/

สิ่งแวดล้อมของภาคตะวันออกที่พังทลายกับกฎหมายที่เหมือนไม่มีอยู่จริง

เคยสงสัยไหมว่า ทำไมเวลาที่เกิดเหตุจากอุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุดท้ายเรื่องก็เงียบหายไปกับสายลม บางเหตุการณ์ก็มีการจ่ายค่าปรับกันเพียงหลักหมื่น ทั้งๆ ที่ผลกระทบที่ตามมาเสียงหายหลายล้าน

 

โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกที่มักจะเจอกับปัญหาอุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เรามักจะได้ยินข่าวคราวที่อุตสาหกรรมที่มักจะก่อให้เกิดปัญหาอยู่เสมอมา และทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์เหล่านี้ขึ้น แนวทางการป้องกันหรือรับมืออย่างเป็นรูปธรรม ก็ดูจะไม่มีความชัดเจนเท่าใดนัก

กรณีตัวอย่างที่สำคัญในระยะเวลาที่ผ่านมา คงหนีไม่พ้นเหตุการณ์ที่โกดังเก็บสารเคมีอันตรายของบริษัท ‘วิน โพรเสส’ ณ ตำบลบางบุตร อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ได้เกิดเพลิงไหม้ขึ้น ในวันที่  22 เมษายน 2567 ส่งผลให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าวได้รับผลกระทบจากสารเคมี รวมไปถึงสิ่งแวดล้อมบริเวณโดยรอบ ไร่สวนของชุมชนก็เสียหายตามๆ กันไป ซึ่งจากการประเมินก่อนเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวของกรมควบคุมมลพิษ มองว่าหาจะเยียวยาฟื้นฟูให้กลับมาเป็นดังเดิม ต้องใช้งบประมาณกว่า 1.3 พันล้านบาท

แต่ปัจจุบันข้อหาที่เจ้าของโรงงานได้รับโทษคือ ข้อหาครอบครอง วัตถุอันตรายและฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงาน ซึ่งทางศาลจังหวัดระยองให้ประกันตัวในวงเงิน 20,000 บาท ก่อนจะมีการจับกุมอีกครั้งในคดีอาญามาตรา 228  ที่มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท และมาตรา 237 ที่มีโทษจำคุก 6 เดือน – 10 ปี ปรับตั้งแต่ 10,000 – 200,000 บาท

หรืออีกคดีดังอย่างการขนย้ายกากแคดเมียม ที่มีการลักลอบขนมาไว้ที่ต.คลองกิ่ว อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี ศาลจังหวัดชลบุรีก็มีคำตัดสินจำคุกเพียง 3 ปี โดยจำเลยสารภาพทุกข้อหา จึงลดโทษกึ่งหนึ่ง เหลือโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน ไม่รอลงอาญา

เรื่องนี้อาจจะต้องย้อนกลับตั้งคำถามกับตัวบทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ว่าสุดท้ายแล้วกฎหมายเหล่านั้นได้พยายามช่วยป้องกัน กำกับ ควบคุม หรือดูแลทรัพยากรในพื้นที่แค่ไหน ในวันที่อุตสาหกรรมลุกคืบเข้าสู่พื้นที่ทั่วภาคตะวันออก ชวนไปทำความเข้าใจเรื่องกฎหมายสิ่งแวดล้อม และปัญหาเชิงโครงสร้างที่คนตะวันออกต้องกลายเป็นผู้รับผลกระทบไปด้วยกัน

ภาพจาก : ThaiPBS

ไม่ใช่ครั้งแรกในภาคตะวันออก

หากจะให้ยกตัวอย่างกรณีที่เกิดขึ้นมาแล้วในภาคตะวันออก  ย้อนกลับไปในอดีตเมื่อราวๆ 20 ปีก่อน กรณีไฟไหม้โรงกลั่นน้ำมันไทยออยล์ เมื่อปี พ.ศ.2542 เป็นเหตุการณ์ไฟไหม้โรงกลั่นน้ำมันที่ร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งในไทย ที่เกิดขึ้นใน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี  สร้างความตื่นตระหนกและหวาดผวาให้กับประชาชนที่อยู่อาศัยในบริเวณโดยรอบจำนวนมาก โดยเฉพาะบ้านทุ่งสุขลา ที่ได้รับความเสียหายจากแรงระเบิดโดยตรงจนมีผู้บาดเจ็บหลายราย ส่วนบ้านแหลมฉบังซึ่งอยู่ไกลออกไปราว 3 กิโลเมตร แม้จะไม่ได้รับความเสียหายจากแรงระเบิดโดยตรง แต่ก็มีเศษถังน้ำมันที่ปลิวตกบนหลังคาบ้าน ส่งผลให้ประชาชนโดยรอบต้องอพยพออกจากที่ตั้งเป็นเวลาชั่วคราวพร้อมด้วยอาการหวาดกลัว

เหตุการณ์ระเบิดในครั้งนี้ ส่งผลให้พนักงานของบริษัทไทยออยล์และเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเสียชีวิตรวม 7 ศพ บาดเจ็บอีกร่วม 20 ราย รถดับเพลิงถูกไหม้เสียหาย 6 คัน น้ำมันเบนซินถูกเผาไหม้ไปร่วม 24.5 ล้านลิตร รวมเสียหายเป็นมูลค่าประมาณ 850 ล้านบาท

หรือกรณีล่าสุดอย่างเหตุการณ์ถังเก็บสารเคมีระเบิดที่มาบตาพุด ที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ถังเก็บน้ำมัน ภายในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง ของบริษัท มาบตาพุดแทงค์เทอร์มินัล จำกัด ภายใต้เครือ SCGC และควันไฟที่เกิดจากการเผาไหม้นั้น มีความอันตรายต่อสุขภาพที่อยู่ในระดับ 2 จากทั้งหมด 5 ระดับ ส่งผลให้ผู้ที่สูดดมหรือสัมผัส มีอาการแสบตา ปาก คอ โพรงจมูก มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 5 ราย โดยได้รับการยืนยันในที่เกิดเหตุว่ามีผู้บาดเจ็บสาหัสจำนวน 3 ราย ก่อนที่ต่อมาจะมีผู้เสียชีวิตจำนวน 1 ศพ

จะสังเกตได้ว่า กรณีที่ยกมา ล้วนแล้วแต่อยู่ในจังหวัดที่รัฐกำหนดให้เป็น ‘เขตพัฒนาอุตสาหกรรม’ ทั้งสิ้น (ชลบุรี,ระยอง) ตั้งแต่ยุค Eastern SEA board เรื่อยมาจนถึงการที่กำหนดให้ภาคตะวันออกเป็น ‘เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก’ หรือ EEC ที่ดูจะมุ่งเน้นไปที่การลงทุนด้าน ‘อุตสาหกรรม’ เป็นพิเศษ แต่ปัญหาเหล่านี้ก็ยังคงเกิดขึ้นเสมอมาโดยไม่มีแนวทางการรับมือหรือแก้ไขปัญหาที่ชัดเจน

ภาพจาก : ไทยรัฐออนไลน์

ทำความรู้จักกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปกป้องสิ่งแวดล้อม

หากตั้งคำถามในเรื่องนี้ต่อไปว่า มีกฎหมายอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและคุ้มครองด้านสิ่งแวดล้อมในไทย และเพราะเหตุใด การบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ถึงไม่มีประสิทธิภาพมากพอ จนทำให้เกิดเหตุการณ์ดังที่ได้ยกตัวอย่างไปในข้างต้น?

จากการสัมภาษณ์ สุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการ มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLaw) ได้อธิบายถึงตัวบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและกำกับผลกระทบจากการประกอบกิจการอุตสาหกรรมต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ที่โดย ‘ปกติ’ แล้วจะนำมาใช้กับกรณีที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการพัฒนา

“หากพูดถึงตัวบทกฎหมายที่คอยควบคุม กำกับ และดูแลให้การพัฒนาด้านอุตสาหกรรม ก็จะมีกฎหมายกลางก็จะมี พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ถ้าเป็นกฎหมายใหม่ขึ้นมาหน่อยก็คือ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ ที่จะมองเรื่องสุขภาพเป็นสำคัญ อีกอันก็คือ พ.ร.บ.ผังเมือง ที่จะกำหนดขอบเขตในเชิงพื้นที่ของการประกอบกิจการอุตสาหกรรมค่ะ ทั้งหมดเป็นกฎหมายกลางที่เอามาใช้ในมาตรการเชิงป้องกัน”

“ในส่วนของ พ.ร.บ.ส่งเสริมการรักษาสิ่งแวดล้อม และ พ.ร.บ.ผังเมือง ถ้าว่ากันตามหลักการแล้วมันคือกฎหมายที่ใช้ป้องกันเหตุ ถ้าเป็นไปตามหลักการแล้วมันจะมีมาตรการเชิงประเมินผลกระทบก่อนที่จะอนุญาตให้ประกอบกิจการ ส่วน พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ ที่เป็นกฎหมายใหม่ ก็พูดถึงเรื่องสิทธิสิ่งแวดล้อม และสิ่งแวดล้อมที่ดีอยู่ด้วยค่ะ”

สุภาภรณ์ ยังกล่าวถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องในเชิงกำกับการประกอบกิจการอุตสาหกรรม รวมถึง ‘เครื่องมือ’ ในการประเมินผลกระทบ ที่ถูกระบุไว้ในกฎหมายเพื่อการป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากอุตสาหกรรม ต่อไปว่า

“แต่ถ้า พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการอนุมัติ อนุญาต แล้วก็มาตรการในเชิงกํากับมันก็จะมี พ.ร.บ.โรงงาน พ.ร.บ.ประกอบกิจการพลังงาน อันนี้มันก็จะเป็นกฎหมายเฉพาะในการกำหนดมาตรการการมีส่วนร่วมของประชาชน มาตรการเรื่องหน่วยงานรัฐที่เข้าไปกํากับดูแล หากต้องมีคําสั่งใดๆ กับโรงงานหรือกิจการนั้นๆ”

“การประกอบกิจการต่างๆ มันจะต้องไม่กระทบกับประชาชน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม จนก่อให้เกิดความเสียหาย ดังนั้นเนี่ยกิจการที่มีความเสี่ยง มันจะมีมาตรการกําหนดว่าต้องประเมินในเชิงผลกระทบ มีกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนก่อนที่รัฐจะไปอนุญาตให้ประกอบกิจการได้ อันนี้คือหลักการนะคะ แต่ในทางกระบวนการมันก็ยังมีปัญหาอยู่”

“อย่างมาตรการ เช่น EIA (การประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม) EHIA (การประเมินผลกระทบทางสุขภาพและสิ่งแวดล้อม) มันจะอยู่ใน พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแแวดล้อม พ.ศ.2535 ซึ่ง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม เนี่ย เจตจํานงชัดเจนว่ากิจการเหล่านี้ต้องดำเนินการจัดทำเพื่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนน้อยที่สุด”

ไม่จริงจัง ไม่ดูแล : ปัญหาของกฎหมายสิ่งแวดล้อมในไทย

สุภาภรณ์ กล่าวถึงการใส่ใจในการกำกับและป้องกันกิจการอุตสาหกรรรมของรัฐไทยที่ไม่มีประสิทธิภาพ แม้ว่าการเข้ามาของการพัฒนาอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก จะมีเวลากว่า 60 ปีแล้วก็ตาม รวมถึงปัญหาเรื่องการให้ใบอนุญาตแก้การประกอบกิจการโรงงานขยะ ที่ไม่มีการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้ชาวภาคตะวันออกต้องเผชิญกับปัญหามลพิษสะสมในหลายพื้นที่

“รัฐไทยไม่ให้ความสําคัญในเชิงมาตรการป้องกันกํากับและแก้ไขอย่างจริงจัง เราพัฒนาอุตสาหกรรมมาตั้งแต่ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 (พ.ศ.2504 – พ.ศ.2509) ภาคตะวันออกเรามีโรงงานกระจายอยู่ทั้งภาค แต่ละจังหวัดมีจํานวนกี่โรงงาน อย่างประเด็นเรื่องผลกระทบของโรงงงานขยะ ที่ EnLaw ทำอยู่ ภาคตะวันออกมีเป็น 1,000 โรงงานเลย เน้นว่าเฉพาะโรงงานที่เกี่ยวกับการประกอบกิจการขยะนะคะ แต่ว่าบางโรงเนี่ยไม่ได้ถูกจํากัดความว่าจะต้องประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้วยซ้ำ และก็ยังไม่ถูกแก้ไข”

“ประเด็นที่สองก็คือว่า มันมีโรงงานแบบนี้อยู่พันกว่าโรง ศักยภาพการรองรับมลพิษของสิ่งแวดล้อมมันจะรองรับได้แค่ไหน แม้ว่าจะพูดบนฐานที่ทําถูกกฎหมาย คือปล่อยมลพิษตามเกณฑ์ มันก็จะต้องคํานวณในเชิงสะสมต่อไป แต่สิ่งที่เป็นอยู่มันคือการให้ใบอนุญาตเป็นรายโรงงานค่ะ ซึ่งหมายถึงว่าเราไม่มีการประเมินผลกระทบในเชิงสะสม”

“แล้วยิ่งกว่านั้นคือ มันมีบางโรงงานที่ ไม่ถูกกฎหมาย แต่ยังประกอบกิจการในพื้นที่ได้ แล้วก็มีบางโรงงานที่ปล่อยมลพิษเกินกว่าที่กฎหมายกําหนด มันก็ยิ่งทําให้การสะสมของมลพิษมันเพิ่มมากขึ้นในแต่ละพื้นที่ ถ้าปริมาณของโรงงานมันมีจํานวนมาก แล้วเราไม่มีการทำ SEA หรือ การประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ เพราะว่ามันจะเป็นการประเมินเชิงพื้นที่ ประเมินลักษณะสะสมของประเภทกิจการมลพิษต่างๆ ด้วย ซึ่ง ณ ตอนนี้สำหรับเรา คิดว่าแค่การทำ EHIA มันไม่เพียงพอแล้วในการแก้ไขปัญหาที่มันเกิดขึ้น”

สุภาภารณ์ ยังกล่าวถึงเหตุการณ์การขนย้ายสารเคมีอันตรายจากพื้นที่ภาคตะวันออก ที่เป็นประเด็นในสังคมว่า นี่คือความล้มเหลวในการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมของรัฐไทย และไม่มีแม้แต่มาตรการในการรับมือต่อสถานการณ์ที่ต้องมีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเป็นรูปธรรม

“อีกอย่างที่สําคัญก็คือ จากปรากฏการณ์ วิน โพรเสส หรือ กากแคดเมียม ในภาคตะวันออก เราพบว่าเมื่อเกิดเหตุปนเปื้อนมลพิษในสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง เราไม่มีเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาที่จะฟื้นฟูพื้นที่ได้ ซึ่งการจัดการในตอนนี้มันเป็นการโยกย้ายสารเคมีข้ามจังหวัด จากจังหวัดนี้ ไปจังหวัดนั้น เมื่อจังหวัดปลายทางเขาไม่รับ ก็ส่งกลับมา มันสะท้อนความล้มเหลวของการบริหารจัดการในเรื่องมลพิษที่ไม่สามารถฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมได้ อีกข้อนึงคือไม่สามารถเยียวยาความเสียหายอย่างเป็นธรรมให้กับประชาชนผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนได้ กลับให้ไปใช้ระบบปกติ ชุมชนก็ไปรักษาเยียวยาเอาตามสิทธิ์เท่าที่มีอยู่”

เมื่อความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมไม่ได้มาเป็นอันดับหนึ่ง

สุภาภรณ์ ยังได้กล่าวถึงความย้อนแย้งในการพยายามจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมจากการประกาศศเขตควบคุมมลพิษ แต่รัฐกลับผลักดันให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมให้เกิดขึ้นในพื้นที่มากขึ้นกว่าเดิม สะท้อนถึงการให้ ‘ความสำคัญ’ ที่อยู่ในสายตาของรัฐไทย

“นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดที่เกิดขึ้นในภาคตะวันออก เคยถูกประกาศให้เป็นเขตควบคุมมลพิษ ซึ่งการเป็นเขตควบคุมมลพิษหมายความว่า บริเวณพื้นที่นั้นมีมลพิษบางอย่างที่อาจก่อให้เกิดอันตราย มันจะต้องถูกจัดการให้ลดมลพิษเหล่านั้นก่อน แต่ตั้งแต่ประกาศให้เป็นเขตควบคุมมลพิษในปี จนถึงปัจจุบัน การปล่อยมลพิษก็ยังเกินอยู่ จนไม่สามารถถอดจากเขตควบคุมมพิษได้สักที แต่รัฐกลับเพิ่มอุตสาหกรรมใน 3 จังหวัดผ่านการประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มเข้าไม่อีก โดยไม่คํานึงถึงเขตควบคุมมลพิษที่มีอยู่แล้ว”

“สรุปแล้วรัฐไทยให้ความสําคัญกับอะไร? ในเมื่อมลพิษและผลกระทบกับชุมชมยังจัดการไม่ได้ แต่ก็ยังเพิ่มอุตสาหกรรมเข้ามาอีกโดยไม่เอาปัจจัยเหล่านี้มาประเมินก่อน”

อีกทั้งยังกล่าวถึงกฎหมายผังเมืองซึ่งมีมาตรการในการจัดโซนเพื่อการพัฒนาเมืองและการอยู่ร่วมกันได้ระหว่างชุมชน เกษตรกรรม และอุตสาหกรรม แต่ทั้งนี้ กฎหมายผังเมืองกลับถูกนำมาใช้อย่างกลับหัวกลับหางจากอำนาจที่อยู่นอกรัฐธรรมนูญ กลายเป็นการทำลายพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านการเกษตร ให้กลายเป็นพื้นที่เพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว

“อีกประเด็นนึงที่แย่มากๆ ก็คือเรื่อง พ.ร.บ.ผังเมือง ซึ่งจริงๆ เป็นกฎหมายที่ดีในการจัดพื้นที่ว่า โซนไหนควรจะพัฒนาเป็นอุตสาหกรรมก็จะมีมาตรการแบบนึง โซนชุมชนก็มีมาตรการแบบนึง มันเป็นกฎหมายวางแผนการบริหารจัดการทั้งเชิงโครงสร้างพื้นฐาน การใช้ประโยชน์ที่ดิน และทิศทางการพัฒนาที่มันคุ้มครองทั้งมิติการพัฒนาอุตสาหกรรม พื้นที่ชุมชน และระบบนิเวศน์ แต่มันถูกยกเลิกตั้งแต่คําสั่งที่ 4/2559 จาก คสช. แล้วผังเมือง EEC ที่มากับ พ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ก็มาเปลี่ยนพื้นที่ที่แต่เดิมเป็นพื้นที่เกษตรกรรม พื้นที่ชุมชนที่มีระบบนิเวศน์เฉพาะเนี่ย กลายมาเป็นพื้นที่ที่ทําอุตสาหกรรม แล้วก็ทําลายพื้นที่ที่มีศักยภาพโดดเด่นในเรื่องเกษตรกรรม อย่างประเด็น นาขาวัง ในจังหวัดฉะเชิงเทรา”

ข้อเสนอต่อการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพ

ในท้ายที่สุด สุภาภรณ์ ได้เสนอทางเลือกต่อการจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นจากการให้ความสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม และละเลยต่อผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม และการบังคับใช้กฎหมายที่ยังมีอำนาจทับซ้อนกัน จนทำให้การแก้ไขปัญหาไม่มีประสิทธิภาพและรวดเร็วพอ

“สำหรับภาคตะวันออก อันดับแรกคือ พ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ที่ต้องถอดบทเรียนให้ชัดเจน เพราะว่าเป็นกฎหมายฉบับแรกในประเทศไทยที่เกี่ยวกับการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ และเราคิดว่ามีผลซ้ำเติมปัญหาในการพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในภาคตะวันออกอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นยังไม่ควรเดินหน้ากฎหมายในลักษณะนี้กับพื้นที่อื่นๆ อย่างเช่น เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ ที่อยู่ในกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ดังนั้นควรหยุดการพิจารณาไว้ก่อน แล้วกลับมาทบทวนสถานการณ์ในภาคตะวันออกว่ามันมีผลกระทบอะไร และต้องปรับปรุงแก้ไขทั้งตัวกฎหมาย และแก้ไขประเด็นที่เป็นปัญหาในพื้นที่ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมก่อน”

“สอง ก็คือว่าในภาคตะวันออกมันสะท้อนชัดเรื่องการกํากับ ควบคุมของหน่วยงานรัฐทั้งในระดับท้องถิ่น กับระดับประเทศเพราะว่าบางส่วนมาจากนโยบาย เช่น ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับเรื่องอุตสาหกรรมขยะ การที่ถังสารเคมีระเบิด ไฟไหม้ มีการลักลอบฝังสารเคมีอันตรายจำานวนมากเนี่ย มันมาทั้งจากนโยบายรัฐเรื่องการส่งเสริมเรื่องการจัดการขยะที่เพิ่มมากขึ้น และอีกอันก็คือ พ.ร.บ.โรงงาน หรือกฎหมายที่ให้อํานาจในการจัดการ กํากับ ควบคุม มันย่อหย่อน หรือเจ้าหน้าที่ไม่สามารถที่จะบังคับใช้กฎหมายตัวนี้ได้อย่างเต็มที่ มันจึงเกิดเหตุขึ้น”

“รัฐไทยต้องปรับปรุงโครงสร้างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสิ่งแวดล้อมทั้งหมด ให้มันบูรณาการกันค่ะ เพราะตอนนี้ สิ่งที่เป็นปัญหาอยู่คือการบังคับใช้กฎหมายที่ทับซ้อนกัน อย่างเช่น พ.ร.บ.โรงงาน ที่บอกว่าดูแลภายใต้พื้นที่ขอบเขตของใบอนุญาตประกอบกิจการเท่านั้น หากมีการรั่วไหลออกนอกเขตจะต้องไปดูประกาศคำสั่งของกรมควบคุมมลพิษ แต่กรมควบคุมพิษไม่ได้มีข้อมูลว่าโรงงานดังกล่าวประกอบกิจการเกี่ยวกับอะไร แล้วปล่อยมลพิษอะไร แค่ 2 หน่วยงานที่เกี่ยวกับเรื่องการจัดการมลพิษ ข้อมูลก็ไม่เท่ากัน การบริหารจัดการก็ไม่ได้เชื่อมโยงกัน แม้ว่าจะเป็นการก่อความผิดจากผู้ประกอบการเดียว”

“เพราะฉะนั้นมันต้องมาดูโครงสร้างกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งการอนุมัติ อนุญาต ที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรม และกฎหมายกลาง เพื่อมาบูรณาการให้มันเกิดมาตรการเชิงป้องกันด้านสิ่งแวดล้อม การกํากับที่มีประสิทธิภาพ และหากเกิดเหตุก็จะต้องมีกฎหมายที่เกี่ยวกับการจัดการแก้ไข ผู้ก่อมลพิษจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบอย่างแท้จริง ไม่ใช่เอาภาษีประชาชนมาจัดการมหรือแก้ไขปัญหา”

ภาพจาก : thailand.go.th

“ในปัจจุบัน กลไกที่มีอยู่มันไม่สามารถนําไปถึงตรงนั้นได้ พ.ร.บ.โรงงาน ก็มีอํานาจให้เจ้าหน้าที่กรมโรงงานสามารถเอาผิดกับผู้ประกอบการได้ หรือว่า พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาสิ่งแวดล้อม ก็เขียนไว้ว่า ถ้าเกิดเหตุอะไรที่ก่อให้เกิดผลกระทบ รัฐต้องไปจัดการแก้ไข ก็ต้องไปเรียกค่าเสียหายกับผู้ก่อมลพิษ หรือรัฐก็ต้องสั่งให้ผู้ก่อมลพิษการจัดการได้”

“แต่ปรากฏการณ์ในประเทศไทยคือ บริษัทผู้ก่อมลพิษเหล่านั้นมักจะล้มละลาย หรือว่าตัวเจ้าของเองไม่อยู่ในประเทศ เพื่อให้เราบังคับใช้กฎหมายได้ เพราะฉะนั้นมันต้องมีมาตรการที่เป็นหลักประกัน อย่างเช่น มาตรการด้านภาษีในมิติเรื่องสิ่งแวดล้อมหรือผลกระทบ ที่ไม่ใช่ภาษีทั่วไปที่เก็บจากการประกอบการ มาตรการด้านกองทุน เพื่อที่จะเป็นหลักประกันว่าผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้จ่าย หรือรับผิดชอบในความเสียหายทางด้านสิ่งแวดล้อม ที่เสนอสิ่งนี้เพราะเราพบว่ากฎหมายที่มีอยู่มันไม่สามารถเอาผิดได้อย่างแท้จริงค่ะ”

 

หากจะยกกรณีตัวอย่างที่ชัดเจนของเรื่องผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากอุตสาหกรรม จนส่งผลให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณโดยรอบ อย่างในกรณีของ เทียบ สมานมิตร ผู้เป็นเจ้าของสวนยางที่มีที่ดินติดกับโกดังเก็บสารเคมีของ ‘วิน โพรเสส’

เทียบ ได้กล่าวไว้ในตอนหนึ่งของบทสัมภาษณ์ เกี่ยวกับกรณีไฟไหม้โกดังเก็บสารเคมีอันตรายของ ‘วิน โพรเสส’ ณ บ้านหนองพะวา ต.บางบุตร อ.บ้านค่าย จ.ระยอง จนกองเพลิงได้ลุกลามเข้าไปยังสวนยางพาราของตระกูลจนเหลือแค่เถ้าธุลี ว่า ;

“สองปีกว่าแล้วที่ฟ้องชนะคดี แต่ไม่มีการเยียวยาเลย เขาก็พูดเกือบทุกที่แหละว่าจะเยียวยา แต่มันก็เงียบ ไม่มีใครเป็นเจ้าภาพ เพราะเจ้าของโรงงานเขาก็บอกว่าล้มละลายแล้ว แล้วเงินตั้ง 20 ล้าน ใครจะมาจ่าย จะเอาเงินหลวง หลวงก็จะให้เหรอ อย่างเขาบอกว่าเอาเงินหลวงไปจัดการก่อนแล้วเดี๋ยวเก็บคืนกับโรงงาน คิดว่ามันจะได้เหรอ”

“ก่อนหน้าก็เคยออกไปประท้วง เรียกร้อง ชนกับหน่วยงาน ทำมาหมดแล้ว ไม่ได้ผลสักอย่าง เสียเวลาเปล่าเลย ก็มีอาจารย์คนหนึ่งมาแนะนำว่าให้ลองคุย ต่อรอง บอกวิธีให้รัฐจัดการ เอากฎหมายไปสู้ เน้นพูดคุยประสานงาน มันถึงพอเดินหน้าได้บ้าง แต่ก็ไม่มาก”

“ถ้าเราไปชนเขา เขาก็ชนเรา อย่างชาวบ้านไม่รู้เรื่องกฎหมายเลย เผลอโดนจับ ติดคุก นัดข้อหาคดี ทำไง เพราะเราไม่มีหลังที่จะพิง จะไปปรึกษาใครได้ เขาก็หิ้วติดคุกกันหมดถ้าชน มันมีกฎหมายเยอะ กฎหมายก่อม็อบ มีหมด โดนกันหมด แล้วไวด้วย”

นี่คือตัวอย่างของปัญหาภาพใหญ่เรื่องผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ซึ่งรัฐไทยก็ยังไม่มีแนวทางในการจัดการปัญหาเรื่องนี้ จะส่งผลต่อภาพย่อยๆ อย่าง ‘คน’ ที่มีเลือดเนื้อเชื้อไข และกำลังประสบกับปัญหาอย่างหนักในพื้นที่อย่างไร

อาจพูดได้ว่า สถานการณ์ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่ดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องในภาคตะวันออก มีที่มาจากกฎหมายที่มีความซับซ้อน และซ้อนทับระหว่างหน่วยงานที่กำกับดูแลเรื่องนี้ ส่งผลให้เมื่อเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ขึ้น มักจะเกิดสภาวะ ‘สุญญากาศ’ ทางการจัดการ เพราะต้องพิจารณาก่อนว่าหน่วยงานไหนมีอำนาจในการสั่งการ ส่งผลให้เกิดความล่าช้าจากการบังคับใช้กฎหมายอยู่เสมอ หรืออาจพูดได้ง่ายๆ ว่า จากวลียอดนิยมของประชาชนคนไทยว่า เป็นปัญหาของระบบ ‘ราชการไทย’ อย่างที่ทุกคนเข้าใจกัน

 

ไม่เช่นนั้นประชาชนชาวตะวันออก คงต้องลุกขึ้นมาจัดการและช่วยเหลือตนเองเท่าที่พอจะทำได้อย่างนี้กันต่อไป หากรัฐไม่สนใจที่จะแก้ไขปัญหา ‘จากต้นน้ำยันปลายน้ำ’ เสียที

 

อ้างอิง
22 ปีที่แล้ว เกิดเหตุเพลิงไหม้!! ‘โรงกลั่นน้ำมันไทยออยล์’ นับว่าเป็นเหตุการณ์เพลิงไหม้คลังเก็บน้ำมัน ที่ร้ายแรงที่สุดในประเทศไทย!!  (thestatestimes.com)
ATTENTION : เกิดเหตุเพลิงไหม้แท้งก์เก็บสารเคมี ภายในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง ประกาศอพยพด่วน (Epigram News)
facebook.com
written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR