ เพราะแม้แต่คนทั่วไปเองก็จะเข้าถึงผลไม้ได้ยากขึ้น ด้วยการที่ผลไม้ขาดตลาดหรือ ราคาสูง ทำให้ประเทศไทยที่เป็นเหมือนสวรรค์ของผลไม้ เป็นเมืองที่หาผลไม้ทานง่าย อาจกลายเป็นภาพกลับตาลปัตรแทน และนั่นส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารเช่นกัน
ในภาพใหญ่เอง สิ่งที่ส่งผลกระทบอย่างหนักคือ การส่งออกผลไม้ที่สร้างรายได้ให้ประเทศ ซึ่งหากปริมาณผลผลิตยังน้อยต่อไป ไม่เพียงพอต่อการส่งออก ก็ส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวม และการเป็นผู้นำด้านการส่งออกผลไม้เมืองร้อนอาจกลายเป็นเพียงอดีต
ในวันที่หลายคนรู้สึกว่าอากาศร้อนเกินไป จึงไม่ใช่เพียงเรื่องความความรู้สึก แต่คือผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นวงกว้าง ตั้งแต่ระดับครัวเรือนไปจนถึงระดับประเทศ และนี่เป็นวาระเร่งด่วนที่ต้องรีบจัดการ

ตะวันออกจะผ่านเรื่องนี้ไปได้ยังไง
แม้ตั้งแต่มีการรายงานข่าวเกี่ยวกับผลกระทบจากโลกร้อน ภัยแล้งของชาวสวนผลไม้ในภาคตะวันออก ภาครัฐในท้องถิ่นจะมีการเข้ามาแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เช่น การส่งรถน้ำไปช่วยบรรเทาความเดือดร้อน หรือการเพิ่มการปล่อยน้ำลงสู่คลองชลประทาน ไปจนถึงการทำฝนหลวง แต่อาจพูดได้ว่านี่เป็นเพียงทั้การแก้ไขปัญหาชั่วคราวที่ปลายเหตุ ซึ่งรากของปัญหายังคงอยู่และจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
โดย ดร.สมนึก จงมีวศิน นักวิชาการและผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย EEC Watch ให้ความเห็นว่าทางออกของการจัดการภัยแล้งในภาคตะวันออกอย่างยั่งยืนคือ การจัดการความต้องการน้ำบนฐานทรัพยากรน้ำเดิม โดยไม่สร้างเขื่อน หรืออ่างเก็บน้ำเพิ่ม และหรือการกระจายน้ำ ส่งต่อน้ำอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม ซึ่งทั้งสองแนวทางยังรอการนำไปปฏิบัติโดยรัฐบาล
โดย ดร. สมนึก ยังได้เสนอวิธีแก้ปัญหาโลกร้อนที่ต้องการพุ่งตรงไปที่ภาพใหญ่อย่างเครื่องมือวัดการเจริญเติบโตของประเทศ อย่าง GDP ซึ่งเขาให้ความเห็นว่า เป็นเครื่องมือชี้วัดที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยการปฏิวัติอุตสากรรมซึ่งในยุคนั้นยังไม่มีใครรู้จักโลกร้อน แต่ในบริบทของปัจจุบันโลกเปลี่ยนไปแล้ว ดังนั้นควรถึงเวลาที่โลกและประเทศไทยควรบรรจุดัชนีการลดโลกร้อนเข้าไปในเครื่องมือการวัดการเติบโตของประเทศได้แล้ว โดยเฉพาะที่ภาคตะวันออกซึ่งเป็นภาคที่มีจังหวัดที่สร้าง GDP ให้ประเทศเป็นอันดับต้นๆ ในขณะเดียวกันก็เป็นภาคที่แบกรับผลกระทบ ที่เกิดจากโลกร้อนสูงสุดด้วยเช่นกัน

นอกจากนั้นดร. สมนึก ยังฝากคำถามถึงรัฐบาลในเรื่องของ ความจำเป็นของการตั้งกรมโลกร้อนหรือแม้กระทั่งพรบ.โลกร้อนที่กำลังรออนุมัติ ทั้งที่รัฐบาลมีความสามารถในการออกข้อบังคับโดยไม่จำเป็นต้องรอพ.ร.บ.โลกร้อน เช่น การแก้แผน PDP เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปใช้พลังงานหมุนเวียนแทนการผลิตไฟฟ้าจาก LNG หรือการออกกฎหมายให้ผลิตน้ำมันยูโร 5 ที่ลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจก แทนน้ำมันยูโร 4 รวมถึงรณรงค์ให้ประชาชนเปลี่ยนมาใช้รถที่เครื่องยนตร์รองรับน้ำมันยูโร 5 และยูโร 6 หรือแม้แต่การออกมาตราการ Carbon Emission แทนการสนับสนุนเรื่อง Carbon Cardit เป็นต้น
ทั้งหมดเป็นแนวทางการแก้ปัญหาเรื่องโลกร้อนที่ยั่งยืนและรัฐบาลสามารถลงมือทำได้เลย โดยในหลายๆ แนวทางนั้นสามารถเริ่มลงมือทำได้ที่ภาคตะวันออก ซึ่งเป็นแหล่งที่ตั้งของโรงไฟฟ้า โรงกลั่น รวมถึงโรงงานและบริษัทขนาดใหญ่ที่มีส่วนในการปล่อยแก๊สเรือนกระจกในสัดส่วนที่แทบจะสูงที่สุดในประเทศ
คำถามคือ แล้วรัฐบาลรั้งรออะไรอยู่ ?
อ้างอิง
อากาศไทยจะแปรปรวนทั้งปี นักวิทย์ฯ ชี้ ‘เอลนีโญ’ ต่อ ‘ลานีญา’ ทำไทยร้อนจัด คาดเจอฝนหนักต่อ
ชาวสวนจันทบุรี ยอมซื้อน้ำ “รดทุเรียน” สู้ภัยแล้ง
ชาวสวนโอด ต้องต่อคิวซื้อน้ำไปรดต้นทุเรียน เผยร้อน-แล้ง
ทำปริมาณแป้งในทุเรียนลด ส่งออกไม่ได้
ชาวสวนจันทบุรีทุกข์ ทุเรียนดกเต็มต้น แต่แตกคาต้น เหตุอากาศร้อน-แล้งน้ำไม่พอ


