/

เธอเองก็เป็นได้นะ เมืองที่ใจดีกับผู้คน แนะนำ 7 การออกแบบเมืองสุดใส่ใจ จนใครๆ ก็อยากอยู่ด้วย

เราคงไม่เห็นภาพโรงงานรีไซเคิลตั้งอยู่ข้างๆ บ้านคน สถานีอนามัย หรือโรงเรียนประถม…ถ้าการออกแบบเมืองมองเห็นหัวใจของผู้คน

 

เราคงไม่เห็นชุมชนเกษตรดั้งเดิมต้องโยกย้ายออกจากบ้านเกิด ด้วยเหุตของมลพิษทางอากาศ กลิ่นเหม็นของสารเคมี ปัญหาฝุ่น PM2.5 และน้ำเสียจากโรงงาน…ถ้าการพัฒนาเมืองเคารพความเป็นมาของพื้นที่

 เราคงไม่เห็นภาพท่าเทียบเรือขนส่งแก๊สธรรมชาติ หรือโรงงานคัดแยกแก๊สที่ตั้งอยู่ข้าง ๆ กับกลุ่มประมงพื้นบ้าน…ถ้าภาครัฐให้ความสำคัญกับการบำรุงรักษาและการเยียวยามากกว่าการพัฒนา 

เราคงไม่เห็นภาพภูเขากองขยะและบ่อฝังกลบในย่านที่พักอาศัย…ถ้าเทศบาลรู้จักรับฟังเสียงของชาวบ้าน

เราคงไม่เห็นภาพเด็กๆ ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับโทรศัพท์มือถือหรือแทปเล็ต เพราะขาดพื้นที่เล่น พื้นที่เรียนรู้ หรือพื้นที่ที่ผู้ใหญ่เข้าใจ…ถ้ามีการออกแบบเมืองอย่างมีส่วนร่วมและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

เราคงไม่เห็นคนเดินตากแดดริมถนน หรือต้องหลบร่มใต้เงาสะพาน เพราะปราศจากทางเท้าดีๆ ที่เชื่อมต่อกันและร่มเงาของต้นไม้…ถ้าเมืองมีพื้นที่สีเขียวที่เชื่อมคนธรรมชาติเข้าด้วยกัน

เราคงไม่เห็นตัวเลขจำนวนผู้ป่วยซึมเศร้าหรือคนที่โดดเดี่ยวที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะไม่มีพื้นที่ที่รองรับหัวใจอันเปราะบางของพวกเขา…ถ้าการออกแบบเมืองยอมให้ผู้คนเป็นศูนย์กลาง

เราคงจะไม่เห็นอีกหลายภาพที่สะท้อนว่าภาคตะวันออกเป็นเมืองที่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่ไม่ให้พื้นที่กับหัวใจเล็กอย่างเช่นทุกวันนี้…ถ้าหากเรามีการออกแบบเมืองที่เน้น ‘ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อมนุษย์และบริบทของพื้นที่’  

เราเลยอยากชวนมาทำความรู้จักกับหลักการการออกแบบเมือง อย่างแนวคิด Urban Empathy Design เพราะ ‘ในเมืองมีผู้คน’ และเมืองในภาคตะวันออกก็ควรถูกออกแบบอย่าง ‘มีหัวใจ’ กับเขาเหมือนกัน

.

.

.

1.

เมืองที่ฟังอย่างลึกซึ้ง Kitakyushu City, Japan 

“พื้นที่อ่าวโดไกปนเปื้อนด้วยมลพิษจากโรงงานและน้ำเสียจาก
อุตสาหกรรมและครัวเรือนจนได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘ทะเลแห่งความตาย’

 

นี่คือช่วงตอนหนึ่งที่เรายกมาจากรายงานเรื่อง Kitakyushu City , Japan โดย รศ. ดร. ฮิโตมิ นากานิชิ (Hitomi Nakanishi) จากมหาวิทยาลัยแคนเบอร์รา  (University of Canberra) ประเทศออสเตรเลีย และ ศ.ดร. ฮิซาชิ ชิบาตะ (Hisashi Shibata) จากมหาวิทยาลัยฟุกุโอกะ (Fukuoka University) ประเทศญี่ปุ่น ที่ฉายให้เห็นภาพความร้ายแรงของปัญหาด้านมลพิษในเมืองคิตะคิวชู ช่วงปี ค.ศ. 1950 – 1960 ได้อย่างชัดเจน ซึ่งนั่นอาจเป็นภาพอนาคตที่อยู่ห่างเพียงปลายจมูกของภาคตะวันออก หากรัฐบาลยังคงปล่อยให้มีการพัฒนาโดยเพิกเฉยต่อเสียงความเดือดร้อนของคนในพื้นที่ต่อไป 

เมืองคิตะคิวชู จังหวัดฟุกุโอกะ เป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 13 ของญี่ปุ่น ตั้งอยู่บนเกาะคิวชูทางตอนใต้ของเกาะหลักญี่ปุ่น เมืองเจริญเติบโตขึ้นมาจากอุตสาหกรรมเหล็กและพัฒนาจนกลายเป็นเขตนิคมอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น และถือเป็นประตูสู่เศรษฐกิจเอเชียในปี ค.ศ. 1900 

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาอย่างรวดเร็วของเมืองทำให้อ่าวโดไกของคิตะคิวชูจมอยู่ใต้มลพิษของกลุ่มควันโขมงจากอุตสาหกรรมหนัก เปลี่ยนท้องฟ้าและมหาสุมทรที่เคยเป็นสีครามให้กลายเป็นสีเทาขุ่น ไม่ต่างอะไรกับภาคตะวันออกของเราที่ก็ประสบปัญหามลพิษทางอากาศอย่างหนักเช่นกัน 

โดยในราวปี ค.ศ. 1997    ชุมชนของเขตเทศบาลมาบตาพุดจำนวนกว่า  20 ชุมชน ประสบปัญหามลพิษทางอากาศในระดับรุนแรง ส่งผลให้คนในชุมชนเกิดอาการผิดปกติต่างๆ เช่น อึดอัด แสบจมูก คัน ขึ้นผื่น หายใจไม่ออก คลื่นเหียน อาเจียน วิงเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ ขณะที่ในบางคนมีอาการง่วงซึม เพลีย รวมถึงมีอาการหอบหืดและภูมิแพ้กำเริบ 

ที่เมืองคิตะคิวชู บรรดาแม่ๆ ผู้เป็นห่วงสุขภาพของลูกๆ คือกลุ่มแรกที่ออกมาส่งเสียงเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหามลพิษ  รวมถึงสมาคมสตรีในเขตโทบาตะซึ่งตั้งอยู่ติดกับบริเวณโรงงานก็ออกมาแสดงจุดยืน ภายใต้สโลแกนว่า ‘เราต้องการท้องฟ้าสีครามกลับคืนมา’ โดยพวกเธอได้เข้าไปตรวจสอบโรงงานด้วยตนเอง จัดการประชุมศึกษาผลกระทบจากปัญหามลพิษกับศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัย และดำเนินการศึกษาวิจัยอิสระเกี่ยวกับมลพิษทางอากาศ 

การเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลให้มีการรณรงค์อย่างจริงจังเพื่อเรียกร้องให้ทั้งภาคธุรกิจและรัฐบาลปรับปรุงแก้ไขปัญหา ขณะเดียวกันก็จุดประกายให้ทั้งประชาชน มหาวิทยาลัย ธุรกิจห้างร้าน บริษัทต่างๆ ตลอดจนรัฐบาลท้องถิ่นมารวมตัวกันเพื่อหาทางแก้ไข จนในที่สุดเมืองคิตะคิวชูประสบความสำเร็จอย่างน่าทึ่งในการเอาชนะมลพิษในช่วงปลายทศวรรษ 1970 บรรดาแม่ๆ สามารถทวงคืนหาดทรายที่สะอาดให้กับลูกของพวกเธอได้ใน 

ต่างออกไปจากกรณีของมาบตาพุดที่แม้จะมีการต่อสู้เรียกร้องของคนในชุมชนจนเกิดเขตควบคุมมลพิษขึ้น แต่เขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดก็ยังดำเนินกิจการเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ขณะที่บรรดาครูและนักเรียนโรงเรียนมาบตาพุดพันพิทยาคาร รวมไปถึงผู้คนในพื้นที่กลับล้มป่วยเป็นจำนวนหลายร้อยคนจนต้องนำส่งโรงพยาบาลกะทันหัน กระทั่งนำไปสู่การตัดสินใจย้ายที่ตั้งของโรงเรียนในที่สุด

ปัจจุบันเมืองคิตะคิวชูกลายเป็นตัวอย่างของเมืองอุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีในการควบคุมมลพิษ มีการนำพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานลมและไฮโดรเจน มาเป็นฐานพลังงานในท้องถิ่น และกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางอุตสาหกรรมรีไซเคิลที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น

การรับฟังเสียงแห่งความกลัว ความเงียบ และความหวังของผู้หญิง แม่บ้าน และเด็กๆ อย่างไม่ละเลยในครั้งนั้น ทำให้คิตะคิวชูทวงคืนท้องฟ้าและทะเลสีครามกลับมาได้อีกครั้ง ทั้งที่โดยปกติแล้วเสียงเหล่านั้นมักไม่ถูกนับหรือแทบไม่เคยอยู่ในขั้นตอนของการพัฒนาเลย 

 

2.

เมืองที่มองเห็นหัวใจของผู้คน ด้วยโครงการ Kampung Improvement Program (KIP), Jakarta, Indonesia 

มืด ชื้น อับ คือสัมผัสแรกของชุมชนแออัดในเมืองใหญ่ของ ‘คนจนเมือง’ แม้ว่าเราอาจจะเห็นคนกลุ่มนี้ในภาคตะวันออกไม่ชัดเจนเทียบเท่าในกรุงเทพฯ แต่การมองเห็นที่ไม่ชัดก็ไม่ได้หมายความว่าสิ่งนั้นจะ ‘ไม่มีอยู่’ 

คนจนเมืองในภาคตะวันออกมักอยู่ในกลุ่มของแรงงานข้ามจังหวัดหรือแรงงานข้ามชาติ ซึ่งอาศัยอยู่ในที่พักสังกะสีชั่วคราวข้างโรงงาน หรืออาศัยอยู่ในเขตชุมชนแออัดตามริมคลอง หรือพำนักอยู่ในบ้านเช่า ของโรงงาน ซึ่งร้อนอบอ้าวไม่ต่างจาก จาการ์ต้า เมืองหลวงของประเทศอินโดนีเซียที่มีขนาดใกล้เคียงกับกรุงเทพฯ และเคยได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่มีสลัมมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

การขยายตัวอย่างรวดเร็วของเมืองทำให้ผู้อพยพที่ต้องการงานทำหลั่งไหลเข้ามาสู่ชุมชนแออัด (สลัม) ในหลายประเทศที่กำลังพัฒนา ซึ่งชุมชนแออัดมักมีสภาพไม่น่าพิสมัย ขาดสุขอนามัย ขาดแคลนน้ำสะอาด เผชิญหน้ากับน้ำท่วมขังที่ก่อเกิดโรคระบาดได้ง่าย และมีอัตราการเจ็บป่วยและเสียชีวิตสูงในกลุ่มเด็กและผู้สูงอายุ

ในปี ค.ศ. 1969 – 1998 รัฐบาลอินโดนีเซียได้ริเริ่มโครงการ Kampung Improvement Program (KIP) หรือโครงการปรับปรุงพัฒนาพื้นชุมชนแออัดในเมือง โดยถือเป็นโครงการพัฒนาพื้นที่ชุมชนแออัดที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีแนวคิดสำคัญคือเน้นการปรับปรุงและสร้างโครงสร้างพื้นฐานและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้อยู่อาศัยในชุมชนแออัดแทนการขับไล่หรือรื้อถอนชุมชนออก ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีที่สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาเมืองที่มองเห็นหัวใจของผู้คนกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะในหัวใจของคนชุมชนแออัดที่มักถูกละเลยและถูกทำให้สลายหายไปในกระบวนการพัฒนาเมือง

โครงการดังกล่าวได้พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้คนในเขตชุมชนแออัดของจาร์กาตากว่า 30 ล้านคน หรือมากกว่า 800 ชุมชน ก่อนที่จะขยับขยายออกไปสู่เมืองอื่น เช่น ในหมู่บ้านชื่อว่า เปลางี (Pelangi) ที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้เมืองเซอมารัง ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นหมู่บ้านสีสันสดใสและเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวมาเยี่ยม

แม้จะมีคำวิพากษ์วิจารณ์ที่ชี้ให้เห็นว่าโครงการยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาการถือครองที่ดินภายในชุมชนแออัด และปรับปรุงการเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจสำหรับผู้อยู่อาศัยให้สูงขึ้นได้อย่างเท่าที่ควร แต่โครงการ Kampung Improvement Program (KIP) ก็ถือตัวอย่างสำคัญของการพัฒนาเมืองที่ไม่ละเลยผู้คนด้วยการขับไล่พวกเขาออกจาก หรือรื้อถอนชุมชนของพวกเขาอย่างที่หลายๆ เมืองเลือกที่จะทำ

 

 

3.

เมืองที่ให้ผู้คนเป็นศูนย์กลาง  Shared Streets Portland, USA

หลายคนอาจนึกไม่ถึงว่าแค่การออกแบบถนนเพื่อ ‘รถยนต์’ เป็นหลัก จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความเงียบเหงาในเมืองทั้งเมืองได้ 

ย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 2020 เราจะพบว่าความเงียบเหงานั้นเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับเมืองพอร์ตแลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อสื่อท้องถิ่นหลายสำนักพร้อมใจกันรายงานว่า ‘เมืองตายไปแล้ว’ เพราะถนนที่ออกแบบโดยมีรถยนต์เป็นศูนย์กลาง ได้ผลักผู้คนโดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงวัย และผู้มีรายได้น้อยที่ไม่มีรถส่วนตัวให้กลายเป็นคนชายขอบ 

เมืองที่ควรเป็นของทุกคนแห่งนี้กลับกลายเป็นพื้นที่ว่างเปล่า ไร้บทสนทนาของแม่บ้านที่กำลังเดินไปตลาด หรือเสียงหัวเราะของเด็กๆ ขณะขี่จักรยานไปโรงเรียน กลายเป็นเมืองที่แทบจะไร้เงาของมนุษย์

สิ่งที่เกิดขึ้นกับเมืองพอร์ตแลนด์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพาะได้เกิดปัญหาเช่นนี้ขึ้นในหลายเมืองทั่วโลก รวมถึงเมืองในภาคตะวันออกของไทย ไม่ว่าจะเป็นถนนในนิคมอุตสาหกรรมระยองหรือศรีราชา ยาวไปจนถึงถนนสายท่องเที่ยวในพัทยา ที่ต่างล้วนเอื้อให้กับความเร่งรีบของรถยนต์มากกว่าความปลอดภัยของผู้คน โดยปรากฎชัดในรูปของขอบฟุตบาทสูงชัน เสาไฟฟ้าเกะกะ ทางเท้าที่หายไปอย่างไร้ร่องรอย ทั้งหน้าบ้านเรือน หน้าร้านค้า หรือหน้าโรงเรียน ที่ต่างก็ไม่มีพื้นที่ทางเท้าดีๆ ที่เหมาะแก่การเดินได้อย่างสบายใจ

ด้วยการเจริญเติบโตของเมืองพอร์ตแลนด์ที่มาพร้อมๆ กับยุครุ่งเรืองของรถยนต์ ถนนหนทางของเมืองจึงเต็มไปด้วยร่องรอยของความสะดวกสบาย โดยไม่มีร่องรอบของการออกแบบให้เข้าใจถึงบริบทการใช้งานของคนจริงๆ จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1973 จึงได้เริ่มมีการเริ่มหันกลับมาฟังเสียงของผู้คนในเมืองและเลือกเปลี่ยนทิศทางการพัฒนาใหม่ภายใต้แนวคิดถนนเพื่อผู้คน (Shared Streets)

แนวคิดนี้ไม่ใช่แค่การออกแบบพื้นที่ให้เดินได้หรือปั่นจักรยานได้ แต่เป็นการออกแบบที่คืนชีวิตให้ถนน และเห็นความสำคัญของถนนว่าคือพื้นที่สำหรับทุกคน ไม่ใช่แค่รถยนต์

หลายปีที่ผ่านมา เมืองพอร์ตแลนด์ได้ริเริ่มโครงการต่างๆ ภายใต้แนวคิดถนนเพื่อผู้คน ซึ่งได้ประสบความสำเร็จในการช่วยลดอุบัติเหตุ เพิ่มพื้นที่สีเขียวด้วยต้นไม้ ทำเกาะกลางถนน เปลี่ยนพื้นที่ถนนให้เป็นพลาซ่าคนเมือง ขยายฟุตบาธ ปรับปรุงทางแยกให้ปลอดภัยสำหรับคนเดิน ทำพื้นที่รับน้ำฝนธรรมชาติ และวางระบบระบายน้ำธรรมชาติ ทั้งยังมีการกำหนดแนวทางการออกแบบถนนในลักษณะต่างๆ ไว้อย่างชัดเจน ทำให้ในที่สุดพอร์ตแลนด์ก็ได้กลายเป็นเมืองที่ได้ยินเสียงของผู้คนมากกว่าเสียงของเครื่องยนต์ 

ปัจจุบัน พอร์ตแลนด์กำลังเตรียมสร้าง Green Loop หรือเส้นทางเดิน – ปั่นจักรยานที่เชื่อมโยงระบบขนส่งยาวกว่า 6 ไมล์ (หรือ 9 กิโลเมตรโดยประมาณ) เพื่อให้ผู้คนสามารถเดินทางได้โดยไม่ต้องใช้รถยนต์ ภายใต้แผน Central City 2035 ที่วางอนาคตของเมืองให้หมุนรอบ ‘คน’ ซึ่งคาดว่ากลายเป็นตัวอย่างสำคัญของการพัฒนาเมืองในอนาคต

 

4.

เมืองที่เคารพบริบทท้องถิ่น  Living Breakwaters – Staten Island, New York, USA

การพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งอย่างไม่เหมาะสมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ชายฝั่งในหลายพื้นที่ทั่วโลกเผชิญหน้ากับการกัดเซาะอย่างรุนแรง รวมถึงเกาะสเตเตน (Staten Island) ทางตอนใต้ของมหานครนิวยอร์ก

เกาะสเตเตนเป็นเกาะที่มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 500,000 คน พื้นที่ชายฝั่งตอนใต้ของเกาะเป็นที่อยู่อาศัยของชุมชนขนาดเล็กหลายแห่งที่มีความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเลและพายุ หลังจากซูเปอร์พายุแซนดี้ขึ้นฝั่งในปี 2012 ซึ่งมีคลื่นสูงถึง 6 เมตร ได้กวาดชายฝั่งตอนใต้ของเกาะสเตเตนราบเป็นหน้ากลอง สร้างความเสียหายแก่บ้านเรือนของประชาชนมากกว่า 500 หลัง และคร่าชีวิตผู้คนไปถึง 11 ราย 

กระทรวงการเคหะและการพัฒนาเมืองของสหรัฐอเมริกา (HUD) จึงจัดให้มีการประกวดแบบโครงการกำแพงกันคลื่นขึ้น โดยโครงการที่ได้รับเลือกคือ Living Breakwaters ของ SCAPE Landscape Architecture ซึ่งนำเสนอแนวคิดกำแพงกันคลื่นยาว 2,400 ฟุต ด้วยรูปแบบใหม่ คือสร้างกำแพงขึ้นจากหินและวัสดุธรรมชาติที่มีรูพรุนเลียนแบบโครงสร้างของแนวปะการังเทียม แทนการสร้างกำแพงคอนกรีตที่แข็งกระด้างตัดขาดความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับทะเลด้วยแนวกันคลื่นใต้น้ำ

นอกจากนั้น โครงการยังได้วางแนวกำแพงกันคลื่นโดยอาศัยข้อมูลจากการสร้างแบบจำลองอุทกพลศาสตร์ที่ครอบคลุม แนวกันคลื่นแต่ละส่วนจะถูกออกแบบโดยพิจารณาถึงลักษณะเฉพาะของพื้นที่นั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นความลึกของน้ำ ทิศทางคลื่นและลม หรือการใช้งานของชุมชนซึ่งอยู่อาศัยในพื้นที่มาเป็นเวลานาน ทำให้การวางแนวกันคลื่นแตกต่างกัน สะท้อนแนวคิดในการเคารพบริบทพื้นที่และท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง 

Living Breakwaters ประสบความสำเร็จในการช่วยชะลอพลังคลื่นอย่างนุ่มนวล ลดการกัดเซาะชายหาดได้จริง และสร้างที่อยู่อาศัยสำหรับสิ่งมีชีวิตทางทะเล เช่น หอยนางรม ปลามีครีบ และสัตว์ทะเลชนิดอื่น ๆ โดยเฉพาะหอยนางรมที่เมื่อเวลาผ่านไปจะช่วยเพิ่มความหนาแน่นให้แนวกันคลื่น ทำให้การปกป้องชายฝั่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น 

แนวคิดนี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากการแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งในหลายพื้นที่ในภาคตะวันออก เช่น หาดวอนนภา จังหวัดชลบุรี หรือหาดแสงจันทร์ จังหวัดระยอง ที่มักออกแบบกำแพงกันคลื่นอย่างแข็งกระด้างและมองทะเลเป็นศัตรู แทนที่มองว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่อยู่ร่วมกันได้ 

ด้วยแนวคิดที่ผสมผสานการปกป้องชายฝั่ง การฟื้นฟูระบบนิเวศ เชื่อมโยงผู้คนกับธรรมชาติและการเคารพบริบทของพื้นที่ Living Breakwaters ทำให้ได้รับรางวัล OBEL AWARD รางวัลระดับนานาชาติสำหรับความสำเร็จด้านสถาปัตยกรรมที่ส่งผลดีต่อทั้งมนุษย์และโลก 

 

 

5.

เมืองที่เชื่อมโยง คน – ธรรมชาติ – เมือง: Park Connector Network (PCN), สิงคโปร์

ถ้าพูดถึงสิงคโปร์หลายคนอาจนึกถึงประเทศขนาดเล็กที่เป็นฐานการเงินระดับโลก หรืออาจนึกถึงสนามบินนานาชาติที่มีเอกลักษณ์เป็นน้ำตกประดิษ์ที่อยู่ใจกลางอาคารผู้โดยสาร หรือโรงแรมหรูที่มีสระว่ายน้ำไร้ขอบให้เกาะดูวิวเมืองทั้งเมือง หรืออาจนึกถึงสวนสาธารณะกับสวนพฤกษศาสตร์ชื่อดัง แต่อีกสิ่งที่หลายคนอาจไม่ได้สังเกตระหว่างเดินเล่นอยู่ในเมืองขนาดเล็กแห่งนี้ นั่นคือ เส้นทางสีเขียวที่ทำให้ทุกการเดินทางในสิงคโปร์ถูกปกคลุมไปด้วยร่มเงาของต้นไม้ และเส้นทางสีเขียวที่เชื่อมไปยังพื้นที่ต่าง ๆ รอบเกาะนี้เอง เป็นเสน่ห์ที่ทำให้ใครก็ตามวนซ้ำกลับมาสิงคโปร์อยู่เสมอ ๆ

ย้อนกลับไปท่ามกลางการเติบโตทางเศรษฐกิจและจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วสิงคโปร์เผชิญกับความหนาแน่นของเมืองที่เพิ่มขึ้น รวมถึงปัญหาความเครียดในชีวิตเมือง รัฐบาลจึงมุ่งหาทางพัฒนาเมืองให้น่าอยู่ขึ้น โดยเฉพาะการนำธรรมชาติเข้ามาใกล้ผู้คนผ่านการออกแบบเมืองสีเขียวอย่างเป็นระบบ 

หนึ่งในนั้น คือ โครงการ Park Connector Network (PCN) หรือเครือข่ายทางสีเขียวที่เชื่อมต่อสวนสาธารณะและพื้นที่ธรรมชาติทั่วทั้งเกาะ ซึ่งริเริ่มโดยคณะกรรมการสวนสาธารณะแห่งชาติ เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีและสร้างเอกลักษณ์ของสิงคโปร์ในฐานะมหานครสีเขียวท่ามกลางความเร่งรีบของโลก แนวคิดนี้เริ่มต้นในปี ค.ศ. 1991 และถูกนำไปปฏิบัติจริงครั้งแรกในปี ค.ศ. 1995 ปัจจุบัน PCN มีความยาวรวมกว่า 380 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่หลักของสิงคโปร์ทั้งในเมืองและชานเมือง 

จุดเด่นของ PCN ไม่ได้มีแค่ทางเดินเท้าหรือเส้นทางจักรยาน แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่หลอมรวมธรรมชาติ เมือง และผู้คนเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน ทั้งในแง่การเดินทาง การพักผ่อน และการใช้ชีวิตประจำวัน เส้นทางเหล่านี้ออกแบบตามถนน คลอง และแม่น้ำ พร้อมปลูกพืชพื้นถิ่นเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศ และสนับสนุนกิจกรรมกลางแจ้งอย่างการเล่นโรลเลอร์เบลด และยังเชื่อมโยงกับระบบขนส่งมวลชน ทำให้การเดินทางด้วยจักรยานกลายเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

หากเปรียบเทียบกับสวนสาธารณะหรือพื้นที่สีเขียวในภาคตะวันออกของไทย แม้จะมีอยู่บ้าง แต่ยังเผชิญข้อจำกัดหลายด้าน เช่น การล้อมรั้วและจำกัดเวลาเปิด – ปิด การเข้าถึงที่ต้องพึ่งรถยนต์ ไม่มีเส้นทางสีเขียวเชื่อมต่อระหว่างสวน หรือการออกแบบที่ยังมองสวนเป็นพื้นที่แยกขาดจากชีวิตประจำวัน ในขณะที่แนวคิดของสิงคโปร์ทำให้สวนกลายเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางชีวิตผู้คน ที่เข้าถึงได้ง่ายโดยไม่ต้องวางแผนล่วงหน้า หรือมีพาหนะส่วนตัว

Park Connector Network ของสิงคโปร์เป็นตัวอย่างของการออกแบบเมืองที่ทำให้ธรรมชาติเข้าถึงผู้คนได้จริงทุกวัน ไม่ใช่แค่พื้นที่พักผ่อนในวันหยุด 

 

 

6.

เมืองที่ใส่ใจความมั่นคงทางอาหารมากกว่าโรงงาน Urban Farming Detroit, USA 

ประโยคที่บอกว่า ‘ภาคตะวันออก คือ ดีทรอยต์ของประเทศไทยไม่ใช่เรื่องใหม่’ นั่นเพราะทั้งภาคตะวันออกของเรา และดีทรอยต์ต่างพึ่งพิงอุตสาหกรรมเชิงเดี่ยวโดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์เหมือนกัน

ในอดีตดีทรอยต์เคยเป็นฐานผลิตรถยนต์ขนาดใหญ่ในรัฐมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกาจนได้รับฉายาว่า ‘เมืองแห่งยานยนต์’ แต่เมื่ออุตสาหกรรมยานยนต์ถดถอย เมืองที่พึ่งพาเศรษฐกิจทางเดียวจึงค่อยๆ ทรุดตัว ผู้คนกว่าครึ่งย้ายออกจากเมือง บริษัท และห้างร้านต่างทยอยปิดตัว และในปี ค.ศ. 2013 ดีทรอยต์ได้กลายเป็นเมืองใหญ่แห่งแรกของสหรัฐฯ ที่ประกาศล้มละลาย

แต่สัจธรรมของทุกการเสื่อมสลายคือการเริ่มต้นใหม่ ดีทรอยต์ฟื้นคืนชีพจากเศษซากอุตสาหกรรม และถูกเยียวยาวจากเถ้าถ่านของความล้มเหลว ผ่านเมล็ดพันธุ์แห่งความหวังที่ชื่อว่า เกษตรในเมือง (Urban Farming) จากมือของคนที่เคยถูกทิ้งไว้ข้างหลังอย่างกลุ่มคนผิวสี กลุ่มผู้มีรายได้น้อย และแรงงานต่างๆ 

พวกเขาเปลี่ยนพื้นที่ว่างเปล่าที่เคยถูกละเลยให้กลายเป็นสวนครัวขนาดเล็กที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ส่งเสริมความมั่นคงด้านอาหารในระดับครัวเรือน และเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว  การขับเคลื่อนเครือข่ายสวนและฟาร์มชุมชนเติบโตอย่างต่อเนื่อง สร้างความมั่นคงทางอาหารที่ยั่งยืนและเป็นธรรมโดยไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากภายนอก 

ปัจจุบันดีทรอยต์มีสวนและฟาร์มกว่า 2,200 แห่งทั่วเมือง และมีสมาชิกเข้าร่วมกว่า 20,000 คน และมีข้อมูลจากงานวิจัยชี้ว่าดีทรอยต์มีศักยภาพในการผลิตผักได้ถึง 75% และผลไม้ 40% ของการบริโภคทั้งหมดของเมือง 

ดีทรอยต์แสดงให้เห็นว่าการพัฒนาเมือง ไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยเงินทุนขนาดใหญ่ หรือเริ่มจากภาคอุตสาหกรรมอย่างเดียว แต่สามารถเริ่มจากแปลงผักเล็กๆ ในชุมชนกับความหวังของผู้คนที่ไม่ยอมแพ้ได้ 

บทเรียนจากดีทรอยต์เป็นหลักฐานที่มีชีวิตของเมืองประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนจากการเยียวยามากกว่าการพัฒนา

 

 

7.

เมืองที่เชื่อในการมีส่วนร่วม  Holbeck Viaduct project, Leeds, UK 

หากเราจะพูดถึงการออกแบบเมืองที่เกิดขึ้นจากการมีส่วนร่วมของผู้คน มากกว่าคำสั่งจากที่ลอยปึ้งลงมาจากฟ้า (ส่วนกลาง) โครงการ Holbeck Viaduct ในเมืองลีดส์ ประเทศอังกฤษ ถือเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจน เพราะโครงการนี้เกิดจากการผลักดันของคนในพื้นที่ไม่ใช่จากรัฐส่วนกลางหรือบริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ 

การฟื้นฟูทางรถไฟเก่าในย่านเฮลเบค เป็นภาพฝันร่วมกันที่ชาวเมืองลีดส์อยากเห็น ทางรถไฟเก่าอายุหลายสิบปีที่ถูกปล่อยทิ้งร้างมาตั้งแต่ยุค 80s กลับมามีชีวิตอีกครั้งในแบบของพวกเขาเอง 

ทางรถไฟเก่าเส้นนี้ตั้งอยู่ในย่านอุตสาหกรรมเก่าที่เคยรุ่งเรืองในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ในสมัยที่เมืองเติบโตจากเครื่องจักรและควันไฟ ก่อนจะค่อยๆ เสื่อมถอยลงเมื่อเวลาผ่านไป  เช่นเดียวกับเมืองอุตสาหกรรมในอีกหลายพื้นที่และหลายประเทศที่พึ่งพิงการเติบโตทางเศรษฐกิจจากภาคการผลิต แต่ขาดการออกแบบเมืองให้รองรับชีวิตของผู้คนหลังอุตสาหกรรมเสื่อมถอย ซึ่งเป็นเรื่องที่เมืองอุตสาหกรรมทั่วโลกต่างไม่อาจหลีกเลี่ยง และเป็นภาพในอนาคตของภาคตะวันออกของเราในอีกไม่ใกล้ไม่ไกลเช่นกัน

ทางรถไฟเก่าที่มีความยาวกว่า 1.6 กิโลเมตรเส้นนี้ เคยมีชีวิตก่อนจะกลายเป็นซากเศษเหล็กขนาดมหึมาที่แอบตัวอยู่มุมเมือง ซึ่งแม้จะห่างจากสถานีรถไฟที่ผู้คนใช้ประจำเพียง 10 นาทีเดินเท้า แต่กลับห่างไกลจากชีวิตชีวาไปไกลกว่านั้นมาก

จนกระทั่ง ‘ชุมชน’ ตัดสินใจฟื้นโครงสร้างนี้ให้กลับมาหายใจอีกครั้ง คนกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มนี้รวมตัวกันในนามของ Holbeck viaduct project เพื่อเรียกคืนสิ่งที่หล่นหายไปในระบบการพัฒนาเมืองที่ไม่ฟังเสียงคน

พวกเขาทำงานร่วมกับนักออกแบบ นักวางแผน และสภาเมืองลีดส์ รวมถึงคนในพื้นที่ผ่านการจัดเวิร์กชอป การสำรวจความคิดเห็น การเดินสำรวจพื้นที่และจัดนิทรรศการเปิดพื้นที่ให้คนในชุมชนร่วมแสดงความเห็นอย่างจริงจังที่ไม่ใช่แค่ให้ข้อมูล แต่ให้ผู้คนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เพื่อผลักดันให้ทางรถไฟเส้นนี้กลายเป็นพื้นที่สีเขียว

แต่การฟื้นฟู Holbeck Viaduct ไม่ได้เปลี่ยนแค่ทางรถไฟเก่าให้กลายเป็นพื้นที่สีเขียว หากแต่ได้เชื่อมชุมชนเข้าหากัน เชื่อมเศษซากจากอดีตให้กลายเป็นพื้นที่ที่มีอนาคตร่วมกัน และเชื่อมพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงที่อยู่ในมือของคนธรรมดาที่ลุกขึ้นมาประกาศว่า ‘เมืองนี้…เป็นของพวกเรา’ เข้าด้วยกัน

 

 

written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR