/

ตะวันออก (กำลังจะเป็น) เมืองถังขยะอุตสาหกรรมของโลก?

ท้องฟ้าสีคราม ทุ่งหญ้าเขียวขจี และท้องน้ำที่มีเหล่าปลาน้อยใหญ่แหวกว่าย คงเป็นภาพแทนของคำว่า ‘สิ่งแวดล้อม’ ที่ขึ้นมาในหัวของใครหลายคน แต่ภาพของ ‘สิ่งแวดล้อม’ ในภาคตะวันออก นั้นอาจไม่ใช่อย่างที่ทุกคนคิด เพราะพื้นที่นี้ ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่เพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมมาหลายทศวรรษ และยังเป็นพื้นที่ที่มีผู้คน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ได้รับผลกระทบจากนโยบายเหล่านี้ สร้างความบอบช้ำให้ ‘ภาคตะวันออก’ มาอย่างช้านาน 

 

เคสตัวอย่างที่ผ่านเวลามาไม่นาน และเห็นได้อย่างชัดเจนที่สุด คงหนีไม่พ้น ปัญหาแคดเมียมที่ ต.คลองกิ่ว อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี หรือที่ถูกขนานนามโดยสื่อมวลชนว่า ‘รัฐอิสระคลองกิ่ว’ เหตุเพราะเป็นสถานที่ที่ถูกตรวจพบ “แคดเมียม” ปริมาณเกือบ 5,000 ตัน ที่ถูกส่งมาจากเหมืองและโรงถลุงแร่สังกะสี จ.ตาก และหายไปจากจุดหมายปลายทาง จ.สมุทรสาคร กว่า 10,000 ตัน 

หรือโกดังเก็บสารเคมีของ ‘วิน โพรเสส’ ณ ต.หนองพะวา อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ที่มีการลักลอบทิ้งสารเคมี สร้างมลพิษปนเปื้อนให้แก่น้ำใต้ดินและพื้นที่เกษตรอย่าง ‘สวนยาง’ ในบริเวณใกล้เคียงมานานมากกว่า 10 ปี ก่อนที่จะเกิดเหตุเพลิงไหม้ในท้ายที่สุด และอาจส่งผลกระทบทางสุขภาพต่อประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณโดยรอบในระยะยาว 

ประกอบกับในปัจจุบัน ที่มีการทลายข้อจำกัดของผังเมือง ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ส่งผลให้โรงงานที่มีแนวโน้มว่าจะสร้างผลกระทบให้กับพื้นที่อย่างยิ่งยวด เช่น โรงงานรับกำจัดของเสียถูกตั้งในพื้นที่ได้ง่ายขึ้น เป็นต้น 

ซึ่งสถานการณ์เหล่านี้ยิ่งทำให้ภาพของภาคตะวันออกอาจกลายเป็นเมืองถังขยะอุตสาหกรรมโลก ซึ่งเราอาจต้องจับตากันตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

ภาพโดย สถาพร พงษ์พิพัฒน์วัฒนา

เปิดตัวเลข ‘ขยะ’ ทั่วภาคตะวันออก

เกริ่นก่อนว่า หากมองดูข้อมูลจาก กรมโรงงานอุตสาหกรรม ในเดือนตุลาคม 2567 พบว่า 8 จังหวัดภาคตะวันออก ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด สระแก้ว ปราจีนบุรี นครนายก มีการแจ้งข้อมูลการรับของเสียเข้ามาในบริเวณโรงงานของผู้รับกำจัดขยะ โดยสามารถแบ่งได้ ดังนี้;

  • ฉะเชิงเทรา

มีปริมาณของเสียอันตราย 5,167.347 ตัน

มีปริมาณของเสียไม่อันตราย 43,050.549 ตัน

รวมปริมาณของเสียทั้งหมด 48,217.896 ตัน

  • ชลบุรี

มีปริมาณของเสียอันตราย 16,400.592 ตัน

มีปริมาณของเสียไม่อันตราย 97,609.311 ตัน

รวมปริมาณของเสียทั้งหมด 114,009.903 ตัน

  • ระยอง

มีปริมาณของเสียอันตราย 36,651.98 ตัน

มีปริมาณของเสียไม่อันตราย 195,765.179 ตัน

รวมปริมาณของเสียทั้งหมด 232,417.159 ตัน

  • จันทบุรี

มีปริมาณของเสียอันตราย 47.272 ตัน

มีปริมาณของเสียไม่อันตราย 32.299 ตัน

รวมปริมาณของเสียทั้งหมด 79.571 ตัน

  • ตราด

มีปริมาณของเสียอันตราย 0.24 ตัน

มีปริมาณของเสียไม่อันตราย 23.15 ตัน

รวมปริมาณของเสียทั้งหมด 23.39 ตัน

  • สระแก้ว

มีปริมาณของเสียอันตราย 107.878 ตัน

มีปริมาณของเสียไม่อันตราย 1325.64 ตัน

รวมปริมาณของเสียทั้งหมด 1433.518 ตัน

  • ปราจีนบุรี

มีปริมาณของเสียอันตราย 3,063.043 ตัน

มีปริมาณของเสียไม่อันตราย 47,506.309 ตัน

รวมปริมาณของเสียทั้งหมด 50,569.352 ตัน

  • นครนายก

มีปริมาณของเสียอันตราย 11.398 ตัน

มีปริมาณของเสียไม่อันตราย 629.326 ตัน

รวมปริมาณของเสียทั้งหมด 640.724 ตัน

จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า จังหวัด 3 อันดับแรก ที่มีจำนวนขยะมากที่สุด ได้แก่ ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา ตามลำดับ ซึ่งเป็นจังหวัดที่อยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกทั้งสิ้น แต่นั้นไม่ได้แปลว่าจังหวัดที่ไม่ได้อยู่ในภาคพื้นที่เขต EEC จะไม่ได้รับผลกระทบ เพราะเมื่อมองดูตัวเลขจะพบว่าจังหวัดปราจีนบุรีที่เป็นเพียงจังหวัดที่อยู่ติดกับเขต EEC แต่กลับกลายเป็นพื้นที่ที่ต้องรองรับปริมาณขยะอุตสาหกรรมจำนวนมหาศาล

นอกจากนี้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้เคยวิเคราะห์ปัญหาขยะอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC จากการทำแบบจำลอง (GRA)โดยคาดการณ์แนวโน้ม 20 ปีข้างหน้า (2564-2583) โดยใช้ข้อมูลการจัดเก็บขยะอุตสาหกรรมรายจังหวัดของกรมโรงงานอุตสาหกรรมปี 2553-2563 พบว่ามีแนวโน้มสูงขึ้นทั้ง 3 จังหวัดใน EEC โดยจะมีปริมาณขึ้นต่อเนื่อง และเมื่อรวม 3 จังหวัด จะมีปริมาณขยะอุตสาหกรรมในปี พ.ศ.2583 จะเพิ่มขึ้นรวมกว่า 8.6 ล้านตัน หรือหากแบ่งแต่ละจังหวัดจะพบว่า

จ.ฉะเชิงเทรา มีแนวโน้มของปริมาณขยะอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นปีละ 4.23% ทำให้ในปี 2583 จะมีปริมาณขยะอุตสาหกรรม 651,141 ตัน

จ.ชลบุรี มีแนวโน้มของปริมาณขยะอุตสาหกรรมเฉลี่ย 5.58 % ต่อปี และปี 2583 จะมีปริมาณขยะอุตสาหกรรม 2.42 ล้านตัน

จ.ระยอง มีแนวโน้มของปริมาณขยะอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 4.37% ต่อปี ในปี 2583 จะมีปริมาณขยะอุตสาหกรรม 5.56 ล้านตัน

ตะวันออกอาจกลายเป็นเมืองถังขยะโลก

หากใครได้ติดตามข่าว อาจจะพอจำกันได้ว่าเมื่อเดือนสิงหาคม 2567 มีกระแสข่าวว่า จะมีเรือขนส่งสินค้าที่บรรทุกกากสารเคมีจากประเทศแอลเบเนีย มุ่งหน้าเข้าเทียบท่ายังท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี โดยมีการรายงานว่าเรือจำนวน 2 ลำ ได้แก่ เรือ MAERSK CANDOR (IMO 9924223) และ MAERSK CAMPTON (IMO 9924211) กำลังเดินทางจากแอลเบเนียมายังไทย มีสินค้ารวมอยู่ด้วย ได้แก่ ตู้คอนเทนเนอร์ประมาณ 100 ตู้ที่บรรทุกฝุ่นจากเตาเผาเหล็กที่เก็บมาจากตัวกรองควบคุมมลพิษ แต่ท้ายที่สุดเรือ 2 ลำดังกล่าว ก็ไม่ได้เข้าเทียบท่าที่ประเทศไทย จากการยืนยันโดย ผอ.ท่าเรือแห่งประเทศไทย ว่าตามปกติแล้วเรือทุกลำที่จะเข้าประเทศไทย หากเป็นเรือบรรทุกกากสารพิษ จะต้องมีใบขออนุญาตและจะต้องดูว่ามีความเกี่ยวข้องกับหน่วยงานใด พร้อมยืนยันว่า จะไม่มีการรับของเสียเข้าประเทศไทย

นี่อาจไม่ได้เป็นเพียงเคสเดียวที่เกิดขึ้น แต่ยังมีอีกหลายครั้งที่ค้นพบการพยายามลักลอบฝังกลบขยะอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมในประเทศ หรือมาจากบริษัทข้ามชาติก็ตาม เช่น ปัญหากากแคดเมียม ที่ ต.คลองกิ่ว อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พบ “กากแคดเมียม” ปริมาณเกือบ 5,000 ตัน ที่ถูกส่งมาจากเหมืองและโรงถลุงแร่สังกะสี จ.ตาก โดยมีตัวละครอย่างโรงงานทุนจีนผิดกฎหมาย 3 บริษัท ที่ไม่เคยแจ้งประกอบกิจการแต่มี มีใบอนุญาตลำดับที่ 53 หล่อพลอมพลาสติก รวมกัน 6 ใบ และลำดับที่ 105 คัดแยกของเสียไม่อันตราย อีก 1 ใบ โดยมีข้อสันนิษฐานว่าจากนักวิชาการที่ให้สัมภาษณ์ผ่านเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ว่า การนำแคดเมียมมาไว้ที่โรงงานในคลองกิ่ว มีเป้าหมายเพื่อจะหลอมเป็นแท่งก่อนส่งออกไปขายที่จีน ซึ่งน่าจะเป็นปลายทางของกากแคดเมียมนี้

นี่เป็นเพียงตัวอย่างบางส่วนที่อาจช่วยให้หลายคนเห็นภาพมากขึ้นว่าภาคตะวันออกกำลังถูกมองเป็นพื้นที่ ‘รับจบ’ ของขยะอุตสาหกรรมอย่างไร

ภาพจาก ตำรวจสอบสวนกลาง

ปราจีนบุรี เมืองนอก EEC ที่กลายเป็นผู้รับบาป

EPIGRAM มีโอกาสเดินทางไปพร้อมกับ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) และ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย (TJA) ร่วมกับ มูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH) ที่ต.ศรีมหาโพธิ อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี เพื่อสำรวจปัญหาขยะอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกเมื่อไม่นานมานี้

รถตู้สีขาวทยอยเคลื่อนตัวสู่บ้านหนองหอย ต.ศรีมหาโพธิ อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี ได้มุ่งไปบนถนนสายหนึ่งที่จะนำไปสู่ที่ตั้งของ ‘กลุ่มโรงงานรับกำจัดขยะ’ ผ่านทุ่งหญ้าและต้นไม้สีเขียวสองข้างทาง

ทันทีหลังจากที่ภาพเบื้องหน้าได้ฉายให้คณะเดินทางเห็นเช่นนั้น สุเมธ เหรียญพงษ์นาม เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากมลพิษอุตสาหกรรม และนักป้องสิทธิทางสิ่งแวดล้อม จ.ปราจีนบุรี  ผู้ซึ่งผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นการคุกคามในหลากหลายรูปแบบ และการถูกฟ้องร้องในคดีความที่บริษัทรับกำจัดขยะยื่นฟ้องในข้อหาหรือฐานความผิดหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ได้ส่งเสียงให้ข้อมูลมาจากทางเบาะทางซ้ายด้านหน้ารถตู้ว่าสิ่งที่เราเห็นว่าเป็นท้องทุ่งเขียวขจี และหมู่ต้นไม้สองข้างทางนั้น กำลังจะถูกแทนที่ด้วยภาพของหลุมฝังกลบขยะ โกดังเก็บกากอุตสาหกรรม และโรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรม ส่งผลให้ในภายภาคหน้า ปราจีนบุรีจะกลายเป็นถังขยะโลกในไม่ช้า…

เพราะเหตุใดภาคตะวันออก โดยเฉพาะจังหวัดปราจีนบุรี กำลังจะกลายเป็นถังขยะโลก?

เรื่องนี้มีผลสืบเนื่องจาก คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ที่ 4/2559 ลงชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กำหนดให้มีการยกเว้นการบังคับใช้ผังเมืองรวมสำหรับประกอบกิจการบางประเภท อันได้แก่โรงงานที่ประกอบกิจการเกี่ยวกับพลังงานทั้งหลายแหล่ โดยให้เหตุผลว่าเป็นการจัดการด้านความมั่นคงทางพลังงาน เพราะความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศไทยมีแนวโน้มที่สูงขึ้น ประกอบกับการขยายตัวของเมืองและเศรษฐกิจ ส่งผลให้เกิดปัญหาขยะล้นเมือง นำไปสู่วาระแห่งชาติของการแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอย และนั่นจึงเป็นที่มาของประเด็นในวันนี้

ภาพโดย สถาพร พงษ์พิพัฒน์วัฒนา

กระบวนการของ ‘ขยะ’

เมื่อมีขยะ ก็ต้องมีกระบวนการกำจัดขยะ สิ่งที่ถูกกำหนดในคำสั่งที่ 4/2559 โดย คสช. นั้น สาระสำคัญคือการที่อนุญาตให้โรงงานประเภท 101 (กำจัดขยะอันตรายด้วยการเผา หรือฝังกลบ) , 105 (กำจัดขยะทั่วไป คัดแยก หรือฝังกลบ) และ 106 (กำจัดขยะอันตรายด้วยการรีไซเคิล) ซึ่งเป็นโรงงานที่เกี่ยวข้องกับการรับบำบัด และกำจัดของเสีย ซึ่งใบอนุญาตของการเป็นผู้รับกำจัดของเสีย จะต้องยื่นขอไปทางกรมโรงงานอุตสาหกรรม โดยที่โรงงานประเภท 101 และ 105 นั้น จะต้องทำการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment : EIA) ก่อนก่อสร้างโรงงาน เพื่อสำรวจปัญหาและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมได้ ในขณะที่โรงงานประเภท 106 ซึ่งทำหน้าที่รีไซเคิลขยะอันตรายที่ถูกส่งต่อมาหลังจากกระบวนการของโรงงานประเภท 101 ไม่จำเป็นต้องทำ EIA  

อย่างไรก็ดี หากจะให้สรุปอย่างเข้าใจง่าย ปัญหาขยะและกากอุตสาหกรรม มาจากการแข่งกันตัดราคาของโรงงานรับกำจัดขยะ ส่งผลให้โรงงานที่มีกากอุตสาหกรรม ส่งขยะที่ตนเองผลิตไปให้เจ้าที่รับกำจัดของเสียที่ราคาถูกที่สุด (และแน่นอนว่า ยิ่งราคาถูก ยิ่งลดกระบวนการกำจัดอย่างถูกต้อง) เรื่องนี้เชื่อมโยงกับปัญหายกเว้นการบังคับใช้ผังเมืองรวมของจังหวัดโดยรัฐบาล คสช. จากคำสั่งที่ 4/2559 ที่ได้กล่าวไปในข้างต้น ทำให้โรงงานใดก็ตามที่อาจสร้างมลพิษและไม่ต้องทำ EIA ไม่ติดข้อจำกัดเรื่องผังเมืองเดิม (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เพื่อทำการเกษตร) ตั้งในพื้นที่ภาคตะวันออกได้ง่ายขึ้น

ประกอบกับที่จังหวัดปราจีนบุรี ยังมีราคาที่ดินที่ยังไม่พุ่งสูงมากนัก พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ทางการเกษตร นิยมปลูกมันสำปะหลัง ข้าวโพด เป็นพืชเศรษฐกิจหลัก (แม้จะมีนิคมอุตสาหกรรมที่อยู่กระจายอยู่ทั่วทั้งจังหวัด) อีกทั้งยังมีโครงสร้างพื้นฐานอย่าง ‘ถนนหมายเลข 304’ ที่สามารถเชื่อมไปยังท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี และง่ายต่อการขนส่ง ‘ขยะ’ หรือ ‘กากอุตสาหกรรม’ ที่มีการนำเข้ามาจากต่างประเทศ 

ภาพโดย สถาพร พงษ์พิพัฒน์วัฒนา

 หรือเรื่องนี้ ‘พี่ใหญ่’ จะมีส่วนเกี่ยวข้อง

เมื่อย้อนกลับมาดูในพื้นที่ของ บ้านหนองหอย อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี ทำให้พบว่า พื้นที่ประเด็นปัญหาที่คณะฯ ได้เดินทางไปสำรวจนั้น เป็นกลุ่มโรงงานรับกำจัดขยะประเภท 101 , 105 และ 106 ตั้งอยู่ ณ ที่เดียวกัน จากรายงานพิเศษโดย ผู้จัดการออนไลน์ และการเปิดเผยข้อมูลโดย มูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH) พบว่า กลุ่มโรงงานดังกล่าว ประกอบไปด้วย บริษัท ที แอนด์ ที เวสท์ แมเนจเม้นท์ 2017 จำกัด ตั้งอยู่บนที่ดินขนาดใหญ่ถึง 49 ไร่ มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน ลำดับที่ 106 (กลุ่มโรงงานรีไซเคิล),  บริษัท โอโน่เทค จำกัด (โรงงานประเภท 105 106 หล่อหลอมอลูมิเนียมและโลหะ), บริษัท ไอโอกรีน จำกัด (โรงงานประเภท 106 บดย่อยตะกรันเหล็ก), บริษัท พีแอล กรีน เวิลด์ 2020 จำกัด (โรงงานประเภท 101 ปรับปรุงคุณภาพของเสีย แต่ที่ตั้งโรงงานจริงไม่ตรงกับเลขที่โฉนดในใบอนุญาต เท่ากับไม่มีใบอนุญาต)

และในเนื้อหายังพบว่า “มีอาคารอีก 2 จุด ที่มีรั้วติดกับโรงงาน ที แอนด์ ที และพบการดำเนินกิจกรรมคล้ายการรีไซเคิลอิเล็กทรอนิกส์ แต่ไม่มีใบอนุญาต รวมทั้งมีพื้นที่ที่ถูกทำเป็นพื้นที่ทิ้งกากของเสียอันตรายซึ่งอยู่ติดกับพื้นที่ของบริษัท ที แอนด์ ที แต่ไม่มีใบอนุญาตเช่นกัน 

ซึ่งบริษัท ที แอนด์ ที มีอดีตผู้ก่อตั้งชื่อ นายพิสิษฐ์ พูนเจริญชัย หรือ ‘อาเหว่ย’ เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่สามารถพูดภาษาจีนได้ เคยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ แม้ปัจจุบันไม่มีหุ้นแล้ว แต่ยังคงมีบทบาทอยู่ในโรงงาน และเป็นผู้เดินนำเจ้าหน้าที่เข้าตรวจโรงงาน รวมถึงเคยนำตรวจจุดที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการรวมทั้งบริเวณที่เป็นจุดลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ติดโรงงาน ร่วมกับชาวจีนที่เรียกว่า ‘นายจาง’ เป็นผู้นำตรวจในจุดนี้ด้วย”

ภาพจาก สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ)

หยุด (ประกอบกิจการ) ไม่จริง

เหตุผลของการที่กลุ่มโรงงานรับกำจัดขยะเหล่านี้ กลายเป็นประเด็นขึ้นในสังคม มาจากการที่ เกิดเหตุคล้ายกับการระเบิดของสารเคมีขึ้นภายในโรงงานของ บริษัท ที แอนด์ ที เวสท์ แมเนจเม้นท์ 2017 จำกัด ในวันที่ 6 มีนาคม 2567 กลุ่มควันสีส้มได้พวยพุ่งขึ้นเหนือตัวอาคาร และยังส่งกลิ่นเหม็นไปรอบบริเวณ สร้างผลกระทบให้แก่ประชาชนในพื้นที่

ซึ่งบริษัทดังกล่าว ประกอบกิจการโรงงานประเภท 106 ซึ่งคือโรงงานรีไซเคิล และถูกระบุว่าสามารถประกอบกิจการได้หลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น เชื้อเพลิงทดแทน การสกัดโลหะมีค่า การบดย่อยชิ้นส่วนอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ นำกรดและด่างที่ใช้แล้วมาผ่านวิธีทางอุตสาหกรรมเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ การทำเชื้อเพลิงผสม ซ่อมและล้างบรรจุภัณฑ์ การหลอมหล่อทองแดง และการคัดแยกวัสดุไม่ใช้แล้วที่ไม่เป็นอันตราย  

ผลจากการตรวจสอบทำให้มีคำสั่งให้โรงงาน ‘หยุดประกอบกิจการชั่วคราวเพื่อปรับปรุง’ หลายครั้ง แต่ไม่พบการปรับปรุง จนนำมาสู่การออกคำสั่ง ‘ปิดกิจการ’ ในเวลาต่อมา (25 กันยายน 2567) ทั้งนี้ พบว่าหลังจากมีการออกคำสั่งปิดกิจการ เพิกถอนใบอนุญาต ยังพบความเคลื่อนไหวในโรงงานอย่างต่อเนื่อง มีรถสิบล้อวิ่งส่งของเข้าออก แรงงานยังมีการทำงานอยู่เป็นปกติ

ภาพโดย สถาพร พงษ์พิพัฒน์วัฒนา

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ที่ผ่าน คณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ปก.ปทส.) ตลอดจนเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองในท้องที่ เข้าตรวจค้นโรงงานของบริษัท ทีแอนด์ที เวสท์ แมเนจเมนท์ เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมดำเนินคดีกับวิศวกรชาวจีน ผู้ดูแลโรงงาน 1 ราย ข้อหาครอบครองวัตถุอันตรายโดยไม่ได้รับอนุญาต และคนงานต่างด้าว 4 ราย ข้อหาใบอนุญาตผิดจังหวัด-ผิดนายจ้าง 

ท้ายที่สุด แม้ว่ากระบวนการทางยุติธรรมจะเดินหน้าต่อไป แต่ผลพวงจากการประกอบกิจการของกลุ่มโรงงานรับกำจัดขยะและของเสียเหล่านี้ ยังคงอยู่ และส่งผลกระทบต่อพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ดินที่ดีพอที่จะทำการเกษตรได้อย่างสมบูรณ์ ณ บัดนี้ ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้เช่นเดิม ยังไม่รวมการซึมซับสารเคมีของแหล่งน้ำใกล้เคียง ไม่ว่าจะเป็นแหล่งน้ำบนดินหรือแหล่งน้ำใต้ดิน คำถามต่อมาคือ ประชาชนที่อยู่โดยรอบบริเวณนั้นจะมีชีวิตอย่างไรต่อไปภายใต้สถานการณ์เหล่านี้ ที่ในวันข้างหน้า การตั้งโรงงานรับกำจัดขยะ อาจมาอยู่ ณ บริเวณหน้าบ้านของตน

 

คงมีแต่การส่งเสียงเรียกร้องของพวกเขาว่า ต้องการให้พื้นที่นี้เป็นพื้นที่สำหรับการทำเกษตรกรรมอย่างปลอดภัย ไม่ใช่เป็นพื้นที่เพื่อรองรับ ‘ขยะ’ อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ภาพโดย สถาพร พงษ์พิพัฒน์วัฒนา
อ้างอิง
เบื้องหลัง “คืนชีพแคดเมียมจากหลุมฝังกลบ” ผ่านทุนจีนเข้า “รัฐอิสระคลองกิ่ว” ชลบุรี ก่อนส่งออกไปจีน
13 ปี “วิน โพรเสส” พิพาทมลพิษปนเปื้อน “หนองพะวา”
คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 4/2559 เรื่อง การยกเว้นการใช้บังคับกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวม สำหรับการ ประกอบกิจการ บางประเภท
เปิด “รัฐอิสระหนองหอย” ปราจีนฯ รง.รีไซเคิลโยงทุนจีน ยังมีคนงานทั้งที่สั่งถอนใบอนุญาตแล้ว
สั่งปิด (อีกครั้ง) โรงงานจีน ณ หนองหอย อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี
สรุปปริมาณการแจ้งรับกากของเสีย
ยัน “เรือขนกากฝุ่นพิษ” 100 ตู้จากแอลเบเนียไม่เข้าไทย
“ทีดีอาร์ไอ”ถอดบทเรียนต่างชาติ จัดการขยะอุตสาหกรรม “อีอีซี”
written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR